หลังน้อยสุดอบอุ่น ทำตามฝันสำเร็จ สร้างบ้านบนที่ดินส่วนส่วนตัว ใช้งบไม่เกิน 4 แสนบาท

หากใครคนไหนนั้นมีพื้นที่ดินเป็นส่วนตัวเองและอยากจะมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองเป็นบ้านในฝันแต่บอกเลยว่าบางคนนั้นก็ต้องประสบปัญหากับงบในการสร้างบ้านที่แพงเหลือเกินแต่ถ้าหากการมีพื้นที่อยู่ในมือนั้นก็จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ดินไปอีกมากและสามารถได้ค่าสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น

และในวันนี้นี่เองค่ะทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเรื่องราวการสร้างบ้านในฝันของคุณสมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึ่งที่มีชื่อว่า สมาชิกหมายเลข 2131465 โดยเขานั้นได้ออกมาแชร์เรื่องราวประสบการณ์ในครั้งนี้ให้กับเพื่อนๆได้ฟังเนื้อเรื่องของการสร้างบ้านในงบประมาณที่ไม่แพงเกินเอื้อมไว้สำหรับคนที่ต้องการสร้างบ้านและหาแรงบันดาลใจในการสร้างบ้านของตัวเองซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

โดยเจ้าของกระทู้ได้มีการเข้าพื้นเพของตัวเองว่าเจ้าของกระทู้นั้นเป็นคนกรุงเทพฯแต่มีญาติมาย้ายอยู่ในบริเวณจังหวัดนครปฐมอำเภอสามพรานและเห็นว่าอำเภอสามพรานนั้นอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯจะมีการร่วมหุ้นซื้อที่ดินเป็นจำนวน 130 ตารางวากับญาติและแบ่งให้กับทางเจ้าของกระทู้ประมาณ 30 ตารางวาเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกบ้านและใช้สอย

สำหรับจุดประสงค์ในการสร้างบ้านนั้นก็คือต้องการมาอยู่กันสองคนในอนาคตหรือต้องการไปมาพักผ่อนเพราะจากที่ไปมาอยู่หลายเดือนเจ้าของกระทู้กับย่าก็ได้มาซื้อที่อำเภอจังหวัดนครปฐมอำเภอสามพรานเหลืองสีพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนกล้วยจึงทำให้การเดินทางเข้ามานั้นไม่ลำบากมากและสามารถเข้ามาจากถนนหลักเพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้นและแปลงติดถนนสาธารณะและห่างจากตลาดสามพราน 4 กิโลเมตรถ้าขับรถมาจากกทมก็เพียงแค่ 50 นาทีเท่านั้นก็ถึงแล้ว

โดยการสร้างบ้านนั้นเริ่มต้นจัดการเคลียร์พื้นที่สวนหรือเจ้าของกระทู้กับญาติจะช่วยกันตัดกล้วยและลอกสว่างดูดน้ำออกจากแรงส่วนที่ไหนที่สุดก็คือการทำคันกั้นดิน และจากนั้นทางเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการพบว่าการจ้างรถแบคโฮนั้นมาจัดการจะสามารถช่วยประหยัดแรงงานได้อีกเยอะนอกจากนี้ยังมีการดูดน้ำออกและสั่งดินมาถมเกือบ 70 คันคันละ 1,800 บาทโดยใช้ดินดำ

หลังจากที่มีการถมพื้นที่ทางแยกเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการปลูกบ้านทันทีและมีการวางเสาเข็มทำคานส่วนเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการให้ช่างเทลานบ้านไว้ก่อนแต่ยังไม่ได้มีการปลูก Project ทำการปลูกบ้านจึงมีเพียงแค่ลานบ้านที่ทิ้งไว้เท่านั้น ในส่วนของที่ดิน+ค่าถม+จิปาถะ เมื่อแยกคำนวณเฉพาะค่าที่จำนวน 30 ตรว. ไม่เกิน 2 แสน (สงวนเลขที่แท้จริงครับ/ที่ตรงนี้บางคนได้ถูกแพงไม่เท่ากัน) ถ้าที่สวยๆ ริมคลองก็งานละ (100 ตรว.) 5-7 แสนแบบที่ยังไม่ถม

สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นมักจะเสียไปกับการข้าวรู้โดยที่ไม่ถึงการณ์ฉะนั้นการจะถมที่ดีหรือทำอะไรก็ควรศึกษาดีๆและมีการดำเนินการในเรื่องของสาธารณูปโภค ไว้ด้วยนะหลังจากที่ทำไปแล้วผ่านไปประมาณครึ่งปีจึงทำให้งบในการสร้างบ้านเหลือเพียงแค่ 150000 บาทเท่านั้นจึงทำให้เจ้าของบ้านนั้นเลือกบ้านในแบบน็อคดาวน์ขนาดเล็กเป็นหลักและได้มีการไปตระเวนหาบ้านน็อคดาวน์ทั้ง มีนบุรี นครปฐม ราชบุรี อยุธยา ปทุมธานี แต่สุดท้ายก็ไปพบเจอกับบ้านในฝันที่นครนายกเพราะถูกใจในเรื่องของราคาและวัสดุ

เวลาเลือกบ้านน็อคดาวน์หลักๆ ควรดูเรื่อง

– วัสดุที่ใช้ เช่น ขนาดเหล็ก/ความหนา ใช้เหล็กกัลวาไนซ์หรือเหล็กดำทาสี (ควรเลือกกัลวาไนซ์) เกรดวัสดุที่มาประกอบบ้าน ถ้าไม่ดีก็ข้ามไปเลยไม่ต้องคุยต่อกับเซลส์

– การออกแบบหรือรับออกแบบตามความต้องการของเรา มีความยืดหยุ่นในการออกแบบ จะปรับเปลี่ยนเพิ่มอะไรมีมาตรฐานราคาแจ้งไว้ชัดเจน

– ราคา/ความคุ้มค่า ประเมินจาก 2 ข้อข้างต้น บางที่บ้านอาจแพงต้องดูรายละเอียด เช่น บ้านที่มีฉนวนกันความร้อนในฝ้าหรือผนังย่อมแพงกว่าบ้านที่ใช้สมาร์ทบอร์ดหรือไม่มีฉนวน เลือกบ้านตามงบที่มีตามที่เราเลือก

เนื่องจากขนาดบ้านงานมีขนาดเล็กจึงได้มีการเลือกเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นรวมแล้วประมาณแค่ 4 อย่างเท่านั้นโดยมีการสั่งเฟอร์นิเจอร์มาจากอินเทอร์เน็ตและ IKEA แก่แล้วก็มีปัญหาในเรื่องการสั่งบ้านน็อคดาวน์พระเจ้าของกระทู้นะมีประสบการณ์การผิดพลาดเล็กน้อยจากการสื่อสารกับเซลล์จึงทำให้เซลล์นั้นเกิดการเขียนแบบผิดจ่ายพี่คิดว่าจะได้รับนิดหน่อยหรือตีเงินเป็นเงินไปเสียประมาณ 2,500 บาทโดยบ้านน็อคดาวน์เจ้านี้นะสร้างเสร็จก็จะมาให้ตรวจแก้และเอาบ้านมาตั้งและรับงานจึงทำให้เสียเงินค่าแก้งานเพิ่ม แล้วบ้านก็สร้างเสร็จพร้อมยกมาจากนครนายกสู่นครปฐม ค่ายก 15,000 ระบุรวมในสัญญาแล้ว

โดยบ้านที่ได้นำมาติดตั้งนั้นก็จะต้องมีงานเก็บบ้างบางอย่างก่อนที่จะติดตั้งไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความเสียหายในระหว่างขนส่งได้เช่น ประตู สุขภัณฑ์ หลังคาด้านระเบียงหน้า เป็นต้น จึงจำเป็นต้องถึงที่หมายก่อนที่จะติดตั้งในอีกครั้งหนึ่งสำหรับในเรื่องของขนาดบ้านนั้นขนาดบ้านโดยมีทั้งหมดประมาณ 3 * 6 เมตรและมีการยกสูงประมาณ 50 เซนติเมตรโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้…

– ระเบียงหน้า 3X1.5 เมตร มีพนักที่นั่งและบันไดขึ้น มีไฟโคมด้านหน้า

– ตัวห้อง มีขนาด 3X3 เมตร มีไฟดาวน์ไลท์แบบ LED ประตูบานเลื่อน และหน้าต่าง 2 บานพร้อมมุ้งลวดเหล็กดัด

– ระเบียงหลัง 1.5X1.5 เมตร+ห้องน้ำ 1.5×1.5 เมตร พร้อมสุขภัณฑ์

นอกจากนี้ทางเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการให้ช่างมาเก็บงานและต่อเติมพื้นที่ที่เป็นที่เก็บของด้านหลังหรือต้องการเป็นพื้นที่ได้ไว้สร้างครัวในอนาคตโดยจะมีการทำโครงสร้างหลังคาเมทัลชีทพร้อมกับตีระแนงไม้แบบโปร่งจึงทำให้มีงบในการต่อเติมบ้านและรั้วบ้านทั้งหมดในราคา 150,000 บาท พอดี

เปิดเรื่องจริง กับ 9 ปี คดีแพรวา สุดอัดอั้นไม่เคยเหลียวแล

กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวคราวที่ผ่านมาแล้วประมาณ 9 ปีซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นจะต้องคุ้นเคยกับข่าวนี้กันเป็นอย่างดีกับใช้ยาของเขาที่มีชื่อว่าแพรวา 9 ศพโดยในตอนนี้คดีนี้ได้ลากยาวมาถึง 9 ปีแล้ว ซึ่งในล่าสุดเธอนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและทราบข่าวคราวว่าแต่งงานไปเรียบร้อย

โดยในล่าสุดนี้เมื่อเวลาผ่านมา 9 ปีก็มีผู้เสียหายรายหนึ่ง ไม่อาจทนต่อความเพิกเฉยเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้จึงได้ออกมาแชร์เรื่องราวผ่านทางทวิตเตอร์ที่มีชื่อว่า tintin ที่ได้มีการระบุว่าตัวเองนั้นเป็นหนึ่งบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีการเขียนเรื่องราวผ่านทาง Twitter และได้มีการเผยแพร่ทางผ่าน Facebook ที่มีชื่อว่า View Itsarin Klongkleaw โดยได้มีการระบุข้อความไว้ว่า

เรื่องมันเป็นเช่นนี้เอง

#แพรวา9ศพ

จากคนที่รอดในวันนั้น

อยากรู้อะไรมากกว่านี้ไปส่อง ในทวิต

*****#ออกความเห็นกันแบบสุภาพ

#ไม่เหยียดหน้าตาเค้านะ

#จะเม้นอะไรระวังพรบคอมด้วยค่ะ

นางทำผิด เราเหยียดการกระทำเค้าได้แต่เราก็ไม่ควรไปเหยียดหน้าตาเค้าเน้อ บางเม้นด่าหน้าตาเค้าเราว่ามันเกินไป เราสนใจในการกระทำเค้าดีกว่านะ

โดยได้มีการโพสต์ข้อความพร้อมแนบภาพจากทวิตเตอร์โดยมีเนื้อหาดังภาพดังต่อไปนี้ ….

โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ได้มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายและยังมีหลายคนที่ยังไม่ลืมเรื่องราวเหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลอีกครั้งหนึ่งโดยคดีจะเป็นอย่างไรต่อนะต้องติดตามกันต่อไปดู

นายกเตือนฝ่ายค้าน ‘ห้ามอภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ขอให้รู้จักหน้าที่ด้วย

โดยล่าสุดมีทางพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการพูดถึงนโยบายใหม่ของรัฐบาลใหม่ว่าคำนโยบายของรัฐบาลนั้นทุกคนต้องเข้าใจว่าถึงเป็นแบบฟอร์มอย่างหนึ่งเหมือนกับการทำงานที่จะต้องตอบรับการทำงานของทุกพรรคการเมืองโดยจะมีรัฐมนตรีมาทำงานร่วมกัน

แต่ในการทำงานมันก็ต้องมีมาตรการหลายเรื่องที่ต้องระมัดระวังโดยนโยบายต่างๆนั้นจะต้องสอดคล้องกับงานด้านความมั่นคง แผนสภาพัฒน์ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนการปฏิรูป โดยจะมีทั้งนโยบายเร่งด่วนและระยะยาวที่ต้องดำเนินการ จึงขอให้ทุกคนเข้าใจ

การแถลงนโยบายกำหนดไว้วันที่ 25 กรกฎาคม ยังคงเป็นไปตามนั้น ขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องการแถลงนโยบายและการเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นคนละเรื่อง คนละวาระกัน

ขอกราบเรียนสมาชิกผู้ทรงเกียรติต่างๆไว้ด้วย เพราะผมเห็นว่าหลายอย่างยังไม่ตรงกับหน้าที่ในการทำงาน เพราะมันไม่ใช่เรื่องการอภิปรายการทำงานของรัฐบาล ถือเป็นคนละเรื่อง ผมเคารพทุกคนให้เกียรติทุกคนเสมอมา ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล และให้เกียรติประชาชนที่เลือกพวกท่านเข้ามาด้วย เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญของผม”นายกฯกล่าว

นอกจากนี้ทางพลเอกประยุทธ์ก็ยังมีการกล่าวอีกว่าในขณะนี้ได้มีการร่างนโยบายที่จะแถลงถึงมือเป็นที่เรียบร้อยและกำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างปรับแก้โดยจะใช้เวลาในการแถลงนโยบายกี่วันนั้นต้องมีการหารือร่วมกันในเรื่องนั้นก็ต้องมีการสงวนคำพูดไว้บ้างบางอย่างก็จะต้องหารือกันส่วนจะมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใดแถลงนโยบายบ้างนั้นโดยจะมีรัฐมนตรีทั้งหมด 36 คนจะต้องเข้าร่วมประชุมด้วยกันอยู่แล้วเมื่อถามถึงการไม่บรรจุประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ในนโยบายรัฐบาล ทางพลเอกประยุทธ์ก็ยังกล่าวว่าไม่มีอะไรที่จะร่างออกมารอไปเดี๋ยวก็รู้เอง

เมื่อถามว่าสรุปจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “สนับสนุน ผมพร้อมสนับสนุนให้มีการดำเนินการ แก้ไขทุกกฎหมาย เพราะกฎหมายบางฉบับก็มีปัญหาอยู่ ต้องไปว่ากันตามกระบวนการขั้นตอน ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับใคร วันนี้เราเป็นรัฐบาลของประเทศ”

บิดาแห่งกฎหมาย! เตือนปชช. ถึงแม้ไม่มี คสช. แต่คุมตัวไป ‘ปรับทัศนคติ’ ได้

โดยในล่าสุดที่ผ่านมานายวิษณุเครืองามรองนายกรัฐมนตรีได้มีการกล่าวถึงในกรณีที่มีโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งคสชที่ ที่ 3/2558 ที่ได้มีการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมบุคคลมาปรับทัศนคตินี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไปไหนแต่ปรับเปลี่ยนให้เป็นอำนาจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

ยกตัวอย่างง่ายๆคือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรียกปรับทัศนคติ โดยแต่เดิมนั้นจะมีความเป็นคนเรียกแต่เมื่อพศ. ชหมดหน้าที่แล้วทาง กอ.รมน. ไม่ใช่ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

เมื่อถามว่า การเรียกปรับทัศนคติ รวมถึงให้มีการกักตัวด้วยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่มี ไม่ใช่ ทุกวันนี้ก็มีเชิญไปปรับอยู่แล้ว คือ ขอร้อง อย่านะ แต่ไม่สามารถเอาไปควบคุมตัวได้ การจะคงอำนาจแบบนี้ไว้ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นอำนาจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ดีกว่าเอะอะแล้วประกาศกฎอัยการศึก ไม่เช่นนั้นเขาก็จะประกาศกฎอัยการศึก”

เหมือนมาก! เตือนแบงก์ 500 ปลอมระบาดหนักทั่วภาคอีสาน แนะวิธีสังเกตของจริง

โดยในล่าสุดนี้ก็ได้มีกรณีของที่เจ้าของร้านขายส่งในจังหวัดขอนแก่นมีการเผยภาพธนบัตร 500 บาทที่มีสีแตกต่างกันพร้อมกับโพสต์ข้อความลงทางโลก Social ว่าในตอนนี้ได้มีกำลังระบาดหนักในเรื่องของธนบัตรปลอมซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากจึงทำให้ประชาชนนั้นได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายอีกทั้งยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างหนักด้วย

โดยเจ้าของ Facebook รายนี้นั่นก็คือ นายสุรินทร์ สิงแก้ว เจ้าของร้าน เหล่านาดีพาณิชย์ ที่อยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นโดยเขานั้นได้ถูกคนร้ายนำธนบัตรปลอมมาซื้อของที่ร้านค้า โดยธนบัตรดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนธนบัตรจริงทุกอย่างต่างกันตรงที่เงินไม่สะท้อนแสงลายน้ำไม่มีซึ่งหากไม่สังเกตดีๆก็แทบจะมองไม่ออกและรู้ว่าธนบัตรนี้ปอก็ตอนเอาไปฝากที่ธนาคารเพราะทางเจ้าหน้าที่บอกว่าธนบัตรนั้นเป็นของปลอมจึงทำให้ตกใจเป็นอย่างมากเพราะตั้งแต่เปิดร้านมาตั้งนานไม่เคยเจอเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เลย

โดยทางในสุรินทร์เจ้าของร้านก็ได้มีการออกมาเตือนให้ร้านค้าประชาชนควรระมัดระวังและตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อนที่จะรับเงินจากลูกค้าเพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้ายโดยมีการคาดการณ์ว่าวิธีการของคนร้ายนั้นน่าจะใช้เครื่องถ่ายเอกสารคุณภาพสูงที่ทุกวันนี้สามารถหายได้แบบละเอียดและเหมือนต้นฉบับเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาทำเป็นเงินปลอมและหลอกตามร้านค้านั่นเอง

และในวันนี้เราก็เอาเทคนิคการสังเกตธนบัตรของรัฐบาลไทยมาฝากกันว่าควรจะสังเกตตรงไหนบ้างโดยธนบัตรนั้นจะมีลักษณะพิเศษและยากต่อการปลอมแปลงแต่ต้องรู้จักสังเกตและตรวจสอบโดยสามารถทำได้ง่ายๆเพียง 3 วิธีนั่นก็คือ สัมผัส ยกส่อง และพลิกเอียง​ โดยสารวิธีนี้ถ้าหากตรวจสอบแล้วจะสามารถสร้างความมั่นใจว่าเงินธนบัตรใบนี้เป็นของจริง

1.สัมผัส

– กระดาษธนบัตร จะมีความแข็งแกร่งทนทานไม่ย่อยง่ายเมื่อสัมผัสและจะให้ความรู้สึกแตกต่างจากกระดาษทั่วไป

– ลายที่พิมพ์เส้นนูน ภาพหลายๆเส้นจะมีรายละเอียดที่คมชัดเพราะใช้การพิมพ์ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ คำว่า “รัฐบาลไทย” ตัวอักษรและตัวเลขแจ้งชนิดราคา เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือ ​จะรู้สึกสะดุด

2.ยกส่อ​ง

-ลายน้ำ โดยละลายน้ำนั้นเกิดจากขั้นตอนการผลิตกระดาษที่มีกรรมวิธีพิเศษทำให้เนื้อกระดาษมีความหนาบางไม่เท่ากันจนเกิดเป็นภาพตามที่ต้องการโดยลายน้ำในธนบัตรนั้นก็จะเป็นลายน้ำที่อยู่ในบริเวณ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อนำมายกส่องกับแสงสว่างก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนทางด้านหน้าและด้านหลังอีกทั้งยังมีตัวเลขขนาดราคารูปปลายที่โปร่งแสงเป็นพิเศษ

-ภาพซ้อนทับ เกิดจากเครื่องพิมพ์ทั้งสองด้านพิมพ์นั่นทั้งสองในเวลาเดียวกันเกิดลวดลายที่ออกแบบไว้ตำแหน่งที่ต้องการทางด้านหน้าด้านล่างหลังทับซ้อนกันอย่างสนิทหรือประกอบขึ้นเป็นลวดลายอันสมบูรณ์โดยสามารถสังเกตได้ด้วยการยกธนบัตรส่องแสงได้จะเห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

3.พลิกเอียง

-ตัวเลขแฝง ตัวเลขแจ้งชนิดราคาซ่อนอยู่ในลายประดิษฐ์ มองเห็นได้เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง

-หมึกพิมพ์พิเศษ โดยในธนบัตรนั้นจะมีรายดอกประดิษฐ์ตัวภายในจะมีการแจ้งชนิดราคาไว้เมื่อปีธนบัตรขึ้นลงหรือพลิกซ้ายขวาโดยเฉพาะในชีท 500 1,000 บาทจะเห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งที่สลับกันไปส่วน 100 บาทจะเห็นเป็นประกายเท่านั้น

– แถบสี จะใช้เป็นวิธีพิเศษที่มีการฝังแถบพลาสติกขนาดเล็กโดยเคลือบสีโลหะเอาไว้ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้งและมีบางส่วนของแถบสีที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะระยะจะเปลี่ยนเสียงเมื่อปรับมุมมองโดยภายใต้สีนั้นจะมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคาขนาดเล็กไว้เมื่อ 200 แล้วก็จะเห็นตัวอักษรตัวเลขชัดเจน

– แถบฟอยล์ภาพ 3 มิติ ผนึกไว้ตามแนวตั้ง ภายในมีภาพที่เป็นมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมาจะเห็นองค์ประกอบต่างๆ ในแถบฟอยล์เคลื่อนไหว และเปลี่ยนสีสะท้อนแสงวาววับสวยงาม

-ลักษณะพิเศษภายใต้รังสีเหนือม่วง เป็นหมึกพิมพ์ซึ่งสามารถมองเห็นการเรืองแสงเมื่ออยู่ภายใต้รังสีเหนือม่วง

อุตุฯ ออกประกาศเตือน ’16 จังหวัด’ รับมือพายุดีเปรสชั่นลูกใหม่

ในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการประกาศบริเวณที่มีฝนตกหนักในทางภาคใต้ ภาคตะวันออก โดยจะพบกับคลื่นลมที่แรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนโดยจะมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 21 กรกฎาคม 2562 นี้โดยในช่วงนี้ประเทศไทยนั้นก็จะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักในบางแห่งจึงอยากจะให้ประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวนี้ควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักหรือฝนสะสมซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้โดยผลกระทบตามภาคต่างๆนั้นก็จะมีดังนี้

ในช่วงวันที่ 16-19 ก.ค.2562

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ในช่วงวันที่ 20-21 ก.ค.2562

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: จังหวัดระนองและพังงา

โดยอันดามันจะมีคลื่นสูงถึง 2 – 3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร เป็นที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรจึงอยากจะให้ชาวเรือเดินเรือควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฟ้าฝนคะนองและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

โดยในทางนี้ก็เกิดขึ้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ได้พาเข้าปกคลุมในบริเวณทะเลอันดามันทางภาคใต้จึงมีกำลังแรงลมที่แรงขึ้นจึงทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งและสำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง

โดยจะมีพายุ เปรสชันบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น และเคลื่อนตัวผ่านหัวเกาะฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2562 จึงอยากจะให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดโดยสามารถติดตามข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 11.00 น.

