อ่านแล้วคิดถึงเพื่อนเลย! เหตุผลที่เพื่อนสมัยมัธยม คือเพื่อนที่ดีที่สุด คบกันได้อย่างสนิทใจ

ถ้าคนไหนนึกถึงในช่วงวัยที่สนุกที่สุดก็คงไม่พ้นช่วงวัยของสมัยมัธยมที่ในช่วงสมัยนั้นถือเป็นช่วงวัยที่มีความทรงจำมากที่สุดอีกทั้งยังเป็นช่วงที่มีเพื่อนที่เข้าใจตัวเราดีพบกับมิตรแท้มากมายแม้บ้างเพื่อนอาจจะหายไปตามหน้าที่ แต่ก็ไม่เคยลืมกันและกันเสมอ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูเหตุผลว่าทำไมเพื่อนในสมัยมัธยม เธอเป็นเพื่อนที่คบกันได้ดีที่สุดและเข้าใจที่สุดโดยไปดูเหตุผลกันได้เลย

1.ไม่มีเปลือก ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์อะไรทั้งนั้น

เป็นช่วงที่ทุกคนนั้นจะสามารถแสดงธาตุแท้หรือความเป็นตัวเองออกมาได้เป็นอย่างดีมีแต่ตัวตนจริงๆที่แสดงเข้าหากันไม่ฟอร์มใส่กัน ไม่ได้คิดเรื่องฐานะ หน้าตา อะไรทั้งนั้น ใครนิสัยใจคอเป็นอย่างไรคุณรู้หมด สามารถพูดกันได้ตรงๆ ด่ากันได้ตรงๆ

2. ไม่มีผลประโยชน์

ไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเกี่ยวดองกันคบกันได้เพราะความเป็นเพื่อนกันเพราะเหมือนกันอย่างดีก็เพียงแค่ขอลอกการบ้านเท่านั้นเอง

3.รู้จักยันพ่อแม่พี่น้องบ้านช่องต่างๆ

เพื่อนในสมัยนี้มักจะรู้จักกันโดยไม่มีอะไรปิดกั้นเคยไปบ้านกันมาแล้วสนิทกันถึงเรียกชื่อพ่อชื่อแม่เอามาแทนชื่อเพื่อนถึงแม้จะเรียนจบแยกย้ายกันไปทำงานแต่เมื่อเจอกันก็มักจะเรียกชื่อพ่อชื่อแม่แทนชื่อเพื่อนอยู่เสมอ

4.เป็นช่วงที่หัดจีบสาวไปพร้อมๆกัน

เป็นช่วงที่ กำลังสนใจในเพศตรงข้ามและเปลี่ยนวิธีการจีบสาวกันแบบใสๆซื่อๆอารมณ์เหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง พอหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกันทีไรก็มักจะกลายเป็นหัวข้อฮาๆกันทุกครั้ง

5. กินเที่ยวนอนด้วยกัน

เป็นวัยที่ไปไหนไปกันไปกันเป็นตังเมไปไหนกันเป็นฝูงเกาะกลุ่มกันแน่นกินด้วยกันอยู่ด้วยกันนอนด้วยกัน

6.โดนทำโทษโดนครูดุด่ามาด้วยกัน

เรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่สามารถสร้างวีรกรรมได้อย่างไรๆจนไม่เหลือยางอายอะไรที่อายแม่จะโดนครูทำโทษร่วมกันก็ตาม

7.ทำอะไรโง่ๆเหมือนกัน

เป็นช่วงรอยต่อของวัยเด็กและวัยรุ่นจึงมีเรื่องอะไรที่ต้องลองผิดลองถูกและทำอะไรโง่ๆด้วยกันมาเยอะแยะเลยก็ว่าได้…

8.มีอดีตและวีรกรรมร่วมกันมาอย่างยาวนาน

โดยเป็นช่วงที่เพื่อนด้วยกันคบกันมาอย่างยาวนานแน่ๆเพราะมีประวัติศาสตร์หรือมีวีรกรรมรูปทำร่วมกันอยู่เสมอจนรอบกี่ครั้งก็สามารถยกเป็นประเด็นเล่าได้อยู่เสมอ สร้างเสียงเฮฮาได้เรื่อยๆ

9.ขอเงินกินขนมแทนการขอยืม

ซึ่งแน่นอนว่าในสมัยก่อนนั้นก็มีเงินไม่มากมีแค่หลักสิบบาทเวลาอยากกินขนมอะไรเงินไม่พอแทนที่จะยืมแต่ด้วยความสนิทก็จะกลายเป็นขอมากกว่าการยืม มากกว่าและเอาขนมมาแบ่งกัน

10. แม้เรียนจบไปแล้วแต่ก็หาเวลานัดพบทุกครั้งหลังจากที่เรียนจบการศึกษา

ซึ่งเรามักจะได้พบกับเพื่อนๆไม่เห็นวิวัฒนาการของเพื่อนแต่ละคนการเจริญเติบโตของเพื่อนแต่ละคน เห็นการเจริญเติบโตและได้รื้อฟื้นความหลังความทรงจำที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนาน

11. เป็นวันที่โหยหาความเสรีภาพ

เป็นช่วงวัยที่ค้นพบความเป็นตัวเองและเลือกสนใจในสิ่งที่ชอบโดยเฉพาะกับเพื่อนที่เลือกคบในสิ่งที่คล้ายๆกันเช่นดูหนังด้วยการฟังเพลงด้วยกัน กรี๊ดดาราคนเดียวกัน อะไรประมาณนี้

12. มีความรักครั้งแรกและอกหักครั้งแรก

เป็นช่วงวัยที่เริ่มแอบหลงรักใครสักคนและมันก็มีเพื่อนสนิทคอยเป็นกำลังใจให้สุขอยู่เสมอแต่เมื่ออกหักก็มักจะมีเพื่อนคอยให้กำลังใจใจอยู่เสมอคอยปลอบใจและรับฟังเรื่องราวต่างๆมากมายด้วย

13.ไม่เคยรังเกียจ

แม้ว่าจะทำตัวสกปรกมากแค่ไหนครับน้ำก็ไม่อาบน้ำบ้านจากเพื่อนก็ไม่เคยรังเกียจหรือตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใดเผลอก็ด่ากันตรงๆด้วยซ้ำกลายเป็นเรื่องขำๆกันไปซะอย่างนั้น

14.คุยเรื่องอย่างว่าด้วยกัน

เป็นช่วงอยากรู้อยากเห็นอยากจะลองแต่จะเดินดุ่มๆไปถามผู้ใหญ่ก็คงจะไม่ได้มีแต่เพื่อนนี่แหละที่เป็นรุ่นเราด้วยกันจึงเรียกว่าเป็นวัยที่ ศึกษาความเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว

15. แถวบ้านคือที่ๆดีที่สุด

ทั้งที่แถวบ้านไม่ได้มีอะไรศิวิไลซ์เลิศเลอ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ มีค่า และอยากกลับไปหาเพื่อนเสมอ

16.เป็นช่วงที่มีเวลาให้เพื่อนอย่างเยอะแยะ

เป็นช่วงที่ได้เจอกันอยู่เสมอ แทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และมักจะไปเรียนพิเศษด้วยกันบ้าง ทำกิจกรรมด้วยกันบ้าง ต่างๆจึงเป็นช่วงเวลาที่ใช้ด้วยกันอย่างมากมาย

17.เห็นพัฒนาการของเพื่อนตั้งแต่วัยเด็กจนเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

เรียกว่าเป็นช่วงวัยที่เห็นการแต่งตัวความเปลี่ยนแปลงต่างๆตั้งแต่ผมสั้นผมยาวจนมีแฟนสอบเข้ามหาลัยทำงานต่างๆจนกระทั่งมีลูกมีเต้าจึงทำให้เกิดความสนิทกันมายันเติบโต

18.พ่อแม่เรารู้จักเพื่อนมัธยม

ถึงแม้ว่าเพื่อนจะไม่เคยไปบ้านแต่แน่นอนว่าในช่วงวันปฐมนิเทศหรือประชุมผู้ปกครองพ่อแม่ก็ต้องเห็นหน้าเพื่อนเรากันอย่างแน่นอน

19.มีภาพถ่ายสุดฮาเป็นความทรงจำ

เป็นช่วงที่เรียกว่า แบลฌกเมย์ได้แบล็กเมย์ 555 เพราะเป็นช่วงที่อย่าเผลอเพราะกล้องพร้อมที่จะถ่ายคุณทุกเมื่อ และบางครั้งก็จะนัดในกลุ่มเพื่อนทำภาพฮาๆด้วยกัน การทำหน้าตาน่าเกลียด ที่เป็นเรื่องปกติไปเลย

20.เรื่องฮาขอให้บอก

เรื่องฮาแบบอินไซด์ไม่ต้องห่วง เพราะแค่มองตาก็เข้าใจกันแล้ว แถมมุขสุดติ๊งต๊องนั้นยังอยู่กับคุณจนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ

21.ผ่านทุกอารมณ์ไม่ว่าจะงอนกันทะเลาะกันหรือขอคืนดีกัน

กลายเป็นช่วงหนึ่งที่ทุกคนต้องเคยทะเลาะกับเพื่อนแรงๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆจิ๊บจ๊อยแต่ก็ยังสามารถเป็นเพื่อนกันได้อยู่เสมอ

22. เป็นที่ระบายชั้นเลิศ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ที่ไม่สบายใจก็ยังมีเพื่อนคอยเป็นที่ระบายให้หายจากการเครียดต่างๆได้อย่างดี

23.ผ่านช่วงที่เครียดมาด้วยกัน

เพื่อนมัธยมร่วมฝ่าฟันอุปสรรค์ต่างๆมาพร้มกับคุณ ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงเลิกกับแฟน ช่วงที่ต้องต่อสู้กับฮอร์โมนในร่างกายที่กำลังพลุกพล่าน เพื่อนมัธยมเท่านั้นที่เข้าใจคุณ

24.ทำเรื่องขายขี้หน้ามาด้วยกัน

แทบจะทุกคนที่ต้องแสดงความเปิ่น จนเพื่อนสร้างสมยานามต่างๆ ให้ คิดทีไรก็ฮาได้ทุกทีเชียว

ไอเดียDIY! เตาเผาขยะทำเอง จากถังเหล็ก ทำได้เอง ไร้ควัน ไร้ฝุ่น

ใครที่ได้อยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านต่างๆนั้นจะต้องพบเจอกับเศษปัญหาขยะพวกเศษไม้ต่างๆครั้น จะเผาก็รบกวนเพื่อนบ้าน แต่ว่าในวันนี้นั้นทางทีมงานก็จะมีวิธีในการทำเตาเผาขยะไร้ควันโดยเป็นวิธีที่ดีมากซึ่งการทำเตาเผาแบบไร้ควันนี้ได้มาจากความคิดของคุณ AOR_GANIC สมาชิกเว็บไซต์พันทิปได้ออกมาแชร์ไว้ โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาลองดูกันเลยดีกว่า

อุปกรณ์ : ถังเหล็กใหญ่ และ ถังเหล็กเล็ก

ขั้นตอนการทำเตาเผาไร้ควัน

ขั้นตอนที่ 1 เอาถังเหล็กเล็กมาจากรูด้วยดอกเจาะ โฮลซอว์ โดยจะตามตำแหน่งคือก้นถังเจาะให้เป็นรูพรุนเพื่อให้ขี้เถ้าลงไป / เจาะบริเวณรอบด้านล่างของถังเจาะให้รอบๆเพราะตัวรู้ตรงนี้จะทำให้ช่วยระบายควัน / เจาะรอบด้านบนถัง จะเป็นรูที่ช่วยดึงความที่ออกจากด้านล่างมาเผาอีกรอบจึงทำให้คนหายไปนัดจะได้อุณหภูมิที่สูงกว่าการเผาบนพื้น

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาถังเหล็กใหญ่คว่ำลง และเอาถังเล็กมาถ้าเราว่าให้ขนาดพอดีจากนั้นก็ทำการเจาะรูถังใหญ่เพื่อให้สามารถใส่ถังเล็กเข้าไปได้แบบพอดีพอดีโดยในบริเวณนี้จะช่วยในเรื่องของการปกครองในรูปแบบตีวนเข้ารูของถังเล็กลาบวนไปเรื่อยๆ ด้วยขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างมากเพราะจะต้องมีขนาดที่พอดีห้ามหลวมถ้าหากหลวมต้องหาดินเหนียวหรือเชื่อมเหล็กให้ติดกัน

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เอาถังเล็กใส่เข้าไปในรูถังใหญ่ที่เจาะเอาไว้เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้น

การใช้งาน

สำหรับการใช้งานนั้นให้หาอะไรมาหนุนบริเวณข้างล่างเพื่อให้ลมนั้นสามารถเข้าจากด้านล่างของถังได้และทำการเผาได้เลยโดยในช่วงแรกจะมีควันขึ้นมาสักเล็กน้อยแต่เมื่อมีไฟติดแล้วมันก็จะหายไปหรือไม่ก็มีน้อยมากๆอย่างมากที่สำหรับสำหรับกิ่งไม้แต่ไม่เหมาะสำหรับการมาเผาพลาสติกเพราะมีกลิ่นเหม็น

โดยหลักการทำงานเมื่อเผาอะไรบางอย่างแล้วจะมีอากาศไหลเข้าไปในบริเวณด้านล่างพอควันออกที่เผาก็จะออกมาบริเวณรูด้านล่างของถังเล็กแล้วก็ตีวงเข้าช่องรูด้านบนของถังเล็ก ประกอบถังสองใบปิดสนิท มันก็จะได้ระบบนี้แต่ถ้าไม่สนิทจะทำให้มีควันออกมาโดยเวลาที่เหมาะสำหรับการเผานั้นก็คือช่วงเช้าประมาณ 5:00น. – 7:00 น. เป็นช่วงที่ลมสงบการลอยตัวของควันจะขึ้นด้านบนไม่รบกวนเพื่อนบ้านมากเท่าตอนบ่ายหรือเย็นที่ลมเเรงกว่ามาก

และนี่ก็คืออีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับที่บ้านคนไหนมีปัญหาในเรื่องของการเผาขยะพวกเศษกิ่งไม้ต่างๆก็สามารถนำ วิธีนี้มาใช้กันได้เลยเพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจอีกครั้งทางราคาประหยัดเพียงแค่ใช้แรงกายเล็กน้อยก็สามารถได้ถังเตาเผาไร้ควันไม่ต้องไปรบกวนเพื่อนบ้านไว้เผาไม้กันแล้ว

ชื่นชม! จากหนุ่มดอยอาศัยในเพิงไร้น้ำไร้ไฟ พลิกชีวิตสู่ทนายความ

บอกเลยว่าคนเรานั้นมาจะเลือกเกิดไม่ได้แต่เรานั้นก็เลือกที่จะเป็นได้โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาพบกับชีวิตเด็กดอยคนหนึ่งที่บอกเลยว่าเขานั้นฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายในชีวิตศึกษาเล่าเรียนตำราต่างๆ จนได้กลายเป็นทนายความแต่บอกเลยว่าชีวิตนั้นก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด…

โดยเด็กดอยคนนี้ มีชื่อว่า ปี ปานคำ โดยในปัจจุบันมีอายุประมาณ 30 ปีแล้วโดยกล่าวนั้นย้อนกลับไปในสมัยเด็กเคยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารไม่มีถนนไม่มีไฟฟ้าไม่มีประปาใช้อาศัยด้วยการอยู่ใกล้ๆแหล่งน้ำและลำคลองตามธรรมชาติโดยคุณปีนั้นเป็นลูกคนเล็กของบ้านโดยมีพ่อแม่เป็นชนเผ่าไทยใหญ่มีอาชีพรับจ้างหาเลี้ยงลูกทั้งหมด 7 คนเพราะท่านทั้งสองไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือ

และด้วยความจน…. จึงทำให้พี่ 5 คนแรกนั้นต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือเพื่อให้น้อง 2 คนสุดท้องได้เรียนนั่นก็คือปีและพี่สาวโดยทั้งคู่นั้นได้ร่ำเรียนหนังสือและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆที่เรียกว่าบ้านบนดอย โดยบ้านหลังนี้เป็นทางที่อยู่อาศัยเป็นทั้งสถานพยาบาลที่หมอตำแยใช้ทำคลอดให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นมาในปัจจุบัน

ตอนเด็กๆนั้นเขาต้องออกไปหาปูหาปลามากินประทังชีวิตโดยมีพ่อแม่สอนให้รู้ในเรื่องต่างๆส่วนพี่ๆ อีก ที่เหลือก็ต่างแยกย้ายไปทำงานต่างถิ่นแล้วเรื่องที่จะต่อสู้ไปมีครอบครัวจึงทำให้คนในบ้าเหลือเพียงอยู่แค่ 4 คน โดยในตอนนั้นคุณปีก็มีความคิดที่อยากจะเรียนสูงนำความรู้มาพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวแต่บอกเลยว่าการเรียนของเขานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเขาไม่มีเงินซื้อกับข้าวกินที่โรงเรียนต้องอาศัยเพื่อนที่โรงเรียนกินข้าวเพราะครอบครัวนั้นไม่มีจริง

โดยในตอนแรกเขาเลิกเรียนวิชาช่างยนต์เรียนในระดับชั้นปวชที่วิทยาลัยการอาชีพฟางแต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งใหญ่จึงทำให้เขานั้นได้เข้าสอบคณะครุศาสตร์สาขาวิชาควรศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจเดินเข้ากรุงเทพฯหันมาเรียนในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยสมัครชิงทุนนักกีฬาฟุตบอลได้เป็นที่สำเร็จได้ตัวเขานั้นต้องการที่จะนำวิชาความรู้ทางด้านกฎหมายไปช่วยเหลือคนในหมู่บ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลให้ได้