วิธีไหว้ ‘แม่ย่านางรถ’ พร้อมคำถวายของไหว้ ที่ถูกต้อง แล้วจะมีโชคลาภ

ซึ่งในความเชื่อของคนไทยแล้วนั้นใครที่มีรถใหม่ๆก็จะมีความเชื่อของส่วนบุคคลว่าจะมีแม่ย่านางคอยสิงสถิตอยู่ในรถซึ่งแม่ย่านางนั้นก็ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่คนไทยหลายคนเคารพนับถือและคอยเชื่อว่าแม่ย่านางนั้นจะคอยคุ้มครองปกป้องกันภัยต่างๆไม่ให้มากล้ํากลายให้แก่ไปหานะของตนไม่ว่าจะเป็นทั้งรถทั้งเรือโดยเชื่อว่าจะสิงสถิตอยู่ในรถให้ทั้งคุณและโทษแก่ผู้ขับขี่โดยในปัจจุบันนี้ในเครื่องบินที่บรรจุผู้โดยสารก็มักจะมีองค์เทพแม่ย่านางตั้งอยู่ด้วยตามความเชื่อเพื่อเป็นสิริมงคลและเสริมความปลอดภัยในการเดินทางตามความเชื่อนั้นเอง

จึงไม่แปลกที่มีคนไทยหลายคนนั้นเมื่อออกรถมาใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสองก็มักจะคอยทำพิธีไหว้แม่ย่านาง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองภัยยานพาหนะต่างๆ เป็นความสิริมงคชั้นดี แต่นี้ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวความเชื่อของบุคคลใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะรวบรวมสิ่งของที่จะเตรียมเพื่อทำการบูชาแม่ย่านางรถไปด้วยกันโดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

+ผลไม้ 5 อย่าง

+ข้าว 1 ถ้วย

+น้ำ 1 แก้ว

+หมาก / พลู/ยาเส้น

+ยาสูบ 3 ม้วน

โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการว่ายน้ำตามธรรมเนียมแต่โบราณก็คือช่วงสงกรานต์แต่บางคนก็เอามาประยุกต์คือเอาเดือนไหนก็ได้ซึ่งถ้าหากเป็นรถใหญ่อย่างรถทัวร์การงานการเงินก็อาจจะต้องไหว้ปีละ 2 ครั้งรถยนต์ปกติก็จะได้เพียงปีละ 1 ครั้งโดยใช้เวลานี้ช่วงเช้าจัดโต๊ะหน้ารถสตาร์ทเครื่องบีบแตรสามทีเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยจากนั้นก็จุดธูป 9 ดอก และบอกถวายเฉพาะแม่ย่านางรถอย่างเดียวเท่านั้น

คำถวายของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ…ว่า 3 จบ

สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ

ทุติยัมปิ สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ

ตะติยัม สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ….

ลูกขอถวายสิ่งของเหล่านี้แก่แม่ย่านางรถ

ขอท่านจงรับซึ่งสิ่งของเหล่านี้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ลูกทั้งหลายเทอญ

สาธุ…ตอนนี้เราก็พูดในสิ่งที่ดีๆมีโชค ร่ำรวย ทำมาค้าขายให้เงินไหลกอง ทองไหลมา

จงเกิดมีแก่เรา และรอประมาณ 20 นาที แล้วจุดยาสูบ 3 มวนให้เจ้าที่ด้วย และรอประมาณ

3 นาที แล้วมาว่าคำลา

คำลาของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ….ว่า 3 จบ

พุทธังลา ธัมมังลา สังฆังลา

ข้าพเจ้าขอลาสิ่งของเหล่านี้เพื่อให้เป็นทานต่อไป เป็นยารักษาโรค อย่าให้เกิดโทษเลย

นะ เสสัง มังคะลา ยาจามะ

คุณลุงสุดยอด! จบป.4 ประดิษฐ์สามล้อพลังงาน 3 ระบบ วิ่งได้ไกล 200 กม.

วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนไปชมอีกนวัตกรรมที่บอกเลยว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งในล่าสุดนี้ก็ได้มีเหตุที่มีชื่อว่า ทันข่าวอ่างทอง official ออกมาเผยแพร่ถึงสุดยอดวิศวกรชาวบ้านคนหนึ่งนั่นก็คือ นาย วิเชียร เรือนไทย อายุ 69 ปี โดยนาย วิเชียรนั้นเรียนจบหนังสือเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่เขาก็มีความคิดที่สามารถต่อยอดผลิตรถสามล้อไฟฟ้าพลังงานจากระบบไว้ขับขี่โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์โซล่าเซลล์มาเก็บในแบตเตอรี่มาเป็นพลังงานเครื่องยนต์โดยจะเก่งมากแค่ไหนนั้นลองมาดูกันเลย

โดยรถคันนี้ได้มีการทำประดิษฐ์และทดลองถูก ผิดด้วยตัวเองพึ่งเริ่มจากการหาหนังสือมาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้และที่ผ่านมาก็ได้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงานศักย์ระบบเป็นคันแรกในชีวิตต่อมาก็ได้มีการผลิตรถสามล้อ 3 ระบบขึ้นอีก 1 คันและมีความคิดต่อยอดมากขึ้นจนมาถึงรถสามล้อพลังงาน 3 ระบบในรุ่นที่ 3 โดยรถรุ่นนี้นั้นมีจุดเด่นเนื้อเรื่องของการใช้ไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ในขณะที่กำลังขับเคลื่อนส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนได้ไกลกว่าเดิมและใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 80000 บาทเท่านั้น โดยสามารถใช้งานได้จริงและมีการใช้งานเพื่อขับขี่เดินทางท่องเที่ยวทั่วไปได้อีกด้วย

โดยในปัจจุบันนายวิเชียรนั้นอาศัยอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์และประกอบอาชีพเป็นคนดูแลเรือโป๊ะล่าสุดขนถ่ายสินค้าที่อยู่ในบริเวณ ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยคุณวิชัยได้มีการเปิดเผยว่าตัวเองนะมีความชื่นชอบในการประดิษฐ์เป็นอย่างมากและก็ได้มีการประดิษฐ์ รถไฟฟ้ามาแล้ว 3 ครั้งโดยจุดเป้าหมายในการผลิตงานเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางและสามารถบรรทุกคนและของโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8 หมื่นบาทในการซื้ออุปกรณ์ต่างๆจากนั้นก็มีการทำจ้างช่างเชื่อมต่อโครงสร้างประกอบเข้ากับตัวทางด้านนอกที่เป็นอลูมิเนียมกับแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด และยังมีการติดตั้งเครื่องยนต์ของรถยนต์

โดยภายในเครื่องนั้นก็จะมีชุดจ่ายไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้าไว้อยู่ทางด้านหลังและมีบังลมพลาสติกด้านหน้าและใช้ผ้าใบพลาสติกด้านข้างเพื่อป้องกันลมและฝนได้โดยระบบไฟฟ้าของรถนี้เป็นระบบแบบ LED สามารถโดยสารได้ทั้งหมด 4 คนจึงกลายเป็นรถสามล้อเอนกประสงค์ที่ใช้พลังงาน 3 ระบบนั่นก็คือ พลังงานงานแสงอาทิตย์ต่อกับระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ ทำให้รถสามล้อวิ่งได้ไกลเป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร โดยในระหว่างวิ่งนั้นก็จะมีมอเตอร์คอยล์ช่วยชาร์จไฟเก็บเข้าไปในแบตเตอรี่จึงทำให้ลดนั้นสามารถวิ่งไปได้ไกลกว่าแบบเก่าที่เคยทำมา

โดยผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานอันแสนภาคภูมิใจของคุณลุงวิเชียรเป็นอย่างมาก ที่เขาและสามารถประดิษฐ์รถสามล้อไฟฟ้าพลังงานจากระบบได้และตั้งใจจะคิดค้นต่อยอดต่อไปโดยถ้าหากชาวบ้านคนไหนสนใจอยากจะทดลองทางคุณวิเชียรก็ยินดีที่จะช่วยเหลือและสอนในเรื่องของการผลิตทุกขั้นตอนโดยสามารถติดต่อไปได้ที่บริเวณท่าเรือทรายหน้าวัด พิจารณ์โสภณ ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก นภาสวรรค์ของลุงวิเชียรก็คือการคิดค้นประดิษฐ์รถสามล้อ 3 ระบบที่จะสามารถชาร์จไฟได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมงแม้จะไม่มีแสงก็ตามแต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ไปจ่ายกำลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้โดยอยากให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาดและปลอดภัยอีกทั้งยังปลอดมลพิษและเดินทางไปยังที่ต่างๆโดยไม่ต้องใช้น้ำมันได้ต่อไป

เด็กยอดกตัญญู ดูแลแม่พิการลำพัง อดมื้อกินมื้อ อาศัยในเพิงสังกะสี

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ได้ถูกแชร์กันอย่างมากมายบนโลกออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า เด็กชายชนาธิป บุตรคอนบุรี โดยเด็กชายคนนี้อยู่อาศัยกับแม่เพียงแค่ 2 คนที่ป่วยเป็นเนื้อเยื่อสมองตายแขนขาไม่มีแรงและไม่สามารถเดินทางหรือประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงคนในครอบครัวได้

โดยน้องชนาธิปเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนนครหลวง อุดมรัชต์วิทยา โดยในปัจจุบันบ้านของน้องนั้นมีรายได้จากลูกคนโตที่แยกไปมีครอบครัวซึ่งจะช่วยเหลือเงินค่าน้ำค่าไฟและให้เงินเดือน 2,000 บาทเพื่อให้คุณแม่กับน้องโดยทั้งคู่นะจะต้องประหยัดอดออมและข้าวสารที่กินเป็นเพียงแค่ข้าวปลายเมตรซึ่งเดือนไหนถ้าขาดเหลือจริงๆก็จะมีผู้ใจบุญที่ขับแท็กซี่ในกทมคอยช่วยเหลือตามกำลังบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

โดยก่อนหน้านี้ในตอนที่น้องนักเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 น้องต้องคอยออกไปช่วยแม่หารายได้โดยการรับจ้างช่วยงานก่อสร้างและบางครั้งก็ออกไปบิณฑบาตกับหลวงพ่อ ณ สถานปฏิบัติธรรม ต.หนองปลิง อ.นครหลวง จ. พระนครศรีอยุธยา แต่แล้วน้องก็มักจะเกิดอาการวูบเป็นลมเพราะน้องมีประวัติการรักษาด้านจิตเวชโดยในปัจจุบันแม่นั้นไม่ได้พาไปรักษาต่อหรือบำบัดต่อแต่อย่างใด

โดยในครั้งนี้ถ้าหากผู้ใจบุญคนไหนนั้นอยากจะช่วยเหลือก็สามารถเข้าติดต่อได้ที่เบอร์โทร 081-037-9829 มารดา เบอร์ติดต่อ 095-249-5100 ครูชลดา ชีระศิลป์ ครูประจำชั้น ม.1/2 เบอร์ติดต่อ 094-497-5548 ครูจารุณี ธรรมสาลี ครูประจำชั้น ม.1/2 ได้เลย

ทนายมาเอง! นั่งคร่อมมอไซค์-โทรศัพท์ไม่ผิด แนะหนุ่มฟ้องกลับ 157

โดยในล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Guy Thanaponได้มีการออกมาเผยเรื่องราวพร้อมภาพกับระบบโดยมีการระบุข้อความไว้ว่า “จอดรถรับโทรศัพท์ แต่ค่อมรถไว้ผิดกฎหมายโดนจับนะครับ ระวังกันไว้ด้วย พื้นที่บางโพงพาง”

โดยภาพในคลิปนั้นได้ปรากฏออกมาเป็นภาพขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนต้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโดยมีใจความถึงว่าเขาผิดอะไรเพราะเขาจอดรถคุยโทรศัพท์แต่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับข้อหาว่าจอดรถคุยโทรศัพท์โดยตำรวจก็เถียงกลับมาว่ายังอยู่บนรถไหมชายหนุ่มจึงตอบกลับไปว่าผมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์จอดรถคุยโทรศัพท์ไม่ได้ขับขี่มันมีข้อหานี้ด้วยหรือผมเพิ่งรู้

โดยหลังจากที่เล่าเรื่องราวดังกล่าวนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างมากมายและในต่อมาก็ได้มีทางเพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า “ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.” ได้มีการแจ้งถึงกรณีนี้ว่าในตอนตอนนั้นผู้โพสต์หยุดรถบริเวณสัญญาณไฟจราจรทางข้ามปากซอยสาธุประดิษฐ์ 34 โดยไม่ได้อยากดับเครื่องยนต์ หลังจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งานซึ่งถือว่าอยู่ในระหว่างการควบคุมรถ หลังจากนั้นก็ขับขี่รถออกมาโดย ด.ต.ดิเรก เทพนภาภรณ์ ผบ.หมู่ (จร.) สน.บางโพงพาง จึงได้เรียกให้หยุดและขอตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่พร้อมกับแจ้งข้อหาให้ทราบว่าใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ พร้อมได้ออกใบสั่งและได้เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ตามใบสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เลขที่ 19 เล่มที่ 401186

ซึ่งก็ได้เล็งเห็นว่าการกระทำของผู้คนนั้นถือเป็นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะผู้คุมรถที่อยู่ในทางเดินรถแม่ว่ารถดังกล่าวนั้นจะอยู่ในระหว่างเคลื่อนที่หรืออยู่ระหว่างการหยุดรถตามสัญญาณจราจรต่างๆและถือว่าผิดเพราะโดยจะยกเว้นเฉพาะการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมในการสนทนาโดยที่ผู้ขับขี่และไม่จำเป็นต้องจับโทรศัพท์เคลื่อนที่และนี่ถือเป็นผิดมาตรา .43(9) , 157 พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ( เทียบเคียง บันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1181/2558 )

โดยล่าสุดก็ได้มีทนาย ที่เป็นเจ้าของเพจ ทนายคลายทุกข์ ซึ่งนั้นก็คือ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาไลฟ์วีดีโอสด พูดคุยถึงเรื่องนี้และรู้สึกว่าแปลกใจที่ตำรวจสน สน.บางโพงพางเขียนใบสั่งให้กับหนุ่มที่จอดรถคุยโทรศัพท์กับแฟน เพียง 20 วินาทีกว่า และเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่แต่นี่ดูแล้วมันผิดกาละเทศะเป็นอย่างมากเพราะคนที่ทำผิดกฎจราจรมีมากมายทำไมไม่เห็นไปจับใครแต่หนุ่มคนนี้จอดรถคุยโทรศัพท์อยู่ข้างทางไม่ว่า รถจะติดจะดับก็ถือว่าไม่ผิด

“ขับรถกลับจอดรถหรือหยุดรถคนละความหมาย ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถจึงจะมีความผิดเพราะมันรบกวนสมาธิในการขับขี่อาจเป็นอันตรายกับคนอื่น แต่ถ้าหยุดรถหรือจอดรถใช้โทรศัพท์มือถือมันไม่เป็นอันตรายกับคนอื่นไม่มีความผิด อยากให้มีการอบรมกฎหมายจราจรทั้งประชาชนและตำรวจมากกว่านี้ ข้อกฎหมายมันชี้ผิด แต่บางกรณีต้องแยกให้ชัดอย่าเหมารวมมันไม่ใช่ เจอแบบนี้ก็งงเหมือนกัน ตกลงใครผิดใครถูกกันแน่ ติดตามกันต่อไป”

ยังไม่จน อยู่อย่างคนจน จะไม่มีวันจน ยังไม่รวย อยู่อย่างคนรวย จะไม่มีวันรวย

หลายครั้งที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆว่าหากใช้ชีวิตแบบคนจนคุณก็จะไม่มีวันจนซึ่งนี่คือคำพูดที่มีพ่อแม่หลายคนมักจะใช้สั่งสอนลูกอยู่เสมอเพราะว่าคนสมัยก่อนนั้นต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างประหยัดและผ่านความยากลำบากมาจึงรู้ว่าถ้าหาก ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมากเกินไปก็จะไม่เหลือเก็บฉะนั้นใช้บัตรคนจนก็จะเหลือเก็บเยอะหน่อย

แต่ทว่าในปัจจุบันนั้นก็เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาล่อใจอย่างมากมายอีกทั้งยังเป็นในช่วงยุคของทุนนิยมจึงมีการแนะแนวเรื่องของการบริโภคเป็นที่ตั้งซึ่งนั่นก็ทำให้คนบางกลุ่มมีความเชื่อว่าความสุขนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้เงินซึ่งบางคนก็มักจะใช้ชีวิตแบบเที่ยวจัดเต็มกินแบบเต็มที่โดยไม่เหลือเก็บเลยสักบาทก็มี

แต่ในบางครั้งก็อยากจะให้หยุดคิดเอาไว้หรือแบบตัวเองไว้ลองมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเองว่าตัวเรานั้นใช้อะไรไปมากน้อยเกินไปหรือเปล่าลองปรับชีวิตให้เกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้นพยายามเดินทางสายกลางอย่าให้อะไรมันมากหรือน้อยจนเกินไปตามแนวทางลักษณะศาสนาพุทธนั้นก็ถือว่าดีอยู่

ซึ่งถ้าหากคนบางคนนั้นสามารถใช้ชีวิตได้แบบคนจนจึงทำให้มีการเก็บออมมากยิ่งขึ้นซึ่งการใช้ชีวิตแบบคนจนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องให้พาตัวเองไปตกระกำลำบากแต่อย่างใดหรือกินอาหารราคาถูกหรือใส่เสื้อผ้าเก่าๆแต่ลองใช้สมองในการคิดว่าจะเลิกใช้กินเลือกใช้ไม่ฟุ่มเฟือยไม่กินทิ้งขว้างแม่หาสิ่งของมากมายจนเกินความจำเป็นอย่างเช่นถ้าหากเรามีการเข้าวางอยู่ตรงหน้าถ้าหากเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีอะไรเขาก็จะต้องทานแต่กลับกันเด็กที่มีพร้อมถ้าหากไม่ชอบในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาก็อาจจะไม่ทันเลยก็มี..

แน่นอนว่าการเบรคตัวเองนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะในบางครั้งสังคมการทำงานนั้นก็มาจะเอาฐานะมาอวดร่ำอวดรวยกันเน้นใช้ของราคาแพงแบรนด์เนมซึ่งในความจริงแล้วมาเราไม่จำเป็นต้องขนขวาย หาสิ่งเหล่านั้นจนแทบไม่มีเก็บหรือไม่มีกินเลยจะดีกว่าไหมลองใช้แบบพอดีพอดีอะไรที่ยังไม่พังก็ใช้ไปก่อนซึ่งนั่นก็คือนอกจากเราจะไม่สิ้นเดือนแล้วมันก็เป็นสิ่งที่การันตีว่าเราจะไม่มีวันจนอีกต่างหาก

เรียกง่ายๆว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียงก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากและถ้าหากเราใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆมันก็จะเกิดการกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยให้อยู่คู่กับตัวเราไปเสมอถ้าเรารู้สึกว่าอะไรที่พอดีแล้วก็ให้รู้สึกต่อไปอย่าไปขนขวายมากจนเกินพอดีใช้ยาเกินความจําเป็นสร้างความสุขเล็กๆน้อยๆจากคนในครอบครัวดีกว่าใช้เงินไปกับการซื้อของเงินทองของนอกกาย

ซึ่งถ้าหากจะอยากทำแบบนี้ก็เริ่มจากง่ายๆคือลองนั่งรถสาธารณะ เดินกินลมชมวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ใช้รถส่วนตัวให้น้อยลงนอกจากจะลดมลพิษแล้วยังช่วยในเรื่องของค่าน้ำมันได้อีกด้วย หรืออยู่ในอาศัยในพื้นที่บ้านไม่เกินกำลังในการดูแลเน้นความสะดวกสบายและสะอาดไม่ต้องเอาไปอวดโอ้ใครแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะให้เกับบุคคลสถานที่นั้นๆ เลือกคนที่จะคบค้าสมาคมอยากเลือกคบคนที่เอาเป็นว่าสิ่งของเลือกคนที่มีความคิดในการใช้ชีวิตจะดีกว่า …

ฉะนั้นคนหนุ่มสาวทั้งหลายในยุคใหม่ที่อยู่ในยุคที่มองไปทางไหนก็เจอแต่วัตถุนิยมบริโภคนิยมก็อยากจะให้ดึงสติของตัวเองเอาไว้ให้รู้จักรู้เท่าทันโลกที่กำลังหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาควรรู้ว่าตัวเองนั้นกำลังทำอะไรอยู่แล้วควรรู้กำลังของตัวเองว่าควรอยู่ในสถานะฐานะแบบไหนหรือว่ากำลังกายใจของเรานะมีมากน้อยเพียงไรซึ่งถ้าหากไตร่ตรองดีๆสิ่งเหล่านี้ก็จะพาไปสู่คำว่าไม่จน

ม.1 ยอดกตัญญู รับจ้างชกมวย หาเงินค่ายารักษา ปู่วัย 83 ที่ล้มป่วย

ในวันนี้เราจะพาทุกวันนั้นมารู้จักกับชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ด.ช.ยุทธภูมิ หิมวรรณ หรือ น้องเมฆ อายุ 13 ปีโดยน้องเมฆนั้นแม้จะเป็นเด็กอายุ 13 แต่เขาก็มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพราะเขาต้องคอยเป็นหัวเรือของบ้านเพื่อหารายได้มาหวังพึ่งจุนเจือคนในครอบครัวและใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัวถึง 3 ชีวิตด้วยกัน

โดยน้องเมฆนั้นเรียนอยู่ชั้นม 1 ที่โรงเรียน อนุบาลปะคำ จ.บุรีรัมย์ น้องเมฆหารายได้ด้วยการชกมวยตามงานต่างๆและนำเงินเหล่านั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวซึ่งคนในครอบครัวของเขาก็มีคุณพ่อวัย 53 ปีและตัวเขาแต่ยังมีปู่อีกคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ท่านแก่ชรามากแล้วเดินมีอายุ 83 ปีและป่วยเผชิญกับโรคข้อกระดูกมานาน

โดยน้องเมฆได้เล่าให้ฟังว่าการขึ้นสังเวียนครั้งแรกของเขานั้นคือตอนที่เขาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่านั้นโดยในตอนนั้นเขาชกที่งานวัดโคกงิ้วและรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากโดยครั้งแรกที่ต่อยนั้นเขาแพ้น็อคยกแรกแล้วก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมไม่ชนะแต่แล้วประสบการณ์ก็สอนให้รู้จักความแข็งแกร่งจนกระทั่งเขาได้รู้จักคำว่าชนะเป็นครั้งแรกแม่ก็คือครั้งที่ 2 ที่เขาต่อยโดยเขามีคะแนนชนะ 3 ยกซึ่งเขาก็มีพี่ๆที่ฝึกซ้อมด้วยกันคอยบอกคำแนะนำว่าถ้าขยันฝึกซ้อมไม่ว่าใครก็ชนะได้จึงทำให้เขานั้นไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมเลยเราต้องการเอาเงินที่ได้จากการชกมวยมาช่วยเหลือคนในครอบครัวเพราะน้องรู้ว่าครอบครัวของตัวเองมันแย่มากและถ้าหากเขาไม่หาคนในบ้านจะเอาอะไรกินใครจะเอาเงินที่ไหนพาปู่ไปหาหมอเพราะน้องอยากให้ปู่อยู่กับเขาไปนานๆ

โดยการชกมวยที่เขาภูมิใจมากที่สุดก็คือการประชุมที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยการชนะน็อค 4 ยศและได้เงินอัดฉีดมาถึง 5000 บาทถือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดที่แลกมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจรอคนที่รอเงินก้อนนี้อยู่ก็คือปู่ที่ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมโดยน้องยังบอกอีกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งปู่ไม่สบายแล้วพ่อออกไปหางานทำเขาต้องเลือกเอาชีวิตปู่ก่อนปชป. ไหนก็โชคได้แต่เขามีปู่เพียงแค่คนเดียวจึงทำให้มีเงินเพราะไม่ได้ไปชกมวย

ในทางด้านของคุณแม่นานๆทีก็จะโทรมาถามใครบ้างส่วนพ่อจะได้มีอาชีพเป็นลูกมือทำหน้าที่คนล่อเป้าที่ค่ายมวยพอจะมีรายได้เล็กๆน้อยๆเดินในบางครั้งก็มีการออกหาปลากับพ่อเพื่อมาทำกับข้าวและมีการฝึกทำกับข้าวจากทาง YouTube โดยสิ่งเล็กๆแค่นี้ก็สามารถสร้างความภูมิใจให้กับเด็กคนนี้ได้แล้วโดยเด็กคนนี้เลือกที่จะทำทุกอย่างเพื่อแสดงความกตัญญูออกมาโดยแท้จริง

และที่โรงเรียนในช่วงเวลาว่างก็จะมีคุณครูได้มอบหมายให้เขาเป็นตัวแทนกับเพื่อนนักเรียนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักมวยคอยสอนวิชาป้องกันตัวกับเพื่อนๆแม้ผลการเรียนนั้นจะอยู่ในระดับปานกลางวันแต่ด้วยความตั้งใจของฉันต้องการไปให้ถึงนักเรียน 4 เหล่าทัพฝันที่จะมีเงินเดือนเลี้ยงพ่อกับปู่ได้โดเรม่อนตอนนี้เขาเชื่อว่าเขาต้องลงมือทำให้ดีที่สุดเรียนรู้ข้อบกพร่องของตัวเองเพราะกลับไปแก้ก็ยังไม่สาย

“น้องเมฆ” ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เป็นเขาเป็นเขาทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะความเข้มแข็งของตัวเอง แต่คือ…กำลังใจจากคนที่เขารัก และอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำลายเขาได้ โดยเฉพาะอาชีพนักมวย คือ “บุหรี่และเหล้า” ซึ่งเด็กวัย 13 ปีคนนี้ เขายืนยันว่า “มันเป็นสิ่งที่ผมจะไม่ยุ่ง ถ้าปู่ไม่มีอะไรจะกิน ผมจะอยู่อย่างไร” นี่แหละเรื่องราวของเด็ก ที่ไม่เด็กเลยจริงๆ.

ภาพประทับใจ เมื่อจ่าทหาร ได้พบกับจิมมี่ มหาเศรษฐีใจบุญ ไม่เคยถือตัว

โดยในล่าสุดที่ผ่านมานั้นได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า จ.ส.อ.นพรัตน์ แปะหลง ได้มีการโพสต์เรื่องราวพร้อมภาพประกอบซึ่งมีการบอกเล่าเรื่องราวอันแสนน่าจะประทับใจโดยเจ้าของโพสต์ได้กล่าวถึงตนเองที่มีโอกาสได้พาลูกชายไปพบกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในจังหวัด นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักและเคารพรักกันมานาน.

โดยผู้ใหญ่คนดังกล่าวนี้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาต่อสังคมโดยทั่วไปซึ่งก่อนก็ได้พาลูกไปขอรับคำอวยพรในเรื่องสุขภาพโดยภาพที่ปรากฏออกมานั้นสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เห็นเป็นอย่างมากมายว่าทั้งพ่อและลูกนั้นมีสัมมาคารวะในการแสดงออก ดีเป็นอย่างมาก โดยเจ้าของโพสต์ได้มีการโพสต์ข้อความไว้ว่า …

“นี้ถือเป็นวันที่โชคดีมากๆอีกวันหนึ่งครับที่ผมได้มีโอกาสพาลูกชายผมไปไหว้ท่านจิมมี่ ชวาลา ที่ผมเคารพรักนับถือมากมาตลอดและตลอดไปครับ ท่านจิมมี่ ชวาลา ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีใจบุญใจเมตตามีน้ำใจดีมากๆครับและท่านไม่ถือตัวเลยครับ ท่านเป็นกันเองกับทุกๆคนมากครับ ผมขอขอบพระคุณท่านจิมมี่ ชวาลามากครับ

ผมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงประทานพรให้ท่านจิมมี่ ชวาลา จงมีแต่ความโชคดีมีชัย มีสุขภาพกายสุขภาพใจที่สมบูรณ์แข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุข รวยๆยิ่งๆขึ้นไป อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนไทยคนนครศรีธรรมราชไปนานๆครับ คิดหวังสิ่งใดปรารถนาสิ่งใดจงขอให้ได้ดั่งใจที่ได้คิดหวังไว้ทุกๆประการครับท่านจิมมี่ ชวาลา ครับ สาธุสาธุสาธุครับ”

ซึ่งเรียกได้ว่าในจิมมี่ ชวาลา ผู้ใหญ่ใจบุญคนนี้ถือเป็นเศรษฐีใจบุญเป็นอย่างมากและเป็นร้านเจ้าของร้านขายผ้าในเมืองนครและออกมาช่วยเหลือสังคมมาอย่างมากมายทั้งในการช่วยบริจาคให้กับพี่ตูนบอดี้สแลมในโครงการวิ่งคนละก้าวเพื่อหาเงินให้กับโรงพยาบาลและยังมีการบริจาคอีกมากมายอีกด้วยซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่น่าเคารพนับถือจริงๆ

เปิดภาพ มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ถนนยกระดับที่สวยที่สุดในเมืองไทย

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆที่หมอยังไม่สำหรับคนไทยที่กำลังสนใจในการเดินทางไปภาคเหนือเพราะในตอนนี้ได้มีการสร้างมอเตอร์เวย์ทางภาคอีสานได้เป็นที่สำเร็จโดยในปัจจุบันนั้นทางขนส่งก็มีการเชื่อมต่อการเดินทางให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของการเดินทางและการขนส่งทางด้านโลจิสติกส์โดยเฉพาะยังสามารถช่วยในเรื่องรถติดนิยามที่เกิดจราจรมีพื้นที่ไม่เพียงพอในช่วงเทศกาลได้

โดยมอเตอร์เวย์นี้ก็ได้มีการสร้างมอเตอร์เวย์เส้นฟ้าบางปะอิน-นครราชสี โดยเป็นมอเตอร์เวย์ลอยฟ้าโดยในตอนนี้ดำเนินมาแล้ว 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เสร็จสิ้นและมีการผ่าเส้นทางผ่านศาลจังหวัดก็คือ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และนครราชสีมา ซึ่งมอเตอร์เวย์นี้นอกจากจะมีความสำคัญนอกจากการระบายการจราจรให้มีความสะดวกสบายในอนาคตแล้วจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นทางหนึ่งที่สวยงามที่สุดเลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะเส้นทางที่อยู่ในช่วงเรียบเขื่อนลำตะคองโดยนัยตรงนี้เราสามารถขับรถไปและชมวิวเขื่อนกับสายน้ำอันกว้างใหญ่แบบไกลสุดลูกหูลูกตาได้ยิ่งมองจากมุมสูงก็เห็นได้เลยว่าถนนเส้นนี้มีความสวยงามเป็นอย่างมาก

ซึ่งในตอนนี้ก็ได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นใกล้จะเสร็จแล้วและเชื่อว่าถ้าหากมีการเปิดบริการเมื่อไหร่จะมีประชาชนจำนวนมากใช้งานอย่างแน่นอนและเรานั้นก็จะสามารถได้ชมภาพถนนที่สวยงามเหมือนต่างประเทศได้จากที่นี่นั่นเอง

โดนดูถูกว่า คิดเลขไม่เป็น สุดท้ายฮึดสู้ จนสอบติดตำรวจ

โดยในวันนี้เราก็จะเอาสิ่งที่บอกว่าความรู้นะสามารถเป็นใบเบิกทางของชีวิตได้ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกที่สุดมาแล้วจากผู้กองมิ้นหรือ ร.ต.อ.อภิชิต ภัณฑะประทีป อดีตรองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์

โดยผู้กองมิ้นนั้นมักจะสละตัวเองเพื่อไปสอนให้เด็กๆนักเรียนมีความรู้แบบฟรีๆและหวังจะให้เด็กยากจนเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในสังคมมีนิสัยดีและมีอนาคตที่สดใสโดยเขานั้นก็สามารถทำให้ชีวิตของเด็กหลายๆคนนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างเช่นน้องเต้หรือ นายอุกฤช ปุลันรัมย์ หนุ่มวัย 19 ปี ชาวจ.บุรีรัมย์ ที่เขานั้นสามารถเป็นนักเรียนตำรวจศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมาได้เป็นที่สำเร็จโดยพื้นฐานครอบครัวของเขานั้นเป็นลูกชาวนาและพ่อแม่ไม่มีความรู้มากนักแต่เขานั้นก็สามารถทำให้ตัวเองนั้นก้าวสู่ความสำเร็จ

ถ้าหากพูดถึงโจทย์เลขจำนวนลบอย่างเช่น 9-14 คุณเชื่อหรือไม่ว่าน้องเต้นั้นไม่สามารถตอบได้ทั้งๆที่เขานั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และจุดเริ่มต้นของการที่เขานั้นได้โอกาสได้มาเรียนกับผู้กองมิ้นก็เริ่มต้นในเมื่อปี 2549 ซึ่งโชคร้ายในตอนนั้นพ่อแม่ของเขาถูกโกงในคดีโกงตาชั่งขายหมูและเป็นจังหวะดีที่ตอนนั้นผู้กองมิ้นเป็นเจ้าของคดีและมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวของเด็กคนนี้จึงรับไว้ในอนุเคราะห์แล้วก็พบว่าน้องเต้นัดเป็นเด็กที่เรียนอ่อนที่สุดในชั้นเรียนในตอนนั้น

โดยหลังจากที่น้องเต้นั้นได้เรียนจบชั้นม 6 ก็ได้แยกเข้ามาอยู่บ้านสร้างฝันในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงกับที่ผู้กองมิ้นออกจากตำแหน่งตำรวจเพื่อทุ่มเทมาดูแลสอนเด็กๆอย่างเต็มตัวโดยจำนวน 2 วิชาอย่างเช่นคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่น้องเต้เรียนอ่อนเป็นอย่างมาก แตกในตลอดระยะเวลา 1 ปีนะเขาก็ตั้งใจพาตัวเองมาเรียนรู้ในบ้านสร้างสรรค์อย่างนี้โดยเท่านั้นหมั่นเพียรอ่านหนังสือฝึกทำข้อสอบร่วมกับน้องๆคัดภาษาอังกฤษวันละ 50 อ่านตามคำสั่งผู้กองมิ้นฉะนั้นเมื่อเกิดอุปสรรคแต่เขาก็สามารถปรับอุปสรรคต่างๆได้ด้วยตัวเองนักพัฒนาจนกลายเป็นบุคคลหนึ่งที่สามารถเรียนรู้ได้

โดยในตอนนั้นน้องเต้เป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดและก็กลายเป็นเด็กที่เรียนอ่อนที่สุดในบ้านจากเด็กที่บวกลบเลขไม่เป็นในวันนั้นเขาก็สามารถฝ่าฟันสอบชินลำดับจนได้เป็นนักเรียนตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 จ.นครราชสีมา สำเร็จในครั้งแรกได้เป็นที่สำเร็จจนเกิดความภาคภูมิใจให้กับย่าวัย 80 ปีที่รักเขาเป็นอย่างมากรวมถึงพ่อแม่โดยเขานั้นก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องชายวัย 14 ปี ของเขาด้วยเช่นกัน

และบทพิสูจน์นี้เองก็ทำให้เขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขากลัวและเป็นกับดักความคิดความไม่เสมอภาคต่างๆนั้นเขาสามารถทิ้งมันไปได้อย่างง่ายดายแม้จะแลกกับความเหนื่อยกับความเหนื่อยนี้มันก็หอมหวานแล้วคุณคว้าเมื่อมันสำเร็จด้วยคราวหน้าสามารถทำให้พ่อแม่น้ำภาคภูมิใจที่เขาน่าจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆและมายืนถึงจุดนี้ได้เป็นที่สำเร็จ ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มช้ากว่าใครแต่ด้วยความพยายามเขาก็สามารถทำได้เป็นที่สำเร็จ

นายกประกาศ! จับตาผู้ใช้โซเชียล ‘ใบ้หวย’ ผิดกฎหมาย

ใครที่ชอบใบ้หวยบอกเลยว่าต้องขนลุกเพราะตอนนี้ ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีการกล่าวถึงมาตรการในการป้องกันความรุนแรง

โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลในเชิงการใช้ความรุนแรงในโลกออนไลน์ว่าในปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและตนก็ยังได้รับผลกระทบจากสังคม Social Media จึงไม่สามารถทำให้ควบคุมได้มากนักซึ่งจะถูกกล่าวหาว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษย์ชนดังนั้นจึงอยากจะให้ประชาชนเลือกวิธีการเสพข่าวผ่านโซเชียลเพิ่มให้เกิดความขัดแย้งด้วย

และยังบอกอีกว่า ทางพลเอกประยุกต์ ไม่สบายใจทั้งสองทาง วันนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวนี้ทำให้เกิดความแตกแยกกันในสังคมอย่างรุนแรงจนเกิดความเกลียดชังทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองและมีการแบ่งข้าประชาชนออกมาเป็น 2 ขั้วจึงทำให้มีโอกาสที่จะลุกลามบานปลายในอนาคตจึงอยากจะให้ทุกคนนั้นมีภูมิต้านทานที่ดีในการรับข่าวโดยเฉพาะข่าวปลอมทั้งหลาย ที่ออกมาดิสเครดิตกัน

“ผมได้สั่งให้ตรวจสอบ เพราะบางทีเกิดข้อสงสัยว่า บางกระแสโซเชียล บางเพจ ก็มาถี่มากในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องไปดูว่าแหล่งข้อมูลมาจากที่ใด แต่บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีทั้งเจตนาและไม่เจตนา หรือสร้างเรื่องขึ้นมา ทำให้สังคมสับสนอลหม่าน ก็ต้องไปดูว่ากฎหมายสามารถควบคุมได้มากน้อยเพียงใด จึงขอให้ทุกคนระมัดระวังในกรณีที่เผยแพร่ข่าวสารไม่เป็นจริง ข่าวเท็จ

และในกรณีที่ทางรัฐบาลนั้นจะแจกเงินโดยปกติแล้วอยู่ๆรัฐบาลจะสามารถแจกเงินได้อย่างไรซึ่งในฐานะนายกพลเอกประยุทธ์ก็มีการยืนยันว่าตัวเองนั้นไม่เคยพูดและไม่อยากมาหลอกคนฉะนั้นก็อย่าหลอกคนละปลุกปั่นอย่างเช่นกรณีที่มีบัตรฉ้อโกงบัตรพนักงานเป็นต้นรวมถึงการใบ้หวย ถูกกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งความจริงก็ผิดกฏหมายอยู่แล้ว แล้วยังจะหลอกลวงคนอื่นอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

สำคัญกับลุงมาก! คุณลุงนั่งซึม ถามได้ความว่ามือถือถูกขโมย มีรูปภรรยาที่เก็บไว้ หายหมด

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บอกเลยว่าน้าสะเทือนใจเป็นอย่างมากหลังจากที่มีคุณลุงคนหนึ่งนั้นมีอาชีพขับรถแท็กซี่ถูกผู้โดยสารขโมยโทรศัพท์มือถือไปซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ลุงเศร้าเป็นอย่างมากเพราะมือถือเครื่องนั้นมีรูปภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปโดยคุณลุงนั้นมักจะเปิดดูตลอดเวลาเพื่อคลายความคิดถึง

โดยเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ทางผ่าน Facebook ที่มีชื่อว่า น้าหนุ่ย พิมพ์อัมพร โดยมีการระบุคือเรื่องราวไว้ว่า “ออนุญาต มีอีกมุมของTAXI มาเล่าสู่กันฟังสาบานนี่คือเรื่องจริงผมมาซ่อมรถเจอคุณตาคนนี้เป็นคนขับรถTAXI ทะเบียน1มก3356เห็นแกนั่งซึมๆเลย ก็ชวนแกนั่งคุย ผมถามแกว่าหาเงินไม่ดีเหรอถึงซึม แกตอบมาว่าผมโดนผู้โดยสารขโมยโทรศัพท์ไป ตอนแกชาร์ตทิ้งไว้ ผมปลอบแกว่านึกว่าฟาดเคราะห์ แกตอบว่าตาไม่ได้เสียดายโทรศัพท์แต่คิดถึงแม่บ้าน

ผมนิ่งนิดนึงแล้วฟังต่อ แกบอกเมียผมตายไปได้ไม่นานมือถือนั่นเป็นของเมีย แกเอามาเปิดดูรูปเมียเวลาคิดถึงกันอยู่ด้วยกันมานาน มือถือหายใจแกแทบสลายเพราะจะไม่ได้เห็นเมียอีกแล้ว…..!! ผมไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากปากอีกเลย”

โดยเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่สู่โลกออนไลน์และมีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายมียอดแชร์ไปแล้วกว่า 3,500 ครั้งยอดไลค์อีก 16,000 ครั้ง ซึ่งชาวเน็ตนั้นก็ตากเข้ามาให้กำลังใจกันอย่างมากมายและอยากจะให้โจรที่ขโมยโทรศัพท์ไปนั้นนำมาคืนเพราะสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของคุณลงเป็นอย่างมาก

ไอเดียเจ๋ง ‘กระบะพลังคูโบต้า’ เครื่องแรง ทนทานใช้งานได้จริง ดัดแปลงไว้ใช้ในสวนไร่นา

และนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่เจ๋งมากๆซึ่งส่วนใหญ่แล้วถ้าหากเราทำไร่ทำนานั้นเราก็มาจะเห็นรถ รถไถเดินตาม หรือ รถอีแต๊ก ที่เป็นรถระบบ 4 เกียร์ที่แหม่มมีความรวดเร็วแข็งแรงทนทานมาใช้งานในการทำเกษตรซึ่งการใช้งานรถจำพวกนี้จำเป็นจะต้องมีความชำนาญในด้านนี้เป็นอย่างมากเพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้

บอกเลยว่าในล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า ชีวิต เมกัน ขาดหวานไม่ได้ จะได้มีการโพสต์ภาพผลงานการดัดแปลงโดยการนำเครื่องยนต์รถไถคูโบต้าใส่เข้ากับตัวเครื่องรถกระบะซึ่งสามารถนำมาใช้งานได้จริงอีกทั้งยังมีความแข็งแรงและทนทานหรือจะเป็นอย่างไรนั้นเราก็มาชมกันเลยดีกว่า

โดยบอกเลยว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่น่าสนใจไม่น้อยโดยการนำเครื่องยนต์คูโบต้ามาใส่ในรถกระบะสีฟ้าซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้ได้รถกระบะที่สามารถใช้งานได้จริงเครื่องแรงและทนทานอีกด้วยและสามารถดัดแปลงไว้ใช้งานในสวนได้แบบสบายๆซึ่งเป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาตัดยอดให้เกิดประโยชน์ทางด้านไหนด้านบอกเลยว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

โดยหลังจากที่มีเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตนั้นหันมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นอย่างมากชื่นชมกันเป็นอย่างมากกับแนวคิดที่น่าสนใจอย่างนี้ซึ่งบอกเลยว่านี่คือไอเดียของคนไทยที่บอกเลยว่าไม่แพ้ชาติใดในโลกเลยจริงๆ

มีประโยชน์มาก! พ.ร.บ. รถที่ต่อกันทุกปี สามารถเบิกเงินได้หลายแสน

โดยในวันนี้เราก็เอาข้อมูลดีดีมากฝากแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ทุกท่านนั้น จะต้องมีการต่อ พรบ.กันในทุกๆปี โดยพรบ.นี้ ก็คือการทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ โดยรถทุกคันจะต้องทำ!! เพราะในกรณีที่ถ้าหากใครได้รับอุบัติเหตุจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็สามารถเบิกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยจะทำอย่างไรได้บ้างนั้นก็ลองมาดูกันเลย!!

1.การคุ้มครองเบื้องต้นตาม พรบ. แบบที่ไม่มีคู่กรณี

ซึ่งนี้ถูกเรียกว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลต่างๆ หรือค่าทำศพถ้าหากเกิดการเสียชีวิต โดยทางบริษัทนั้นจะมอบเงินชดเชนให้กับผู้ประสบภัยหรือทายาทของผู้เสียชิวิตใน 7 วัน หลังจากที่ได้รับคำร้อง

1.กรณีบาดเจ็บจะได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/คน | 2. กรณีเกิดความเสียหายต่อร่างกายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับค่าความเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท/คน ซึ่งได้แก่ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว เสียอวัยวะอื่นใด จิตพิการอย่างติดตัว พิการอย่างถาวร | 3.กรณีบาดเจ็บแล้วได้รับค่ายเสียหายเบื้องต้นทั้งข้อ 1 และ 2 รวมกันไม่เกิน 65,000 บาท/คน | 4.กรณีเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพจำนวน 35,000 บาท/คน | 5.กรณีเสียชีวิตหลังจากการรักษาพยาบาลจะจ่ายตามข้อ 1 ด้วย แต่รวมกันไม่เกิน เกิน 65,000 บาท/คน

2.การคุ้มครองเบื้องต้นตาม พรบ. แบบที่มีคู่กรณี

โดยจะเกิดในกรณีที่มีรถเสียหาย2คันขึ้นไป ทำให้ผู้ขับขี่ หรือผู้ที่โดยสารมากับรถได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ซึ่งในแต่ละบริษัทนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับรถยต์ที่ทำประกันเอาไว้ ซึ่งถ้าหากผู้ประสบอุบัติเหตุไม่ได้อยู่ในรถคันคันใดคันหนึ่ง ให้บริษัทร่วมกันจ่ายค่าเสียหายในอัตราส่วนที่เท่ากัน

การใช้สิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น: ผู้ประสบอุบัติเหตุต้องยื่นเรื่องภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยมีเอกสารประกอบดังนี้…

1.กรณีบาดเจ็บ

+ใบสร็จรับเงินจากโรงพยาบาล หรือใบแจ้งหนี้ | +สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ราชการออกให้

2.กรณีเสียชีวิต

+สำเนามรณบัตร | +สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน | +สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ราชการออกให้

การออกเงินชดเชย ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น

โดยทางบริษัทนั้นจะมีการใช้เงินเพื่อทดแทนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างของผู้ที่ทำ พรบ. และผู้ที่ทำประกันถัยจะต้องต้องรับผิดชอบตามกฏหมายต่อผู้ได้ประสบอุบัติเหตุ มีดังนี้

1.ผู้ได้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่สูญเสียอวัยวะจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท/คน | 2.กรณีเกิดความเสียหายต่อร่างกายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างจะได้รับเงินเต็มจำนวนของการคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท/คนได้แก่ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์

เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว เสียอวัยวะอื่นใด จิตพิการอย่างติดตัว พิการอย่างถาวร | 3. กรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินเต็มจำนวนของการคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท/คน | 4.กรณีที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในฐานะเป็นคนไข้ในจะได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท แต่ไม่เกิน 20 วัน (เป็นค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากการคุ้มครองดังกล่าว)เห็นความสำคัญของการทำ พ.ร.บ. รถยนต์แล้วหรือยังครับ ซึ่งมันมีประโยชน์มากกว่าโทษ หรือบางคนอาจคิดว่าทำเพื่อที่จะไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับปรับ (ซึ่งตอนนี้ถ้าไม่มีพ.ร.บ. ตำรวจสามารถยึดรถชั่วคราวได้) แต่ประโยชน์ของมันมากกว่าการคุ้มครองเฉพาะคนในรถ และวันนี้รถยนต์ของท่านมีแล้วหรือยัง

กว่าจะมาเป็น ‘ฝน ธนสุนทร’ ชีวิตสุดลำบาก ต้องขอข้าววัดกิน-เก็บขยะขาย

โดยใครหลายคนนั้น คงจะรู้จักกับนักร้องลุงทุ่งสาวสวยที่อยู่ในวงการเพลงบ้านเรามาหลายปี อย่างคุณ ฝน ธนสุนทร ศรีสุนทร โดยคุณฝนคนนี้ นั้นบอกเลยว่ามากความสามารถเป็นอย่างมากเพราะเธอสามารถร้องเพลงได้หากหลายแนว ทั้งแนวป็อบและแนวลูกทุ่ง จนสามารถสร้างเพลงและอัลบัมออกมาอย่างมากมาย และกลาย้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและกลายเป็นที่รู้จักจนเธอนั้น กลายเป็น 1 ใน 4 ของนักร้องลูกทุ่งที่มีมาตรฐานสมบูรณ์แบบ

แต่บอกเลยว่าแม้เธอคนนี้จะมีชีวิตและชื่อาเสียงอย่างมากมาย แต่บอกเลยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ได้มาแบบง่ายๆอย่างที่ใครคิด เพราะเธอนั้นก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่สู้ชีวิตดินรนหาหนทางทุกอย่างที่ทำให้ความฝันของตัวเองเป็นที่สำเร็จซึ่งในวันนี้เราก็จะรู้จักตัวตนของเธอกันมากขึ้นกันคะ

โดยคุณฝนนั้น เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน และเป็นครอบครัวใหญ่ จึงทำให้พ่อแม่ของเธอนั้นต้องทำงานหางานมาอย่างหยักมาก ซึ่งพ่อของเธอนั้นทำงานเป็นคนถีบสามล้อ ส่วนแม่ เป็นแม่ค้า หาบของขาย เพื่อเลี้ยงทุกคนในบ้านและความยากจนนี้ในบางครั้งบ้านของเธอก็แทบยะไม่มีเงินกินข้าวต้องไปขอข้าววัดกิน ไม่เคยมี ของเล่น และต้องคอบเก็บขยะขายเพื่อหาเลี้ยงคนในครอบครัวเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่!