“จริงๆ ผมไม่รู้จักกรุงเทพฯ เห็นครั้งแรกก็ร้องอ้อ…หน้าตาเป็นแบบนี้เองเหรอ ผมยอมเหนื่อยกว่าคนอื่น 2 เท่าเพื่อฝึกซ้อมพัฒนาร่างกาย ว่างจากเรียนหนังสือก็ไปหางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ตลอด 4 ปีผมใช้เงินอย่างประหยัด ไม่นั่งแท็กซี่ แต่นั่งรถเมล์ 8 บาท และไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลย เพราะมันคือโอกาสพิสูจน์ตัวเอง และโชคดีที่มีเพื่อนที่มาหางานทำที่กรุงเทพฯ ช่วยแชร์ค่าห้อง ทำให้จากเด็กขี้อายวันนั้น แค่ออกไปยืนหน้าเสาธงก็ร้องไห้แล้ว กล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำ กล้าลงมือที่จะกำหนดชีวิตที่ดีกว่า”

ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตในเมืองหลวงมันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดทำให้เขาเจอทั้งความท้อและร้องไห้เหนื่อยใจบางครั้งก็เหงาคิดถึงบ้านอยากกลับไปหาพ่อแม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ซึ่งเขาก็เลือกที่จะสร้างแรงบันดาลใจสู้อย่างสุดชีวิตเพื่ออนาคตของคนในครอบครัว

ในตอนนั้นทางบ้านพ่อแม่และพี่ก็ทำงานเก็บเงินตลอด 10 ปีจนสามารถซื้อที่ดินประมาณ 3-4 ไร่โดยเอาที่ดินตรงนั้นทำสวนส้มโดยในปัจจุบันมีพื้นที่ดินละประมาณ 20 ไร่นามีบ้านเป็นของตัวเองไม่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆหรือเช่าบ้านคนอื่นอีกต่อไปเพราะที่ดินในสมัยนั้นเนื้อราคาไม่แพงมากแต่ก็ใช้จะหากันง่ายๆด้วยเงินหลักหมื่นพอทุกอย่างพ่อแม่นั้นต้องแลกมาด้วยความลำบากอย่างถึงที่สุด

จนกระทั่งเขาเรียนจบชั้นปริญญาตรีที่สำเร็จเขาจึงได้โทรบอกกลับไปหาแม่ว่าเขาจบป. ตรีแล้ว โดยแม่ก็ถามว่าป. ตรี คืออะไร เขาก็ตอบแม่เพียงแค่ว่ามากรุงเทพฯเดี๋ยวแม่ก็จะรู้เอง โดยมีวันที่เขารับปริญญาเขาได้พบกับรอยยิ้มได้กำลังใจพ่อแม่จากพี่ๆทุกคนที่เสียสละให้น้องได้เรียน ได้เห็นน้ำตาแห่งความดีใจ แต่ความสำเร็จนี้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของการเรียน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทางชีวิต เพราะหนทางข้างหน้ายังมีอะไรให้บันทึกอีกมากมาย.

โดยเขานั้นได้มีการนำความรู้ที่มีการศึกษาและการทำกระดาษใช้เป็นช่องทาง กระต่ายบนโลก Social Media ในการขายส้มจากไร่ผลจากครอบครัวของตัวเอง และเมื่อมีกินอิ่มท้องก็รู้จักแบ่งปันให้กับเด็กในหมู่บ้านเพราะเขารู้ดีว่าเด็กในหมู่บ้านนั้นขาดโอกาสอีกเยอะถ้าหากได้รับการเติมเต็มที่ดีแต่เขาจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีอย่างเช่นเขาในปัจจุบันและความหวังสูงสุดของเขานั้นก็คือการเป็นทนายความ

โดยเขาก็สามารถสอบผ่านภาคทฤษฎีเป็นที่สำเร็จซึ่งในตอนนี้กำลังขะมักเขม้นกับการสอบภาคปฏิบัติและก้าวสู่ขั้นตอนสอบปากเปล่าเพื่อให้ไปถึงจุดหมายที่ตั้งเอาไว้นั่นก็คืออาชีพทนายความนั้นเองโดยเขาต้องการใช้อาชีพนี้เพื่อช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งให้กับคนในหมู่บ้านชาวดอยของตัวเอง ..

ชวนทำ ‘น้ำนมข้าวโพด’ มากด้วยประโยชน์ ทำง่าย มีไว้ติดบ้าน

แน่นอนว่ามีหลายคนนั้นชอบกินกันกับข้าวโพดที่บอกเลยว่าข้าวโพดนี้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นของหวานหรือของข้าวก็สามารถเนรมิตออกมาให้อร่อยได้หลายเมนู แล้วบอกเลยว่าในข้าวโพดนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอวิตามินบีและแร่ธาตุต่างๆถือว่าเป็นธัญพืชรสหวานที่มีคุณประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมของสารต่อต้านอนุมูลอิสระหรือเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตาช่วยกันขับถ่ายให้สามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้นและสามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย

และวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำอีกหนึ่งเมนูที่บอกเลยว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายของคุณได้เป็นอย่างมากโดยเมนูที่ว่านั้นก็คือเมนูน้ำนมข้าวโพดนั่นเองซึ่งบอกแล้วว่าเมนูนี้นั้นเต็มไปด้วยประโยชน์อีกทั้งยังสามารถทำได้ง่ายเหมาะกับทุกเพศทุกวัยมีไว้ติดบ้านก็ดีไม่น้อย

ส่วนผสมที่ต้องมี

ข้าวโพดต้มสุก (เฉพาะเมล็ด) 2 ฝักนมสดรสจืดชนิดพร่องมันเนย2 ช้อนโต๊ะ

/ น้ำต้มสุก 3 ถ้วยตวง / น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง ปริมาณตามชอบ /เกลือป่น 1 หยิบมือ​

วิธีการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากใส่เมล็ดข้าวโพดที่เตรียมไว้ลงไปในเครื่องปั่นและตามด้วยน้ำสะอาด 1/2L และปั่นให้ละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ใส่น้ำที่เหลือลงไปในหม้อ และเติมนมสดลงไปตามด้วยน้ำเชื่อมและเกลือป่น

ขั้นตอนที่ 3 คนส่วนผสมให้เข้ากันจนเดือด

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็ยกลงจากเตากรองเอาแต่น้ำเท่านั้นทิ้งไว้จนอุ่นตักใส่แก้วเพียงเท่านี้ก็สามารถดื่มได้แล้ว

และนอกจากนี้คุณนะประโยชน์ของน้ำนมข้าวโพดนั้นบอกเลยว่ามีเยอะเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องของการบำรุงสมองเสริมสร้างความจำและยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้เป็นอย่างดีป้องกันโรคโลหิตจาง / ช่วยบำรุงผิวพรรณ/ บำรุงสายตา / ป้องกันโรคต้อกระจก / มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของสภาพร่างกายและยังสามารถป้องกันโรคหัวใจได้

เท่านี้ยังไม่พอยังสามารถช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีช่วยลดความดันโลหิตช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้และยังสามารถต่อต้านมะเร็งได้เพราะว่าในข้าวโพดนั้นมีการสร้าง โรดอปซิน ที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และเส้นใยของข้าวโพดยังช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นทำให้ขับถ่ายได้คล่องขึ้น

และนี่ก็คือน้ำนมข้าวโพดสิ่งดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆที่ใครนั้นก็สามารถทำได้เพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนก็ได้น้ำนมข้าวโพดที่มีประโยชน์ ร่างกายเป็นอย่างมากควรทำติดบ้านไว้ก็บอกเลยว่าดีไม่น้อยเลยจริงๆ

แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยน ข้อคิดดีดีจากพระมหาสมปอง

โดยในวันนี้เราก็จะเอาแนวคิดดีๆกับธรรมะที่ทำให้เรานั้นสามารถมองโลกในแง่บวกและสามารถพลิกวิกฤตให้เกิดกลายเป็นโอกาสได้โดยธรรมะกับความคิดนี้ได้เผยแพร่จากพระมหาสมปองที่ท่านได้มีการกล่าวถึงเรื่องวิกฤตต่างๆนั้นเอง

โดยวิกฤตนั้นก็จะมีหลายด้านต่างๆกันปลายทางวิกฤตทางการเงินการเมืองทางความคิดต่างๆมากมายแล้วแต่ว่าจะเป็นทางด้านไหนแต่วิกฤตที่อันตรายมากที่สุดก็คือวิกฤตทางด้านจิตใจก็คือการที่เรานั้นคิดมากเกินไปจนเกิดความคิดที่สามารถบั่นทอน กำลังใจและชีวิตของเราได้อย่างเช่นถ้าหากเรานั้นพบว่ามีคนมานินทาว่าร้ายก็มักจะเกิดความกลุ้มใจกันเสียส่วนใหญ่แต่ถ้าหากมองในแง่ดีแล้วนั้นเราก็จะสามารถเอาคำพูดเหล่านั้นมาปรับปรุงตัวเองให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองจนสามารถปรับจุดอ่อนของตัวเองให้กลายเป็นคนที่ไม่โดนนินทาได้

ซึ่งในบางครั้งจุดอ่อนที่เรานั้นได้ยินจากปากคนอื่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้ว่านั่นคือจุดอ่อนของเราเองถ้าหากเราได้ยินแล้วเราก็สามารถมาปรับพัฒนาปรับปรุงตนและจะเกิดความคิดที่ขอบคุณคนเหล่านั้นที่อุตส่าห์ช่วยค้นหาข้อมูลทำให้ตัวเรานั้นสามารถปรับปรุงตัวเองได้เป็นที่สำเร็จกลายเป็นพลังงานในการสร้างคำนินทาเป็นแรงจูงใจพัฒนาตัวเองได้อีกหนึ่งทาง

และเช่นกันถ้าหากเรานั้นเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้สู้ไม่ถอยเราจงจำไว้ว่าโอกาสนั้นมักจะเกิดขึ้นกับคนทุกคนอยู่เสมอแต่จะเกิดต่างที่ต่างเวลาและจะเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ซึ่งเรานั้นก็ไม่อาจจะรู้แต่จงจำไว้ว่าโอกาสนั้นเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มที่เกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่ยอมแพ้เท่านั้นยกตัวอย่างเช่นถ้าหากมีบริษัทผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งได้ส่งพนักงานขาย 2 คนไปที่เกาะเกาะหนึ่งเพื่อเปิดตลาดใหม่พอคนแรกไปถึงก็มีสีหน้าที่เศร้าหมองพร้อมกับบอกเจ้านายว่านายครับไม่ต้องไปส่งรองเท้าที่เกาะนั้นหรอกเพราะในเกาะนั้นไม่มีใครใส่รองเท้ากันเลยสักคน

แต่คราวนี้เรามาฟังคนที่ 2 กันบ้างเพราะคนที่สองนั้นกลับมารายงานกับหัวหน้าของเขาเขาก็กลับบอกว่านายครับถือเป็นโอกาสทองที่เรานั้นจะสามารถเจาะตลาดไปขายรองเท้าที่เกาะนั้นได้อย่างมหาศาลเพราะที่เกาะนั้นไม่มีใครใส่รองเท้าเลยสักคนซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราเห็นว่ามุมมองความคิดนั้นแม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวแบบเดียวกันแต่ถ้าหากเกิดมุมมองมีคนละมุมกันก็จะเกิดความคิดที่แตกต่างกันได้ด้วยเช่นกันเอาล่ะมาฟังเรื่องนี้แล้วทุกคนก็จะคิดกันได้ใช่ไหมว่าระหว่างพนักงาน 2 คนนี้ใครการที่จะเกิดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่าระหว่าง

คนแรกที่เชิญกับวิกฤตทางความคิดกับคนที่ 2 ที่ได้มีการพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสทองนี่แหละเพียงแค่นี้เราก็จะรู้เลยว่าอันไหนคือความคิดที่สามารถต่อยอดทำให้เรานะจะสบความสำเร็จได้ซึ่งก็อย่างที่เขาพูดไปนั่นแหละว่าเมื่อเริ่มต้นดีก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งขึ้นเมื่อไหร่ที่เรานั้นเจออุปสรรคใหญ่แค่ไหนจงจำไว้ว่าปัญญาเป็นบิดาของนักประดิษฐ์

และเมื่อเราเกิดปัญหาจงอย่าท้อถอยยอมแพ้แต่อย่างใดให้คิดหาหนทางแก้ไขเพราะทางแก้ไขนั้นมีหลายทางอยู่ที่ว่าเรานั้นจะเลือกไปทางไหนแต่ที่แน่ๆเรานั้นควรจะเปิดใจให้กว้างรับผลทางนั้นที่จะเข้ามาซึ่งเปรียบกับปัญหานั้นก็เปรียบได้ว่าปัญหาก็เหมือนกับกลอนประตูเมื่อมันล็อคมันก็ต้องมีเปิดด้วยเช่นกัน นั้น เมื่อเจอปัญหาเมื่อเจอวิกฤตต่างๆขอให้ตั้งสติทำตัวเหมือนน้ำนิ่งแล้วก็พริกปัญหาวิกฤตเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสของเราเสีย

ด้วยความคิดนี้เราก็สามารถเอาวิกฤตต่างๆมาดเปลี่ยนให้กลายเป็นข้อคิดดีๆถ้าหากเรานะสามารถปิดความคิดได้ชีวิตของเรามันก็จะดีขึ้นได้ด้วยเช่นกันซึ่งเรามาดู

10 ข้อที่จะมาทำให้เกิดข้อคิดดีๆกันดีกว่าว่าจะมีอะไรกันบ้าง

1. ทำดี ดีกว่าขอพร มัวแต่อ้อนวอน พรไม่มี ทำดีนั่นแหละ เป็นพร ทำแต่กรรมดี ทวีพร “พรทั้งปี คือทำดีตลอดไป”

2. ความรักของความสำเร็จก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อให้พร้อมรับกับโอกาสที่จะมาถึง

3.สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดสำหรับคนเราและเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั่นก็คือความคิดดั่งเช่นคำว่า you are what you think “คุณคิดอะไรก็จะ เป็นอย่างนั้น”เพราะเราเชื่อว่าความคิดมีตัวตนคนเป็นอย่างที่คุณคิด

4. ถ้าไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือเราในยามที่เราลำบากแต่อย่าลืมว่ายังเหลืออีก 1 อย่างตรงปลายแขนของตัวเองที่สามารถดึงตัวเองขึ้นมาและพร้อมช่วยเหลือตัวเองอยู่เสมอ

5. ควรจำ พูดคำว่าไม่เป็นไรอยู่ไห้บ่อยให้เคยปากมากกว่าคำพูดที่ว่าจะเอาอย่างไรดี

6. อย่าหักโหมหรือแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะหน้าไม่ทำให้เพียงแค่เรานั้นเกิดความทุกข์มันอาจจะสั่งผลต่อการยืนของเราไม่ให้ยืนตัวตรงได้อย่างยาวนานอีกด้วย

7. จงอย่าทำในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่มีค่า อย่ารอในสิ่งที่ไม่มา และอย่าไขว่คว้าในสิ่งที่ไม่จริง

8.หากเมื่อเราเกิดความทุกข์และรายละเอียดใจอยากจะร้องไห้จงรอให้เต็มที่ร้องไห้เยอะๆจากนั้นเมื่อหยุดร้อนก็หามาถามตัวเองว่าเรานั้นได้อะไรจากน้ำตาที่เราเสียไปบ้าง

9. สตินั้นสามารถช่วยทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กได้และก็สามารถทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

10. ความร่าเริงถือเป็นกำไรของชีวิตถ้าหากวันไหนหงุดหงิดแปลว่าชีวิตนั้นจะขาดทุน

รักของพ่อแม่ คือรักแท้ที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรเทียบได้

โดยในวันนี้เราก็จะเอาแนวคิดดีๆที่เกี่ยวกับความรักของพ่อแม่ที่บอกด้วยว่าความรักของพ่อแม่นั้นวิเศษยังยืนขนาดไหนซึ่งทุกคนก็จะทราบกันดีว่าพ่อแม่นั้นสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้และทุกอย่างที่ทำมันก็เพราะความรักล้วนๆฉะนั้นเราควร จะรู้จักความรักของพ่อแม่ให้ดีด้วยความรักตามพระพุทธศาสนานี้มีการแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ

แบบที่ 1 ความชอบใจในบุคคลหรือสิ่งที่จะเอามาบำรุงบำเรอความสุขของเรา : โดยการชอบใจนั้นก็เป็นเพราะว่าความชอบใจจะมาสนองความต้องการในส่วนของเรื่องบำรุงบำเรอทำให้คนเรานั้นมีความสุขได้และอะไรที่ทำให้คนเรามีความสุขชอบใจก็จะเป็นสิ่งที่เรานั้นต้องการบาง

แบบที่ 2 ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นมีความสุ โดยความรักแบบที่ 2 นี่แหละก็คือความรักที่พ่อแม่นั้นอยากจะมีให้ลูก

ซึ่งพออ่านแล้วเราก็จะเห็นกันเลยว่าความรักทั้งสองอย่างนี้ตรงข้ามกันเพราะแบบไม่ได้มันคือการบำรุงความสุขของตัวเองแต่แบบที่ 2 คืออยากให้เขาเป็นสุขฉะนั้นความรักจึงมี 2 แบบที่เรานั้นมักจะเห็นกันได้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่นความรักของหนุ่มสาวที่คือการชอบใจอยากจะให้มาสนองความต้องการของตนทำให้ตัวเองนะมีความสุข

แต่พอถ้าเราหาดูมุมมองในความรักของคนเป็นครอบครัวแล้วก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งคือความรักระหว่างพ่อแม่ที่มีให้กับลูกโดยเฉพาะโดยเป้าหมายความหวังสิ่งใดก็คืออยากจะให้ลูกมีความสุข

ฉะนั้นถึงเล็กๆว่าคนเรานั้นต้องแยกแยะระหว่างความรักทั้ง 2 แบบนี้ให้ได้ถึงจะรู้ว่ารักแบบไหนโดยความรักที่มาในรูปแบบของการบำรุงความสุขนั้นเรียกว่า ราคะ ส่วนความรักที่อยากจะให้คนอื่นนั้นเป็นสุขเขาเรียกว่า เมตตา โดยความรักทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันและมีผลต่อกันแตกต่างกันด้วย