จนเมื่อเธอเติบโตเป็นสาวก็ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่างเท่าที่แรงของเธอจะทำได้ และลุยตามหาความฝันของตัวเองคือการเป็นนักร้องชื่อดังซึ่งเธอนั้นเข้าสู่วงการในครี่งแรกในปี พ.ศ. 2531 ตอนอายุ 14 ปี หลังจากที่ได้เข้าประกวดมิสทีนโอเล่ และเธอได้เป็น 1 ใน 5 ที่เข้ารอบสุดท้าย เป็นเธอก็ได้คว้าอันดับ 1 มา

โดยสิ่งนี้ก็ทำให้เธอเริ่มมีงานมาทั้งงาน ถ่ายโฆษณา โดยงานชิ้นแรกของเธอนั้น คือคือ โฆษณาลูกอมโอเล่และในปีเดียวกันนั้นเธ อก็ยังได้ถ่ายแบบนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์โดยถ่ายร่วมกับ 5 คนสุดท้ายมิสทีนโอเล่ พร้อมกับถ่ายแบบภาพนิ่งโฆษณา ขนมถั่วลันเตาอบกรอบตรามิสเตอร์กรีน วางแผง 16 ธันวาคม 2531

และในปี พ.ศ. 2537 เธอได้ออกอัลบัมเพลง แนว สตริงกับค่าย B&M ในปี พ.ศ. 2537-2538 ในอัลบั้มที่มีชื่อว่า…. มุมหนึ่งของหัวใจ และ ในปี พ.ศ. 2539-2540 ก็มีชื่อว่า อัลบั้ม สายฝนแห่งความรัก ก่อนที่จะได้ออกอัลบัมแนวลูกทุ่งในปี พ.ศ. 2541 จนกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงดังในปัจจุบัน…

และนี้คือบ้านหลังเก่าของเธอ และด้วยความจนนี้ ทำให้เธอกลายเป็นคนที่สู่ชีวิต และประสบความสำเร็จได้ในที่สุด…

หนูน้อยชีวิตสุดลำบาก ไม่น้ำ-ไม่มีไฟ อาศัยในเพิงสังกะสี ขายผักบุ้งกำละ 5 บาทประทังชีวิต

เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 เรื่องราวอันแสนสุดน่าสะเทือนใจเลยก็ว่าได้หลังจากที่มี(ุ้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งที่มีชื่อว่า Aor Amporn ได้ออกมาเผยเรื่องอันน่าสงสารของเด็กชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่กับทางบ้านที่มีฐานะไม่ค่อยดี หลังจากที่ครูสาวท่านนี้ได้เข้าไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนของตน

โดยทางครูสาวได้มีการเผยเรื่องราวว่า เด็กชายได้เดินมาหา พร้อมกับถามว่า “คุณครูครับ ผมเอาผักบุ้งมาขาย ซื้อผักบุ้งผมไหมครับ” ซึ่งนั้นก็สร้างความสงสัยให้กับคุณครูจึงถามเด็กว่าผักบุ้งอะไร เด็กก็ตอบกลับมาว่า “แม่ผมไปเก็บมาให้ กำละ5บาทครับ” โดยครูยังสงสัยถามอีกว่า ทำไมไม่เอาแช่ตู้เย็นไว้ เพราะเห็นว่ายอดผักบุ้งเหี่ยวเด็กจึงตอบกลับว่า…บ้านผมจนไม่มีตู้เย็น

โดยนอกจากนี้ก็ยังไม่การถามเพิ่มเติมถึงความเป็นอยู่ของเด็กชายคนนี้และพบว่าบ้านของเด็กชายอยู่อย่างยากจน ไม่มีไฟ้าใช้ เวลาหุงข้าวก็ใช้เตาถ่าน และไม่ได้เงินมาโรงเรียน โดยทางบ้านของเด็กนั้น รับจ้างหากินประทังชีวิตในทุกวัน บางวัน ไม่มีอะไรกิน ก็เอาข้าวมาคลุกน้ำปลากินก็มี

และเมื่อเรื่องราวของน้องได้ถูกเผยแพร์ไปนั้นก็มีผู้ใจบุญต่างเข้าช้วยเหลือและให้ค่าขนมน้องกันอย่างมากมาย โดยคุณครู และ ผอ.ก็ได้มีการเข้าเยี่ยมเยือนและพบกับสภาพบ้านของเด็กกลับพบว่า บ้านนั้นทรุดโทรมเป็นอย่างมาก และไม่มีห้องน้ำ และอาบน้ำใต้ต้นไม้ โดยบ้านนั้นเป็นไม้อัดมาปูเป็นพื้นเดินจะหักแหล่ไม่หักแหล่ มีที่นอนหมอนมุ้งเก่าๆ และเตาถ่าน ส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าเรียกได้ว่า ไม่มีสักชิ้น!!

ในทั้งนี้ครูสาวท่านนี้ก็ได้ขอขอบคถณผู้ใจบุญที่ช่วยเหลือน้อง เพราะน้องนั้นยากจนจริงๆ

ดีใจแทน! คุณตาเก็บดอกบัวถวายพระ อยากร่วมทำบุญ วันนี้ได้บ้านใหม่แล้ว

โดยในเมื่อกี่วันที่ผ่านมานี้ ทางโซเชียลก็ได้มีการแชร์เรื่องราวของคุณลุงผู้ใจบุญคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ลุงดอกบัว หรือ ตาคิด โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วัดบ้านติมได้มีการจัดงานทอดพระป่า และ ลุงดอกบัวนั้นอยากจะ ทำบุญร่วมด้วยจึงได้มีการนำสายบัวที่อยู่ข้างสระริมทางมาถวายให้กับที่วัด ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้มีการแชร์เรื่องราวไปอย่างมากมาย อีกทั้งยังตื้นตันใจ ในการระทำของคุณลุงท่านนี้อีกด้วย

โดยในทั้งนี้ก็ได้มีพระโต้ง วัดเข็กน้อย จ.เพชรบูรณ์ ที่ไปร่วมกิจนิมนต์ ได้เข้าไปสอบถามลุงดอกบัวด้วยความสงสัยและก็ทราบว่าลุงดอกบัวนั้น อาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่เข้าาๆ ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน หลังวัด และพบว่าบ้านของลุงนั้นทรุดโทรมเป็นอย่างมาก

ซึ่งพระโต้งท่านนี้น ได้มีการช่วยเหลือผู้คนมาอย่างมากมาย ทั้งเคยบุกป่าลุยเขา เดินตามโขดหอนเดินทางไปยังสถานที่เข้าอยากลำบากกับทึมงาน เพื่อไปช่วยเหลือให้กับผู้ยากไร้ที่อยู่ห่างไกล และในป่าลึกมาก่อนด้วย โดยท่านนั้นสร้างความดีช่วยเหลือผู้อื่นจนได้รับฉายาว่า… “พระนักพัฒนา”

และในล่าสุดนี้ ทางพระโต้งก็ได้มีการแชร์เรื่องราวผ่านเฟสบุ๊คของท่าน พระโต้ง กตปุญโญ ที่มีชื่อว่า ถึงเรื่อง ชีวิตล่าสุดของคุณตา โดยเผยภาพผ่านทางคลิปวีดีโอ ที่ในตอนนี้ทางลุงดอกบัวได้มีบ้านน็อกดาวส์หลังใหม่ ที่สร้างขึ้นจาก ระและบรรดาญาติโยม ชีวยกันบริจาคและนำมามอบให้กับลุงดอกบัว โดยในเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความปลามปลื้มใจให้กับลุงดอกบัวเป็นอยากมาก จนแทบจะพูดไม่ออกเลยทีเดียว

“#บ้านหลังใหม่ คุณตาดอกบัว #คนจนผู้ยิ่งใหญ่ #ชายผู้เข็ญใจในวันนั้น #ชายผู้สุขใจในวันนี้ #อนุโมทนา คุณธัญธารีย์ สันตพันธุ์ เจ้าภาพซื้อบ้านหลังใหม่ให้ในราคา 130,000 บาท #คณะพระธรรมจาริก ศูนย์อบรมฯเข็กน้อย เจ้าภาพเทพื้น ซื้อไม้ผลชนิดต่างๆ ปลูกปรับปรุงภูมิทัศน์ 15,000 บาทคุณนก เพชรบูรณ์ จัดซื้อเครื่องอุปโภค บริโภค มอบให้ 2,000 บาท #นับเป็นบ้าน หลังที่ 58 #บ้านพระธรรมจาริกสงเคราะห์ ที่สร้างมอบให้ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ประสบภัยต่างๆ”

บันไดแห่งศรัทธา! ‘วัดภูทอก’ บันไดไม้เวียนวนรอบภูผา 7 ชั้น ตามนิมิตของ ‘หลวงพ่อจวน’

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปรู้จักกับวัดเจติยาคีรีวิหารหรือ วัดภูทอก ในวัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2483 โดยเป็นการนำพาจาก พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ซื้อมาด้วยการบำเพ็ญเพียร สมณธรรมอยู่ที่ภูวัว จังหวัดบึงกาฬ

โดยจุดเริ่มต้นนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อคืนหนึ่งพระอาจารย์จวนได้เกิดนิมิตขึ้นด้วยเห็นปราสาท 2 หลังที่มีลักษณะสวยงามเป็นอย่างมากตั้งอยู่ทางด้านภูทอกน้อยจึงได้เดินทางมาเพื่อพิสูจน์ตามที่เห็นนิมิตและได้พบกับลักษณะภูมิประเทศที่สวยงามร่มรื่นมากกว่าที่จะนำมาปฏิบัติธรรมจึงได้มีการสำรวจและปักกรดอยู่ที่บริเวณ ถ้ำบนภูทอกกับพระครูสิริธรรมวัฒน์

และในต่อมาญาติโยมชาวบ้านก็เห็นว่าพระอาจารย์จวนมาธุดงค์มาอยู่ที่ภูทอกจึงได้มีการพร้อมใจเข้ามา อาราธนาให้สร้างวัดขึ้นที่ภูทอกแห่งนี้ และในต่อมาปี 2512 ทางชาวบ้านก็ได้มาช่วยเหลือกันสร้างบันไดขึ้นภูทอกจนไปยังชั้นที่ ที่ 5-6 และได้ปลูกสร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์อยู่ถึง 2 เดือน 10 วัน จึงแล้วเสร็จ

ต่อมาในปี 2563 ถึง 2564 พระอาจารย์จวนได้มีการชักชวนชาวบ้านให้สร้างและทำนบกั้นน้ำผึ้ง 2 แห่งเพื่อใช้จัดเก็บน้ำและจัดระบบน้ำประปาภายในวัดภูทอก และยังได้มีกองทัพอากาศดอนเมืองเข้าถวายเครื่องใช้ไฟฟ้าแรงดันสูงที่ใช้สำหรับในวัด 1 เครื่องและได้มีการถวายพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่เป็นพระประธาน 1 องค์ไว้ที่วิหารชั้น 5 และให้มีบรรดาญาติโยม ช่วยกันสมทบทุนสร้าง โรงฉันและศาลาที่ชั้นหนึ่งหลัง พร้อมกับก่อสร้างสะพานลอยฟ้าไปรอบ ๆ ภูทอกในชั้นที่ 5 และ 6 รวมถึงการสร้างสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาแทรกไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบหน้าผา สิ้นค่าก่อสร้าง 45,000 บาท

ซึ่งบอกเลยว่าการก่อสร้างและไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดและเต็มไปด้วยแต่ความลำบากเพราะจำเป็นจะต้องเจาะหินทํานั่งร้านด้วยไม้เนื้อแข็ง 2 ท่อนผูกกับเสาที่ปักไม้ท้าวแขนลงไปแล้วจึงพลาดไม้กระดานเป็นสะพานทีละช่วงครึ่งช่วงละช่วงนั้นห่างประมาณ 1 เมตรเศษและระหว่างทางก็จะมีการรองรับอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้สะพานนั้นมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นจึงกลายเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ซึ่งประวัติการสร้างภูทอกนั้นบอกเลยว่าก็เริ่มต้นเมื่อปี 2512 ที่ได้มีการอาศัย ถ้ำตีนเขาซึ่งเป็นป่ารกชัฏมากเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิดมีช้าง เสือ หมี กวาง เป็นต้น และสัตว์อื่นอีกมาก อาศัยบิณฑบาตรกับชาวบ้านนาคำแคนซึ่งอพยพมาตั้งอยู่ใหม่ ๆ อาหารการขบฉันก็ตามเกิดตามมี อยู่ในลักษณะที่ขาดแคลนมาก โดยในช่วงแรกก็ได้มีญาติโยมเข้ามาถางป่าให้เพื่อปรับกดและก็มีท่านครูสิริธรรม วัฒน์ มาอยู่เป็นเพื่อนเมื่อถึงฤดูแล้ง ก็จะมีการปลูกเสนาสระเป็นลักษณะกระท่อม 4 หลังและมุงด้วยหญ้าคาผ้าใบตอกตะปูด้วยฟากโดยในพรรษาแรกมีพระจำพรรษาด้วยกัน 3 รูปถ้าเขาน้อย 1 คนในพรรษานี้ได้มีการพาญาติโยมช่วยกันมาทำบันไดขึ้นเขาซึ่งใช้ระยะเวลาในการทำอยู่ 2 เดือนกับ 10 วันจึงจะสามารถเสร็จ

และยังมี คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา คุณหมอขันธ์ เทศประสิทธิ์ อาจารย์สอนอนามัยขอนแก่นได้เป็นกำลังพาศรัทธาญาติโยมมาช่วยเป็นประจำให้ความสะดวกปลอดภัย โดยนายต่อมาในปี 2513 ในบุญที่อยู่จังหวัดนครเวียงจันทน์ประเทศลาวมีการสร้างพระประธานถวายในบริเวณถ้ำพุทธวิหารชั้นที่ 5 โดยใช้เงินทั้งสิ้น 10,000 บาทและในปีต่อมาก็ยังมีการสร้างศาลาชั้นบนและชั้นล่างมาจากอุดรหนองคายบึงกาฬนครพนมตลอดจนถึงกรุงเทพฯร่วมกันออกปัจจัยสร้างถวายทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวนมากและมีกำลังศรัทธาจากทางกรุงเทพมาสมทบด้วยและยังมีการถวายเครื่อง ครื่องปั่นไฟ เครื่องสูบน้ำ ท่าถึงน้ำประปา เขาต่อท่อลงมาชั้นล่างทำให้ได้ใช้กันสะดวกสบายแก่ทุก ๆ คนที่มาเยือน กองทัพอากาศดอนเมืองก็ถวายสายไฟแรงสูง 3 ม้วน ม้วนละ 500 เมตร ต่อไฟฟ้าไปใช้ตามที่ต่าง ๆ กรมวิเทศสหการก็ได้ถวายพระพุทธรูปทองหล่อขนาดใหญ่ไว้เป็นพระประธานที่ถ้ำวิหารพระชั้นที่ 5

โดยเมื่อถึงเวลาที่จะเข้ใกล้พรรษาก็จะมีการทดสอบดูว่า วิธีที่จะทำสะพานไปตามหน้าผา ตามทฤษฎีของพระอาจารย์จวนหรือไม่โดยมีการให้พระเณรและชาวบ้านเข้าไปดูและทราบกันอย่างชัดเจนว่าทฤษฎีของพระอาจารย์จวน นั้นสามารถทำได้อย่างแน่นอนเว้นเสียแต่ว่าจะเกิดความประมาทโดยผู้ที่จะทำนั้นจะต้องมีการกล้าหาญมีความเชาว์ด้วยจึงจะทำได้ จึงจะสามารถทำได้โดยในครั้งแรกมีผู้ทำอาสาสมัครอยู่ประมาณ 2-3 คน 2 ส่วน อีกส่วนหนึ่งจะเสดเห็นว่าไม่มีการทำอันตรายเกิดขึ้นจะมีคนสมัครทำเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณหน้าผาชันๆก็จะมีพระเณรเข้าไปทำจนสามารถสร้างสะพานได้เป็นที่สำเร็จและไม่มีอันตรายอันใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยโดยทุกคนนั้นทำด้วยความสนุกสนานไม่รู้สึกเหนื่อยล้าและแววตาของทุกคนนั้นดูกล้าหาญแจ่มใสจิตใจผ่องใสเพราะอยู่ในอากาศที่ดีลมพัดเย็นไม่เหนื่อยไม่ร้อ

และเมื่อหลังจากที่ทำสะพานกันการเสร็จแล้วก็ทำให้สะพานแห่งนี้สร้างประโยชน์ได้อย่างไรอย่างทั้งยังเป็นสถานที่ที่ทำวิเวกทำความเพียรเผากิเลสไม่จำกัดเพศซึ่งใช้ได้ทั้ง งพระเณรเถรชี เพราะมีที่หลบซ่อนเร้นแดดร้อน ลมพัดได้อย่างสบาย มีที่หลบซ่อนไปเป็นแห่ง ๆอีกทั้งยังเหมาะเป็นที่ไว้พักผ่อนหย่อนอารมณ์เหมาะสมกับเป็นสถานที่ไว้ชมทิวทัศน์ธรรมชาติต่างๆและยังมีลมพัดโกรกเย็นตลอดทั้งวัน ซึ่งหากใครได้มานั้นรับรองว่าหายเหนื่อยอย่างแน่นอนเรียกได้ว่าเป็นการใช้แอร์แบบธรรมชาติและก็ว่าได้เพราะที่นี่มีบรรยากาศธรรมชาติที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเป็น โอสถเอกขนานหนึ่งเลยก็ว่าได้

เพราะพระอาจารย์จวน ได้พบเห็นกับตาหลังจากที่มีโยมแก่คนหนึ่งเป็นโรคหอบหืดมานานหลายปียิ่งต่อฤดูฝนนั้นก็จะรู้สึกทรมานเป็นอย่างมากและเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำโดยหญิงแก่คนนี้นั้นเป็นโรคหอบหืดมาแล้ว 7 ปีกินยาอะไรก็ไม่หายยิ่งฤดูฝนยิ่งหายใจลำบากแต่เมื่อประมาณปี 2517 ยายคนนี้ได้มาพักภาวนาอยู่ที่เป็นเวลาสิบกว่าวันไปนั่งสูดลมบริสุทธิ์ตามสะพานตามหน้าผาทุกเช้าเย็นและหลังจากที่กลับไปบ้านนั้นคุณยายก็ได้กลับมาบอกว่าโรคหอบหืดของคุณยายนั้นหายไปแล้วนับตั้งแต่ที่ได้เข้ามาบำเพ็ญเพียรที่นี่ตั้งภาวนาสูดอากาศที่บริสุทธิ์บริเวณสะพานหน้าผาของพระอาจารย์ชวนจึงทำให้โรคอาการหอบหืดนั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง

และหลังจากนั้นมาก็ไม่เกิดอาการโรคหอบหืดเกิดอีกเลยซึ่งทำให้คุณยายท่านนี้ได้พูดโอ้อวดคนหลากหลายคนว่าถ้าอยากหายเป็นโรคหอบหืดให้เราไปสูดอากาศบริสุทธิ์ของภูทอกและนั่งวิเวกภาวนาตากลมที่สะพานหรือแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้เพราะอากาศที่นี่เป็นอากาศโอสถอย่างแท้จริงซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอากาศบริสุทธิ์นั้นอาจจะเป็นยาชั้นดีที่สามารถบำบัดโรคได้ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันทั่วไปและในขณะเดียวกันผู้หญิงแก่คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ตั้งใจภาวนาเป็นประจำซึ่งอาจจะเรียกว่าหมดเวรหมดกรรมเลยกลายเป็นการหายโรคหอบหืดไปเสียเองจึงได้มีการแนะนำให้หญิงแก่คนนี้ตั้งใจปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆและผลของการปฏิบัติธรรมจะช่วยรักษาทั้งกายและจิตใจของเรา

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงการสร้างสะพานอีกด้วยว่ามีเกิดเสียงนินทาสอนสารต่างๆหาว่าโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้จักความตายไม่กลัวตายแต่ถึง แม้ว่าจะมีใครด่านินทามากแค่ไหนสุดท้ายก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือรับอันตรายอีกครั้งยังสามารถสะพานได้เป็นที่สำเร็จโดยผู้ที่กล่าวว่านินทานี้นอกจากจะไม่ช่วยบ้างก็มองในแง่ร้ายบางรายก็ประกาศว่า พวกเราคอยดูไม่นานหรอกพวกทำสะพานจะตกแน่ ๆ กลายเป็นผู้ใช้ไฟแบบไม่รู้ตัวแต่สุดท้ายเมื่อเกิดสะพานสิทธิ์ญาติโยมก็สามารถเดินเวียนเทียนรอบๆนะสร้างความสะดวกสบายในการสัญจรไปมาได้อีกด้วย

โดยภูเขาแห่งนี้มี 7 ชั้นซึ่งก็จะมี ชั้นที่มีสะพานมีอยู่ 3 ชั้น คือ ชั้นที่ 4-5-6 แต่ละชั้น ๆ สูงห่างกันประมาณ 20 – 30 เมตรก็มี ตามภูเขาและตามธรรมชาโดยแต่ละชั้นสามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนวิเวกที่ไหนก็ได้อย่างเงียบสงบและสบายโดยที่นี่มีอากาศที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นสบายโดยเฉพาะชั้น 4 จะเป็นชั้น 2 คณะแม่ชีจะมีสถานที่หลบร้อนตอนเย็นที่สามารถใช้ในช่องทางหน้าร้อนและหนาวและมีที่หลบฝนเป็นหลักแหล่งอีกทางอากาศปลอดโปร่งโดยระยะเวลาเส้นทางประมาณ 20 เส้นล้วนแต่เป็นสถานที่วิเวกและมีที่ปีกย่อยมากมายตามแนวขาวเหล่านี้

นอกจากนี้ในบริเวณชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นกลางมีที่พักหลบร้อนกับหนาวและสามารถตากอากาศได้มากกว่า 20 แห่งอีกทั้งยังมีอากาศที่โปร่งกว่าชั้น 4 เพราะสูงขึ้นไปอีกจึงเรียกได้ว่าโดยรอบของวัดแห่งนี้นั้นมี 27 สายที่สามารถชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของเขาแห่งนี้ได้เป็นอย่างดีและสร้างความร่มเย็นร่วมใจให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาได้อีกด้วยนอกจากนี้ผู้ที่สัญจรไปมาอีกนั้นยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายไม่เกิดอันตรายอยากแน่นอนถ้าไม่โดดลงไป

ต่อมาในชั้นลำดับที่ 6 นั้นจะเริ่มขึ้นในปี 2517 เป็นลำดับโดยใช้สะพานแห่งนี้มีอากาศที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากแต่ก็มีอากาศที่เบากว่าทุกชั้นแต่ก็จะมีที่พักเป็นถ้ำ เงื้อมหิน แล้วก็มีลำธารเล็กๆหลายอยู่ตลอดเวลาเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งมีเส้นทาง 20 เส้นถ้าหากใครนะสนใจในเรื่องของการเดินชมธรรมชาติก็สามารถไปชมได้เพราะที่นี่ไปด้วยธรรมชาติสามารถหลีกหนีความชุลมุนวุ่นวายของสังคมและไปร่วมเรื่องกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวได้กับที่นี่

“ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระภิกษุแสวงหาที่วิเวกอยู่ตามป่าตามร่มไม้ ตามเรือนว่างเปล่าและถ้ำเงื้อมหิน ให้เธอพึงซ่อนเร้นอยู่ในที่สงบสงัดปราศจากความคลุกคลี เว้นจากธรรมารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ให้แสวงหาความวิเวกอยู่ตามที่สงัดต่าง ๆ ทำความเพียรเหมือนโคที่ไม่มีหนังหุ้มห่อร่างของมัน มันจะกลัวอันตรายมากมาย เช่น กา กิ่งไม้ แมลงวัน เป็นต้น จะมาจิกหรือทิ่มเนื้อมัน มันจึงเอาตัวของมันไปหลบซ่อนอยู่ตามเงื้อมผา เป็นต้น เวลามันออกหากินก็จะออกหากินในที่ลับ ๆ กะว่าจะไม่มีอันตรายจนกว่าหนังของมันจะงอกหายเป็นปกติ จึงจะหากินในที่แจ้งโดยเปิดเผย แต่ถึงอย่างไรมันก็หากินด้วยความระมัดระวัง แม้ฉันใด ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ให้พวกเธอพึงถือเอาเหมือนโครักษาหนังอย่าประมาทความประมาทเป็นช่องทางของความไหลมาแห่งความฉิบหายฉะนั้น ท่านจึงว่าความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความเจริญ จงเป็นผู้มีสติประคับประคองตัวเองให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ กลัวกาหรืออีแร้งคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะรุมจิกกิน ประคับประคองตนปรารภความเพียรอย่าประมาท ย่อมจะถึงที่สุดยอดของพระธรรมวินัยคือ พระนิพพานได้ในที่สุด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงแนะนำให้ภิกษุเอาเยี่ยงอย่างโคผู้สงวนหนังดังกล่าว ถ้าหากการอาศัยอยู่ตามป่าตามเขาเป็นภัยอันตรายแก่ภิกษุผู้บวชไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้บวชแล้วอย่าพากันเข้าป่าเน้อเพราะป่าเป็นข้าศึกกับผู้เจริญสมณธรรม พวกเธออย่าอยู่ป่า อย่าอยู่ถ้ำ อย่าอยู่ป่าช้าอย่าอยู่เรือนว่าง เพราะจะเป็นอันตรายแก่พวกท่าน แต่นี่พระพุทธองค์ท่านสอนตรงกันข้ามคือให้อยู่ป่าเจริญสมณธรรมให้อาศัยธรรมชาติแล้วจะก่อให้เกิดปัญญา ขออภัยท่านผู้ฟังด้วยที่พระโง่อยู่ป่าเช่นข้าพเจ้าได้อธิบายไปเท่าที่จะรู้แจ้งด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟัง” พระอาจาร์นจวนกล่าว

จึงเรียกว่าสะพานทุกชั้นที่ทำนั้นผู้ทำนั้นก็เล็งเห็น ถึงการใช้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นถ้าหากทำแล้วไม่มีประโยชน์ก็ไม่สมควรที่จะทำไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาเสียแรงไปเพื่ออะไร

พลังประชารัฐ ยอมรับ ขึ้นค่าแรงตามที่หาเสียงอาจทำไม่ได้ ต้องรอไปก่อน กลัวกระทบเอกชน

โดยในล่าสุดนี้โฆษกพรรคพลังประชารัฐ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล การเล่นมีการพูดถึงความคืบหน้าในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลซึ่งคะแนนขนาดนี้รัฐบาลร่วมหลายรัฐบาลได้มีการส่งนโยบายของแต่ละพรรคมายังพรรคพลังประชารัฐ กันแล้ว

โดยหากร่วมรัฐบาลนั้นก็จะมี พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ซึ่งพรรคพลังประชารัฐซึ่งก็ได้มีการส่งนโยบายมาและเขียนร่างเป็นนโยบายรัฐบาลโดยการจะมีเริ่มต้นตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปซึ่งจะมีการเชิญตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือในการร่างนโยบายนี้ด้วย

แต่ทางนี้ก็ยังมีกล่าวถึงค่ะแรงขั้นต่ำวันละ 400 ถึง 425 บาทซึ่งเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ใช้ในการหาเสียงและยอมรับว่านโยบายนี้ยังไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนเพราะการจะขยับขึ้นจาก 400 เป็น 400 25 บาทในทันทีนั้นจะมีผลกระทบต่อภาคเอกชนอย่างแน่นอน

จึงมีการเสนอให้ค่าแรงในลักษณะของการเป็นขั้นบันไดในทุกจังหวัดโดยในแต่ละจังหวัดจะได้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับทักษะและการประกอบอาชีพซึ่งวิธีการขึ้นค่าแรงแบบขั้นบันไดจะใช้กับนโยบายค่าแรงของปริญญาตรีขั้นต่ำที่พรรคพลังประชารัฐเคยหาเสียงไว้ที่ 20,000 บาทจบอาชีวศึกษาจะอยู่ที่ 18,000 บาท / คน

“ตอนนี้เหลือเวลาอีก 3 สัปดาห์ที่ต้องร่างนโยบายรัฐบาลให้เสร็จ ซึ่งพบว่า อุปสรรคสำคัญคือมีหลายพรรคร่วมรัฐบาล และต้องใช้เวลา ดคุยกันให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการอภิปรายในประเด็นเรื่องงบประมาณของพรรคฝ่ายค้าน ท้ายที่สุดก็เชื่อว่า จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน ทันทีที่รัฐบาลได้แถลวนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา” นายกอบศักดิ์ กล่าว

เตือนภัยปชช. กลโกงเงินแบบใหม่ กดครั้งเดียวเงินหายทั้งบัญชี

โดยในล่าสุดนี้ทางเพจเฟสบุ๊ตของทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ – ศปอส.ตร ได้มีการโพสต์ข้อความเตือนประชาชนถึงหารโกงเงินรูปแบบใหม่ โดยมีการระบุโพสต์ว่า… “โกงเงินแบบใหม่ ดูดเงินในบัญชีธนาคาร “หมดเกลี้ยง” ภายในไม่กี่นาที อย่ากดตกลงเด็ดขาด ถ้าไม่อยากหมดตัว”

ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่ค้าขายทางออนไลน์ที่มักจะชอบเปิดเผยเลขบัญชีธนาคารของตัวเองและจะถูกคนร้ายเข้ามาทำท่าทีเป็นลูกค้ามาขอซื้อสินค้าทางออนไลน์และขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ข้อมูลส่วนบุคคลไว้และนอกจากนี้ผู้เสียหายจะได้รับการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือในทำนองที่ว่า “คุณต้องการที่จะให้บัญชีธนาคารของคุณเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือไม่” โดยข้อความดังกล่าวนั้นมีความยาวจึงทำให้ผู้เสียหายหลายรายไม่ได้อ่านแต่คิดว่าไม่มีอันตรายเกิดขึ้น

จึงได้ทำการกดยอมรับหรือตกลงบน Mobile Banking App ต่างๆที่เชื่อมต่อระหว่างบัญชี Mobile Banking ของผู้เสียหายซึ่งจะทำให้เงินในบัญชีนั้นเข้าสู่งานอิเล็กทรอนิกส์กระเป๋าของคนร้ายจนเสร็จสมบูรณ์จึงทำให้คนร้ายนั้นสามารถยักยอกถ่ายโอนเงินจากบัญชีของธนาคารผู้เสียหายได้ผ่านช่องทาง Mobile Banking ได้อย่างสะดวกภายในเวลาไม่กี่นาที

โดยวิธียกเลิกการผูกบัญชี Mobile Banking กับ True Wallet มีดังนี้

เจ้าของบัญชีต้องนำสมุดบัญชี , บัตรประชาชน ฯลฯ ไปทำการยกเลิกเองที่สาขาเท่านั้น ไม่สามารถกดยกเลิกได้จาก แอปพลิเคชั่นใดๆเลย แล้วทำการให้อ่านข้อความที่แจ้งเตือนมาอย่างละเอียดอัตราและไม่เข้าใจก็ไม่ควรตอบตกลงในทันที

อาลัยตำนานชาวอีสาน ‘เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด’ นพดล ดวงพร ศิลปินอาวุโส

นับเป็นการสูญเสียอีกครั้งของวงการบันเทิงไทย เมื่อ นพดล ดวงพร ศิลปินอาวุโส เจ้าของวลี ‘เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด’ และยังเป็นตำนวนของชาวอีสานซึ่งคุณนพดล ดวงพร เป็นเจ้าของวงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน “เพชรพิณทอง” ผู้บุกเบิกดนตรีเครื่องสาย “พิณ” ถิ่นแดนอีสานจนโด่งดังไปทั่วโลก และเจ้าของวลี “เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด” จากบทภาพยนต์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ที่ทำให้คว้ารางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2545 ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 20.20 น.

หลังเข้ารับการรักษาตัวที่ ร.พ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ด้วยอาการอ่อนแรง แล้วตรวจพบก้อนเนื้อในสมองข้างซ้าย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นครอบครัวปรึกษาคณะแพทย์แล้วตัดสินใจย้ายมารักษาที่ร.พ.ศิริราช เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. และเข้ารับการผ่าตัดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยบุตรสาว อรนุช โกศัลวัฒน์ ระบุการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี และคุณพ่ออยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจ

นพดล ดวงพร

เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2484 มีชื่อจริงว่า ณรงค์ พงษ์ภาพ ที่บ้านท่าวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี บิดาเป็นหมอลำกลอน มารดาเป็นนักร้องเพลงโคราช

ณรงค์ พงษ์ภาพ เคยเป็นเด็กในวงดนตรีคณะพิพัฒน์ บริบูรณ์ นานหลายปี ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์และร่วมวงดนตรีจุฬารัตน์ของครูมงคล อมาตยกุล ซึ่งเป็นผู้ตั้งชื่อ นพดล ดวงพร ให้ ต่อมาได้แยกไปก่อตั้งวงดนตรี เพชรพิณทองที่โด่งดังในภาคอีสาน ในปี พ.ศ. 2514 ช่วงหลังเป็นนักแสดงภาพยนตร์และ ละครโทรทัศน์

ผลงานภาพยนตร์

-วิวาห์พาฝัน

-ครูบ้านนอก (2521) – รับบทเป็น ครูใหญ่คำเม้า

-หนองหมาว้อ (2522)

-7 สิงห์ตะวันเพลิง (2522)

-จับกัง กรรมกรเต็มขั้น (2523) – รับบทเป็น ด้วง

-ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน (2523) – รับบทเป็น ไอ้จ้อย

-นักสืบฮาร์ด (2525)

-ครูข้าวเหนียว (2528)

-คนกลางแดด (2530)

-15 ค่ำ เดือน 11 (2545) – รับบทเป็น หลวงพ่อโล่ห์

ผลงานละคร

-โคกคูนตระกูลไข่

-เพลงรักริมฝั่งโขง (2550)

-เรไรลูกสาวป่า (2551)

รางวัลเกียรติยศ

-ได้รับยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2532

-รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2545 ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11

-ศิลปินมรดกอีสาน (ประเภทตลกอีสาน) ปี 2552 หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นอกจากนี้ นพดลยังได้เป็นผู้อำนวยการผลิตและสร้างสรรค์งานนำเอาประวัติศาสตร์เมืองอุบล และเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของเมืองอุบล มาบอกเล่าผ่านบทเพลง ในวาระที่เมืองอุบล ครบรอบ ๒๐๐ ปี ใน พ.ศ.๒๕๓๕ เพื่อเฉลิมฉลองฉลอง ๒๐๐ ปีอุบลราชธานี โดยมีผู้ประพันธ์เพลง คือ ชลธี ธารทอง พงษ์ศัดิ์ จันทรุกขา ,ณรงค์ โกษาผล, สยาม รักษ์ถิ่นไทย ,ธนรรษต์ ผลพันธ์,ประพนธ์สุริยะศักดิ์ ,เฉลิมพร เพชรศยาม , นคร พงษ์ภาพ นับเป็นการระดมนักแต่ง นักร้อง คนเมืองอุบล และที่มีชื่อเสียง มาสร้างสรรค์เพลงเมือง รวม ๒๒ เพลง ซึ่งมีทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่ที่ตั้งขึ้น และบางเพลงได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ เช่นเพลงลูกแม่มูล ของครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็นต้น

เหตุการณ์ที่เป็นความประทับใจไม่รู้ลืมของนพดลคือ ได้ยกวงไปแสดงที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น พอดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปที่นั่น และพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่คล้ายกีตาร์ แต่ว่ามีเพียง 3 สาย ดีดได้ไพเราะมากๆ นั่นคือ พิณ ในหลวงทรงเห็นว่าเป็นของแปลกและมีเสียงที่ไพเราะมาก พระองค์ท่านทรงรับสั่งขอลองดีดดูอย่างสนพระทัยเป็นพิเศษ ยังความปลาบปลื้มใจให้แก่นพดลเป็นที่สุด และสิ่งที่นพดลจำใส่เกล้าไว้ไม่มีวันลืมคือ ในหลวงทรงมีรับสั่งว่าให้รักษาศิลปะดนตรีพื้นบ้านอันนี้ไว้ให้ดีๆ

นพดล ดวงพร ก้มลงกราบแทบพระบาทด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ นพดลถือว่านี่คือมงคลชีวิตที่ยิ่งใหญ่อย่างที่สุดแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อวงดนตรีตนเองเสียใหม่ จากวงนพดล ดวงพร เป็นวงเพชรพิณทอง เอาชื่อ พิณ ที่ในหลวงทรงโปรดมาเป็นมงคลนาม และหวังจะสนองพระราชปรารภของพระองค์ท่านด้วย นั่นจึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อวง เพชรพิณทอง มาจนถึงทุกวันนี้ และสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวง เพชรพิณทอง คือทองใส ทับถนน มือพิณอันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่เล่นประจำอยู่กับคณะมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง

เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพร คือนักรบทางวัฒนธรรมของภาค ที่เกิดขึ้นจากมันสมองและการสั่งสมประสบการณ์ของนพดล ดวงพร เป็นการมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวด้วยตัวของตัวเอง ไร้ผู้สนับสนุนจากหน่วยงานหรือบุคคล แต่เป็นความแน่วแน่ในอันจะจรรโลงและอนุรักษ์สิ่งดีงาม พร้อมๆ กับการผสมผสานของใหม่เข้าด้วยกัน
“แม่นแล้ว” “เบิ่งกันแหน่เด้ออาว” “น้อยทิง” “นางเอย” “เด้อนางเดอ เด๊อเด๊อนางเดอ ตึ้งๆ” อีก หลากหลายคำ อีกเป็นร้อยเป็นพันคำและวลีที่ติดหู ติดปากผู้คน ที่เพชรพิณทองไปหยิบจับจากท้องถิ่นที่อีสานเป็นและอยู่มาใช้ทำการแสดง ทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของคำและวลีที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือการละเล่นแสดง ในภาคกลับมาอยู่ในความนิยม ทำให้เห็นความลึกและมิติของภาษา และนี่คือ อานุภาพของภาษา อานุภาพของวัฒนธรรม ความสำคัญอยู่ที่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวพันคนเข้าด้วยกันด้วยภาษา เป็นทั้งเครื่องผูกพันและเป็นรหัสให้ผู้คนได้ใช้ในการปฏิสัมพันธ์กัน

อาวุธสำคัญของวงดนตรีและของบุคคลผู้นี้คือการใช้ภาษาอีสาน ขณะที่สังคมอีสานกำลังเกิดความสับสนในอัตลักษณ์ของตัวเอง ท่ามกลางการดูถูกชาติพันธุ์ของสังคมไทยที่มีต่อคนลาว ต่อชาวอีสาน ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนแผ่นดินอีสานตามมา คือ ได้เพาะเชื้อความรังเกียจกำพืดของตัวเอง ดูถูกตัวเอง เกลียดความเป็นลาวในสายเลือดตัว และพยายามหนีสุดชีวิตเพื่อให้พ้นไปจากความเป็นลาว เป็นคนอีสาน ด้วยการสร้างปมเขื่องให้กับตนเองด้วยการ “ไม่พูดภาษาอีสาน หรือภาษาลาว”

นพดล ดวงพร เป็นนักสู้ชีวิต และเป็นนักสู้ผู้ยืนหยัดในความเชื่อของตน เขาสร้าง “วงดนตรีพูดอีสาน” เพชรพิณทอง จนเป็นที่ยอมรับแก่ผู้คน สร้างศิลปินนักร้อง นักแสดงอย่างมากมาย ก่อให้เกิดรายได้ เกิดการสร้างงาน ตลอดจนมีการเผยแพร่และนำเอาศิลปะการแสดงแบบอีสานอย่างกว้างขวางและยาวนาน ตลอดจนการรับใช้สังคมโดยร่วมมือกับส่วนราชการอย่างต่อเนื่อง
นพดลเป็นนักรบผู้กล้าแกร่ง และยืนหยัดต่อสู้ยาวนาน วงดนตรีเพชรพิณทอง เป็นวงดนตรีวงเดียวที่มีอายุมากที่สุด สามารถยืนระยะและเก็บรับความนิยมจากแฟนๆ ได้ยาวนานที่สุด

นพดลได้ปั้นนักร้องขึ้นมาประดับวงมากมาย เช่น นกน้อย อุไรพร, วิเศษ เวณิกา, กำไล พัชรา, ชุติมา ดวงพร, นพรัตน์ ดวงพร, เทพพร เพชรอุบล ฯลฯ
และทีมตลก ลุงแนบ หนิงหน่อง แท็กซี่ ใหญ่ หน้ายาน จ่อย จุกจิก อีเจ้ย ฯลฯ และมือพิณอันดับหนึ่งของประเทศ ทองใส ทับถนน
การก่อเกิด เป็นไป และดับไปของเพชรพิณทองถือว่าเป็นตำนาน ความประทับใจในการแสดงของเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ยังจะตราตรึงในใจของชาวอีสานไป อีกนาน และคงอีกนานเช่นกันที่จะเกิดปรากฏการณ์อย่างที่ เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพรได้สร้างไว้

อ.วิศวฯไฟฟ้าลาดกระบัง เผย เครื่องปั่นไฟด้วยมือ 500 วัตต์ ใช้ได้ 6ใ ชม. ไม่มีทางเป็นไปได้

โดยล่าสุดนี้ในเรื่องของการปั่นไฟโดยที่ได้มี นายชื่น ฝันเมฆ อดีตพนักงานการไฟฟ้าวัย 75 ปีออกมาประดิษฐ์เครื่องไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้มือปั่นเพียงแค่ 15 นาทีและสามารถใช้ไฟได้นาน 6-8 ชั่วโมงซึ่งก็ทำให้ทางโลกออนไลน์นั้นได้มีข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันถึงว่ามันเป็นคนหลอกตา หรือไม่

โดยประเด็นนี้ก็ได้มีทางเพจ Darth Prin ได้ออกมาอธิบายถึงเรื่องการปั่นไฟ 15 นาทีแต่สามารถใช้ไฟ 500 วัตต์ไปได้ 8 ชั่วโมงพี่เขาบอกว่ามันไม่สามารถเป็นความจริงได้โดยพลังงานนั้นไม่มีวันสูญหายได้อย่างไรก็ออกไปเท่านั้นและพลังงานเท่ากับกำลัง 0 เวลาโดยท่าเทียบแล้วประมาณ 15 นาทีหนึ่งส่วนสี่ของชั่วโมงใช้พลังงานได้ถึง 8 ชั่วโมงเท่ากับว่าลุงนั้นสามารถสร้างและปล่อยพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 32 เท่าของพิกัดกำลังไฟฟ้า 0.5 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่าประมาณ 16 กิโลวัตต์หรือ 22 แรงม้าเป็นอย่างน้อยโดย เกียร์หรือเฟืองไม่สามารถลดต้นกำลังขั้นต่ำได้เลย

ซึ่งในมนุษย์หมุน 1 คนแล้ว จะใช้พลังงานเพียงแค่ 15 บาทเท่านั้นแต่ถ้าเป็นนักกีฬาไตรกีฬาก็อาจจะมีกำลังถึง 300 วัตต์โดยในกรณีนี้ลุงเชื่อมสามารถสร้างพลังงานได้ 16 วัตต์เท่ากับว่าลุงชื่นมีกำลังมากกว่ามนุษย์คนอื่น 53.33 เท่า สามารถเป็นซูเปอร์ฮีโร่ หรือกระโดดทีเดียวขึ้นตึก 5 ชั้นได้สบาย ดังนั้น การสร้างเครื่องปั่นไฟมือที่สามารถปั่นไฟเบา ๆ และใช้ไฟได้นานถึง 8 ชั่วโมงนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

โดยในล่าสุดนี้ หลังจากที่มีประเด็นเรื่องนี้ออกมา นางอังคณา สุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะได้มีการออกมาพูดถึงนายชื่นที่ได้กล่าวอ้างว่าเป็นอดีต พนักงานการผลิตไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซึ่งก็ได้มีการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2549 ก็ได้พบว่า นายชื่น ฝันเมฆ เคยเป็นอดีตพนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่อย่างใด

ในทางนี้ก็ได้มีการเข้าไปถามผู้เชียววชาญ นั้นก็คือ อาจารย์ดุสิต สุขสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้มีการกล่าวถึงในกรณีนี้ว่า “ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะ input ที่เข้าไปมันไม่สมดุลกับ Output คำว่าวัตต์ในสมัยก่อน การหาวัตต์คือใช้ม้ามาปั่นเครื่องปั่นไฟ จะเรียกว่า 1 Horsepower หรือ 1 แรงม้า เท่ากับ 746 วัตต์ แต่สำหรับเครื่องนี้ที่บอกว่าใช้มือปั่น 15 นาที แล้วได้ตั้ง 500 วัตต์ ใช้ได้ 6 ชั่วโมง หรือเท่ากับใช้ได้ 3,000 วัตต์ ซึ่ง 3,000 วัตต์ ก็เท่ากับ 4 แรงม้ากว่าๆ ครับ ลองเทียบว่า 1 แรงคนที่ปั่น จะเท่ากับ 4 แรงม้า โดยหลักการมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าได้พลังงาน 10-20 วัตต์ ผมอาจจะเชื่อเพราะมีทางเป็นไปได้อยู่”

อาจารย์ดุสิต ยังกล่าวต่อว่า “แบตเตอรี่ลูกนั้นที่เราเห็น ผมคิดว่าอาจจะถูกชาร์จมาจากที่อื่นแล้ว คือถ้าไฟจากแบตเตอรี่ลูกนั้นเฉยๆ ไม่ต้องใช้มือปั่น แล้วจ่ายไฟได้ 500 วัตต์ ก็พอเป็นไปได้ แต่จะใช้ไม่ได้นาน ขนาดแบตเตอรี่ UPS ยังอยู่ได้แค่ 10-15 นาที ไม่สามารถใช้ได้ถึง 6-8 ชั่วโมงแน่นอน ถ้าหากว่าต้องการทดสอบสามารถส่งมาให้ทางภาควิศวกรรมไฟฟ้าตรวจสอบได้ฟรี เพราะที่ สจล. เปิดรับทดสอบเครื่องในลักษณะนี้อยู่แล้ว”

สรรพากรปิ้งไอเดีย เก็บภาษีรูปแบบใหม่ อายุ 18 ปีต้องยื่นภาษี

โดยล่าสุดนี้ทาง นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร ก็ได้มีการพูดถึงในเรื่องของการปฏิรูปภาษีสรรพากรแบบใหม่ทั้งระบบซึ่งจะมีการนำมาปรับใช้ในปี 2562 โดยข้อความที่นำมาเผยแพร่ในทางโลกออนไลน์นั้นเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแนะเท่านั้นซึ่งทางอนุกรรมการจะได้มีการพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขประมวล รัษฏากรที่ได้มีการนำเสนอในการจัดสัมนา เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561ที่ผ่านมา

ซึ่งในตอนนี้ทางกรมสรรพากรในก็ได้มีการศึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ประมวล รัษฏากร ให้เกิดในประเด็นที่แตกต่างกันให้ครอบคลุมและมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นและเหมาะสำหรับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยในทางนี้ทางอนุกรรมการก็ได้มีการส่งข้อเสนอดังกล่าวให้ทางสหกรณ์พิจารณาซึ่งเมื่อได้ผลประการใดก็จะได้มีการนำมาเสนอรัฐบาลเพื่อให้มีการพิจารณาต่อไปด้วย