ซึ่งถ้าหากมีความรักแบบแรกก็คือการต้องการที่จะเอาทุกอย่างนั้นมาเป็นของตนเพื่อทำให้ตนนั้น มีความสุขจึงเกิดการแก่งแย่งชิงดีและพึ่งมาด้วยความเห็นแก่ตัว

แต่ความรักในแบบที่ 2 นั่นคือการทำให้คนอื่นมีความสุขพยายามให้เขามีความสุข เหมือนกับความรักของพ่อและแม่ทำให้กับลูกเมื่อเห็นลูกมีความสุขพ่อแม่ก็สุขตาม

ฉะนั้นจึงเรียกว่าความรักของพ่อแม่คืออยากจะทำให้ลูกและมีความสุขอยู่ตลอดเวลาเพราะการมีความสุขของลูกนั้นก็คือทำให้ตัวพ่อแม่มีความสุขไปด้วยจึงไม่แปลกที่ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นอยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกและมีความสุขและวิธีการสำคัญอย่างที่ทำให้ลูกมีความสุขและก็คือ การเห็นแก่ลูกโดยพ่อแม่นั้นจะต้องมีความสุขให้แก่ลูกและทำให้ลูกมีความสุขมากที่สุด

หรือเรียกอีกอย่างว่าการเสียสละก็ได้ซึ่งการเสียสละนั้นคือการเสียสละด้วยความเต็มใจแต่การยอมเสียไปนั้นคือการเปลี่ยนใจและทำให้เกิดทุกข์ฉะนั้นเมื่อมีความรักแบบที่ 2 การเสียสละด้วยความเต็มใจในก็เกิดขึ้นโดยความเสียสละนี้ก็จะทำให้เกิดความสุขและตามด้วยความเมตตาจึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่อง

และความรักอีกประเภทหนึ่งนั่นก็คือต้องได้จึงจะเป็นสุขจะตายเป็นกระแสกิเลสของบุคคลทั่วไปที่เรานั้นมาจะเห็นกันอยู่ในบนโลกนี้เมื่อได้มาแล้วก็รู้สึกเป็นสุขแต่ถ้าเสียไปก็จะรู้สึกเป็นทุกข์นี่คือวิถีชีวิตของมนุษย์แต่ถ้าหากเรามีแต่ทุกข์นั้นก็จะทำให้เกิดคุณธรรมไม่ได้ว่าหนูจะเกิดความเบียดเบียนการแก้ปัญหาสังคมไม่ได้แต่เมื่อไหร่ถ้าหากเรามีความสุขจากการให้ก็จะทำให้แกเป็นความสุขที่ดีปัญหาสังคมนั้นลดลงและสามารถแก้ไขได้ในทันทีเพราะมนุษย์จะเกิดความเกื้อกูลซึ่งกันและกันแบ่งปันซึ่งกันและกันเกิดความรักและความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาด้วยกันและกัน

มนุษย์มีความสุขจากการให้จะกลายเป็นความสุขทั้งสองฝ่ายด้วยกันเมื่อผู้ใด สุขก็จะเห็นคนที่ให้สุขด้วยเช่นกัน จึงกลายเป็นความสุขแบบประสานกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นก็คืออยากเห็นลูกมีความสุขคือจะพยายามทำอะไรต่างๆเพื่อตอบสนองความสุขของลูกเมื่อเห็นว่าลูกมีความสุขและพ่อแม่ก็จะสุขตามแต่งั้นก็แปลว่า อแม่จึงมีความสุขในการที่ได้ให้แก่ลูก ในขณะที่คนทั่วไปต้องได้จึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ให้แก่ลูกก็มีความสุข แม้ตัวเองจะต้องทุกข์เดือดร้อนพ่อแม่ก็ยอม

แต่ในบางครั้งการที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนแต่พอเห็นลูกมีความสุขแล้วก็กลับเป็นความสุขที่มาซะอย่างนั้นแต่ในทางตรงข้ามกันถ้าเห็นลูกไม่สบายหรือตกทุกข์ยากลำบากก็จะทำให้เกิดความสงสารแต่ก็ไม่มีความรังเกียจความเบื่อหน่ายแต่อย่างใดและจะยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อลูกด้วยกัน รักของพ่อแม่นี้เป็นรักแท้ที่ยั่งยืน ลูกจะขึ้นสูง ลงต่ำ ดีร้าย พ่อแม่ก็รัก ตัดลูกไม่ขาด ลูกจะไปไหนห่างไกล ยาวนานเท่าใด จะเกิดเหตุการณ์ผันแปรอย่างไร แม้แต่จะถูกคนทั่วโลกรังเกียจ ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก็ยังเป็นอ้อมอกสุดท้ายที่จะโอบกอดลูกไว้

นี้แหละที่ว่า เป็นการแยกความหมายของความรักเป็น ๒ แบบ พ่อแม่มีความรักแบบที่ ๒ ซึ่งเป็นรักแท้ คนทั่วไปเริ่มต้นก็มีความรักแบบแรก คืออยากได้เขามาทำให้ตัวเรามีความสุข แต่คนควรจะพัฒนาจากความรักแบบที่หนึ่งไปสู่ความรักแบบที่สอง คือ ให้ความรักแบบที่สองเกิดมีขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างดุลยภาพในเรื่องความรัก เช่น ระหว่างหนุ่มสาว ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่งอย่างเดียวจะไม่ยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน เพราะว่าความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องการที่จะเอาเขามาเป็นเครื่องบำรุงบำเรอตัวเองเท่านั้น ถ้าเมื่อไรตนไม่สมใจปรารถนา เมื่อนั้นก็จะเกิดโทสะ มีความชิงชัง หรือไม่ก็เบื่อหน่าย แล้วปัญหาก็จะเกิดขึ้น

ฉะนั้น คนเราอาจจะเริ่มต้นด้วยความรักแบบที่หนึ่งได้ ตามเรื่องของปุถุชน แต่จะต้องรีบพัฒนาความรักแบบที่สองให้เกิดขึ้น พออยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว ถ้ามีความรักแบบที่สองเข้ามาหนุน ก็จะทำให้อยู่กันได้ยั่งยืน ความรักแบบที่สองจะเป็นเครื่องผูกพันสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตครองเรือนมีความมั่นคง ดังนั้นปุถุชนนี้อย่างน้อยก็ให้มีความรัก ๒ แบบ มามีดุลยภาพกันก็ยังดี ขอให้ได้แค่นี้ก็พอ

ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าถ้าหากคนเรานั้นมีจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ก็จะสามารถเกิดความสุขได้อย่างมากมายบนโลกนี้เพราะเมื่อไหร่ที่เราได้เห็นเพื่อนมนุษย์มนุษย์มีความสุขเราก็จะมีความสุขตามด้วยเช่นกันด้วยคนที่สามารถพัฒนามาถึงระดับนี้นั่นก็คือ พระโสดาบัน เป็นต้น พระโสดาบันนั้นไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีความตระหนี่ ไม่มีความหวงแหน มีความพร้อมที่จะให้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือเมตตาก็เจริญมากขึ้นด้วย และท่านก็มีความสุขยิ่งขึ้นมากมาย จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ก็มีแต่สุข ไม่มีทุกข์เหลืออยู่เลย

ความรักของพ่อแม่ถึงแม้จะจำกัดอยู่กับลูกก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการหวงแหนอย่างความรักแบบที่หนึ่ง คือพ่อแม่รักลูก ความหวงนั้นจะมีแต่ในแง่ที่อยากให้ลูกมีความสุข ไม่ยอมให้ใครมาทำให้ลูกทุกข์ แต่ไม่ได้หวงแหนที่ว่าต้องการครอบครองเอาไว้เป็นของตัว เพื่อบำเรอความสุขของตัว ไม่มีความหึง คือไม่ได้หวงผัสสะไว้เพื่อตัว และไม่ได้หวงใจ แต่ตรงกันข้าม ถ้าลูกมีคู่ครองที่ดีมีความสุข พ่อแม่ก็พลอยมีความสุขไปด้วย

‘ผักกระสัง’ หลายคนมองข้าม คิดว่าเป็นวัชพืช

โดยโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมารู้จักกับผักกระสังซึ่งแน่นอนว่าใครคนนั้นอาจจะไม่ค่อยได้ยินพักนี้มาก่อนโดยภะกะสะนั้นถือเป็น พืชอีกชนิดหนึ่งที่มองเผินๆก็เหมือนวัชพืชธรรมดาธรรมดาโดยจะมีลักษณะลำต้นเป็นสีเขียวและใบสีเขียวอวบน้ำลักษณะคล้ายๆกับรูปหัวใจมีปลายใบแหลมและมีใครหลายคนมักจะถอนทิ้งก็เป็นประจำแต่บอกเลยว่านี่คือสมุนไพรชั้นดีชนิดหนึ่ง

โดยผักกระสันนั้นมักจะขึ้นอยู่ในบริเวณทางภาคกลาง โดยผักกระสันนั้นขึ้นอยู่ในหลายภาคในประเทศไทย แต่ในแต่ละภาคก็จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภาคด้วยยเช่นกัน ภาคเหนือ เรียกว่าผักฮากกล้วย / ภาคอีสาน เรียกว่า ผักตาโค้ง, ผักตาก้ง / ภาคใต้เรียกว่าชากรูด / แม่ฮ่องสอนเรียกว่าตาฉี่โพ / สุราษฎร์ธานีเรียกว่าผักสังเบา โดยผักชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ทั้งปี

โดยผักชนิดนี้สามารถนำมาทำได้หลากหลายเมนู เพราะผักชนิดนี้ สามารถกินไดเแบบสดๆและนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู….โดยการกินคือการนำต้นอ่อนและยอดอ่อนไปลวกแล้วจิ้มกับน้ำพริกกิน บอกเลยว่าแซ่บมาก!!

โดยผักชนิดนี้ พบว่า กระสัง 1 ขีด หรือ 100 กรัมจะมีเบต้าแคโรทีนราว 285 ไมโครกรัม และมีแคลอรี่แค่ 10 กิโลแคลอรี่ เท่านั้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระอีกด้วยและมีวิตามินซีสูงเป็นอย่างมากจึงเรียกว่าผักชนิดนี้นอกจากต้านมะเร็งได้แล้วยังสามารถบรรเทาโรคอาการอื่นๆอย่างมากมายเลยจริงๆ ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีดังนี้

ช่วยเรื่องของภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆได้ / ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง / รักษาแผลและฝีได้ / รักษาและลดอาการเลือดออกตามไรฟัน / รักษาอาการปวดท้อง / นำมารับประทานจะช่วยลดอาการปวดศรีษะ / ใช้เป็นยารักษาเริม / ช่วยรักษาอาการต้อในตา / รักษาอาการผื่นคัน

โดยใบนี้นำมาใช้รักษาโรคได้ต่างๆดังนี้เลย…

1. บรรเทาอาการปวดตามข้อต่าง ๆ โดยการเอาผักกระสันมา 1 กำต้มน้ำ 2 แก้ว และรับประทาน ครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็นเป็นเวลา 2 เวลา หรือหลังอาหารก็ได้ โดยวีธีนี้จะช่วยรักษาอาการปวดตามข้อต่างๆได้เป็อย่างดีและสามารถบรรเทา โรคเกาต์ ได้ด้วย

2.รักษาสิว แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยเอาผักกระสันมาต้มและเอาน้ำของมันมาล้างหน้าบ่อยๆจะทำให้ผิวหน้าของสาวๆนั้นสะอาด สดใส บ้างก็สามารนำมาตำพอกสดเพื่อรักษาฝีและสิว ได้ด้วยเช่กันหรือ ใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ ผักกะสังเป็นยาสระผมทำให้ผมนุ่มโดยนำใบขยำกับน้ำชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมนุ่ม

3.รักษาเริมและมะเร็งเต้านม นำต้นกระสันมาผสมกับขมิ้น ข้าวสาร จากนั้นนำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ 1 คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม แก้มะเร็งเต้านม

4.รักษาโรคลักปิดลักเปิด การกิน หรือบดต้นแปะไว้บริเวณที่เลือดออกตามไรฟัน และยังช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้

ชวนทำ ‘น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น’ ทำเอง ไม่ต้องซื้อแพง สรรพคุณล้างพิษ บำรุงร่างกาย

น้ำมันมะพร้าวน้ำหิวว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณประโยชน์มากมายโดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ยากหลายอย่างโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองดูประโยชน์ของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติกันว่าจะมีประโยชน์อะไรบ้างซึ่งเราก็มาดูกันเลยดีกว่าว่ามันจะมีเรื่องอะไรกันบ้าง

โดยประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้น ก็มีทั้งในเรื่องของการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย สามารถช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นและป้องกันการเกิดโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและโรคมะเร็งนอกจากนี้ยังช่วยรักษาในเรื่องของการเร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกายไม่ให้เกิดการสะสมของไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกายได้เหมาะมากสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักโดยไขมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นจะไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันทรานซ์อย่างเด็ดขาดนอกจากนี้ยังมีสารโมโนโลริน ที่มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคได้อย่างหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเชื้อราแบคทีเรียเชื้อไวรัสพยาธิต่างๆที่บอกเลยว่าสามารถใช้รักษาได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะทั่วไปด้วย

ยังไม่จบบอกเลยว่าสรรพคุณยังมีอีกเยอะเพราะว่านอกจากที่จะช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวแล้วยังสามารถช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารง่ายๆสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงน้ำดีและยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินเอต่างๆและสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระบำรุงผิวพรรณให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้นและสามารถช่วยในเรื่องของการโรคปวดเมื่อยคอต่างๆชะลอการเสื่อมสภาพตามวัยได้เป็นอย่างดีและรักษาโรคอาการปวดกระดูกเชื้อราบนผิวหนังและร่องลึกแก้พิษแมลงกัดต่อยแก้เคล็ดแก้ขัดยอกสามารถนำมาใช้แทนครีมกันแดดได้และช่วยแก้ไขปัญหาผิวไหม้จากแดดช่วยรักษาส้นเท้าแตกบำรุงส้นเท้าหยาบกร้านและก็มันไม่เห็นเราหรือไงนำมาเช็ดเครื่องสำอางได้

และในวันนี้นอกจากคุณประโยชน์ที่เราจะนำมาฝากทุกคนจะแล้วนั้นเรายังมีวิธีในการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นด้วยตัวเองกัน ซึ่งได้มีศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร แนะนำกรรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น ออกมาเพื่อให้เป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ โดยมะพร้าว 67 ลูกสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าวได้ 1 ลิตรและยังใช้อุปกรณ์ที่ไม่ยุ่งยากอะไรคือสิ่งที่จะต้องใช้นั้นก็มี หม้อตุ๋น ขวดโหลแก้ว และเครื่องครัวที่ล้วนมีอยู่ประจำบ้านทุกบ้าน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

+ตาชั่ง

+เหยือกน้ำพลาสติก มีขีดบอกระดับน้ำ ใช้ตวงน้ำ

+โถพลาสติก หรือโถแก้วใส

+ผ้าขาวบาง 2 ผืน ใช้กรองกะทิ และน้ำมัน

+กระบวย หรือทัพพี สำหรับตักน้ำมัน

+กะละมังสำหรับคั้นกะทิ

+หม้อเคลือบสำหรับระเหยน้ำออกจากน้ำมัน

+เตาแก๊สปิกนิก

+ตู้เย็น หรือถังน้ำแข็ง

+ขวดบรรจุน้ำมันเพื่อจำหน่าย

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ทำการคั้นกะทิ โดยการเอาไปผสมน้ำต่อมะพร้าวขูด ในอัตรา 1 : 1

ขั้นตอนที่ 2 เอาน้ำกระทิใส่ในตู้เย็นในช่องน้ำแข็ง เพื่อให้กะทิแยกชั้นชัดเจน

ขั้นตอนที่ 3 แยกเอาชั้นครีมชั้นบนของกะทิมาใส่โถหมัก

ขั้นตอนที่ 4 ทำการปิดคอด้วยผ้าขาวสะอาดตั้งไว้ 36-48 ชม. ตั้งไว้จนน้ำมันแยกชั้นสมบูรณ์

ขั้นตอนที่ 5 ตักน้ำมันออกมากรองด้วยผ้าขาวบางที่พับไว้หลายชั้น

ขั้นตอนที่ 6 ไล่น้ำออกจากน้ำมันที่กรองด้วยหม้อต้ม 2 ชั้นและสังเกตว่าไม่มีฟองปุดแล้วจึงจะสามารถใช้ได้

ขั้นตอนที่ 7 ตัดทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์เพื่อให้น้ำมันสายและตอนต่างๆส่งไปที่ก้นภาชนะให้เรียบร้อยจากนั้นก็นำมาบรรจุใส่ขวดนำไปใช้หรือขายได้

หากใครสนใจทำน้ำมันมะพร้าว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 077-556-073, 077-556-194

คุณป้าสู้ชีวิต แม้ตาบอด ยังสู้ชีวิต ขายขนมปังหาเงินประทังชีวิต

บอกเลยว่าคนเราแม้จะพบอุปสรรคแค่ไหนแต่ก็ไม่ควรย่อท้อต่ออุปสรรคเรานะเพราะบางคนนั้นอาจจะพบเจออุปสรรคต่างๆจากเขาก็สู้อย่างสุดใจอย่างเช่นคุณป้าใจแกร่งคนนี้วัย 71 ปีที่บอกเลยว่าเขาไม่เคยย่อท้อและยอมแพ้ต่อความพิการของร่างกายของตัวเองโดยป้าที่เราจะพาไปรู้จักกันในวันนี้นะก็คือป้านิดหรือ นิตยา ช่วงชู นั้นเอง

โดยป้านิดนั้นพิการทางร่างกายเป็นหญิงวัย 71 ปีที่ตาบอดซึ่งหาเรียนที่โดยการขายขนมปังหน้าวัดบวรนิเวศวันละ 60 ชิ้นได้กำไรเพียงแค่ชิ้นละ 5 บาท The รายได้ทุกบาททุกสตางค์นั้นจะเอามาเป็นค่าอาหารค่าเช่าบ้านค่าไฟค่ารถเมล์และเลี้ยงชีพของตัวเองในวันวาน

โดยป้านิดนั้นเป็นคนในจังหวัดสุรินทร์และเข้ามาเรียนโรงเรียนหนังสือตาบอดในกรุงเทพฯไปจ่ายที่พ่อแม่เสียชีวิตญาติพี่น้องก็แยกย้ายจึงทำให้บ้านนี้ต้องอยู่เพียงลำพังคนเดียวในตอนแรกก็เลี้ยงชีพด้วยการขายล็อตเตอรี่ก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพมาขายขนมปังอยู่หน้าบริเวณวัดบวรนิเวศตามคำแนะนำของเพื่อนที่ได้แนะนำมาโดยป้านิดขายขนมปังมานานแล้วกว่า 20 ปีซึ่งป้านี้ต้องตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อนั่งรถเมล์จากบ้านที่พาต้าออกมาขายขนมโดยรับมาจากร้านพรชัยวันละ 60 ชิ้นและจะขายในราคาเพียงแค่ 50 บาทเท่านั้นโดยจะต้องขายให้หมดทุกชิ้นเพราะป้านั้นได้กำไรเพียงแค่ชิ้นละ 5 บาทเท่านั้นซึ่งถ้าหากขนมปังให้หมดก็จะนั่งขายไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด

ถ้าหากถามถึงรายได้ที่เอาไว้เลี้ยงกินและใช้งานในแต่ละวันนั้นก็แทบจะไม่พอเพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะไหนจะค่าเช่าบ้านเดือนละ 3000 ค่าน้ำค่าไฟค่ารถเมล์ที่ต้องจ่ายในทุกๆวันก็จากนี้ยังมีค่าฝากโต๊ะเก้าอี้ค่าจ้างคนงานขนของมาวางขายอีกเดือนละเกือบ 2,000 บาท

และอุปสรรคในแต่ละครั้งที่เจอก็มีหลายอย่างเช่นขึ้นรถเมล์ผิดบ้าง – ๆผิดบ้างเพราะไม่มีใครบอก แต่ก็อาศัยความเคยชินจึงสามารถเดินทางมายังบริเวณวัดบวรได้ถูกทั้งเรื่องเงินก็อาจจะถูกโกงเป็นธรรมดาเพราะมีคนเคยจ่ายแบงค์ 20 แล้วก็ว่าเป็นแบงค์ร้อยหรือบางครั้งก็เจอคนมาขโมยขนมไปอย่างเฉยๆแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้หรือจะไปแจ้งความจับคนร้ายก็ไม่ได้เพราะเป็นคนตาบอดมองไม่เห็นหน้าโจรที่ขโมยขนมปังไป

แต่ถึงแม้ว่าป้านิดนะจะตาบอดป้านีก็มีวิธีการตรวจสอบในการรับเงินโดยการจับจับคำดูขนาดของตัวเลขบนมุมขวาของทางด้านธนบัตรถ้าเป็นแบงค์ใหม่ก็จะสามารถตรวจสอบได้ง่าย แต่ถ้าเป็นแบงค์เก่าก็จะสามารถตรวจสอบได้ยากหน่อยเพราะผ่านมือมาเยอะถ้าไม่แน่ใจก็จะใช้ถามผู้ซื้ออาศัยความซื่อสัตย์ของลูกค้าเอา

โดยจุดเด่นความอร่อยของขนมปังที่ป้านิดนำมาขายนั้นมันก็คือไม่มีความเหนียวนุ่มไส้เยอะทะลักอีกครั้งนำมาขายสดใหม่ทุกวันมีไส้ให้เลือกสรรอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ไส้รวมมิตร ลูกเกด หมูหยอง แฮม ไส้กรอก เนยสด เบค่อนชีส เกดหมูหยอง แฮมหมูหยอง และหมูหยองพริกเผา

โดยในครั้งนี้ป้านี้จะได้ทีมไทยว่า “หากเกิดมาแล้ว ไม่ว่าร่างกายจะพิการยังไงก็ต้องอดทน ลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเอง อย่าไปท้อ ถ้าไม่มีใครดูแล ก็ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ เคยมีคนถามดิฉันเหมือนกัน ว่าเป็นคนตาบอดแล้วทำไมไม่ไปขอทาน หรือขอรับบริจาคเงินจากคนอื่น แต่ดิฉันไม่ทำ เพราะไม่อยากขอเงินคนอื่นมาฟรี ๆ อยากเลี้ยงตัวเองมากกว่า”

ซึ่งถ้าหากใครนั้นอยากจะไปอุดหนุนขนมปังป้านี้ก็สามารถโทรไปสอบถามได้ที่เบอร์โทร 080-779-7517 หรือเข้าไปซื้อได้ที่ หน้าวัดบวนนิเวศน์วิหาร กรุงเทพ (หยุดเพียงวันจันทร์)

ยอดกตัญญู ‘น้องแหลม’ ม.3 รับจ้างแบกมันวันละพันกิโล หาเงินประทังชีวิต 9 คนในครอบครัว

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปชมกับชีวิต ของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เรียกว่าเขานั้นเป็นเด็กน้อยยอดกตัญญูคนนึงแล้วก็ว่าได้โดยเด็กหนุ่มที่เราจะพาไปพบ กันในวันนี้นะก็คือน้อง แหลมหรือนายมงคล มูลบุญ

โดยน้องแหลมนั้นเรียนอยู่ที่โรงเรียนบ้านบัวสูงและเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในจังหวัดปราจีนบุรีและเป็นลูกคนสุดท้องโดยครอบครัวของเขามีพ่อที่อายุมาก วัย73ปีป่วยเป็นโรคหอบหืด ความดันสูงและแม่ก็มีอายุประมาณ 59 ปีเป็นโรคลำไส้เมื่อแม่รับประทานอาหารอะไรเข้าไปก็จะอาเจียนออกมาหมดจึงทำให้แม่มีอาการร่างกายซูบผอมเป็นอย่างมาก

และด้วยความที่พ่อแม่อายุมากแล้วป่วยทั้งคู่จึงทำให้สามารถทำงานหาเลี้ยงลูกเพียงแค่ สานหญ้าคา ถักแห เพื่อนำไปขายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้กับลูกๆแต่อย่างใด และภาพเหล่านี้นั้นก็ทำให้น้องแหลมได้ซึมซับถ้าของที่พ่อแม่ทำงานหนักในทุกๆวันจึงทำให้ตัวเขานั้นเริ่มหางานโดยการออกไปทอดแหหาปลาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งทำให้เขานั้นได้กลายเป็นเด็กที่มีทักษะการทอดแหเก่งมากๆและเมื่อได้ปลามาเขาก็จะเดินขายรอบๆหมู่บ้าน

ด้วยความใฝ่ฝันของน้องแหลมนั้นคือต้องการมีเงินสักก้อนเพื่อนำไปซ่อมแซมบ้านให้กับพ่อแม่เพราะในปัจจุบันนี้บ้านที่อยู่หลังคาปูด้วยหญ้าและสังกะสีกล่าวจึงไม่สามารถ ต้านทานลมฝนได้และเมื่อเกิดพายุฤดูฝนขนาดหนักทั้งครอบครัวทั้ง 9 คนจะต้องไปนอนรวมกันอยู่มุมหนึ่งของบ้านเพื่อหนีน้ำฝน ไปวันๆ

นอกจากนี้บ้านนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่กระท่อมเล็กๆของครอบครัวและผูผุพังไปตามกาลเวลาแต่ถึงแม้จะเป็นบ้านผุ หลังเล็กๆแต่ก็ทำให้น้องแหลมนั้นรู้สึกมีความสุขและมั่นคงกับในชีวิตครอบครัวของตัวเองเป็นอย่างมาก

และด้วยความที่เขานั้นเป็นเด็กกตัญญูอยากจะช่วยเหลือพ่อแม่และแบ่งเบาภาระของพ่อแม่จึงได้ไปรับจ้างแบบมันสำปะหลังแบบมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งหลายของเขานั้นจะต้องแบกมันเข่งละ 40-50 กิโลวันละ 10 เก่งซึ่งเขานั้นก็ไม่เคยย่อท้อเพราะว่านี่คืออีกหนึ่งหนทางที่จะสามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้

ซึ่งในปัจจุบันนี้น้องแบบนั้นก็อยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และยังเป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนในตำแหน่งศูนย์หน้าและเวลาซ้อมบอลของน้องแหลมนั้นจะไม่เคยได้ใส่รองเท้าทหารรองเท้าผ้าใบกลัวว่ามันจะพังจึงถนอมเอาไว้เพื่อไม่ให้เปลืองค่าใช้จ่ายภายในบ้านเพิ่มมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้น้องแหลมนั้นยังมีพี่สาวอยู่ 2 คนโดยพี่สาวคนนึงป่วยเป็นโรคความดันสูงและยังต้องดูแลลูกน้อยของตัวเองอีกทั้งคน โตแยกทางกับสามีอีกทั้งมีหลานสาวอีกคนนึงส่วนคนรอง มีลูกสาว 2 คนและทำงานรับจ้างเลี้ยงน้องวัย 10 เดือนอีกด้วย

ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวในบ้านจึงทำให้เขานั้นต้องไปรับจ้างดูแลพ่อแม่แทนพี่ๆซึ่งถ้าหากใครอยากช่วยเหลือ น้องแอบนั้นก็สามารถช่วยเหลือได้ในเรื่องของทุนการศึกษาโดยสามารถร่วมกันทำบุญได้ที่

บัญชีนายมงคล มูลบุญ

ธนาคารธนชาตสาขาอุตสาหกรรมกบินทร์บุรีหนองกี่

เลขที่ 439-6-11660-2 กันได้เลยคะ

https://youtu.be/zrSMMOGzIW8

จากลูกชาวนาร้อยเอ็ด รับจ้างรายวัน สู่เจ้าของกิจการ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว

แน่นอนถ้าหากพูดถึงบะหมี่เกี๊ยวแล้วเราก็ทุกคนนั้นจะต้องรู้จักกับชายสี่บะหมี่เกี๊ยวที่ตั้งอยู่ตามแฟรนไชส์ 7-11 กันอย่างมากมายทั่วประเทศไทยซึ่งบอกเลยว่าแบบนี้มีผู้ก่อตั้งก็คือคุณ พันธ์รบ กำลา ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จำกัด โดยในตอนนี้ก็ได้มีการกระจายแฟรนไชส์ไปแล้วกว่า 3,700 สาขา ทั่วประเทศเลยทีเดียว

และนอกจากชายสี่หมี่เกี๊ยวแล้วก็ยังมีการขยายธุรกิจแฟรนไชส์อีกหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น “พันปีบะหมี่เป็ดย่าง” “บะหมี่ไก่ ข้าวมันไก่” และ “ชายสี่ คอร์นเนอร์” โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่หวังเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าได้ทั้งการบนล่างและบุกทำเวรในบริเวณ community Mall และปั๊มน้ำมันเพื่อให้ลูกค้านั้นสามารถเข้าถึงแฟรนไชส์ได้อย่างต่อเนื่อง

แต่บอกเลยว่ากว่าที่จะมีธุรกิจระดับใหญ่โตขนาดนี้เขาก็ต้องก้าวผ่านเส้นทางชีวิตมาอย่างไรที่บอกเลยว่าไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะตัวเขานั้นก็เคยทำงานมาอย่างหลากหลายและเรียนจบเพียงแค่ชั้นกศนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในตอนอายุ 41 ปีและทำอาชีพทำนามาตั้งแต่จำความได้ซึ่งเขานั้นก็รับทำอาชีพมาแล้วสารพัดอย่างไม่ว่าจะเป็นเก็บพริกเก็บฝ้ายเป็นลูกจ้างโรงกลึงรับทำงานบ้านต่างๆเป็นพ่อค้าขายไอศครีมเป็นรปภ สารพัดที่จะทำ

โดยจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดชายสี่หมี่เกี๊ยวนะเริ่มต้นในปีประมาณ 2535 ถึง 2537เขาได้เริ่มต้นประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายบะหมี่เกี๊ยวโดยยึดทำเลในการค้าขายอยู่ในบริเวณจังหวัดปทุมธานีย่านลำลูกกาซึ่งในตอนแรกก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดีมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนอยู่ตลอดยอดขายเฉลี่ยตกวันละ 500 ถึง 700 บาทเดียวอีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มครองจึงทำให้สามารถทำมาค้าขายได้คล่องยิ่งขึ้น

โดยเจ้าหน้าที่ดังกล่าวนี้ไม่ใช่เจ้าหญิงที่มาถ่ายตั้งแต่อย่างใดแต่เป็นคนสติไม่ดีพี่อยากได้อะไรก็จะเอาไปดื้อไม่ซื้อไม่ผิดแต่อย่างใดโดยพ่อค้าแม่ค้าย่านนั้นไม่ชอบและหัวหดแต่เขานั้นกลับทำบะหมี่ให้กินฟรีพูดดีตัดน้ำให้ดื่มแทนให้เงินอีก 20 บาทเพื่อให้คนสติไม่ดีคนนี้ที่เรียกว่าเจ้าถิ่นไปซื้อของกินในชีวิตประจำวันของตัวเองได้

ซึ่งนี่ก็คือกลายเป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่คนละแวกนั้นเห็นแต่เป็นประจำวันจึงพากันเรียกว่าวันนี้วันหน้าจะมาขออีก เมื่อเจ้าถิ่นมาก็จะให้อีกละกินอยู่อย่างนี้เป็นเวลาหลายเดือน

“อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าถิ่นของขึ้น ยืนตะโกนโวยวาย ชี้หน้าด่าคนเดินผ่านไปมา บอก พวกนี้ไม่เคยให้เขากิน แต่ร้านชายสี่ดีมีน้ำใจ ให้เขากินฟรีๆ ฉะนั้น ห้ามใครตอแยหรือแตะต้องพ่อค้าชายสี่เด็ดขาด” คุณพันธ์รบ เล่าสนุก

ซึ่งในตอนนั้นก็ทำให้เขาเกิดความคิดและยิ้มแน่ใจว่านึกไม่ถึงว่าคนบ้าสติแตกนี้จะมีจิตไมตรีที่คิดจะทดแทนบุญคุณและยังชมว่าตัวเขานั้นมีน้ำใจแก่เขาห้ามมารังแกและมีการโฆษณาบอกว่ากินร้านไหนก็ไม่ปลอดภัยเท่านั้นนี้เพราะมีคนบ้าคุ้มครองนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ชายสี่หมี่เกี๊ยวนั้นขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก

โดยอาชีพขายบะหมี่นั้นเขานั้นก็ทำให้เขานั้นมีเงินเก็บถึง 700 บาทไปธนาคารภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปีและมีการนำจุดเด่นมาใช้ในการบริการลูกค้าได้ก็คือผ้าขี้ริ้วเขาลงทุนซื้อผ้าขี้ริ้วมาร่วม 10 ผืนและมาแยกสี่แยก Set ว่าสีนี้สำหรับโต๊ะนี้สีนี้สำหรับเช็ดชาม แยกเป็นชิ้นเป็นอันเพราะเขานั้นอยากสืบว่าแม้ถึงบะหมี่เค้าจะอร่อยแต่เขาก็มีผ้าขี้ริ้วที่คอยทำสะอาดร้านที่สะอาดที่สุดในโลกจึงทำให้มีผ้าขี้ริ้วเป็นอาวุธประจำตัวในการขายชายสี่หมี่เกี๊ยวโดยการ ขายไปเช็ดไป เช็ดแล้วซัก ซักแล้วเช็ด ถูถู เช็ดเช็ด เช็ดๆ ถูๆ อยู่ 2 ปี มีเงิน 7 แสน

และช่วงไหนที่ไม่มีลูกค้าเขาก็ชอบนะผ้าขี้ริ้วมาเช็ดโต๊ะมาเช็ดตู้เมื่อลูกค้าเดินผ่านก็จะเห็นว่าเรากำลังทำความสะอาดจนเกิดความประทับใจว่าร้านนี้ใส่ใจในเรื่องของความสะอาดเหลือเกิน

“การใช้ผ้าขี้ริ้วให้เป็นประโยชน์เกินมูลค่าผ้าขี้ริ้ว หลักคิดมีอยู่ว่า สิ่งของทุกอย่างมีมูลค่า ถ้าเอาสมองใส่ลงไป วิธีเอาสมองใส่ลงไปในผ้าขี้ริ้วก็คือ ผ้าขี้ริ้วผืนที่สวยที่สุด ขาวที่สุด สะอาดที่สุด จนเช็ดหน้าได้ ให้นำมาวางไว้ใกล้ๆ ปากหม้อ ไม่เช็ด ไม่แตะต้อง ทะนุถนอมเหมือนไข่ในหิน พอลูกค้าเห็น ย่อมคิดตรงกัน ผ้าขี้ริ้วยังสะอาดขนาดนี้ แล้วอย่างอื่นล่ะจะสะอาดขนาดไหน สั่งบะหมี่มารับประทานได้อย่างสบายใจแน่นอน” คุณพันธ์รบกล่าว

บริจาคที่ดินมูลค่ากว่า ‘6 พันล้านบาท’ เพื่อสร้างโรงพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วยฟรี

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับผู้ที่ปิดทองหลังพระอีกคนหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าเขานั้นกลายเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้กระทำความดีในครั้งใหญ่ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีไทยคนหนึ่ง นั่นก็คือ ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ

โดยคุณธานินทร์ ถือเป็นอีกหนึ่งบุตรคนที่ชอบทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทนแต่อย่างใดซึ่งเขานั้นได้ทำความดีครั้งใหญ่โดยการ นำจำนวนที่ดินของตัวเองจำนวน 3 ไร่หรือมีพื้นที่ประมาณ 130 ตรว. ในซอยสุขุมวิท 24 โดยมีมูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อนำไปก่อสร้างให้เป็นโรงพยาบาล ไปรักษาประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยเข้ามารักษาโรงพยาบาลในเรื่องของการ การผ่าตัดตา และ ฟอกไต ฟรี !