โดยเงื่อนไขที่เสนอเพิ่มนั้นก็จะมี ทุกคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคน จะต้องยื่นแสดงภาษี ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ก็ตาม จากเดิมที่กำหนดไว้ว่า บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน 120,000 บาทต่อปี ไม่ต้องยื่นภาษี / ลดเพดานภาษีบุคคล จากเดิม 35 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการลดภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อส่งเสริมรายย่อยให้ทำธุรกิจ และปรับเงินได้ใหม่ เหลือเพียง 3 ประเภท โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น / ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งแบบเดิม มีภาษีเงินได้ 20% และภาษีปันผล 10% แต่แบบใหม่ เสนอให้ปรับภาษีนิติบุคคลรวมกันแล้วไม่เกิน 25% สุดท้าย ปรับวิธีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของกิจการ จากเดิมที่ที่คำนวณว่า รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แบบใหม่ให้ปรับเป็นรายได้เกิน 10 ล้านบาท จึงจะจดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แต่หากไม่ถึง 10 ล้านบาท ให้จ่ายภาษีที่ 2 เปอร์เซ็นต์แทน

โดยทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่แนวคิดในการเสนอแนะต่างๆและอยู่ในขั้นตอนระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้มีบังคับใช้ในปี 2562 นี้แต่อย่างใดชนะประชาชน

ข่าวดี! คปภ. ประกาศ ‘ส่งรถซ่อม’ ประกันต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์ ชดเชยวันละ 1,000 บาท

เรียกได้ว่ากลายเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่มีรถยนต์และถ้าหากคุณนั้นขับรถประสบอุบัติเหตุต่างๆซึ่งแน่นอนว่าคนเรานะจะต้องนำรถไปส่งซ่อมในทันทีโดยจากในกรณีที่ คปภ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในตอนนี้ก็ได้มีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยต่างๆที่ไม่จ่ายค่าขาดประโยชน์ให้กับเจ้าของรถที่ควรจะได้ในระหว่างซ่อม

โดยทาง คปภ. จำเป็นจะต้องสั่งให้ทุกบริษัทมีการจ่ายค่าขาดประโยชน์ให้กับผู้ทำประกันวันละ 500 ถึง 1,000 บาทโดยจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ซึ่งแน่นอนว่าดีที่ผ่านมานั้นก็มีปัญหาของการเรียกร้องจากกรณีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถซึ่งส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยจะไม่ยอมจ่ายค่าขาดผลประโยชน์และด้วยส่วนนึงประชาชนส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้เรื่องดังนั้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนให้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ที่ชัดเจนและรู้เพียงกันมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในขณะนี้ คปภ. ก็ได้มีการสรุปในการปรับปรุงการคุ้มครองของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่เจ้าของรถที่ทำประกันและอยู่ในระหว่างนำไปเคลมหรือซ่อมโดยจะกำหนดการจ่ายเป็น 3 กลุ่มดังนี้

+กลุ่มที่ 1 รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

+กลุ่มที่ 2 รถยนต์รับจ้างสาธารณะขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

+กลุ่มที่ 3 รถยนต์ขนาดเกินกว่า 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

ซึ่งหลายคนนั้นอาจกำลังสงสัยว่าค่าขาดประโยชน์นั้นคืออะไรโดยค่าขาดประโยชน์นั้นคือค่าชดเชยที่ทางบริษัทประกันนั้นจำเป็นต้องจ่ายให้กับคุณในระหว่างที่รถของคุณไม่สามารถใช้งานได้เพราะไปส่งซ่อมและคุณต้องเสียค่าเดินทางในชีวิตประจำวันต่างๆซึ่งเท่ากับว่าในตรงนี้ก็ทำให้คุณนะได้ขาดประโยชน์ในการใช้รถซึ่งก็สามารถเบิกได้จากบริษัทประกันภัยแต่ในกรณีนี้จะได้ในเฉพาะที่คุณนะเป็นฝ่ายถูกเท่านั้นโดยจะสามารถเบิกค่าขาดประโยชน์ให้กับประกันภัยคู่กรณีได้

โดยสิ่งที่ควรจะทำในการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์นั้นจะมีดังนี้….หลังจากรถเกิดอุบัติเหตุ ให้คุณโทรศัพท์แจ้งบริษัทประกัน แล้วถ่ายรูปภาพสภาพของตัวรถทั้งของคุณของคู่กรณี รวมไปถึง ใบเคลมประกันของทางคู่กรณี ที่ระบุว่าเป็นของบริษัทไหน รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อด้วย | นำใบเคลมประกันของคุณ พร้อมกับรถเข้าไปซ่อมที่ศูนย์หรืออู่ในเครือ และควรทำสำเนาเอกสารไว้ด้วย | เมื่อรถซ่อมเสร็จแล้ว ควรมีการขอสำเนาเอกสารรายการซ่อม พร้อมทั้งใบรับ-ส่งรถ ที่มีวันที่ชัดเจน

ขั้นตอนในการทำเรื่องขอเบิกค่าขาดประโยชน์

โดยในขั้นแรกจะต้องแจ้งทางบริษัทประกันคู่กรณีในเรื่องของการยื่นล้อเรียกค่าสินไหมชดเชยและค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่มีรถใช้ในระหว่างซ่อมโดยจะต้องมีการส่งเอกสารต่างๆให้กับบริษัทคู่กรณีในเรื่องของสำเนาใบเคลมสำเนาใบแจ้งซ่อมและสำเนาใบรับรถจากอู่ รูปรถของเราที่เกิดอุบัติเหตุ สำเนาทะเบียนรถ สำเนาใบขับขี่ สำเนาบัตรประชาชน และหนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ โดยต้องไม่ลืมที่จะทำสำเนาเก็บเอาไว้กับคุณด้วย 1 ชุด

เมื่อทำการยื่นเอกสารไปแล้วทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันของคู่กรณีจะทำการติดต่อมาเพื่อต่อรองค่าขาดประโยชน์และมีการทำข้อตกลงการประมาณ 7 วันก็จะได้รับค่าขาดประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้แต่ทหารทางบริษัทของคู่กรณีบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายค่าจ่ายประโยชน์ก็ให้ทำการส่งเรื่องไปฟ้องร้องที่ ไปยัง คปภ. ให้ช่วยดำเนินการให้ได้

ยกตัวอย่างในกรณีจากการที่ผู้ชาย Pantip รายหนึ่งได้มีการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถของตัวเองเลยตัวเขานั้นได้มีการ เอารถเข้าอู่ไปแล้ว 3 ครั้งซึ่งตัวเองนะเป็นผู้ถูกกระทำหรือผู้ขายถูกนั้นเอง

โดยทางเจ้าของเรื่องได้มีการเข้าไปติดต่อและหาข้อมูลศึกษาจากทาง Google รายได้พบว่าสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ได้โดยเขาให้ข้อสรุปดังนี้

ครั้งที่ 2 คราวนี้ปัญหาเยอะครับ มันไม่ยอมให้ตามที่ผมขอ ผมเรียกไปวันละ 500 มันจะให้วันละ 300 แล้วอ้างอีกว่า รถผมโดนชนตูด ดูจากรูปไม่น่าจะซ่อมนาน ผมเลยโวยไปว่าดูแต่รูปได้ไง ในรูปกันชนมันเด้งออกมาแล้ว แต่ข้างในมันบุบ ต้องเปลี่ยนโครงตัวถังชิ้นหลัง ใช้เวลานานมันไม่เชื่อ มันบอกว่าอู่มันบอกว่าซ่อมสามวันก็เสร็จ (ผมเรียกไป 12 วัน)ผมเลยบอกว่า ผมไม่ได้ซ่อมกับอู่ของคุณ คุณจะมาอ้างอู่คุณได้ไง ลองโทรไปถามอู่ที่ผมซ่อมสิมันก็วางหูไปแล้วโทรกลับมาบอกว่าถามอู่ที่ผมไปซ่อมแล้ว เค้าบอกว่า 3 วันก็เสร็จผมเลยโทรไปหาอู่ผม กะจะไปโวย ปรากฏว่าอู่ผมบอกว่าไม่เห็นมีใครโทรมาเลย อู่ที่ผมซ่อมเลยโทรไปด่ามันว่ามาแอบอ้างชื่อได้ไงซักพักหัวหน้าของมันโทรมาหาผม บอกว่าผมไปใส่ร้ายมัน มันไม่ได้บอกว่าโทรไปคุยกับอู่ผม ผมเลยสวนมันไปว่า ผมอัดเสียงไว้ตลอดที่คุยกัน แน่ใจนะว่าไม่ได้พูด มันเสียงเปลี่ยนเลย แล้วก็ยอมให้ผมตามที่เรียกร้องอย่างง่ายดาย สูตรของไอ้พวกนี้มันจะต่อราคาก่อนครับ แล้วพอเรายอมมันจะหักคอเราอีกทีด้วยการหักวัน เช่น วันหยุดไม่คิดตังค์ให้เป็นต้น

ครั้งที่ 3 ครั้งนี้แสบครับ ผมเรียกไปวันละ 500 บาท มันบอกว่าให้ได้แค่ 300 ผมไม่ยอม มันบอกว่าไม่ยอมก็ไปฟ้องเอาเอง
ผมเลยจัดให้ ผมฟ้อง คปภ. เรียบร้อยเลย ครึ่งเดือน คปภ. โทรมาเรียกไปรับเงินเต็มจำนวนเลย พร้อมทั้งบอกว่า อย่าไปยอมพวกมัน โดยเรทพื้นฐานแล้วต้องชดเชยให้วันละ 500 อยู่แล้ว ถ้าเรามีหลักฐานที่อยู่ที่ทำงาน ระยะทางในการเดินทางชัดเจนขนาดนี้ ยังไงก็ต้องจ่าย ไอ้พวกนี้มันจะลักไก่ คนที่ไม่รู้ กับขี้เกียจก็จะยอมๆ มันไป

สรุป

1. คุยอะไรกับพวกมันให้อัดเสียงไว้ด้วย

2. ถ้าเป็นไปได้ เรียกเผื่อมันกดราคาไว้เลย 50%

3. วิธีการกดราคาของพวกมันคือ มันจะต่อราคาเราก่อน เช่น ถ้าเราเรียกไป วันละ 500 บาท ซ่อมทั้งหมด 14 วัน เป็นเงิน 7000 บาทมันก็จะต่อเหลือวันละ 300 ถ้าเรายอมเราก็จะนึกว่าเราจะได้ 4200 บาท แต่ไม่จบเท่านั้นครับมันจะหักวันเสาร์อาทิตย์อีก เท่ากับว่า เราจะได้แค่ 10 วัน 3000 บาทเท่านั้น

4.อย่าไปกลัวมัน ถ้ามันงี่เง่าก็ฟ้อง คปภ. เลยครับ ยื่นทางเว็ป ง่ายและสะดวกมาก ผมไป คปภ. ครั้งเดียวคือตอนที่ไปรับเงิน

คุ้มกว่าฝากเงิน! ปลูกไม้มีค่า ใช้เวลา 15 ปีกลายเป็นเศรษฐี

ซึ่งในวันนี้เราพาทุกคนมาดูกันว่าการปลูกต้นไม้ก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลด้วยการปลูกต้นไม้ใช้เพียงเวลาแค่ 15 ปีก็สามารถสร้างรายได้ให้กับลูกหลานให้กลายเป็นเศรษฐีได้ภายในพริบตา โดยทุกคนก็จะทราบกันดีว่าไม้ที่มีราคาแพงใน 5 อันดับแรกนั้นก็จะมี

1.พะยูง

2.ประดู่ป่า

3.สักทอง

4.ตะเคียนทอง

5.ชิงชัน

โดยไม้พวกนี้ถือเป็นไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตรขึ้นไปแ ละมีความยาวทั้งหมด 2 เมตรขึ้นไปโดยไม้พะยุงนั้นถือเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดโดยจะขายท่อนละ 1 ล้านบาท ลำดับรองลงมาก็จะเป็นไม้ชิงชันกับไม้ประดู่ป่าโดยจะขายในราคาท่อนละ 800,000 บาทส่วนไม้สักกับไม้ตะเคียนทองจะอยู่ที่ท่านท่อนละ 500,000 บาทซึ่งถ้าหากส่งออกหายังไปต่างประเทศนั้นโดยเฉพาะประเทศจีนจะสามารถได้ราคาไม้สูงเพิ่มขึ้นไปอีกถึง 3 เท่า

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ก็ได้มีการพูดถึงว่าทำไมไม้ 3 ชนิดแรกเช่นไม้พยุงชิงชังและประดู่ป่าถึงมีราคาสูงมากนั่นก็เป็นเพราะว่าไม้ 3 ชิ้นนี้เป็นไม้เนื้อแดงโดยในอดีตราชวงศ์แต่ก่อนนั้นจะต้องห้ามตกแต่งสีไม้ด้วยสีแดงจนกลายเป็นค่านิยมของคนจีนหากใครมีเฟอร์นิเจอร์ไม้สีแดงสะสมไว้หรือว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยมั่งคั่งเป็นอย่างมากเพราะอย่างชุดน้ำชาเล็กๆหรือเครื่องรางที่ทำจากเศษไม้พยุงชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็สามารถซื้อขายชั่งกิโลกันได้หลากหลายบาทโดยขายในราคากิโลกรัมละ 300 ถึง 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและชิ้นชิ้นของไม้ว่าจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนถ้าหากชิ้นใหญ่ๆก็จะได้ราคาดีมากยิ่งขึ้น

แต่การปลูกไม้เหล่านี้นั้นก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 10 ปีถึงจะสามารถขายได้โดยทางอธิบดีกรมป่าไม้ก็ได้มีการแนะนำว่าหาจะคิดทำสวนป่าไม้เพื่อตัดขายให้ทำแบบสวนป่าผสมผสานเพื่อให้มีอายุในการตัดฟันไปขายได้ในระยะเวลาหลายๆเวลาเพื่อที่เกษตรกรนั้นจะสามารถสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่องอีกทั้งควรมีการปลูกไม้โตเร็วรอบตัดฟันแค่ 3 ปีอย่างเช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส ปลูกในวงรอบนอกของเขตพื้นที่แปลง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการตัดฟันและช่วยป้องกันลมให้กับพืชชนิดอื่นอีกด้วยอีกทั้งจะทำให้มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 28,000 บาทต่อปี

วงรอบต่อมาก็ควรปลูกไม้ที่ตัดฟันน้อยกว่า 10 ปี กระถินเทพา กระถินเทพณรงค์ ยางพารา ประมาณ 267 ต้นต่อไร่ จะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรไร่ละ 66,000 บาท / ปีเลยทีเดียว

ภาคเหนือควรจะปลูกไม้สักทอง ไม้ชิงชัน เพราะจะเติบโตได้ดี / ภาคอีสาน เหมาะกับไม้พะยูง พะยอม กระถินเทพณรงค์ ส่วน ประดู่ป่า ตะเคียนทอง ถือเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้ดีทั่วประเทศ ซึ่งเรียกได้ว่าการปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้ต้องดูสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคแต่ละภูมิภาคด้วยไม่ใช่เห็นว่าพันธ์นั้นพันธ์นี้ขายดีแล้วอยากจะปลูกสุดท้ายก็เจ๊งกันได้ นั้นควรศึกษาในเรื่องของพื้นที่ด้วยเช่นกัน

ไม่ธรรมดา เปิดบัญชีทรัพย์สิน ไก่อู-เมีย รวยมากระดับเศรษฐี ทรัพย์สิน

โดยวันที่ 3 กรกฎาคม ก็ได้มีทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ แบงค์มีการออกมาเผยแพร่บัญชีแสดงรายชื่อรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งในระดับสูงและคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมอีกด้วยซึ่งหนึ่งในรายชื่อที่น่าสนใจก็คือ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยมีข้อต่อเนื่องในการที่ได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีประชาสัมพันธ์ในวันที่ 6 เมษายน 2562 ซึ่งได้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมกับคู่สมรสคือ นางณิชุบล แก้วกำเนิดมีจำนวนทรัพย์สินทั้งหมด 141,928,848 บาท และมีหนี้สินรวมทั้งหมด 14,750,797 บาท

โดยทรัพย์สินของ พล.ท.สรรเสริญ 38,284,155 บาทก็จะมีอันได้แก่…เงินฝาก 10 บัญชี 6,229,992 บาท | เงินลงทุน 10 รายการ เช่นกองทุนธนาคาร และประกันชีวิต 5,966,663 บาท | เงินให้กู้ยืม 5 ล้านบาท | โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 4 ล้านบาท | รถยนต์ 3 คัน 8,777,500 บาท | ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น แหวนเพชร กำไลเพชร นาฬิกา 7 รายการ3,310,000 บาท | หนี้สิน 7,513,162 บาท

สำหรับรายได้มีรายได้รวมทั้งหมด 1,288,032 บาท เป็นเงินเดือนทั้งหมดและมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,972,332 บาท ซึ่งก็จะมี…ค่าผ่อนรถ BENZ C250 472,332 บาท | ค่าผ่อนบ้าน 9 แสนบาท | ค่าใช้จ่ายประจำเดือน 4.2 แสนบาท | ค่าดูแลบุพการี 1.8 แสนบาท

ในส่วนทรัพย์สินของคู่สมรสของ นางณิชุบล แก้วกำเนิด มีจำนวนทรัพย์สินทั้งหมด 103,644,692 บาท | เงินฝากร่วมกับบุคลอื่น 3 บัญชี 5,621,678 บาท | เงินลงทุน 15 รายการ ซึ่งมี หุ้นกู้ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 1 ล้านบาท รวม 20,188,014 บาท | ที่ดิน 6 ล้านบาท | โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 4,520,000 บาท | ทรัพย์สินอื่นๆเครื่องประดับ 74 รายการ 67,315,000 บาท | หนี้สิน 7,237,635 บาท | มีรายได้รวมทั้งหมด .2 แสนบาท เป็นเงินเดือนทั้งหมด ไม่มีรายจ่าย

สำหรับทรัพย์สินที่น่าพอใจโดย พล.ท.สรรเสริญ ไม่มีการกู้ยืมเงินแก่ แก่นายภวดล บุญเดชะพัฒน์ โดยการทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 จำนวนเงิน 5 ล้านบาทนอกจากนี้ยังมีการแจ้งอีกว่ามีที่ดิน 2 แปลงโดยโฉนดเลขที่คือ17940 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. 1 แปลง เนื้อที่ 1 งาน 09-7-10 ตารางวา โดยได้มาในวันที่ 27 เมษายน 2561 มีมูลค่าทั้งหมด 10 ล้านบาทและโฉนดเลขที่ 8450 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กทม. เนื้อที่ 11 ตารางวา ได้มาเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2560 มูลค่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีการรายงานข่าวอีกว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด มีบทบาทในการเป็นโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อปี 2553 และต่อมาหลังจากที่เกิดการรัฐประหารก็ได้มีการรับการแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจนกระทั่ง ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ ลาออก จึงได้ขึ้นเป็นโฆษกแทน และหลังจากนั้นก็ถูกแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2559 และแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 เมษายนในปี 2562 ที่ผ่านมา

นักวิชาการและชาวเน็ต บอก ‘ลุงประดิษฐ์ เครื่องปั่นไฟมือ 15 นาทีใช้ได้ 8 ชม.’ หลอกลวงโม้เกินจริง

โดยในล่าสุดนี้ทางโลกอินเทอร์เน็ตนั้นจะได้มีแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับลุงคนหนึ่งที่ได้มีการประดิษฐ์เครื่องปั่นไฟที่หมุนเพียงแค่ 15 นาทีก็สามารถใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมงซึ่งถูกชาวเน็ตต่างจับตามองและตั้งว่าเป็นสิ่งหลอกตาไม่ใช่คนไกลจริงๆ

โดยลุงคนนี้นั้นมีชื่อว่า ลุงชื่น ฝันเมฆ วัย 75 ปี เป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซึ่งเขาเป็นคนคิดฤกษ์เครื่องต้นแบบเครื่องจักรไฟฟ้าแรงสูงโดยใช้ระบบฟันเฟืองเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 500 วัตต์ได้โดยมีการระบุสรรพคุณในการใช้งานว่าเพียงแค่เอามือปั่นเบาๆแค่ 15 นาทีก็จะได้ไฟฟ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ 6-8 ชั่วโมงโดยนี่คือทรัพย์สินทางปัญญาที่เขาบอกว่าได้มีการตรวจสอบผ่านเป็นที่เรียบร้อย

โดยหลังเรื่องดังกล่าวนั้นได้มีการเผยแพร่ออกไปก็มีผู้คนนั้นต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นอย่างมากซึ่งส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าการกระทำเหล่านี้นั้นไม่สามารถทำได้อย่างที่อ้างจริงและมองว่าสิ่งที่เราเอามาโชว์สื่อนั้นไม่ใช่เครื่องผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานไฟฟ้าแต่อย่างใดเพียงแค่เล่นปาหี่ให้คนเชื่อเท่านั้น

โดยเรื่องนี้ก็เกิดประเด็นสำคัญที่ทำให้มีผู้ใช้Pantip รายหนึ่งได้มีการตัดสินใจออกมาตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับเนื้อหาดังกล่าวเรื่องที่คุณลุง กำเนิดเครื่องปั่นงานไฟฟ้าแบบฟรีได้ซึ่งจะทำให้มีชาวพันทิพหลายคนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างมากมายอย่างเช่นความคิดเห็นที่ 3 ที่มีผู้โพสต์แสดงความคิดเห็นมีชื่อสมาชิกว่า Partita ได้ออกมา ว่า..

เอาแค่นี้ก่อนนะครับ …… ” ปั่นเบา ๆ 15 นาที ก็ได้ไฟฟ้า 500 วัตต์ไปใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง ” จากข้อมูลเดิม ๆ Power ที่ร่างกายมนุษย์ทำได้ก็ประมาณ 400 – 600 วัตต์ แบบต่อเนื่อง แต่จะต่อเนื่องได้นานเท่าใดแล้วแต่ความฟิตของร่างกาย ผมขอสมมุติแบบสุดโต่งไปเลย ว่า “ปั่นเบา ๆ” นั้นคือปั่น power ได้ 600 วัตต์นาน 15 นาที …… มันก็ยังเป็นเพียง power แค่ 150 Wh เท่านั้นที่จะ charge ลงแบตเตอรี่ ….. แล้วไอ้ที่บอกว่าเครื่องนี้จะจ่ายไฟออกได้ 500 วัตต์ นาน 6 ชั่วโมง หรือ 3,000 Wh ได้อย่างไร ในเมื่อ input คือ 150 Wh สรุปแล้ว ปาหี่อย่างแน่นอน แหม่ กรมทรัพย์สินทางปัญญานำวิศวกรตรวจผ่านแล้วด้วยนะ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายความคิดเห็นที่ต่างแสดงออกมากันอย่างมากมาย ดั่งเช่นสมาชิกหมายเลข 5156208 ก็ได้มีข้อแย้งขึ้นมาดังนี้ “ฝั่ง output กระแสสลับ 500w แสดงว่าต้องใช้ไฟ 2.27 amp ฝั่ง input จาก bat 12v ต้องใช้ไฟประมาณ 46 amps หรือประมาณ 634 w DC ปั่น 15 นาที ใช้ไฟได้ 6-8 ชั่วโมง เอาแค่แบตเทพ ๆ 100 amp ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็น่าจะหมดแล้ว การได้เปรียบเชิงกลจากการปั่นสูงซะจนเป็นไปไม่ได้ สรุปว่าเจ๊ไม่เชื่อเจ้าค่ะ fyi”

นอกจากนี้ ยังมีความสงสัยในเรื่องของแบตเตอรี่ที่ใช้เก็บพลังงาน ที่คุณลุงเองบอกว่า ใช้แบตเตอรี่แค่ 2 ลูก สมมุติใช้แบตเตอรี่ที่แพงมาก ๆ เลย ก็ยังเก็บพลังงานได้ 2400 Wh และการจะจ่ายพลังงาน 500 วัตต์ ต่อ 7 ชั่วโมงนั้น ซึ่งเท่ากับ 3500 Wh ดังนั้น เรื่องแบตเตอรี่ จึงไม่สมเหตุสมผล

และนอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นอีกมากมายที่ต่างแสดงออกมากันโดยจะมีความคิดเห็นอะไรบ้างนั้นเรามาดูกันได้เลย

ล่าสุด อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า

สรุปว่าเรื่อง “ลุงอัจฉริยะคิดเครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์” น่าจะเรื่องโม้เกินจริงครับ
ถามกันมาเต็มเมล์บ๊อกซ์เลย ว่าจริงหรือไม่ กับข่าวของอดีตพนักงานการไฟฟ้าท่านหนึ่ง ที่คิดประดิษฐ์เครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์ ใช้มือหมุนปั่นเบาๆ แค่ 15 นาที ระบบเฟืองขับเคลื่อนและวงจรไอซีจะแปลงไฟ ไปเป็นกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ กำลังไฟสูงถึง 500 วัตต์ ใช้งานได้ยาวนานกับเครื่องไฟฟ้าอย่าง เครื่องชักผ้า พัดลม แอร์ เครื่องตัดเหล็ก ฯลฯ ไฟไม่ตก นานถึง 6-8 ชั่วโมง ขณะนี้จดสิทธิบัตรแล้ว มีคนสั่งจองนับล้านเครื่อง ที่สำคัญ ต้นทุนแค่ 1.6 หมื่นบาท พร้อมเปิดประมูลสิทธิบัตรให้ซื้อไปผลิตกัน !!

แต่จากที่มีคนถามไปที่เพจของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ลุงแค่ยื่นของจดสิทธิบัตรเครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์ดังกล่าว ยังไม่ได้รับสิทธิบัตรแต่อย่างไร (ซึ่งถึงแม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ใดจะมีการจดสิทธิบัตรแล้ว ก็ไม่ได้การันตีนะว่ามันใช้งานได้)
ในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มีเพื่อนๆ เพจต่างๆ ให้ความเห็นไว้ตรงกันหมดว่า ถึงแม้จะยังไม่เคยได้ไปดูเครื่องจริง แต่โดยหลักการแล้ว เครื่องปั่นไฟดังกล่าวไม่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงมหัศจรรย์อย่างที่อวดอ้าง

เหตุผลคือ มันผิดหลักการทางฟิสิกส์เรื่องการทรงพลังงาน เนื่องจากพลังงานที่ให้กับเครื่องปั่นนี้ มันมีค่าน้อยมาก (ซึ่งก็คือการหมุนเฟืองด้วยมือเบาๆ 15 นาที) ขณะที่พลังงานที่ออกมา กลับมีค่าสูงมากจนเกินจริง (กระแสไฟกำลังสูงถึง 500 วัตต์ นาน 6-8 ชั่วโมง)
ในความเป็นจริงแล้ว มันควรจะกลับข้าง เสียด้วยซ้ำ คือพลังงานที่ใส่เข้าไป จะเท่ากับพลังงานที่ออกมาบวกกับพลังงานที่สูญเสียไป (เช่น กลายเป็นความร้อนจากการหมุนของเฟือง) นั่นแปลว่า ถ้าจะให้ได้ไฟฟ้า 500 วัตต์อย่างที่ว่า คงต้องใช้ระดับนักกีฬาที่ทรงพลัง มาหมุนเครื่องปั่นนี่นานเป็นสิบๆชั่วโมง
ดังนั้น สิ่งคาดว่าเครื่องปั่นนี้ทำงานได้จริงๆ ก็แต่การที่แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ที่ชาร์จไฟเต็มมากแล้ว มาต่อกับวงจรแปลงไฟเพื่อแปลงให้เป็นไฟ 220 โวลต์ ซึ่งถ้าเอาไปต่อกับหลอดไฟฟ้า (ซึ่งกินไฟต่ำ ไม่กี่สิบวัตต์) ก็เป็นไปได้ที่เปิดไฟนานๆ หลายชั่วโมง แต่ถ้าใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงหลายร้อยวัตต์ (อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์) ไฟก็จะหมดในเวลาไม่นาน

อุทาหรณ์ของเรื่องนี้คือนัก ข่าวควรจะให้ความสำคัญกับพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นกว่านี้ ในการลงไปทำข่าวควรจะมีผู้รู้ทางช่างหรือวิศวกรลงไปทดสอบพิสูจน์ด้วย ไม่ใช่แค่รายงานข่าวตามที่มีแหล่งข่าวให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างเท่านั้น (สังเกตว่ามีข่าวเครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์ หรือเครื่องจักรพลังงานอนันต์ หรือยานพาหนะพลังแม่เหล็กพลังไฟฟ้าพลังน้ำ ฯลฯ แอบอ้างเกินจริง ทำนองนี้หลายครั้งแล้ว)

กรมอุตุฯ ประกาศเตือน 48 จังหวัด รับมือพายุโซนร้อน ‘มูน’ ระวังน้ำท่วมฉับพลัน

ในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการออกมาแจ้งข่าวกับประชาชนว่าให้เตรียมรับมือกับพายุโซนร้อนมูน ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยโดยจะทำให้ประเทศไทยนั้นมีฝนตกหนักมากถึงบางแห่งและมีลมกระโชกแรงจึงอยากจะให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคเหนือภาคตะวันออกและภาคกลางระวังอันตรายจากฝนและฝนจะตกสะสมด้วยซึ่งอาจจะเกิดการน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้และในตอนนี้ทางด้านทะเลอันดามันนั้นก็จะมีคลื่นสูง 2-3 เมตรส่วนอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรและบางแห่งบริเวณที่มีฝนจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรและมีฝนฟ้าคะนองแรงดึงให้ชาวเรือเดินเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอีกทั้งเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้

โดยพายุโซนร้อนมูนนั้นจะพัดมาจากบริเวณเกาะไหหลำประเทศจีนโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 19.35 เหนือลองจิจูด 105 องศาตะวันออกโดยมีความเร็วลมประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคาดว่าพายุจะขึ้นเข้าฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนและประเทศจีนในช่วงของวันที่ 3 ถึง 4 กรกฎาคมและมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือและประเทศลาวสำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังแรงจึงทำให้คลื่นลมบริเวณอันดามันและอ่าวไทยแรงนั่นเอง

ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส / ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมกระโชกแรง อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-32 องศาเซลเซียส / ภาคกลาง มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร / ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร / ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียสทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร / กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

กฎหมายชัด! ลูกจ้างทำงานวันหยุดนายจ้างต้องจ่ายค่าโอที 3 เท่า

โดยในล่าสุดนี้ได้มีเพจสายตรงกฎหมายของ นายรัชพล ศิริสาคร ประธานชมรมสนับสนุนการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ซึ่งได้มีการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับกฎหมายลูกจ้างที่บอกไว้เลยว่าลูกจ้างนั้นควรเอาไว้เพื่อให้เป็นความรู้แก่ตัวเองเมื่อถึงเวลาที่โดนเอารัดเอาเปรียบจะได้รู้ตัว

ซึ่งตามปกติแล้วถ้าหากลูกจ้างนั้นได้ทำงานล่วงเวลาในวันที่หยุดนั้นซึ่งตามกฎหมายแล้วจะได้รับค่าแรงถึง 3 เท่าโดยคำว่าล่วงเวลานั้นก็หมายถึงการทำงานนอกเวลาตามเวลาปกติโดยอย่างเช่นทำงานตั้งแต่ 08.00-17.00 น ล่วงเวลา ก็คือ นอกเหนือเวลาดังกล่าวนั่นเอง ล่วงเวลา เช่น การทำงานช่วง 17.00-21.00 น ถือว่าเป็นการทำงานล่วงเวลา เป็นต้น!

ฉะนั้นในวันหยุดนั้นก็ถือเป็นการทำงานนอกเวลาที่ไม่ได้กำหนดเป็นเวลาในการทำงานถือว่าเป็นงานทำงานล่วงเวลาอย่างโดยแท้จริงซึ่งลูกจ้างนั้นจะต้องได้รับค่าตอบแทนเป็น 3 เท่า

โดยมีการระบุตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ. ศ. 2541 ตามมาตรา 63 ในกรณีที่ นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ

ยิ่งอยากยิ่งไม่มี…..ยิ่งทำยิ่งได้….ยิ่งให้ยิ่งมี

1.ยิ่งอยากยิ่งไม่มี

คุณเคยสังเกตไหมว่าเวลาที่คุณนั้นอยากจะได้อะไรก็กลับหลุดหายไปแล้วรออยากไปทุกที่ซึ่งการที่อยากจะได้ในข้อใดเป็นสิ่งที่ยากเย็นซะเหลือเกินในบางครั้งคุณอาจจะอยากให้ถึงจุดหมายไวๆแต่ทำไมนะทำไมจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้มันไม่ถึงสักที

เช่นเดียวกับสาวๆที่อยากสวยหุ่นนางแบบที่สำคัญของหญิงสาวสมัยนี้ก็ว่าได้ เพราะมันไม่เพียงแต่ทำให้เธอกลุ้มอกกลุ้มใจและรังเกียจเรือนร่างตนเอง (ทั้งๆ ที่สวยอยู่แล้ว) มันอาจทำให้เธอกลายเป็นคนไม่สวยไปจริงๆ เลยก็ได้ คือผอมกระหร่องจนซี่โครงบานเนื่องจากไม่ยอมกินอาหาร หรือหน้าตาดูไม่ได้เพราะคลุ้มคลั่งจากพิษยาลดความอ้วน เคยคิดบ้างไหมว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ความสวยที่คุณอยากได้แต่ความรักนั้นก็เช่นกัน ทุกคนอยากจะหาให้ได้แต่ก็ไม่เคยได้เลยสักที

คนนั้นอยากจะได้ความรักจากผู้ปกครองของตัวเองไม่ให้มีจำนวนน้อยลงแต่สุดท้ายที่ของตัวเองนั้นก็กลับตีจากไปเพราะทนไม่ได้กับการเรียกร้องเกิดความพอดีทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจอีกฝ่ายและค่อนแคะตัดเพ้อว่าเธอไม่รักฉันแล้วซึ่งสุดท้ายการพูดอย่างนั้นก็ตามก็ทำให้เกิดความจริงขึ้นมาทำให้เขาทนไม่ไหวที่จากไป

ฉะนั้นจึงไม่แปลกคนที่อยากได้ความรักจากคนอื่นมากๆแต่ไม่เคยรู้สึกพอใจพอกับความรักที่มีอยู่กลัวสูญเสียความรักจึงพยายามติดตั้งเกจ์ตั้งกฎต่างๆเพื่อให้เขานั้นรักและในขณะเดียวกันก็เกิดความระแวงกลัวว่าเขาไปมีคนอื่นเกิดอาการหึงหวงต่างๆมากมายซึ่งอาหารเจอมากๆอีกฝ่ายนั้นก็ทนไม่ไหวก็ทิ้งจากไปอย่างแน่นอน

โดยในจุดจุดนี้ มันครอบคลุมไปถึงความสัมพันธ์ของแม่ลูกด้วยซึ่งในบางครั้งพ่อแม่นะก็อยากได้ความรักลูกมากแต่ก็เผลอไปตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆมากมายเพื่อให้ลูกเดินตามทางความต้องการของพ่อแม่และชี้ว่านี่คือเครื่องพิสูจน์ความรักที่มีต่อพ่อแม่เมื่อเจอบ่อยๆเข้าร่วมก็รู้สึกอยากจะหนีห่างจากความรักของพ่อแม่ให้ไกลที่สุดแต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้เพราะพ่อแม่จะร้องทุกข์ใจจะเกิดความทุกข์ให้กับตัวเอง

สังเกตไหมว่าความอยากทั้งหมดที่กล่าวว่า ล้วนเป็นความอยากชนิดที่มุ่งเอาเข้าตัว ความอยากชนิดนี้ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งคิดถึงตัวเองมากเท่านั้น เลยไม่แคร์ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ความสัมพันธ์จะแย่ลง หรือเกิดความทุกข์มากขึ้นทั้งกับเราและเขา

จึงสามารถสรุปได้ว่ายิ่งใหญ่แต่ความสุขมากเท่าไหร่ก็จะกลายเป็นความทุกข์มากเท่านั้นเพราะยิ่งอยากได้ก็ยิ่งค้นหายิ่งกดดันจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่รักในความคิดเห็นไม่รักในสิ่งที่เป็นของคนอื่นจึงไม่แปลกที่คนนั้นจะหาสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ยาก

2.ยิ่งให้ยิ่งได้

แต่ในทางกลับกันในบางครั้งในสิ่งที่เรามอบให้กับคนอื่นนั้นในบางครั้งว่าไปมากๆแล้วก็จะได้คืนมาก็ได้ เหมือนอย่างเช่นคนเรานั้นเมื่อเกิดความคิดก็จะปลูกขึ้นมาอยู่ในใจโดยความคิดเหล่านั้นจะดึงคนที่คิดเหมือนกันให้มาพบเจอกันรวมกลุ่มกันจนเกิดความคิดสร้างสรรค์และเกิดสิ่งมหัศจรรย์มากมหาศาลประสานกลมกลืนได้อย่างลงตัวแต่ถ้าหากคนที่คิดจะเอา เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวก็มาเจอคนพวกนี้พวกเดียวกันมาอยู่ด้วยกันก็จะพบกับปัญหากระทบกระทั่งกันอย่างมากมาย

โดยเรามาดูว่าถ้าหากเรานั้นยิ่งให้ยิ่งได้จริงหรือไม่

เช่นเดียวกับตามหลักศาสนาพุทธที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีการแบ่งการให้เป็น 3 ประเภทนั้นก็คือ

1.วัตถุทาน

2.วิทยาทาน

3.อภัยทาน

เรามาดูว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ยิ่งให้ยิ่งได้จริงหรือไม่

1.วัตถุทาน

ถ้าหากมองในมุมมองของทางด้านธุรกิจแล้วธุรกิจนั้นทำขึ้นมาเพื่อแสวงหาผลกำไร เมื่อธุรกิจไหนมีการผลิตสินค้าออกมาขายถ้าหากคิดจะเอาแต่ได้ทำในสิ่งที่ประหยัดๆวัสดุเกรดแย่ๆมาขายให้กับลูกค้าหรอกลูกค้าขายในราคาแพงเพื่อที่จะได้กำไรเยอะๆซึ่งในระยะยาวไปเมื่อคนนั้นได้ไปพบเจอสินค้าที่มีคุณภาพราคาประมาณเดียวกันแต่คุณภาพดีกว่าคนก็จะหายไปหาสิ่งนั้นมากกว่าธุรกิจที่เอาเปรียบผู้อื่น

เปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งก็ได้อย่างประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาช่วยเหลือประเทศไทยโดยมีคณะวิศวกรรมการเกษตรการจัดการเกษตรให้แทรกเตอร์ให้เครื่องจักรต่างๆให้มาให้นักศึกษาได้ลองจะต้องใช้เรียนฟรีจนศึกษาค้นเคยแต่พอจบแล้วเวลาสั่งเครื่องเหล่านี้ควรจะสั่งเครื่องแบบนี้จากที่ไหนแน่นอนว่าคนก็จะเน้นไปยังยี่ห้อที่ตัวเองใช้คนเมืองจะดีกว่าเพราะยิ่งความเคยชินนั่นเองก็เทียบกับว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเมื่อให้ไปเท่าไหร่จะได้รับผลตอบรับทั้งภาพลักษณ์ ยอดขายต่างๆ

2.วิทยาทาน

อันนั้นก็คือการให้ความรู้ถ้าหากคนที่คิดของความรู้นั้นยิ่งเกลียดความรู้ไปมากเท่าไหร่ความรู้มันก็จะหดไปมากเท่านั้นจะทำให้คนเรารู้แค่เท่ากับที่ตัวเองทำเท่านั้นเองแล้วจะไม่ได้รับความคิดอื่นๆเพิ่มกลับมา 1 ชิ้นดูกระบวนการถ่ายทอดความรู้ของทางด้านตะวันตกว่าทำไมทางด้านตะวันตกถึงสามารถคิดได้อย่างไรอย่างแต่งเช่นเข็มทิศคนจีนก็เป็นคลิปได้คนแรกของโลก ระบบการพิมพ์ประเทศจีนก็คิดได้ก่อนแต่ทำไมถึงไม่ได้เป็นมหาอำนาจของโลกและทำไมตะวันตกเป็นผู้นำความรู้ในรอบ 500 ปีที่ผ่านมาซึ่งมันเกิดอะไรขึ้นกัน

โดยสิ่งที่กล่าวมานี้มันก็คือการถ่ายทอดกระบวนความรู้ของทางด้านตะวันออกนั้นจะมีลักษณะเป็นจำกัดเฉพาะวงในเครือญาติของตัวเองสิทธิ์ของตัวเองสำนักของตัวเองจะสอนเฉพาะในของตัวเองเท่านั้นจะไม่เผยแพร่ให้กับผู้อื่นเพราะหวงความรู้และถ้าหาอาจารย์ตายก่อนความรู้ในก็ไม่ถูกถ่ายทอดออกไปก็เท่ากับว่ามันก็สูญสิ้นนั้นเอง

แต่ทางด้านตะวันตกนะจ๊ะเปิดความรู้แบบเปิดกว้างเกิดการตั้งมหาวิทยาลัยที่มาสอนให้กับผู้ที่สนใจไม่จำกัดว่าใครนั้นจะมีอะไรมาจากไหนมาจากชนชั้นไหนเปิดกว้างให้สำหรับทุกคนเข้ามาเรียนรู้วิชาเก็บเกรดวิชาไปทำกันเมื่อไหร่วิชาได้ความคิดใหม่ๆก็จะรีบลงเขียนบทความวารสารวิชาการให้ไวมากที่สุดเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้กับตัวเองให้คนอื่นนั้นได้พบว่าตัวเขาเองเป็นคนค้นพบก่อนฉะนั้นจึงเรียกว่าหากใครมีอะไรดีก็จะไม่เก็บเอาไว้จะรีบส่งผลงานออกไปกระจายให้ได้เร็วที่สุดให้ได้ระบบลิขสิทธิ์ออกมาและรักษาสิทธิ์ของเขาไว้ให้กับตัวเองอีกทั้งคนอื่นแนะนำความรู้ที่ได้นำไปต่อยอดในแบบฉบับของตนเองได้ด้วย

3.อถัยทาน

ซึ่งเมื่อคนเรามันอยู่ในจำนวนหมู่มากนั้นก็ต้องมีการกระทบกระทั่งระหว่างบุคคลเป็นธรรมดาไม่ว่าจะเป็นทั้งระดับองค์กรระดับประเทศแต่ถ้าหากต่างฝ่ายต่างถึงตัวเองเป็นที่ตั้งปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่จบมีลุกลามมาจะนำไปสู่การเกิดสงครามก็ได้แบ่งเช่น อย่างอเมริกาไปบุกอิรัก โกรธกันก็แก้ปัญหาด้วยสงคราม อิรักเองก็เสียหายยับเยิน อเมริกาเองทหารตายไปหลายพันจะร่วมหมื่นแล้ว ทั้งเจ็บทั้งตาย แล้วก็เสียค่าใช้จ่ายเกือบ ๑ ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจของประเทศก็เริ่มทรุดลงแล้ว สหภาพโซเวียตไปบุกอัฟกานิสถาน พอยืดเยื้อประเทศตัวเองยังแตกออกเป็น ๑๕ ประเทศ ใช้ความรุนแรงเมื่อไรมันเสียทั้งคู่ แต่ถ้าเกิดจะให้อภัยกัน หาทางแก้ปัญหาด้วยความนุ่มนวลประนีประนอม หาจุดสรุปที่ทุกฝ่าย พอจะยอมรับได้ อย่างนี้ละก็จะไปได้ ระหว่างประเทศก็หลักการนี้ ระหว่างบุคคลก็หลักการนี้

3.ยิ่งให้ยิ่งมี

ซึ่งหากใตนเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นบอกเลยว่าบางทีและกฎแห่งกรรมนั้นก็ไม่ใช่ความเชื่อแต่อย่างใดและไม่ใช่เรื่องที่มาแต่งเล็กๆให้คนหัวกันซึ่งกฎแห่งกรรมนั้นความจริงนะมันเคยรักตามธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งทุกอย่างในโลกให้เกิดความสมดุลและสมดุลทำมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของยิ่งทำยิ่งได้

ทำไมยิ่งทำยิ่งได้กัน ……. นั่นก็เป็นเพราะว่าการลงมือหรือการสร้างกรรมดีๆนะจะสร้างกุศลให้กับผู้สร้างกรรมทำให้พบแต่สิ่งดีๆและบุญนั้นก็ไม่เคยหายไปไหนไม่ว่าจะไปกี่ภพกี่ชาติก็ตามเช่นเดียวกับกรรมชั่วยิ่งทำเท่าไหร่มันก็ยิ่งส่งผลตามเท่านั้นซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็จะเกิดการเป็นกฎแห่งกรรมกฎแห่งความยุติธรรมที่จะย้อนคือในสิ่งที่กระทำของทุกคน

ในเรื่องของการยิ่งให้ยิ่งดีซึ่งเรียกได้ว่าหากคนนั้นมีการเสียสละช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าเรื่องใดสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเกิดประโยชน์ต่อผู้รับอย่างแท้จริงและจะเกิดอย่างทันการทำประโยชน์และถูกคนโดยใจของผู้ที่เสียสละนั้นจะย่อมเกิดความสุขและความเบิกบานและทำให้คนนั้นเห็นแก่ตัวน้อยลง

หากมองในทางโลกก็เรียกได้ว่าเป็นกฎแห่งธรรมชาติยิ่งให้ความรักไม่ตามหาเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยเหลือค้ำจุนผู้อื่นได้มากเท่านั้นและผู้นั้นก็ได้รับความรักจากกลับมาได้รับความช่วยเหลืออุดหนุนมากยิ่งขึ้นยิ่งปราณีตและบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้มากเท่านั้น นั่นเอง..

ข่าวดี เปิดรับสมัครคนไทยไปทำงานคาสิโนมาเก๊า 131 อัตรา

ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่ต้องการไปทำงานที่มาเก๊าโดยในตอนนี้ประเทศมาเก๊านั้นได้มีการเปิดรับคนไทยไปทำงานในคาสิโนมาเก๊าเป็นจํานวน 131 รายซึ่งนาง นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน ได้มีการเปิดรับพนักงานไปทำงานกับบริษัทมาเก๊า Sands China Limited ทำธุรกิจเกี่ยวกับ โรงแรมและคาสิโนจำนวน 6 ตำแหน่ง 131 อัตราดังนี้ ..