และเขานั้นก็ยังเป็นอีกหนึ่งคนที่ถวาย ท่อนไม้จันทน์หอม สร้างพระโกศสมเด็จย่า และสมเด็จพระพี่นางฯ พร้อมเจริญรอยตามในหลวง ไปในปัจจุบันนี้เขาได้มีการเปิดบริษัท ทาสของแผ่นดิน รักษา ต้อกระจกฟรีให้กับคนจน สวยขาวน้ำต้องการตั้งใจสร้างความดีเหล่านี้เพื่อแสดงความจงรักภักดีของตัวเองที่มีแก่ชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ด้วยความตั้งใจของเขาโดยแท้จริง

โดยเขานั้นในปัจจุบันเมื่อมีอายุมากเพิ่งเลิกทำงานทุกอย่างรับเพียงแต่ค่าเช่าจากธุรกิจเพียงเท่านั้นและนำเงินเหล่านั้นส่วนนึงมาทำบุญกันอย่างจริงจังโดยคุณธานินทร์ นั้นเป็นประธานกรรมการบริษัททาสของแผ่นดินจำกัดและต้องการเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างจริงจังเพื่อดำเนินชีวิตในแบบเศรษฐกิจพอเพียง

โดยศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกและต้อเนื้อนั้นเกิดจากลมหายใจครั้งสุดท้ายที่เขาเคยได้ถูกลอบทำร้ายและเกือบเอาชีวิตไม่รอดและต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนเป็นเวลานานถึง 45 วันและต้องทำการผ่าตัดถึงอีก 6 ครั้งซึ่งเท่าที่ยังอยู่ในห้อง ICU ก็ได้ยินเสียงทุกคนพูดตรงกันว่า เขานั้นไม่สามารถอยู่ได้เกินครึ่งชั่วโมงแต่ครึ่งชั่วโมงนั้นก็ทำให้เขานั้นสามารถรอดออกมาได้

และนี่ก็ถือเป็นบุญอย่างหนึ่งที่เขาผ่านพ้นจากเรื่องเลวร้ายเมื่อเขาหายเขาจึงต้องการขอแทนบุญคุณด้วยการตั้งศูนย์ผ่าตัดดังกล่าวนี้ขึ้นมาให้กับผู้ยากไร้ ซึ่งเขาทำแบบนี้นั้นโทรต้องการทำด้วยใจจริงต้องการตอบแทนบุญคุณให้กับฝันดีที่อยู่อาศัยเพราะเขานะไม่ต้องการจะไปกินนอนอย่างเดียวเลยพี่ไม่ทำอะไรให้และอยู่อย่างสุขสบายไม่ช่วยเหลือเกื้อกูลไม่ทำอะไรซึ่งเขาคิดว่านั่นคือการเนรคุณแผ่นดินนั่นเองเพราะนอกจากไม่ช่วยเหลือแล้วยังกอบโกยกินแผ่นดินเขาจึงเข้าใจในความเป็นมนุษย์และต้องการทดแทนบุญคุณแผ่นดินในตามความคิดของตัวเอง

สำหรับศูนย์ผ่าตัดต้อเนื้อในปัจจุบันก็มีผู้ป่วยจำนวน 2 รายได้รับการผ่าตัดต้อกระจกแล้วและสามารถมองเห็นได้โดยใน 3 ปีที่ผ่านมานั้นก็มีผู้ช่วยเหลือเป็นต้อกระจกกลับมามองเห็นได้แล้วจำนวน 6 รายด้วยเช่นกัน ซึ่งเรียกได้ว่านัทเป็นการสร้างบุญกุศลอันข้างใหญ่เลยก็ว่าได้ในจริงๆ

ซึ่งถ้าหากใครสนใจนั้นก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-2622954 / 02-261-8213-7

เวลาทำการตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์เวลา 8:00 นถึง 17:00 น ตั้งอยู่ที่เลขที่ 99/359-360 บริเวณซอยสุขุมวิท 24 ถนนสุขุมวิทแขวงคลองตันเขตคลองเตยกรุงเทพมหานคร 10110

สำหรับเอกสารที่ต้องนำมาให้นำสำเนาบัตรประชาชนและบัตรทองอย่างละ 2 ใบโดยแพทย์จะมีการเข้ามาตรวจคนไข้ใหม่เฉพาะวันพุธและวันศุกร์เท่านั้นซึ่งถ้าหากใครต้องการที่จะเข้าพบต้องกรุณาโทรมาแจ้งล่วงหน้าก่อน

อนุโมทนาบุญ คุณยายเก็บผักหาปลาขาย บริจาคที่ดินมูลค่า 100 ล้าน เพื่อสาธารณประโยชน์

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับอีกหนึ่งผู้ใดบุญซึ่งได้มีการบริจาคที่ดินการเมืองสกลนครเพื่อสร้างห้องสมุดเฉลิมราชกุมารีโดยบุคคลคนนี้นั้นก็คือ คุณยายทองสวรรค์ วงษ์รัตนะ แม่เฒ่าวัย 70 ปี

โดยคุณยายทองสวรรค์นั้นมีการมอบที่ดินให้กับทางราชการเพื่อทำให้ที่ดินผิวนั้นกลายเป็นพื้นที่ที่มีสาธารณประโยชน์จำนวนประมาณ 12 ไร่และเมื่อปี 2556 ได้มีการก่อสร้างศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนหรือการศึกษาตามอัธยาศัย กศน. เกิดขึ้นอีกทั้งยังมีการก่อสร้าง ห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี อ.เมืองสกลนคร และยังมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มีนาคม โดนคุณยายเขาสวรรค์นั้นก็ได้รับเหรียญพระราชทานเหรียญทองที่ระลึกจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีด้วย

โดยคุณยายก็ได้มีการพูดถึงสาเหตุของการบริจาคว่านี่คือความต้องการของตนเองและน้องสาวซึ่งทั้งคู่นะได้มีความเห็นดีที่จะร่วมกันบริษัทพื้นที่ที่ดินแห่งนี้ให้กับราชการเพื่อเป็นการถวายพระราชกุศลให้แก่สมเด็จพระเทพเพื่อที่จะได้นำพื้นที่ดินแห่งนี้ไปสร้างสาธารณประโยชน์ให้ก่อเกิดประโยชน์ได้มากที่สุด

ซึ่งทางคุณยายหลังจากที่ได้ มีการตกลงกับน้องสาวพี่แค่ไม่กี่วันก็ได้มีการตัดสินใจไปเดินเรื่องเพื่อขอแยกโฉนดที่ดินออกจากกันแน่อย่างง่ายๆเพื่อเป็นการบริจาคและในตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดว่าจะบริจาคให้กับหน่วยงานไหนแต่เมื่อทราบว่ามีศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสกลนครกำลังมองหาพื้นที่ที่ก่อสร้างสมุดประชาชนเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพก็เห็นว่าจังหวะนี้ถือเป็นจังหวะที่ดี ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมจึงได้มีการตัดสินใจบริจาคให้มีการก่อสร้าง ศูนย์ กศน.อ.เมืองสกลนคร และก่อสร้างเป็นห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี

โดยในปัจจุบันนี้ คุณยายทองสวรรค์ ได้อาศัยอยู่ที่บ้านชั้นเดียวที่อยู่ติดกับห้องสมุดประชาชนโดยอาศัยอยู่กับน้องสาวเพียงแค่ 2 คนทางด้านสุขภาพก็ยังมีร่างกายที่แข็งแรงและยังไม่มีโรคประจำตัวและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและมีการปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเองและบางส่วนก็จะนำไปจ่ายให้กับชาวบ้านหรือนำไปขายซึ่งสามารถสร้างรายได้วันละ 50-100 บาท ส่วนการดูแลพวกนั้นบอกเลยว่าไม่ลำบากเพราะมีพี่น้องคอยดูแลอยู่เสมอ

และนอกจากการบริจาคที่ดินแล้วคุณยายทองสวัสนั้นก็ยังคอยทำบุญช่วยเหลือผู้อื่นเสมอด้วยก่อนหน้านี้ทางคุณยายก็ยังเคยมีการบริจาครถเสริมให้กับโรงพยาบาลและมีการบริจาคเงินทำบุญบำรุงพระพุทธศาสนาและสอนลูกหลานของตัวเองให้ดำเนินชีวิตตามความพอเพียงและมีการรู้จักการสร้างและการให้เกิดประโยชน์แก่แผ่นดินเกิดของตัวเอง …

ความคิดสร้างสรรค์ ‘เปลี่ยนถังน้ำมันเก่า’ เพิ่มมูลค่า รายได้เดือนละแสน

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชนกับอีกหนึ่งไอเดียที่สามารถสร้างสรรค์สร้างอาชีพได้โดยการนำถังน้ำมันมาผสมผสานกับงานไม้มาให้เกิดกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ ที่มีเอกลักษณ์สีสันสวยงามโดยผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานจาก นายภูมิพัฒน์ แก้วตา อายุ 36ปี หรือ “บอมแบม” นั่นเอง

ซึ่งผลงานของคณะสามารถสร้างมูลค่าให้กับชิ้นงานออกมาโดนใจกับลูกค้าได้อย่างมากมายและกลับกลายเป็นธุรกิจครอบครัวเพื่อเลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดีโดยพบว่าบ้านของเขานั้นอยู่ในจังหวัดกาฬสินธุ์นี้ได้กลายเป็นโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กที่อยู่ในบริเวณถนนมุกดาหาร -สมเด็จ เลยเทศบาลตำบลกุดหว้า

โดยการทำเฟอร์นิเจอร์นั้นเริ่มต้นจากที่บ้านของคุณบอมแบมนั้นมีส่วนอยู่แล้วบริเวณท้ายหมู่บ้านและบ่อยครั้งก็จะมีเพื่อนๆมาแวะเยี่ยมเป็นประจำแต่ด้วยความที่ที่บ้านไม่มีเก้าอี้เพียงพอให้เพื่อนได้มานั่งจึงต้องนำถังพลาสติกมาเป็นเก้าอี้แทนจึงได้เกิดแนวความคิดที่จะทำเก้าอี้ด้วยไอเดียใหม่ โดยการนำถังน้ำมันมาทำเก้าอี้ดูซึ่งใช้ในการดัดแปลงโดยจะมีการใช้ถังน้ำมันและถังน้ำยาที่ทำจากการเกษตรจากที่มีอยู่ในบ้านมาลองทำและศึกษาหาข้อมูลจากโซเชียลมีเดียต่างๆเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการทดลองจนกระทั่งเกิดความชำนาญในการทำ

ซึ่งในตอนแรกมันก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะออกมาผลิตขายแต่อย่างใดแต่ด้วยความที่เพื่อนๆญาติๆมานั่งก็มีคำเรียกร้องว่าให้ลองผลิตบ้างจึงตัดสินใจลองโพสขายในอินเตอร์เน็ตดูในครั้งแรกปี 2561 ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจึงหาแนวทางในการทำธุรกิจอย่างจริงจังจึงได้ตั้งชื่อแบรนด์ว่า บอมแบมโต๊ะเก้าอี้ถังน้ำมัน เจ้าใหญ่แห่งแดนอีสาน ซึ่งผลปรากฏว่าก็ได้รับผลตอบรับเป็นจำนวนมากและมีความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปัจจุบันนี้มีการสั่งซื้อยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ 80,000 – 90,000 บาท ซึ่งบางเรือนั้นยอดขายถึง 120,000 บาท เลยก็มีและในปัจจุบันนี้ก็ได้ชวนภรรยาลาออกจากพนักงานประจำมาช่วยกันทำอีกด้วย

โดยจุดขายของคุณบอมแบบนั้นคือจะมีความโดดเด่นอีกทั้งยังมีการใช้สีสันที่แปลกตาโดยลูกค้านั้นสามารถเลือกได้ทุกเฉดสีตามที่ใจตัวเองชอบจึงทำให้เกิดลวดลายความโมเดิร์นและถูกชะตากับความต้องการของลูกค้าและในขนาดนี้เขาก็ได้มีการนำโช๊ครถมอเตอร์ไซค์รุ่นเก่าที่มีรูปร่างคล้ายกับขายสปริงมาทำเป็นขาโต๊ะเพื่อเพิ่มความแข็งแรงในการรับน้ำหนักได้ถึง 100-200 กิโลกรัม เจอเรื่องของสีสันนั้นก็มีการผสมเทียมสีเองบ้างบางสีและเลือกใช้สีที่มีคุณภาพโดยเป็นสีที่ใช้สำหรับพ่นรถยนต์โดยเฉพาะซึ่งมีความทนทานต่อการขูดขีดและหากรักษาดูแลก็จะอยู่ได้นานแม้จะโดนแดดโดนฝนก็ตาม

โดยนอกจากการทำเฟอร์นิเจอร์เก้าอี้ที่สุดโดดเด่นนี้แล้วก็ยังมีการทำตู้โชว์เก็บของเคาน์เตอร์กาแฟ อ่างล้างมือ นาฬิกา หรือการนำฝาถึงน้ำมันมาเพ้นต์เป็นลวดลายในแบบต่างๆ สำหรับนำไปตกแต่งบ้านหรือร้านค้าซึ่งในปัจจุบันนี้คุณบอมแบมนั้นก็จะพยายามที่พัฒนาสินค้าต่างๆออกมาอย่างมากมายเสมอเพื่อตอบสนองกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเป็นผู้ประกอบร้านขายเครื่องดื่มราคากาแฟต่างๆโดยราคาเริ่มต้นนั้นจะอยู่ที่ตั้งแต่ 3,500 ถึงหลักหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับการผลิตขนาดต่างๆที่ลูกค้าสนใจและสำหรับใครที่สนใจนั้นก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่เบอร์โทร 093-219-0019, 082-520-7609 หรือ LINE ID 0932190019 นอกจากนี้ก็สามารถเข้าเพจ Facebook ที่มีชื่อว่า บอมแบมโต๊ะเก้าอี้ถังน้ำมัน บริการจัดส่งทั่วประเทศ กันไดเเลย

ครูใช้เวลาว่างหลังเกษียณ เลี้ยงตุ๊กแกขาย ต่างชาติขอซื้อตัวละล้านบาท

ถ้าหากพูดถึงตุ๊กแกแน่ นอนหลายคนอาจจะร้องยี๋ หรือวิ่งหนีกันอย่างแน่นอน แต่ใครจะไปรู้ไหมว่าตุ๊กแกนั้นก็สามารถสร้างรายได้ได้โดยไม่มีอดีตข้าราชการคนหนึ่งซึ่งก็คือ ปูแดงอายุวัย 6-12 ปีอาศัยอยู่ที่บ้านดอนเชียงบานอำเภอเมืองจังหวัดสกลนครโดยครูคนนี้นั้นมีอาชีพหลังเกษียณจากการใช้เวลาว่างของตัวเองด้วยการเลี้ยงตุ๊กแกขาย

โดยจุดเริ่มต้นนั้นเริ่มที่ในช่วงเกษียณนั้นได้มีการพูดคุยกับเพื่อนครูหลายๆคนและมีหลายคนนั้นแนะนำมาปลูกกัญชาเพื่อสร้างรายได้แต่ในตอนนั้นมองว่าการใช้เป็นสิ่งผิดกฎหมายจึงยังไม่สนใจที่จะทำและได้ลองตรวจค้นไปเรื่อยๆก็พบว่ามีสินค้าอย่างหนึ่งที่ขายดีนะก็คือตุ๊กแก

เพราะในบริเวณใกล้ๆบ้านของเขามีการรับซื้อตุ๊กแก เกิดขึ้นจึงทำให้ครูแดงเกิดความคิดที่จะเรียนตุ๊กแกมาเพราะว่าตุ๊กแกตัวหนึ่งนั้นมีราคาสูงถึงตัวละ 50-60 บาทอีกทั้งยังเป็นสถานที่เลี้ยงง่ายเพียงแค่มีแมลงให้กินก็สามารถเลี้ยงได้ง่ายอีกทั้งยังสามารถช่วยกินแมลงไล่หนูในบ้านอีกด้วยจึงหาว่าลองเลี้ยงดูแล้วมีการให้อาหารกลัวที่ให้มันโตเร็วกว่าตุ๊กตาบ้านตามป่าที่คนไม่สนใจ

โดยหลังจากที่ได้ลองเลี้ยงมาในปัจจุบันนั้นก็มีตุ๊กแกพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์เลี้ยงไว้ประมาณ 30 กว่าตัวและมีตัวยาที่สุดอยู่ที่ประมาณ 14.5 นิ้วโดยจะมีพ่อค้าจากต่างประเทศเข้ามาติดต่อซื้อถ้าหากมีตุ๊กแกที่เกิน 17 นิ้วขึ้นไปจะสามารถขายได้ในราคาหลักล้านบาทและพร้อมจ่ายเงินในทันทีโดยจะมีพ่อค้าทิ้งเบอร์ไว้เมื่อพร้อมก็จะบินมารับซื้อตุ๊กแกตัวนี้ทันที

‘ต้นผงชูรส’ ผักพื้นบ้านมากคุณค่า ที่น่าปลูก ช่วยลดคอเลสเตอรอล ล้างพิษในตับ

ในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมารู้จักกับผักอีกชนิดหนึ่งการซึ่งอแน่นอนว่าใครหลายคน อาจจะไม่คุ้นหูกันดีกับผักที่มีชื่อว่า ผักไชยา หรือมีที่ชื่อเรียกกันว่า ต้นชายา ,ต้นมะละกอกินใบ ,ต้นคะน้าเม็กซิกัน, ต้นผงชูรส เป็นต้น โดยผักชนิดนี้เป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่ถูกนิยมนำมาปรุงเป็นอาหารในประเทศเม็กซิโก กัวเตมาลา และประเทศแถบอเมริกากลาง ซึ่งเป็นผักที่มีรสชาติไม่ขมและไม่เหม็นเขียวอีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆมากมาย

ต้นไชยานัดอุดมไปด้วยทั้ง ปรตีน วิตามิน แคลเซียม โพแทสเซียม เหล็ก และยังอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งบอกเลยว่ามีคุณค่าทางโภชนาการอาหารมากกว่าผักโขมถึง 2 เท่าและยังมีแคลเซียมถึง 421 mg หรือว่าสูงเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผักชนิดนี้ ถูกนิยมในหมู่คนที่กินมังสวิรัติเป็นอย่างมากเพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง

โดยผักชนิดนี้นั้นได้ถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าต้นผงชูรสเพราะเมื่อนำมาตากแห้งป่นและใส่ผงนัวก็สามารถใช้แทนชูรสได้อีกทั้งนำไปใส่ผสมกับอาหารชนิดใดก็จะทำให้รสชาติของอาหารชนิดนั้นมีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้นโดยที่แทบจะไม่ต้องใส่ผงชูรสเลยก็ว่าได้จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเป็นอย่างมากและช่วยในเรื่องของทำให้ปริมาณโซเดียมในร่างกายลดลงอีกด้วย

โดยต้นไชยานี้เป็นผักที่นำเข้ามาในไทยไม่เกิน 10 ปีจึงทำให้ไม่มีคนรู้จักเป็นกันมากนักแต่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเขาจะเรียกกันว่าคะน้าเม็กซิกันซึ่งจะนิยมไปทำแทนคะน้าผักคะน้าต่างๆเช่น ผัดราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ผัดน้ำมันหอยได้ด้วย โดยจะขายกันที่ต้นละ 100 บาทเป็นขนาดกระถางขนาดเล็ก ถ้าเอากิ่งเปล่าๆ ก็จะขายที่ 1 เมตรต่อ 100 บาท

สำหรับการปลูกต้นไชยานั้นสามารถปลูกได้ด้วยการปักชำโดยการตัดกิ่งที่เริ่มเป็นสีเขียวเข้มออกมาปักชำโดยตัดความยาวประมาณ 1 คืบและนำมาปักในกระถางต้นไม้ขนาดประมาณ 5-6 นิ้วจากนั้นใส่ดินพร้อมปลูกวางไว้ในที่รำไรไม่นานต้นไชยาจะทำการแตกกิ่งออกมาและเจริญเติบโตเมื่อมันเติบโตก็นำลงไปปลูกในดิน

โดยในปัจจุบันนั้นก็มีฉากเกษตรเอามาขายในราคากระถางละ 20-30 บาทอีกทั้งต้นนี้นั้นยังสามารถขยายพันธุ์ได้เร็วและเจริญเติบโตได้ข้างๆเร็วเป็นอย่างมากอีกทั้งดูแลรักษาง่ายไม่เป็นโรคง่ายไม่มีแมลงรบกวนและชอบดินโปร่งที่ระบายน้ำได้ดีขอเพียงอย่างเดียวอย่าให้มีน้ำท่วมขังนานเกินไปและชอบแดดรำไรจึงเรียกได้ว่าต้นไชยานั้นถือเป็นผักที่ปลูกง่ายไม่ต้องพึ่งปุ๋ยแต่แค่มูลสัตว์ปลุกครั้งเดียวก็สามารถกินได้ตลอดชีวิต

จึงเรียกได้ว่าผักไชยานั้นถือเป็นผักที่เหมาะสำหรับคนพื้นเมืองเป็นอย่างมากเพราะเจริญเติบโตได้ง่ายและไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลมากมายสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัดแต่ต้องมาติดยอดอยู่เรื่อยๆเพราะใช้ยาจะแตกออกมาตลอดน้ำตาไม่มีศัตรูพืชมารบกวนอีกด้วยจึงเหมาะสำหรับการนำมาทำเป็นอาหารเป็นอย่างมาก

สำหรับคุณประโยชน์ของวันนั้นบอกเลยว่ามีมากเพราะทางสถาบันพัฒนาแห่งเม็กซิกันก็ได้มีการพูดถึงว่าผักไชยานั้นสามารถช่วยในเรื่องใดได้หลายๆเรื่องทั้งในเรื่องของการหมุนเวียนโลหิต ช่วยย่อยอาหาร ช่วยในเรื่องของการมองเห็น บรรเทาอาการริดสีดวง ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันอาการแก้ไอต่างๆนานาบอกเลยว่าคุณประโยชน์และมีดีอย่างมาก

สรรพคุณ

+มีสารต้านอนุมูลอิสระ

+ช่วยในการหมุนเวียนโลหิต

+ช่วยย่อยอาหาร

+ช่วยในการมองเห็น

+บำรุงสายตา

+รักกษาโรคหอบหืด

+ช่วยลดคอเลสเตอรอล

+ช่วยบรรเทาริดสีดวงทวาร

+ช่วยลดน้ำหนัก

+ป้องกันอาการไอ

+ล้างพิษในตับ

+ป้องกันอาการปวดหัว

+เพิ่มแคลเซียมให้กระดูก

+รักษาโรคกระดูกพรุน

+ลดการสะสมและลดการติดเชื้อในปอด

+ป้องกันโลหิตจางโดยเพิ่มธาตุเหล็กให้กับเลือด

+ควบคุมระดับน้ำตาลให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

+ช่วยบรรเทาโรคไขข้ออักเสบ

+ปรับสมดุลของระบบการเผาผลาญ

+ลดการอักเสบในเส้นเลือด

+ช่วยฆ่าเชื้อในปอด

+บำรุงสมองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้จึงสรุปได้ว่าผักไชยาหรือคะน้าเม็กซิกันนั้นไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยแต่เริ่มนำมาปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยเพราะเป็นผักที่มีรสชาติและคุณค่าทางอาหารที่ดีและถือเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่รักสุขภาพเป็นอย่างมากแต่ถ้าหากรับประทานในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจจะเกิดการสะสมของพิษยาในได้จนทำให้เกิดอาการอันตรายต่อร่างกายฉะนั้นทางที่ดีควรนำมาปรุงสุดเพื่อรับประทานเพื่อความปลอดภัยของทุกครั้ง

ชวนทำ ‘น้ำพริกปลากระป๋อง’ เมนูง่าย ๆ อร่อยได้ทั้งบ้าน

ปลากระป๋องนั้นถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่สามารถนำมาทำเมนูได้อย่างหลากหลายอีกทั้งยังสามารถทานได้ในทันทีซึ่งแน่นอนว่าในใครหลายๆคนนั้นน่าจะชอบทานปลากระป๋องมากแค่ไหนแต่ถ้าทานแบบธรรมดาก็อาจจะเกินเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนนั้นมาลองแปลงปลากระป๋องแบบธรรมดาธรรมดามาทำเป็นน้ำพริกปลากระป๋องไว้กินกันบอกเลยว่าขั้นตอนนั้นไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด

วัตถุดิบ

+ปลากระป๋อง 2 กระป๋อง

+หอมแดง 20 หัว

+กระเทียมจีน 20 หัว

+พริกแดงจินดา 20 เม็ด

+มะนาว

+น้ำปลา

ขั้นตอนในการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ตั้งกระทะด้วยไฟอ่อนๆและนำหอมแดงกับกระเทียมพริกคั่วในกระทะให้มีกลิ่นหอมและนิ่ม

ขั้นตอนที่ 2 เอาหอมแดงกระเทียมพริกพริกคั่วไว้แล้วไปตำให้ละเอียด

ขั้นตอนที่ 3 เอาปลากระป๋องใส่ลงไปโดยเอาเฉพาะแค่ตัวปลาเท่านั้นจากนั้นก็ตำให้ละเอียด

ขั้นตอนที่ 4 เสร็จแล้วทำการตั้งกับกระทะไฟอ่อนเทน้ำมันลงไปและเอาสิ่งที่ตำไปเมื่อครู่ลงไปผัดให้หอมและแห้ง

ขั้นตอนที่ 5 เติมน้ำปลากระป๋องที่เหลือลงไปประมาณซัก 2 ช้อนโต๊ะและคั่วแห้ง

ขั้นตอนที่ 6 ใส่น้ำปลาลงไปประมาณ 1 ช้อนคั่วให้แห้ง

ขั้นตอนที่ 7 ใส่มะนาวลงไปอีก 1 ช้อนครึ่งทำการคั่วให้แห้งอีกเล็กน้อยเป็นอันเสร็จ

ชมคลิป

ขอบารมี สมเด็จพระเจ้าตากฯ พร้อมวิธีบูชา ให้การเงินรุ่งเรือง หมดหนี้หมดสิน

หากพูดถึงเรื่องของการบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเพื่อให้หลุดภาระหนี้สินซึ่งแน่นอนว่าจะมีคนส่วนใหญ่นั้นไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเพื่อให้พ้นจากภาระหนี้สินต่างๆที่ได้ก่อขึ้นเอาไว้โดยเฉพาะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชวงเวียนใหญ่ซึ่งที่นั่นมันก็มีคนไปบนบานเพราะเชื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือในเรื่องของหนี้สินได้เป็นอย่างดี

โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่กอบกู้เอกราชจากประเทศพม่าได้เป็นที่สำเร็จดังใจที่ได้มีการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พระองค์นั้นไม่เพียงแต่ได้รับการเทิดทูนอย่างต่อเนื่องจากประชาชนชาวไทยแต่ในฐานะมหากษัตริย์นักรบเครื่องนั้นพระองค์จึงเป็นที่พึ่งทางจิตใจของคนโดยทั่วไปเพราะคนทั่วไปนั้นมีความเชื่อว่าบุญบารมีของพระองค์นั้นจะช่วยให้ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในเรื่องของการค้าขายการเรียนการงานและหนี้สินจากการค้าขายต่างๆ

ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่มีคนเข้ามาบนบานหรือขอให้หลุดพ้นจากภาระหนี้สินจะท่านเป็นอย่างมากและจะได้รับความนิยมมากที่สุดก็ช่วงฟองสบู่แตกเมื่อปี 2540 โดยช่วงนั้นคนในประเทศส่วนใหญ่เกิดภาวะเป็นหนี้สินมากที่สุดโดยสิ่งที่พวกเขาต้องไปพึ่งพาเพื่อให้พาชีวิตของตัวเองอยู่รอดได้ก็คือการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นเองและท่านก็ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีคนเข้ามาบนบานเต็มเป็นจำนวนมาก

และนอกจากนี้ผู้ที่เข้าไปบนบานนั้นก็ยังสามารถให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องของการค้าขายการเรียนและการงานอีกด้วยสำหรับวิธีการบนบานนั้นจำเป็นจะต้องมีการเตรียมของดังนี้

+ธูป 16 ดอก

+มาลัยดาวเรือง

+ มาลัยมะลิ

สิ่งที่สำเร็จแล้วจะต้องแก้บนตามคำบนที่เคยขอกล่าวไว้หรือจะนำอาหารคาวหวานมาถวายท่านก็ได้

รายการถวายเครื่องสักการะบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโดยสิ่งที่ท่านโปรดนั้นที่สุดก็คือดังนี้…

+ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ต่อศาสนาชาติและพระมหากษัตริย์รวมถึงราชบัลลังก์ตลอดผู้ที่เป็นนักรบรั้วของชาติ

+พระกระยาหารเป็นแบบไทยๆอาหารเดินทัพทั้งหลายเช่นเครื่องของแห้งต่างๆ ข้าวต้มผัดและไข่ต้ม

+ผลไม้ไทยและจีน หน้าที่ของเครื่องเครื่องเซ่นไหว้แบบจีนจัดเต็มเช่น เป็ด ไก่ หัวหมูบายศรี และซาแซ และอื่นๆ

+น้ำเปล่า น้ำผลไม้ และน้ำหวาน ยกเว้น น้ำจัณฑ์

+ทรงโปรดดอกไม้สีแดง อันเป็นสีแห่งวันพระราชสมภพของพระองค์

+ภวายแก้บนโปรดดาบไทย ครั้งละ 2 เล่ม และปืนใหญ่จำลอง

+โปรดเสียงประทัด และเสียงปืน

โดยวิธีการขอ บนบานนั้นมีดังนี้..ต้องจุดธูป 16 ดอก กลางแจ้ง แล้วกราบขอพระราชทานพระบารมี ตามที่ต้องการ

คำบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

(นะโม 3 จบ)

อาราธนาดวงพระวิญญาณ โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาสสันติ

ถวายเครื่องสักการะ

โอม สิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง

ระคาถาให้โชคลาภ (นะโม 3 จบ)นะชาลิติ มะหาลาโภ ลาโภ มหาโชค มหาลาภ

ผู้ปิดทองหลังพระ! ‘คุณตาคุณยาย’ บริจาคเงิน-ที่ดิน 200 ล้านเพื่อสร้างโรงพยาบาล

ทุกคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของจิตอาสาผู้ใจดี 2 ตายายซึ่งเรียกว่า 2 ท่านนี้นั้นเป็นผู้ปิดทองหลังพระและก็ว่าได้เพราะท่านนั้นได้บริจาคเงินและที่ดินมูลค่าเกือบ 200 ล้านบาทและใช้ชีวิตแบบพอเพียงด้วยการเก็บผ่าตัดกล้วยขายจนกระทั่งคนต่างกันได้เสียชีวิตลงแต่ด้วยคุณงามความดีที่ได้ทำไว้ก็ยังคงปรากฏและสามารถช่วยเหลือผู้คนได้อย่างมากมายทีเดียว

โดยตายายทั้งสองท่านนี้นั่นก็คือ คุณตาสวิง และคุณยายชม้อย ทองคำ เป็น 2 สามีภรรยาที่สามารถใช้ชีวิตแบบพอเพียงและอยู่อาศัยภายใต้บ้านหลังไม้หลังเล็กๆโดยมีการบริจาคเงินและที่ดินนับร้อยล้านบาทร่วมสร้างโรงพยาบาลปากเกร็ดแห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ในตำบลคลองช่วย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยการบริจาคในครั้งนี้ตายายนะฉันไม่ต้องการประกาศให้ใครรู้และยังมีการบริจาคเงินสดอีกจำนวน 3 ล้านบาทเพื่อสมทบทุนซื้อเครื่องมือทางการแพทย์

ซึ่งเมื่อเข้าไปในบ้านไม้หลังเล็กๆที่ตายายอยู่อาศัยนั้นบริเวณในบ้านก็จะมีการติดพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไว้ตลอดเต็มบ้านเพื่อเป็นสัญญาณเตือนใจในการใช้ชีวิตแบบพอเพียง และในถังนี้ตายายทั้งคู่นั้นก็ยังใช้ชีวิตแบบแสนเรียบง่ายแม้แต่เป็นผู้บริจาคเงินจำนวนมากให้แก่โรงพยาบาลแต่ด้วยความที่ไม่มีรูปร่างนั้นก็ใช้ชีวิตกันอยู่สองตายายและมีการปลูกผักผลไม้ไว้รับประทานเองและนำไปขายในราคาถูกช่วยเหลือให้คนจนในบริเวณรอบข้างนั้นได้มีของกิน

โดยในตอนนั้นตาสวิง ได้ป่วยและต้องฟอกไตทุกสัปดาห์โดยก็จะมีทางโรงพยาบาลคอยดูแลเสมือนญาติผู้ใหญ่ซึ่งให้สิทธิ์รักษาฟรีตลอดชีวิตอีกครั้งทางโรงพยาบาลได้นำชื่อ ชม้อย-สวิง ทองคำ ซึ่งเป็นชื่อของตายายทั้งสองมาเป็นชื่อของห้องประชุมใหญ่เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้ทำเอาไว้

โดยคุณงามความดีที่ตายายทั้งสองได้สร้างไว้นั้นมีดังนี้

+ถวายเงินแด่สมเด็จพระเทพ ฯ จำนวน 600,000 บาท

+ถวายที่ดินมูลค่ากว่าร้อยล้าน เพื่อสร้างโรงพยาบาลปากเกร็ด

+บริจาคเงินสมทบสร้างอาคาร 3,000,000 บาท

+ตั้งกองทุนเพื่อเก็บผลประโยชน์ 5,000,000 บาท

และเลือกคนงานอันดีที่ตา ยาย ทั้งสองท่านได้มีการทำเอาไว้ เมื่อคุณตาเสียลงก็มีผู้ที่เคารพนับถือตายายทั้งสองเข้ามาร่วมพิธีศพกันอย่างมากมายอีกทั้งคุณยายไม่รับเงินช่วยแต่ยังแจกเงินเพื่อเป็นทานบารมีให้แก่ผู้ที่มาร่วมงานทุกคนอีกด้วย

พัดลมไม่หมุน หมุนช้า หมุนเบาไม่มีแรง ซ่อมได้เอง ไม่ต้องพึ่งช่าง

ซึ่งแน่นอนว่าในชนแล้วหรอที่ผ่านมานั้นก็ทำให้มีคนต่างใช้พัดลมกันอย่างเต็มที่เพราะเข้าสู่หน้าฝนก็ต้องพบเจอกับอากาศอบอ้าวที่บางครั้งจำเป็นจะต้องเปิดพัดลมทั้งวันเพื่อระบายความร้อนออกไปแต่ในบางครั้งเมื่อพัดลมทำงานมากๆ อาจจะทำให้ พบเจอกับอาการใบหมุนช้าและเวลาไปซ่อมให้ช่างก็ราคาแพง

จะบอกเลยว่าถ้าหากใครมีอาการเหล่านี้ก็สามารถซ่อมได้ด้วยตัวเองใช้งบประมาณเพียงแค่ 20 บาทเท่านั้นโดยมีคุณ Control.A สมาชิกเว็บไซต์ pantip ท่านหนึ่งได้มีการออกมาเผยแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กับทุกคนฟังซึ่งจะทำอย่างไรบ้างนั้นลองดูกันเลย