1. Server/Bartender (พนักงานเสิร์ฟ/ บาร์เทนเดอร์) จำนวน 30 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 12,100 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 48,400 บาท

2. Receptionist (พนักงานต้อนรับ) จำนวน 11 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 12,000 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 48,000 บาท

3. Housekeeping Attendant (พนักงานทำความสะอาดห้องพัก) จำนวน 20 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 11,800 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 47,200 บาท

4. Public Area Attendant (พนักงานทำความสะอาดพื้นที่ทั่วไป) จำนวน 40 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 11,300 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 45,200 บาท

5. Steward (พนักงานทำความสะอาดครัว) จำนวน 10 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 11,300 เหรียญมาเก๊า (MOP) หรือประมาณ 45,200 บาท

6. Security Officer (พนักงานรักษาความปลอดภัย) จำนวน 20 อัตรา ค่าจ้างเดือนละ 13,500 เหรียญมาเก๊า หรือประมาณ 54,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญมาเก๊า เท่ากับ 4 บาท โดยประมาณ)

คุณสมบัติของผู้สมัคร

+อายุ 21-35 ปี

+เรียนจบระดับอนุปริญญาขึ้นไป (ยกเว้นตำแหน่ง Receptionist : Bell Guest Relations Officer พนักงานต้อนรับ : พนักงานยกกระเป๋า กำหนดระดับการศึกษาขั้นต่ำ มัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไป

+ภาษาอังกฤษระดับดี

+สามารถพูดคุยภาษาจีนกลาง หากพูดภาษาอื่นได้จะพิจารณาเป็นพิเศษ

ตำแหน่ง Public Area Attendant และ Steward

+อายุระหว่าง 21 – 40 ปี

โดยบริษัทรับผิดชอบตั๋วเครื่องบินจากประเทศไทยไปยังมาเก๊าเพื่อรายงานตัวไปทำงานแล้วจะมีการจัดที่พักชั่วคราวตามกฎหมายแรงงานที่มาเก๊าและนโยบายของบริษัทที่ได้มีการกำหนดไว้ทั้งนี้นายจ้างจะมีการจัดหาอาหารให้ในระหว่างที่เวลาปฏิบัติหน้าที่พร้อมกับมีประกันสุขภาพและสวัสดิการอื่นๆตามกฎหมายแรงงานของที่นั่น

สำหรับค่าใช้จ่ายของผู้รับสมัครนั้นไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆยกเว้น

+ค่ารูปถ่าย

+ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี)

+ค่าตรวจสุขภาพ

+ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม

+ค่าสมาชิกกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ

=รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 3,300 บาท

หาก ใครสนใจก็สามารถไปสมัครได้ด้วยตัวเองที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศณบริเวณสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3 ชั้นที่ 10 ในกระทรวงแรงงาน ถ.มิตรไมตรี ดินแดง กรุงเทพฯ หรือยื่นทาง E-mail : [email protected] ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร0-2245-1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางานได้เลย

เศรษฐีใหม่ หนุ่มกู้ภัยหนุ่ม ดวงสุดเฮง ถูกหวย 24 ล้าน

ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้ถือเป็นวันชี้ชะตาอีก 1 วันสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นหวยเป็นอย่างยิ่งบางคนก็ถูกบางคนก็โดนกินแต่บอกเลยว่าในทุกๆครั้งนั้นก็จะมีเรื่องราวให้เรานั้นได้อิจฉากันอย่างเช่นวันนี้ที่หลังจากป่วยนั้นได้ประกาศออกจากกองสลากประกาศผลรางวัลที่ 1 ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ด้วยหมายเลขได้แก่ 943647 ซึ่งบอกเลยว่าก็ได้มีคนมาหาเองถูกหวย 24 ล้านด้วยเลขนี้

เพราะได้มีสมาชิก Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า ผู้ใหญ่ ตี๋ บ้านนาได้โพสต์ภาพ Facebook เป็นรูปสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลขดังกล่าวซึ่งปรากฏว่าเขานั้นถูกรางวัลที่ 1 รวม 4 ใบและได้รับเงินเป็นเติมเงินกว่า 24 ล้านบาท ก็มีการโพสต์ระบุข้อความเอาไว้ว่า “ทำอารัยไม่ถูกเลย”

ซึ่งคนนี้นั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านและยังเป็นอาสากู้ภัยมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดนครนายกโดยหลังจากที่เรื่องราวดังกล่าว ได้มีการเผยแพร่ออกไปก็มีผู้คนต่างเข้ามาแสดงความยินดีเป็นอย่างมากมายเลยทีเดียว

อุตุฯ เตือน 24 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก

โดยในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการกล่าวถึงการพยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าของประเทศไทยซึ่งตอนนี้ในประเทศไทยตอนบนนั้นก็ยังมีคนฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งและมีส่วนทางด้านบริเวณ ตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ก็ยังเกิดฝนตกหนักบางแห่งด้วยเช่นกันฉะนั้นจึงขอให้ประชาชนที่พบเจอฝนตกหนักในบริเวณดังกล่าวช่วยระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมเอาไว้ด้วย

สำหรับทางฝั่งภาคใต้ที่เป็นทะเลอันดามันนั้นก็จะมีคลื่นสูงถึง 2-3 เมตร ณบริเวณอ่าวไทยจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรด้วยกันและถ้าหากเกิดฝนฟ้าคะนองก็จะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรฉะนั้นจึงอยากจะให้ชาวเรือเดินเรือทั้งหลายช่วยระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในระหว่างที่เกิดฝนฟ้าคะนองด้วยเช่นกันและเกลือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงนี้

โดยในตอนนี้ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ก็เกิดมรสุมกำลังแรงพัดปกคลุมที่บริเวณทะเลอันดามันในประเทศไทยและอ่าวไทยจึงทำให้มีหย่อมความกดอากาศจาก อ่าวตังเกี๋ย กดทับด้วยซึ่งจะทำให้ประเทศไทยนั้นมีฝนฟ้าคะนองเกิดอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักในบางแห่งและคลื่นลมทะเลนั้นก็ยังมีกำลังแรงด้วยเช่นกัน

ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และ ฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศา

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศา

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาอุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร.

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศา ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-28 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศา

พาลูกหลานไปรับวัคซีน ‘ไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์’ ได้ฟรีทั่วประเทศ

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ประชาชนไม่ควรจะให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะในตอนนี้ทางกระทรวงสาธารณสุจซึ่งก็มี นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้มีการออกมาเปิดเผยว่าในตอนนี้ทุกๆทีทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายให้มีการบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ให้แก่ประชาชนผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงได้ฟรี

โดยในตอนนี้ทางกระทรวงนั้นก็จะมีการบริการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะว่าช่วงนี้ของปีนั้นมักจะเกิดอาการอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและเข้าสู่ฤดูฝนจึงทำให้เกิดโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะของโรคที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ซึ่งทำให้โลกนี้มีโอกาสที่จะแพร่กระจายเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในปีนี้กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติก็ได้มีการจัดเตรียมวัคซีนจำนวน 4 ล้านโด๊ส เพื่อเป็นการบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ทางกระทรวงนั้นได้มีการกำหนดเอาไว้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคและการเกิดโรคนั้นเอง

โดยสำหรับวัคซีนที่ได้รับการป้องกัน 3 สายพันธุ์ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกนั้นก็จะมี

1. A Michigan {H1N1}

2. A Switzerland {H3N2}

3.B Colorado {Victoria lineage}

เด็กกลุ่มวัคซีน 4 สายพันธุ์ก็จะมีองค์ประกอบเหมือนวัคซีน 3 สายพันธุ์แต่จะมี สายพันธุ์ B Phuket {Yamagata lineage} จะเอาเข้ามาจึงจะช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยและเนื่องจากผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ในประเทศไทยนั้นมักจะป่วยด้วยเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่บรรจุลงไปใน วัคซีน 3 สายพันธุ์อยู่แล้ว

และนอกจากนี้วัคซีน 4 สายพันธุ์นั้นมีราคาที่สูงกว่าโดยทางกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้มีการพิจารณาว่าจะนำมาใช้วัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่าและความพร้อมหรือไม่ซึ่งถ้าหากประชาชนและมีความต้องการที่จะฉีดวัคซีน 4 สายพันธุ์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถเข้าปรึกษาแพทย์เพื่อขอรับวัคซีน 4 ชนิดนี้เพราะจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากยิ่งขึ้น

โดยกลุ่มวัคซีนที่จะเข้าฉีดฟรีนั้นมีการเตรียมไว้ 4 ล้านโด๊ส ซึ่งจะมีการแบ่งกลุ่มประชาชนกลุ่มเสี่ยง 7 กลุ่ม ได้แก่

1.หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 4 เดือน

2.เด็ก อายุ 6 เดือน-2 ปี

3.ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ หลอดเลือดสมอง ไตวาย เบาหวาน และผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด

4.ผู้สูงอายุ มากกว่า 65 ปี

5.ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้

6.โรคธาลัสซีเมีย และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (รวมผู้ติดเชื้อ HIV)

7.โรคอ้วน น้ำหนักตัวมากกว่า 100 กก.

โดยในครั้งนี้ทางกระทรวงสาธารณสุขจะบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้ฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นซึ่งถ้าหากใครต้องการที่จะขอรับบริการวัคซีนก็สามารถเข้าขอรับได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐและสถานบริการเอกชนที่เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนจนถึง 31 สิงหาคม 2562 กันได้เลย

กรมอุตุฯ อากาศภาคอีสาน ฝนตกหนัก หลายพื้นที่

โดยในช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าฝนกันอย่างเป็นตัวแน่นอนว่าในทุกๆวันนั้นก็แทบจะเจอฝนตลอดซึ่งในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการพยากรณ์สภาพอากาศสำหรับทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานเอาไว้ว่า…

06:00 น.วันนี้ ถึงเวลา 06:00 น.วันพรุ่งนี้ ทางภาคอีสานนั้นจะมีเมฆเป็นจำนวนมากและมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่โดยจะพบเจอในจังหวัดบึงกาฬ สกลนคร นครพนม หนองคาย อุดรธานี ชัยภูมิ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

ทางด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่มีอุณหภูมิสูงสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมผิวพื้น ลมตะวันตกเฉียงใต้ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

และทางด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่และ อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-15 กม./ชม.

โดยพยากรณ์อากาศใน 7 วันข้างหน้าตั้งแต่วันที่ 28 -30 มิ.ย. 62 ตัวทางภาคอีสานนั้นจะมีฝนฟ้าคะนองถึงร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ วันที่ 1 – 3 ก.ค. 62 จะมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่สลับกับมีฝนตกหนักเป็นไงบ้างแห่งอีกด้วย

เกิดขึ้นเพราะมีความยอมกดอากาศต่ำมาปกคลุมในบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนจึงทำให้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยยังมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะนี้และในส่วนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่ซึ่งก็เตือนให้ประชาชนนั้นกรุณาระมัดระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองในระยะนี้ไว้ด้วย

สู้ตัวลำแข้งตัวเอง ‘น้องมาย’ เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง แม้นอนติดเตียง รับจ้างวาดรูป จุนเจือครอบครัว

ถึงแม้คนเราจะพบอุปสรรคมากมาย แต่ถ้าหากใจยังสู้อยู่นั้นอุปสรรคต่างๆก็ไม่สามารถมากล้ํากลายได้อย่างเช่นเรื่องราวของน้องมายด์อายุ 21 ปีที่มีการเผยจากผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า จิตอาสาเพื่อเด็กและสังคม ที่มีการเผยแพร่ออกมาโดนน้องมายด์นั้นเป็นเด็กสาวพะเยาและป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองมีอาการแข้งขาอ่อนแรงและจะต้องนอนติดเตียงตลอดเวลาอีกทั้งครอบครัวฐานะยากจนโดยแม่ทำงานอยู่คนเดียวแต่ก็ทำงานได้ไม่เต็มที่เพราะต้องคอยดูแลน้องอยู่เสมออีกทั้งยังเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเพราะว่าได้เลิกรากับพ่อของน้องไปแล้ว

แต่ด้วยความไม่ย่อท้อของน้องมายด์และไม่อยากเป็นภาระให้กับแม่ของตัวเองน้องมายจึงเอาความสามารถของตัวเองรายการหารายได้เพื่อมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวโดยมีการรับวาดรูปให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็สามารถติดต่อไปได้ด้วยข้อความใน Facebook นั้นก็มีการระบุข้อความเอาไว้ว่าดังนี้

“ได้โปรดอย่าเลื่อนผ่าน 1แชร์ ของท่านสามาถช่วยน้องได้ค่ะ สู้ไม่ท้อ ถึงจะป่วยแต่น้องมีความสามารถมากค่ะ น้องไม่สบายป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง(SLE) ขาอ่อนแรง เม็ดเลือดดำอุดตันในสมอง ป่วยติดเตียง หายใจลำบากต้องเจาะคอ มีแผลกดทับอยู่ 5 ที่ และต้องกายภาพบำบัดและไปตามหมอนัดอยู่เป็นประจำ แม่ก็มีรายได้ไม่แน่นอนค่ะ แม่ไม่ได้ทำงานเพราะต้องดูแลน้อง ต้องรับจ้างทำเทียน แต่งานไม่ได้มีตลอด พ่อกับแม่แยกทางกันแม่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว น้องชื่อ ขวัญฤทัย รัตนวิบูลย์

อยากกราบขอวิงวอนทุกๆท่านโปรดเมตตาน้องด้วยนะคะ ตอนนี้น้องสามารถวาดรูปได้แล้ว อยากให้น้องวาดรูปสามารถติดต่อมาได้นะค่ะ หรือติดต่อ ให้ความช่วยเหลือน้อง ได้ที่ เบอร์โทร 096-8934616 (คุณแม่ณี) ที่อยู่ 321 ม.5 ต.ท่าวังทอง อ.เมือง จ.พะเยา ​56000 เลขบัญชี. ธ.กรุงไทย 984-5-21508-4 ขวัญฤทัย รัตนวิบูลย์ สาขา ม.พะเยา ค่ะ ช่วยเมตตาน้องด้วยนะคะ ขอบคุณทุกๆ ความเมตตาและเกื้อหนุนส่งเสริมน้องให้มีกำลังใจและเพิ่มรายได้เพื่อมารักษาตัวเอง สาธุด้วยค่ะ”

นับถือหัวใจ! บ้านไกล 30 กม หนทางสุดลำบาก ไม่เคยขาดเรียน-ไม่เคยมาสาย

กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวที่ถูกแชร์กันไปอย่างมาเนื่องจากมีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Nathamon Chomjan ได้มีการเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับนักเรียนคนหนึ่งที่ต้องเดินทางไกลเพื่อมาเรียนหนังสือและเป็นเส้นทางที่เดินทางมาอย่างยากลำบากในทุกๆวันโดยได้มีการแนบภาพของคณะครูเดินทางไปเยี่ยมเด็กคนนี้กันซึ่งภาพที่เห็นนั้นก็จะเห็นว่าครูทุกคนนะเด็กจะต้องลุยน้ำข้ามห้วยและข้ามถนนลูกรังเพื่อไปบ้านของเด็กคนนี้

เด็กคนนี้นั้นชื่อทนงศักดิ์บ้านอยู่ไกลมากแล้วเดินทางลำบากแต่กลับไม่เคยมาขาดเรียนเลยนะไม่เคยมาสายเลยสักครั้งนึงโดยทนงศักดิ์นั้นจะต้องเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่ 5:00 นเพื่อมาขึ้นรถที่ปากทางและไม่ได้เติมปกติด้วยเพราะว่ายิ่งเป็นช่วงฤดูฝนจะต้องข้ามห้วยแล้วต้องมาใส่ถุงเท้าที่บ้านป้าแทน

ถึงแม้เส้นทางจะยากลำบากลุยน้ำลุยโคลนแต่ทนงศักดิ์นั้นก็ไม่เคยใส่รองเท้าแตะมาโรงเรียนเลยสักครั้งและเขายังต้องใช้เวลาในการเดินทางบนรถรับส่งอีกชั่วโมงกว่าจะถึงโรงเรียนซึ่งสีนี้ก็ทำให้ครูผู้ที่โพสต์เรื่องราวนั้นรู้สึกว่าอุปสรรคที่กูเจอมานะเด็กน้อยเป็นอย่างมาก

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ทำให้ถูกชาวเน็ตนั้นกลายเป็นกระแสชื่นชมเด็กนักเรียนที่เดินทางมาเรียนโดยที่ไม่คำนึงถึงความยากลำบากแต่อย่างใดและชื่นชมคุณครูที่เอาใจใส่เด็กนักเรียนคนนี้การยอมลุยน้ำลุยโคลนเพื่อไปเยี่ยมบ้านเด็กให้ถึงที่…

ล่าสุดนี้เจ้าของโพสต์เดิมดังกล่าวนั้นก็ได้มีการอัปเดตเกี่ยวกับเรื่องราวของเด็กคนนี้ซึ่งเขาก็ได้ขอบคุณทุกคนที่มอบน้ำใจให้กับ น้องทนงศักดิ์จึงได้มีการหาแนวทางในการช่วยเหลือน้องเบื้องต้นโดยในตอนนี้ทางครูก็ได้พาน้องไปเปิดบัญชีไว้เรียบร้อยและมีการติดต่อเรื่องราวกับเจ้าหน้าที่อำเภอไทรโยคเพื่อขอสัญชาติให้น้องทนงศักดิ์จ๊ะน้องสาวของเขาโดยสัปดาห์หน้าจะมีการพาน้องไปดำเนินการ

อีกครั้งในวันเสาร์ทางโรงเรียนจะเข้าร่วมกันกับชุมชนเพื่อเข้าไปสร้างสะพานให้กับน้องเพื่อให้น้องสามารถเดินทางมาเลี้ยงได้สะดวกขึ้นโดยในตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการระบุค่าใช้จ่าย

หากใครอยากช่วยเหลือน้องโอนมาได้ที่..

บัญชีธนาคาร กรุงไทย สาขาไทรโยค

ชื่อบช. นายทนงศักดิ์ ไม่มีนามสกุล

เลขบช. 735-0-34210-1

เงินเข้าบัตรคนจน เดือน ก.ค.62 พร้อมข่าวดี! แจกบัตรคนจนรอบ 3

เรียกได้ว่าถือเป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยกันอีกครั้งหนึ่งเพราะยังมีผู้ที่มีรายได้น้อยหลายคนนั้นกำลังมีปัญหาทางด้านการเงินและไม่สามารถใช้สิทธิ์บัตรคนจนได้ทัน

โดยในตอนนี้ นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง จะได้มีการออกมาเปิดเผยว่าทางนี้กรมบัญชีกลางได้ผลิตบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืนในกลุ่มผู้พิการกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงโดยจะมีการลงทะเบียนในปี 2560 ซึ่งมีผู้ผ่านคุณสมบัติจำนวนทั้งสิ้น 3.140 ล้านราย

ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีผู้คนจำนวนมากไปแต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่ได้สิทธิ์ซึ่งในตอนนี้จะมีการเปิดสิทธิ์อีกครั้งหนึ่งซึ่งถ้าหากใครสนใจนั้นก็สามารถนำบัตรประชาชนไปแสดงตนที่สำนักงานการคลังประจำจังหวัด โดยเบื้องต้นจะมีการขอให้ลงลายมือชื่อเพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยผู้ที่มีจิตรับสมัครนั้นจะได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 ธ.ค. 2562 หากไม่มารับภายในวันดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์

โดยผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นที่เรียบร้อยนะจะได้รับสิทธิ์หลังจากที่ได้รับบัตรไปแล้วประมาณ 2 วันและจะต้องมีการดำเนินการในการเปิดสิทธิของบัตรเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์เอาไปแอบอ้างนำเงินในบัตรนำไปใช้ในการจัดการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งที่ 3 โดยมีการคาดการณ์ว่าจะดำเนินการผลิตและเสร็จและแจกบัตรภายในต้นเดือน ก.ค.2562 นี้ ประมาณ 12,000 ราย

ส่วนอีก 17,000 ราย ยังไม่สามารถผลิตได้เพราะว่ามีผู้ใช้สิทธิ์บางรายมีข้อมูลไม่ครบถ้วนเช่นไม่มีรูปภาพอาจเป็นเพราะยังไม่ทำบัตรประจำตัวแบบ Smart Card และในกรณีที่ข้อมูลลงทะเบียนไม่ตรงกับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ก็อาจจะเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นได้ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ์ติดต่อกับทีมไทยนิยมยั่งยืนเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องซึ่งถ้าหากพ้นกำหนดระยะเวลาที่ดำเนินการอาจจะทำให้หมดสิทธิ์ในการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปแล้วนั่นเอง

โดยรายละเอียดการรับสิทธิ์รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนในเดือน เดือน ก.ค.62 มีดังนี้

1 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2562

+เงินสามารถฅโปรซื้อของในราคา 200-300 บาทได้และแต่ไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้

+สามารถชำระค่าโดยสารรถเมล์ที่มี e-Ticket และรถไฟฟ้าโดยใช้ได้ในเฉพาะเขตกทมนนทบุรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร โดยให้งบในการใช้เดือนละ 500 บาท

+ค่ารถไฟให้เดือนละ 500 บาทในการเดินทาง

+ เข้ารถเมล์หรือรถบขสเดือนละ 500 บาท

ซึ่งหากมากกว่า 500 บาทนั้นจะจำเป็นต้องจ่ายเงินด้วยตัวเองจะไม่มีการทบยอดไปในเดือนถัดไปอย่างเด็ดขาด

9 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2562

+เงินสำหรับช่วยเหลือผู้พิการเดือนละ 200 บาทและสำหรับผู้พิการที่ลงทะเบียนไว้ในเท่านั้น

12 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2562

+เงินค่าเช่าบ้าน 400 บาทต่อเดือนสำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและมีการลงทะเบียนว่าเช่าบ้านอยู่อาศัย

18 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2562

+ค่าน้ำค่าไฟ 100 บาทต่อเดือน

ถ้าหาคนที่ลงทะเบียนไว้เกินจะไม่ได้รับเงินคืนของเดือนนั้นๆ

21 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2562

+ค่าเดินทางไปหาหมอเดือนละ 1,000 บาทสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีบริบูรณ์ในเดือนนั้น

ลูกที่มีโอกาสได้ดูแลพ่อแม่ ถือว่าเป็นคนมีบุญที่สุดแล้ว

ลูกทุกคนก็จะทราบกันดีแล้วนั้นว่าพ่อแม่ของเรานั้นมีพระคุณต่อลูกขนาดไหน ฉะนั้นลูกทุกๆคนนั้น ควรจะมี คุณธรรมต่อท่าน รู้จักทดแทนบุญคุณท่าน และคอยดูแลท่านด้วยความรัก… โดยวันนี้ทางทีมงานนั้นจะพาทุกคน มาดูการตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่กัน โดยการตอบแทนคุณพ่อแม่ ตามหลักมงคล ที่ 11 บำรุงบิดามารดา สามารถแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

1)หากท่านมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยเหลือในเรื่องกิจการของท่าน และคอยดูแลท่านเมื่อท่านแก่ชรา และคอยเอาใจใส่ท่าน ช่วยเหลือท่านยามท่านเจ็บป่วยแลไม่ไหว..

2)หากท่านล่วงลับไปแล้ว ควรจัดพิธีศพให้ท่านและควรทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ

คราวนี้ใครหากทำไปแล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เล็กน้อยเป็นอย่างมากหากเทียบกับพระคุณที่มีต่อเราฉะนั้นด้วยความที่เป็นลูกก็ควรจะกตัญญูกตเวทีและสมองพระคุณทั้งหมดนี้โดยจะต้องมีการกระทำดังกล่าวนี้..

1) ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็พยายามชักนำให้ท่านตั้งอยู่ในศรัทธาให้ได้

2) ถ้าท่านยังไม่ถึงพร้อมด้วยการให้ทาน ก็พยายามชักนำให้ท่านยินดีในการบริจาคทานให้ได้

3)ถ้าท่านยังไม่มีศีล ก็พยายามชักนำให้ท่านรักษาศีลให้ได้

4) ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา ก็พยายามชักนำให้ท่านทำสมาธิภาวนาให้ได้

และการควรจะศรัทธาในเรื่องของการรักษาศีล การให้ทาน และการทำสมาธิ ให้เป็นประโยชน์โดยตรงที่เป็นประโยชน์ทั้งพ่อแม่และตัวเอง ทั่้งในภพนี้และภพหน้า และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งคือเป็นหนทางไปสู่นิพพาน โดยอานิสงส์ของการดูแลพ่อแม่ มี 12 ประการ ดังนี้

1) ทำให้มีความอดทน

2) ทำให้เป็นคนมีสติรอบคอบ

3) ทำให้เป็นคนมีเหตุผล

4) ทำให้พ้นทุกข์พ้นภัยได้

5) ทำให้ได้ลาภโดยง่าย

6) ทำให้แคล้วคลาดภัยในยามคับขัน

7) ทำให้เทวดาลงมาพิทักษ์รักษาผู้ที่ทำ

8) ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญ

9) ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า

10) ถ้ามีลูกก็จะได้ลูกที่ดี

11) ทำให้มีความสุข

12) ทำให้เป็นตัวอย่างอันดีแก่อนุชนรุ่นหลัง

“เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดานั้นแล บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญเขาในโลกนี้นี่เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์”