โดยจุดเริ่มนต้นที่ทำให้คูณ Control.A ได้มีการเผยแพร์เรื่องราวนี้นั้นเป็นเพราะว่าพัดลมบ้านมีอาการหมุนช้า ลง ซึ่งเป็นพัดลมตั้งโต๊ะ ที่ ซื้อมา 4 ปีแล้ว โดยอาการกดไปเบอร์ 3 แล้วยังหมุนเหมือนเบอร์ 1 และได้ลองตรวจสอบอาการพบว่า เกิดจากตัว Capacitor ที่ทำงานร่วมกับ Motor ของพัดลมครับ Capacitor หรือที่เรียกว่าตัว C หรือบางคนเรียกตัว CAP

โดยอาการพักลมหุนเกิดจาก 2 สาเหตุคือ Motor เสีย และตัว Capacitor โดยโอการเสียส่วนใหญ่เป็นที่ Capacitor มากกว่า

โดยตัวCAP นั้นสามารถซื้อได้ตามอาไหล่ร้านซ่อมพัดลมโดยเจ้าของกระทู้หาซื้อที่ร้านนอมร ที่บ้านหม้อในราคา 10-20 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาถูกมากกก ถ้าหากไปให้ช่างซ่อม เป็น 100 แน่นอน! โดย่ก่อนซื้ออย่าลืมถอดตัวอย่างไปให้ร้านดูด้วยนะ

โดยเครื่องมือที่ต้องใช่ในการซ่อม

1. ไขควงแฉก

2. คีมตัด

3. หัวแร้ง4. ตะกั่วบัดกลี

5. ตัว CAP

ขั้นตอนที่ 1 ให้ทำการเปิดตัว CAP โดยตัวCAPจะอยู่ใกล้กลับ Motor โดยจะมีน๊อต 2 ตัว อยู่ข้างหลังให้ถอดน๊อตตัวบนและตามด้วยตัวท้ายตาม

ขั้นตอนที่ 2 ขันน๊อตตัดสายCAP ออกมา โดยเจ้าของเอาออกมาวัดค่าให้ดู “ ค่าที่ได้ของตัวนี้คือ 0.444 uF ซึ่งค่าปกติจะเป็น 1.5 uF เสียแน่นอน ซึ่งถ้าค่าน้อยกว่านี้อาจจะทำให้พัดลมไม่หมุนเลยก็ได้ ” เจ้าของกระทู้กล้่าวไว้

ขั้นตอนที่ 3 ปอกสายไฟตรงปลายเพื่อบัดกลีโดยขั้นตอนนี้จะต้องไม่ทำให้ส่วนอื่นๆเสียนะ พราะขดลวด motor จะเล็กมากๆ

ขั้นตอนที่ 4 พันสายไฟพันเข้ากันให้แน่นหนาจากนั้นต้องพันด้วยเทปพันสายไฟอีกครั้งจำเป็นมากเพราะงั้นไฟอาจช็อตได้

ขั้นตอนที่ 5 จัดเก็บตำแหน่งและขันน็อตยึดตัว CAP ให้แน่น

เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยโดยใช้งบเพัยงแค่ 20 บาทกับฝืมือในการทำเท่านั้น ถ้าหากให้ช่างทำ รับรองเสียไม่ต่ำหว่า 100-150 บาทเลยทีเดียวนะ แต่ต้องตรวจสอบด้วยว่าเสียที่ไหนเพราะถ้าหากเสียที่ มอเตอร์ค่าซ่อมก็จะบานขึนไปอีกและนี้ก็คืออีก 1 วิธีที่เรานำมาฝากในวันนี้

กระเจี๊ยบเขียว ลดคอเลสเตอรอล ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในปัจจุบันนั้นประเทศไทยมีผู้คนที่ปวยเป็นมะเร็งกันอย่างมากมาย ซึ่งมะเร็งนั้นแม้จะเป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในร่างกายของเราทุกคนแต่มันก็ถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมที่เราพบในทุกวัน โดยเฉพาะอาหารการกิน ซึ่งไม่แปลกที่ในปัจจุบันจะมีผู้ที่ชอบมีอาการ ท้องผูกได้ และเกิดขึ้นใน ทุกเพศทุกวัย โดยหากเป็นไปนานๆอาจจะมีโรคตามมาได้ เช่น ลำไส้อักเสบหรือริดสีดวงทวาร เป็นต้น

ซึ่งหลายคนก็ต่างหาวิธีในการรักษาโดยอาจจะใช้ยาในแผนปัจจุบันต่างๆและบอกด้วยว่าบางทีพืชผักผลไม้ที่อยู่ในบ้านเรานั้นก็สามารถช่วยรักษาได้อย่างเช่น กระเจี๊ยบเขียวพืชผักแบบไทยๆก็สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เช่นกัน

ด้วยกระเจี๊ยบเขียวนั้นจะมีลักษณะเป็นฝักสีเขียวมีปลายของเล็กน้อยมีสารเป็นตามยาว 5 เหลี่ยมและมีขนปกคลุมอ่อนๆทั่วฝากโดยผู้คนนั้นนิยมนำมาทำเป็นอาหารและนำมาต้มกินกับน้ำพริกสามารถรับประทานได้ง่ายรสชาติอ่อนกินแล้วถ่ายคล่อง

เพราะความลื่นของกระเจี๊ยบ จึงทำให้สามารถช่วยในเรื่องการถ่ายได้เป็นอย่างดีเพราะเมื่อคืนไปแล้วมันก็จะไปถึงลำไส้ใหญ่และปะปนไปกับอุจจาระจึงทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและทางออกมาได้ง่าย

นอกจากนี้กระเจี๊ยบเขียวยังมีสรรพคุณอีกมากมาย ดังนี้

-ระบายท้องบรรเทาอาการท้องผูก

-ควบคุมน้ำตาลในเลือด เพราะมีเส้นใยที่ช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่จึงเหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวาน

-ลดไขมันและคอเลสเตอรอล

-กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เพราะเส้นใยและเมือกในฝักช่วยจับสารพิษกับน้ำดีในลำไส้และขับออกมาทางอุจจาระ

-รักษาโรคกระเพาะอาหาร เพราะเมือกของกระเจียบจะเข้าไปเคลือบกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะไม่เกิดการระคายเคือง

-ช่วยในการทำงานของระบบดูดซีมสารอาหาร

-สนับสนุนการขยายพันธุ์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์

-ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงเพราะมีโฟเลตสูง

-บำรุงสมอง

-แก้อาการหวัด

-ป้องกันอาการหลอดเลือดตีบตัน

-แก้โรคปากนกกระจอก

-ป้องกันมะเร้งลำไส้ได้

และนี่ก็คือข้อดีของกระเจี๊ยบเขียวที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งบอกเลยว่าผักพื้นบ้านประเทศไทยนั้นก็มีคุณประโยชน์มากมายที่ใครหลายคนนั้นควรที่จะหันมากินกัน

อัลมอนด์อีสาน ‘เม็ดกระบก’ สรรพคุณชั้นยอด บำรุงหัวใจ ป้องกันมะเร็ง ป้องกันความจำเสื่อม

วันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมารู้จักกับอัลมอนด์อีสานอีสานกัน เชื่อว่าอัลมอนด์อีสาน ชาวอีสานหลายคนจะต้องรู้จักกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็คือ เม็ดกระบก นั่นเองโดยเมล็ดนี้ถือเป็นอาหารที่มีสรรพคุณชั้นยอดและเริ่มหากินได้ยากโดยเด็กรุ่นใหม่สมัยนี้อาจจะไม่ค่อยรู้จักหรือสัมผัสรสชาติกันมาก่อน

ลักษณะของกระบก

+ต้นของกระบกนั้นเป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ ยอดเป็นพุ่มแน่นทึบ เปลือกต้นมีสีเทาอ่อนปนสีน้ำตาล ลักษณะของเปลือกข้างๆเรียบและสามารถเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดินและในที่การแจ้งมีความต้องการน้ำโดยนัยความชื้นปานกลาง

+ใบของกระบกนั้น มีลักษณะความกว้างประมาณ 2-9 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร มีใบเรียว ไปทางปลายใบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 8-14 คู่

+ดอกของกระบก ดอกไม้สีเขียว มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบกลีบดอก 5 กลีบ จะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

+ผลกระบก เป็นรูปกลมรี คล้ายกับผลมะม่วงขนาดเล็ก เป็นสีเขียวเมื่อแก่จะเป็นสีเหลือง มีเมล็ดและมีเนื้อหุ้มเมล็ดเละ ๆ เหมือนมะม่วง ในผลกระบกมีเมล็ด

+เมล็ดกระบก เป็นเมล็ดเดี่ยว มีเปลือกแข็ง มีเนื้อสีขาวในเมล็ดลักษณะเป็นเหมือนเนื้อแป้งและมีน้ำมัน

สรรพคุณชองต้นกระบก…

+ช่วยบำรุงสมอง

+บำรุงหัวใจ

+รักษาริดสีดวงจมูก

+บรรเทาอาการหอบหืด

+ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

+ทำให้เจริญอาหาร

+เป็นยาระบาย

+ฆ่าพยาธิในท้อง ขับพยาธิ

+บำรุงไต

+ก้อาการคันตามผิวหนัง

+บำรุงเส้นเอ็น แก้เส้นเอ็นพิการ

+บำรุงไขข้อกระดูก แก้ข้อ

วิธีทาน

ให้นำเม็ดกระบกมาตากแห้ง หรืออบไล่ความชื้น จากนั้นนำไปคั่วด้วยไฟอ่อนๆ จนเม็ดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง โรยเกลือเก็บไว้ในขวดโหล ทานวันละ 20 เม็ด

เปิดเรื่องราว ‘แพทย์หญิง’ รอง ผอ.รพ กับ ‘แท็กซี่จิตอาสา’ เพราะความดีถึงเอาชนะใจได้

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นเธอรู้จักกับชีวิตรักของแท็กซี่จิตอาสาอย่าง คุณสุวรรณฉัตร พรหมชาติ ซึ่งเรียกว่า คุณสุวรรณฉัตรถือเป็นฮีโร่ของผู้ป่วยและคนพิการ โดยคุณสุวรรณฉัตรนั้นก็ได้พบชีวิตรักกับภรรยาคู่บุญ พญ.จำเนียร พรหมชาติ หรือ คุณหมอจำเนียร ที่เป็น นายแพทย์ชำนาญการพิเศษานเวชปฏิบัติทั่วไป โดยในปัจจุบันคุณหมอจำเนียรดำรงอยู่ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา และด้วยเหตุนี้หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าทำไมทั้งคู่..ถึงมาพบรักกันได้ทั้งๆที่อาชีพนั้นก็แตกต่างกันเป็นอย่างมากอีกคนนึงขับแท็กซี่อีกคนนึงเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลโดยในวันนี้เราก็จะพาชมความเป็นมาในเรื่องราวความรักของคู่กัน

ทังคู่นั้นมีอะไรที่เหมือนกันบางอย่าง นั้นก็คือ ความเป็นจิตอาสา โดย ในทุกวันเสาร์และอาทิตย์ หมอจำเนียรและคุณสุวรรณฉัตรจะมาที่ ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก .ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อมาช่วยกันทำโต๊ะเก้าอี้ไปแจกจ่ายให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารกันแบบฟรีๆ!! ทั่วประเทศที่ยังขาดแคลนอยู่โดยที่นี่มี อาจารย์นิพนธ์ เจียมสมบัติ อาจารย์จิตอาสาอีกท่านหนึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ในการทำจิตอาสาในครั้งนี้ โดยสถานที่แห่งนี้นอกจากจะมีคุณหมอจำเนียรแล้วคุณสุวรรณชาติแล้วก็ยังมีทีมอาสาอาจารย์อาศัยอีกหลายคนที่ล้วนเป็นกลุ่มวัยรุ่นมาช่วยกันทำงานกันอย่างสนุกสนานและด้วยใจรัก

คราวนี้หันมาทางด้านคุณหมอจำเนียรก็ได้มีการพูดถึงเรื่องราวความรักว่าทั้งคู่นั้นอายุก็ไม่น้อยแล้วและผ่านการมีครอบครัวกันมาก่อนและคิดว่าอาจจะเป็นช่วงจังหวะของชีวิตที่ทำให้ทั้งคู่ได้พบและผ่านอะไรมาด้วยกันและความรักของทั้งคู่ไม่ใช่ความรักที่หวือหวาแต่อย่างใด

โดยทั้งคู่นั้นพบกันเพราะทำงาน ในทางด้านจิตอาสาอยู่ด้วยกันตลอดและที่เดียวกันอีกครั้งคุณหมอจำเนียรยังมีการติดตาม Facebook ของคุณสุวรรณชาดอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้พิการและมีการค้นหาว่าบุคคลนี้ได้มีการช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่

และเมื่อมีการติดตามดูไปเรื่อยๆก็เห็นว่าบุคคลนี้ได้เป็นจิตอาสาโดยจริงช่วยเหลือผู้คนโดยจริงจึงทำให้คุณหมอจำเนียรอยากจะเข้าไปรู้จักและร่วมทำบุญช่วยเพื่อที่จะทำให้คุณสุวรรณศักดิ์มีกำลังใจในการทำความดีต่อไปจึงได้มีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์และบอกว่าจะช่วยค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 บาทซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้งคู่นั้นได้รู้จักกัน

และหลังจากนั้นมาทั้งสองก็ได้มีการประชุมการทำบุญช่วยในเรื่องของงานบุญกันเรื่อยๆโดยคุณหมอจำเนียรคิดว่านอกจากจะช่วยเหลือค่าโทรศัพท์แล้วจะช่วยเหลืออะไรเพิ่มต่อนี้บ้างและมีการคิดว่าตัวเองเป็นแพทย์ และเห็นภาพ ที่คุณสุวรรณชาดคอยช่วยเหลือคนอุ้มผู้ป่วยติดเตียงพิการไปหาหมอโดยการ บางราย นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และบางคนนั้นก็ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองเป็นนะคะสามารถเช็คสิทธิ์เบี้ยคนพิการได้คนละ 800 บาทต่อเดือนโดยลูกหลานนั้นสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย โดยตั้งแต่นั้นทางคุณหมอก็ได้มีการเข้ามาช่วยคุณสุวรรณชาดทำงานและต่อยอดการทำงานให้กับผู้ป่วยให้มีความสะดวกสบายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

โดยตั้งแต่ครั้งแรกที่คุณหมอจำเริญได้หาคุณสุวรรณศักดิ์ก็พบว่าบุคคลนี้เป็นคนที่ดูใจดีและไม่ได้สนใจว่าบุคคลนี้ทำอาชีพอะไรเพราะตัวคุณหมอจำเนียรไม่ได้มองคนที่อาชีพหรือเงินทองแต่หมอที่การกระทำมากกว่า

โดย ทั้งคู่ได้มีการศึกษาดูใจเป็นเวลา 1 ปีก่อนที่จะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและจดทะเบียนสมรสด้วยกันและทั้งคู่ก็คอยช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเวลา โดยคุณหมอจะเนียนนั้น อยากได้กล่าวอีกว่าการทำจิตอาสากับคุณสุวรรณาฉันนะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทำจิตอาสาของตนเพราะคุณหมอจำเนียรเป็นคนที่ชอบทำจิตอาสาอยู่แล้วตั้งแต่สมัยเรียนแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และเมื่อมาได้พบเจอกับคนสุวรรณชาดก็ทำให้นึกถึงความทรงจำเก่าๆไม่หวนกลับคืนมาและเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาตั้งแต่นั้นมา

“กว่าเรา 2 คนจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องต่อสู่กับสายตาของผู้คนรอบข้าง สังคม หรือแม้กระทั้งคนใกล้ตัว ญาติ พี่น้อง ที่เขาไม่เห็นเห็นด้วย ซึ่งถ้าเรามั่นใจในตัวเขา เราเลือกเขา หากไปฟังจากคนนั้นคนนี้ก็คงไม่มีมาถึงวันนี้ เรามั่นใจเพราะเราศึกษาเขามาแล้วและมั่นใจว่าเขาเป็นคนที่ดูแลเราได้

และเป็นกำลังใจให้กันได้ไปจนกว่าจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน เราไม่ต้องไปสนใจในคำพูดเขาหรือคำพูดของใคร เพราะมันจะเป็นการทำลายจิตใจเรา แต่ในมุมกลับกันมีคนที่ติดตามคุณเดี่ยวกลับชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เรา แต่ทุกวันนี้ทุกฝ่ายยอมรับเราแล้วทั้งผู้คนรอบข้าง ญาติ พี่น้อง” พญ.จำเนียร กล่าว

“เมื่อคุณหมอเข้ามาในชีวิตผม นอกจากจะช่วยผู้ป่วยและคนพิการทั่วไปแล้ว ยังได้ช่วยเหลือคุณพ่อผมที่มีปัญหาเรื่องดวงตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง เนื่องจากทำงานแล้วเศษอิฐกระเด็นเข้าไป แต่เขาไม่ทราบนึกว่าตาบอดเพราะว่าอายุมากแล้ว คุณหมอจึงส่งเรื่องไปให้แพทย์ที่จังหวัดพัทลุงดูให้ ตอนนี้พ่อผมตามองเห็นแล้ว ไปไหนมาไหนได้สบาย

นี่คือสิ่งที่ทำให้เราทั้งสองใช้ชิวิตคู่กันมาอย่างมีความสุข และเราทั้งสองก้จะทำงานจิตอาสาต่อไป”

สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสากล่าวทิ้งท้าย

ของดีราคาถูก ‘ปลาทูไทย’ โอเมก้า 3 สูงมาก บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจ

ใครหลายคนก็จะรู้จักกับปลาทูกันเป็นอย่างดีซึ่งปลาทูนั้นถูกนิยมนำมาใช้ทำพระมหาได้อย่างไรเมนูและนิยมนำมากินคู่กับน้ำพริกซึ่งปลาทูนั้นสามารถทำเมนูอะไรก็อร่อยอีกทั้งยังมีคุณประโยชน์มากมายโดยในวันนี้เราจะมาบอกสรรพคุณของปลาทูที่นอกจะมีความอร่อยแล้วก็ยังมีประโยชน์อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการต่างๆมากมายโดยจะมีอะไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

ซึ่งปลาทูตัวละ 7 ถึง 10 บาทที่ขายตามตลาดนั้นถือว่าเป็นแหล่งรวมอาหารสารอาหารที่ไม่แพ้ปลาราคาแพงอย่างปลาแซลมอนหรือปลาทูน่าที่อยู่ตามพัฒนาการเลยอีกทั้งยังมีราคาถูกเพราะในปลาทูนั้นมีกรดที่เรียกว่า ลิโนเลอิก (linoleic acid) ซึ่งถือเป็นกรดอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อร่างกายของคนเราเป็นอย่างมากเพราะว่าเป็นกรดที่ร่างกายของเรานั้นไม่สั่งสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้

โดยโกรธที่ว่านี้จะช่วยในเรื่องของการพัฒนาการสมองและเสริมสร้างการทำงานของระบบสืบพันธุ์และยังช่วยให้เซลล์ระบบต่างๆในร่างกายได้มีการรับสารอาหารมากยิ่งขึ้นจึงทำให้สามารถนำสารอาหารต่างๆในร่างกายไปใช้ได้อย่างรวดเร็วและช่วยเผาผลาญกรดไขมันอิ่มตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยังช่วยในเรื่องของการลดการสะสมไขมันบริเวณหลอดเลือดซึ่งถือว่าสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงในผู้สูงวัยได้อีกด้วย

โดยสารอาหารต่อปลาทู 1 ตัวนั้นก็สามารถรับได้อย่างมากมายดังนี้

1.อุดมด้วย EPAและ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว

โดยสารที่ว่านี้เป็นสารที่จำเป็นต่อการจับตัวเกล็ดเลือดที่ผิดปกตินอกจากนี้ ทั้ง EPAและ DHA นี้ยังมีส่วนช่วยในการลดระดับไขมันชนิดที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดหรือหลอดเลือดอุดตันได้

2.มีโปรตีนสูง

3. มีแคลเซียมและฟอสฟอรัส

โดยมีแคลเซียมในปลาทูสูงถึง 170 mg ต่อปลาทู 100 กรัมและยังอุดมเต็มไปด้วย ฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟันได้กันเป็นอย่างดีจึงเหมาะสมกับในวัยของเด็กและวัยผู้สูงอายุเป็นอย่างมาก

4. อุดมด้วยโอเมกา 3 และ 6

บอกเลยว่าเจ้า Omega นี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญในเรื่องของการช่วยทำงานระบบประสาทและสมองซึ่งเป็นส่วนประกอบของเยื่อบุผนังเซลล์ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดีลดทั้งเรื่องของอาการความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด โดยจะโอเมก้า 3 ที่ว่านี้พบได้ส่วนใหญ่ในปลาทะเลน้ำลึกอย่างเช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ซึ่งมีราคาแพงแต่ปลาทูบ้านเรานั้นซึ่งมีราคาถูกแต่ก็มีสารชนิดอื่นๆด้วยเช่นกันซึ่งสามารถนำมากินทดแทนกันได้

โดยในวันนี้เราก็จะพามารู้จักกับกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆในโฆษณาต่างๆซึ่งถือว่าเป็นสารสำคัญสำหรับเด็กโดยมันคืออะไรวันนี้เราก็จะพามารู้จักกัน

โดยเจ้ากรดไขมันโอเมก้า 3 ถึงเป็นกรดประเภทหนึ่งที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติโดยมีการรวมโครงสร้างที่เรียกกันว่า ไตรกลีเซอไรด์ โดยเจ้าไตรกลีเซอไรด์ มีทั้งกรดไขมันดีและกรดไขมันไม่ดี ซึ่งในส่วนที่ดีก็เป็นสิ่งที่ร่างกายนั้นต้องการจะสามารถช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูเซลล์และฮอร์โมนส่วนต่างๆในร่างกายได้มากที่สุดและร่างกายที่ต้องการมากที่สุดก็คือกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งก็จะมีสรรพคุณในเรื่องของการช่วยบำรุงสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ซึ่งถ้าหากเด็กได้รับในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ได้เรียนเก่งมีความจำดีเฉลียวฉลาดอีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมได้อีกด้วยและสามารถป้องกันลดอาการอักเสบของข้อไขต่างๆได้

แต่ถ้าหากต้องการกรดโอเมก้า 3 ให้คงอยู่บอกเลยว่าการทอดนั้นจะทำให้กรดโอเมก้า 3 ละลายหายไปฉะนั้นการประกอบอาหารที่ให้ได้คงกรดโอเมก้า 3 ให้ได้มากที่สุดในก็คือการทำรยำปลาทู ต้มส้มปลาทู ฉู่ฉี่ปลาทู เพราะกรดไขมัน โอเมก้า 3 จะละลายอยู่ในน้ำซุปหรือน้ำแกง ไม่สลายไปไหน แถมได้น้ำแกงร้อนๆได้อีกด้วย

ของดีของไทย! ‘ยาเขียว’ ถูกและดีต่อตับ

ในปัจจุบันถ้าหากคนเราปวดหัวก็มาจะนึกถึงพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัมแต่ทุกคนก็ทราบกันหรือไม่ว่า หากกินยาพารามากๆจะมีผลเสียต่อตับซึ่งในตอนนี้ในต่างประเทศทั้งหลายก็จะมีการรณรงค์ไม่ให้กินยาพาราอย่างพร่ำเพรื่อ แต่ก็ยังผิดกับคนไทยเราที่ยังรับประทานต่อไปเรื่อยๆ

แต่บอกเลยว่าถ้าหากปวดหัวแล้วนั้นลองนึกถึงยาสมุนไพรที่มีอย่างมาช้านานอย่างยาเขียว ที่สามารถใช้รับประทานแทนยาพาราได้อีกครั้งเป็นยาดีที่มีสรรพคุณดั้งเดิมในเรื่องของการช่วยลดไข้ร้อนใน ได้ยังเป็นอย่างดี

ซึ่งถ้าหากใครรู้สึกว่าเหมือนจะเป็นไข้เพลียแดดปวดหัวก็สามารถกินยาเขียวได้โดยใช้ยาเขียวซองนึงราคาเพียง 5 บาทเท่านั้นอีกทั้งไม่ทำลายตับและช่วยบำรุงร่างกายสร้างผลดีต่อร่างกายไม่เหมือนยาทั่วไปที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน

ข่าวดี ขนส่งจัดอบรม สอบใบขับขี่ปี 62 ในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยไม่ต้องลางาน

ซึ่งแน่นอนว่าการทำใบขับขี่นั้นก็อาจจะสร้างปัญหาให้สำหรับใครหลายคนที่ทำงานประจำเพราะหลายคนนั้นจะต้องจำเป็นลางานออกมาเพื่อทดสอบใบขับขี่และแน่นอนว่าในบางวันนั้นก็ไม่สามารถทำได้เสร็จภายในวันเดียวอาจจะต้องใช้เวลาถึง 2 วันหรือ 3 วันถ้าหากสอบตกจึงเรียกได้ว่าก็เสียเวลาและวันหยุดไปมากมายเลยทีเดียว

แต่บอกเลยว่าต่อจากนี้นะไม่ต้องเครียดแต่อย่างใดเพราะทางกรมขนส่งนะได้มีโอกาสเปิดอบรมและสอบใบอนุญาตขับขี่ในช่วงของวันเสาร์และอาทิตย์ด้วยโดยจะเริ่มตั้งแต่ประจำปี 2562 มีทั้งหมดด้วยกัน 13 รุ่นซึ่งทางกรมขนส่งนั้นก็ได้มีการร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีทั้งบริษัทต่างๆมากมายเช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท บริดจสโตน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัดโดยมีการร่วมมือจัดโครงการอบรมเสริมความรู้ขอใบอนุญาตขับขี่ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์โดยไม่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการอบรมแต่อย่างใดยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขออนุญาตขับขี่สำหรับผู้ที่ผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ของกรมขนส่งทางบกอย่างเดียว

โดยการอบรมและทดสอบนั้นจะใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 2 วันเท่านั้นโดยวันเสาร์จะมีการอบรมให้ความรู้ในเรื่องของกฎหมายทางด้านจราจรทางบกเรื่องของมารยาทการใช้ถนนเทคนิคการขับรถต่างๆก่อนที่จะได้เข้ารับการสอบข้อเขียนในระบบอิเล็กทรอนิกส์เมื่อผ่านแล้ววันต่อมาในวันอาทิตย์ก็จะได้เข้าสอบใบขับขี่ในสนามสอบที่ได้รับมาตรฐานของกรมขนส่งทางบก

โดยถ้าหากใครสนใจแนะแนวบริเวณเขตกรุงเทพฯก็ได้มีการจัดอบรมทั้งหมด 13 รุ่นรวยรุ่นแรกนั้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2562 โดยผู้สมัครนั้นจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีจึงจะสามารถยื่นใบสมัครล่วงหน้าได้ โดยจะต้องไปที่อาคาร 4 ชั้น 2 ของกรมการขนส่งทางบกเขตจตุจักรเท่านั้น

ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมนั้นมีดังนี้
-บัตรประจำตัวประชาชน
-ใบรับรองแพทย์ตามแบบที่แพทยสภารับรอง อายุไม่เกิน 1 เดือน

ช่วงเวลาในการอบรมและดำเนินความรู้และสอบใบขับขี่ประจำปี 2562 สามารถดูได้ตามตารางด้านล่างนี้เลย
1.วันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2562
2.วันที่ 23-24 กุมภาพันธ์ 2562
3.วันที่ 23-24 มีนาคม 2562
4.วันที่ 4-5 พฤษภาคม 2562
5.วันที่ 1-2 มิถุนายน 2562
6.วันที่ 22-23 มิถุนายน 2562
7.วันที่ 13-14 มิถุนายน 2562
8.วันที่ 24-25 สิงหาคม 2562
9.วันที่ 21-22 กันยายน 2562
10.วันที่ 26-27 ตุลาคม 2562
11.วันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2562
12.วันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2562
13.วันที่ 14-15 ธันวาคม 2562

หากใครสนใจนั้นก็สามารถเข้าไปสมัครและสอบถามให้ที่ ส่วนใบอนุญาตขับรถ อาคาร 4 ชั้น 2 กรมการขนส่งทางบก โทร 02-271-8888 ต่อ 4202-3 กันได้เลยซึ่งนอกจากพี่ใครสนใจแล้วนะเราก็จะต้องเรียนรู้ในการเตรียมตัวไว้ก่อนถึงจะดีโดยในวันนี้เราก็มีเทคนิคดีๆมาฝากด้วยเช่นกัน โดยเทคนิคที่เราจะนำเสนอในวันนี้นางก็จะเป็นเทคนิคการสอบปฏิบัติในการขับขี่รถยนต์โดยจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้นตามชมกันเลย..

สำหรับการสอบภาคปฏิบัตินั้นโดยทุกคนนั้นก็จะต้องทราบว่าโดยจะมีท่ามาตรฐานในการสอบอยู่ 3 ท่า ด้วยกันซึ่งนั่นก็คือ..
-ท่าเดินหน้า ถอยหลังตรง
-ท่าถอยหลังเข้าจอด
-ท่าจอดรถเทียบทางเท้า

โดยในแต่ละท่านั้นจะมีเทคนิคอย่างไรบ้างซึ่งวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นไปลองดูกันจะได้กระจ่างและเตรียมตัวได้ทันก่อนที่จะสอบกันซึ่งเรามาดูกันดีกว่าว่าถ้าไหนมีเทคนิคอย่างไรเก็บข้อมูลและเตรียมตัวกันเลย

ท่าที่ 1 เดินหน้า ถอยหลังตรง

โดยหลักเกณฑ์ในการสอบนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้มีการกำหนดเส้นทางไว้โดยมีการวางกรวยในบริเวณรอบข้างหรือเส้นทางซึ่งคุณนั้นจะต้องไม่ขับรถชนกับสิ่งกีดขวางต่างๆโดยกำหนดหลักการก็คือ

1. เริ่มเดินหน้ารถไปยังช่องทางที่เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมไว้พยายามทำรถให้ตรงจากนั้นก็เดินหน้าตรงๆอย่างช้าๆไปยังจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนด
2. เมื่อถึงจุดที่กำหนดแล้วจากนั้นก็เปลี่ยนเกียร์ให้เป็นเกียร์ถอยหลังแล้วค่อยๆถอยหลังตรงๆอย่างช้าๆจนมา4.ถึงจุดที่กำหนดไว้ตอนแรกเมื่อทำเสร็จแล้วก็เท่ากับว่าคุณสามารถสอบผ่านในท่านี้
และสิ่งที่ต้องระวังแล้วก็คือต้องพยายามตั้งรถให้ตรงมากที่สุดถ้าหากเอียงก็มีโอกาสที่จะทำให้คุณนั้นชนกับสิ่งของที่อยู่ด้านข้างและไม่ควรรีบเร่งมากเกินไปควรจะทำให้รถเดินไปอย่างช้าๆ

ท่าที่ 2 ถอยหลังเข้าจอดหรือถอยหลังเข้าซอง

โดยหลักเกณฑ์ของการสอบนั้นจะมีช่องที่กำหนดไว้โดยล้อทั้ง 4 ล้อจะต้องไม่เกินเส้นที่กำหนดไว้ออกมาแล้วจะต้องไปชนกับสิ่งกีดขวางอะไรเด็ดขาดและสามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ไม่เกิน 7 หน
1. เริ่มแรกทำการเดินรถขนาดข้ามไปกับเส้นและให้ล้อข้างหลังตรงกับเสาต้นที่ 3 ดังภาพจากนั้นก็พยายามเว้นระยะห่างระหว่างรถกับเสาให้ได้น้อยที่สุด

2. จากนั้นก็ค่อยๆหมุนพวงมาลัยไปทางด้านซ้ายที่สุดและใส่เกียร์ถอยหลังจากนั้นก็ค่อยๆเข้าไปอย่างช้าๆมองกระจกด้านข้างขวาของรถเมื่อเห็นเสาร์ที่ 3 ก็ให้หยุดรถ
3. จากนั้นก็คืนพวงมาลัยกลับมาให้ตรงและถอยหลังเข้ามาเรื่อยๆให้หัวลดนั้นตรงกับเสาต้นที่ 3 จากนั้นก็หยุดรถอีกครั้งหนึ่ง

4.ทำการหมุนพวงมาลัยไปทางด้านขวาสุด ค่อยๆถอยหลังเข้าไปอย่างช้าๆจนตัวรถนั้นสามารถเข้าไปอยู่ในเส้นได้ทั้งหมดและต้องเป็นระนาบเดียวกับเส้นและต้องคอยระวังไม่ให้รถไปชนกับสิ่งกีดขวางซึ่งถ้าหากไม่พ้นก็อย่าฝืนเดินหน้าแล้วแต่งตัวได้ตามพอสมควรแต่ควรเปลี่ยนเกียร์ไม่เกิน 7 ครั้ง

ท่าที่ 3 ท่าจอดรถเทียบทางเท้า

หลักเกณฑ์ง่ายๆคือจะต้องค่อยๆเลื่อนรถให้ขนาบข้างกับทางเท้าไปสู่เส้นที่เจ้าหน้าทีี่กำหนด และเมื่อถึงจุดหยุดจะต้องไม่ให้ล้อหน้าเกินเส้นที่กำหนดเอาไว้ อีกทั้งล้อทั้ง 2 ที่อยู่ริมฟุตบาทจะต้องไม่เบียดจนเกินไป จะต้องอยู่ในเส้นขาวที่กำหนดไว้ และควรมีระยะห่างทิ้งไว้ประมาณ ไม่เกิน 25 เซนติเมตร

1.ค่อยๆบังคับรถไปทางด้านซ้ายเพื่อเข้าหาฟุตบาทโดยมีการกะระยะทางด้านของล้อหน้าให้เกี่ยวกับเส้นสีขาวที่มีการกำหนดเอาไว้ ซึ่งจะต้องระมัดระวังเพราะถ้าหากเดินรถเข้าไปลึกก็อาจจะชนกับขอบฟุตบาทได้ซึ่งอาจจะทำให้คุณนั้นสอบตก

2.เมื่อเราหน้าของรถเกี่ยวกับเส้นขาวที่กำหนดก็ทำหักพวงมาลัยกลับมาทางด้านขวาค่อยๆให้ล้อหลังเข้ามาเหยียบเส้นขาวที่กำหนดเอาไว้โดยสามารถมองกระจกข้างของรถเพื่อช่วยในการมองดูได้เมื่อล้อหลังเข้ามาเหยียบบนเส้นขาวก็หักพวงมาลัยให้รถตรงและพยายามอย่าให้ล้อหลุดจากเส้นขาวอย่างเด็ดขาด

3.จากนั้นก็เดินหน้ารถไปตรงๆโดยในระหว่างนี้สามารถปรับแต่งรถให้อยู่ตามความเหมาะสมได้ตามสมควรจนไปถึงจุดหยุดที่ทางเจ้าหน้าที่ได้กำหนดเอาไว้

และนี่ก็คือทริคดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครคิดกำลังจะไปสอบใบขับขี่ก็ลองดูสิ่งเหล่านี้เอาไว้ไปปรับใช้กันดูได้นะลองไปฝึกกันเยอะๆจะได้ไปทีเดียวแล้วได้เลยไม่ต้องเสียเวลาไปๆมาๆแต่อย่างใดและทีมงานก็ขอให้ทุกคนนั้นสอบผ่านกันทุกคน