เลี้ยงไก่สวยงามพันธุ์ต่างประเทศ สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน

การเลี้ยงไก่นั้นนอกจากจะเอาไปรับประทานแล้วเอาไว้ตีกันแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่คนมาสิเลี้ยงกันนั่นก็คือเลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามโดยมีไก่ชนิดหนึ่งนั้นถือว่าบอกเลยกำลังฮิตในกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์สวยงามเป็นอย่างมากนั่นก็คือไก่โปแลนด์หรือไก่หัวจุก และ ไก่ซิลกี้ นั้นเองแต่เหตุใดทำไมถึงเรียกกันแบบนี้นั้นวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปรู้จักกัน

ในวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับคุณ คุณศักดา บรรพจุลจินดา หรือคุณนิ้ง อายุ 48 ปี โดยในอดีตชั้นเขาเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการส่งเสริมการตลาดที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ก่อนที่ตัวเองนั้นจะผ่านเข้าสู่ธุรกิจสัตว์เลี้ยงสวยงามมานานกว่า 10 ปีโดยในตอนนี้เป็นเจ้าของฟาร์ม oxxa House ตั้งอยู่ใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สถานที่แห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ซิลค์กี้ และไก่โปแลนด์ นั่นเอง

โดยคุณนิ้งนั้น เริ่มเลี้ยงไก่สงสัยพันอันได้แก่ ไก่ซิลกี้ และไก่โปแลนด์ในปีประมาณ 57 โดยเริ่มจากการสั่งลูกไก่มาจากจังหวัดพะเยา 6 ตัวคละสีกันโดยได้ซื้อมาในราคาตัวละ 600 บาทช่วงแรกต้องการเลี้ยงไว้ดูเล่นแต่พอเลี้ยงไปเลี้ยงมาก็รู้สึกชอบประกอบกับที่มีคนมาเห็นก็ขอซื้อกันจึงมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและค่อยหาทางทำธุรกิจอย่างจริงจังจนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน

โดยไก่สองสายพันธุ์นี้ นอกจากในประเทศไทยแล้วก็ยังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยสำหรับการขยายพันธุ์ไก่นั้นก็จะทำการนำเข้าไข่ไก่มาฟังเป็นลูกเจี๊ยบแต่การนำเข้าไข่ไก่นั้นเกิดความเสียหายน้อยกว่านำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพราะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆมากมายและยังต้องขอใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์อย่างต้องผ่านด่านตรวจโรคจนกว่าจะผ่านถึงมือผู้ซื้อไก่ก็อาจจะได้รับความเสียหายและเกิดความไม่สมบูรณ์ก็ได้จึงได้มีการนำเข้าไข่ไก่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและนำมาฝากด้วยเครื่องอบโดยใช้เวลาประมาณ 20 ถึง 21 วันไข่ไก่เหล่านี้ก็จะฟักออกมาเป็นตัว

โดยสถานที่เลี้ยงนั้นก็จะใช้พื้นที่ประมาณ 100 ตารางวามีการทำกรงแยกกันเป็นสัดส่วนมีประตูเปิดปิดมิดชิดและใช้แกะรองพื้นไว้เพื่อดูดกลิ่นจากมูลสัตว์โดยสัดส่วนการเลี้ยงนั้นก็เฉลี่ยตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 3 ตัวโดยในปัจจุบันนั้นสามารถผลิตลูกไก่ได้เดือนละ 170 – 200 ตัว

โดยจุดเด่นของไก่สายพันธ์นี้มีความแตกต่างกันโดยไก่โปแลนด์นะไม่ได้มาจากประเทศโปแลนด์แต่อย่างใดแต่น่าจะมาจากลักษณะของมันที่มีขนจุกอยู่บนหัวเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายๆกับหมวกแก๊ปทหารโปแลนด์ที่สวมใส่ในอดีตแต่แท้จริงแล้วมีความเชื่อที่ว่าไก่สายพันธุ์นี้ถูกนำเข้ามาจากประเทศสเปนแต่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา โดยไก่โปแลนด์นั้นจะมีจุกบนหัวเท่ๆคล้ายกับจิ๊กโก๋มีหลายสีทั้ง 12 สีดำและมีขนหลายแบบทั้งแบบเรียบและแบบขนกลับ

ในส่วนของไก่ชิกกี้นั้น เป็นไก่ที่มีขนนุ่มเป็นพิเศษเรียกได้ว่านุ่มเหมือนเส้นไหมและมีสีสันที่สวยงามหลากหลายสีแต่เป็นไก่ที่มีผิวดำกระดูกดำแต่มีขนหลักสีและมีขนปกคลุมอยู่ทั้งตัวจึงไม่แปลกที่ทำให้ไก่ชนิดนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเลี้ยงไก่เพื่อความสวยงามเป็นอย่างมากมีส่วนเรื่องความเป็นมานะได้แต่สันนิษฐานว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีนโบราณ

สำหรับไก่ ทั้ง 2 สายพันธุ์ ในประเทศไทย มีการนำเข้ามาได้ ประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา และจัดเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อความสวยงาม ปัจจุบัน ผู้เลี้ยงสามารถเพาะและขยายพันธุ์ รวมถึงผสมข้ามสายพันธุ์ จนได้ ไก่ที่มีความแปลกใหม่ รองรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบ ไก่สายพันธุ์นี้ และหนึ่งในนั้น คือ ฟาร์ม Doxxa House ของ “คุณศักดา บรรพจุลจินดา” หรือ “ฟาร์มไก่คุณนิ้ง”

โดยสำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ 2000 นี้นะถ้าไม่ได้แตกต่างกับการเลี้ยงไก่บ้านแต่อย่างใดโดยอาหารนั้นก็คืออาหารไก่และจะเสริมด้วยพวกหนอนและแมลงและผักผลไม้บ้างเป็นบางโอกาสโดยอายุของไก่ที่สามารถผสมพันธุ์ได้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 8 เดือนและอายุของไก่โดยรวมทั้งหมดนั้นไก่โปแลนด์ที่อยู่ที่ 5-6 ปีส่วนไก่ชิกกี้ในจะมีอายุสั้นกว่าจะมีอายุไม่เกิน 5 ปีเท่านั้นและสิ่งที่ควรจะระวังนั้นก็คือโรคที่เกิดขึ้นกับไก่ต่างๆไม่ว่าจะเป็น โรคหวัด โรคฝีดาด อหิวาตกโรค โรคเหล่านี้จะมาในช่วงฤดูฝน การรักษา คือ การฉีดวัคซีน ป้องกัน

ในทางด้านของราคาการซื้อขายนั้นคุณมิ้นก็ได้มีการบอกว่าสำหรับราคาแล้วถ้าหากเป็นลูกไก่ชิกกี้ช่วงอายุ 1 เดือนจะราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทส่วนลูกไก่โปแลนด์จะอยู่ที่ประมาณ 500 ถึง 2,000 บาทไก่รุ่นหรือไก่อายุประมาณ 3-4 เดือนจะอายุประมาณ 2,500 ถึง 3,000 บาทแต่ถ้าหากเป็นไก่พร้อมผสมพันธุ์และขายเป็นคู่จะขายคู่ละ 1,000 บาทโดยรายได้จากการจำหน่ายไก่สวยงามแต่ละเดือนนั้นไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทด้วยกัน

ปุ๋ยหมัก ‘สูตรพระราชทาน’ จากกรมสมเด็จพระเทพฯ เอาไว้ให้เกษตรไว้ใส่พืชสวนไร่นา

โดยประชาชนคนไทยทุกคนก็จะทราบกันดีว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจตามรอยพระยุคลบาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชบิดา พระราชบิดาข้าพระองค์มาโดยตลอดโดยพระองค์นั้นทรงตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานตามในทุกๆที่ซึ่งนั่นก็เป็นภาพที่ชาวไทยทุกคนนั้นมักจะเห็นเป็นอยู่เสมอ

โดยสมเด็จพระเทพนั้นพระองค์ทรงเป็นห่วงชาวไร่ชาวนาเป็นอย่างมากพระองค์ทรงคอยช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆและด้วยพระปรีชา ความสามารถของพระองค์ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวเกษตรกรได้อย่างไรๆในครั้งนี้พระองค์นั้นยังได้มีการพระราชทานสูตรปุ๋ยให้แก่พี่น้องเกษตรกรทั่วฟ้าเมืองไทยด้วย โดยปุ๋ยนี้คือปุ๋ยหมักซึ่งพระองค์มอบให้เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้กับปวงประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะกับพี่น้องชาวเกษตรกร ดังที่พระองค์นั้นได้มีพระราชดำริว่า

“ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหาร เพื่อการเจริญเติบโต พูดง่าย ๆ เราต้องใส่ปุ๋ย ไร่นา สวน ของเรา พืชผล จึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ย ที่ซื้อตามท้องตลาดแพงเหลือเกิน เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่า”

ของที่ต้องเตรียม

ซากพืช ได้แก่ ใบไม้ ผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว ลำต้นข้าวโพด ใบ และต้นมันสำปะหลัง กระดูกป่น ตามที่มี สับเป็นท่อน ๆ สั้น ๆ ให้เปื่อยเร็ว / ปุ๋ย / ปุ๋ย

คอก คือ มูลสัตว์ / ปัสสาวะคน หรือสัตว์ / กากเมล็ดนุ่น กากถั่ว ซากต้นถั่วชนิดต่าง ๆ (พืชตระกูลถั่ว) ดินร่วน พอสมควร ถ้าเป็นหน้าดินยิ่งดี

การกองปุ๋ย

กองในหลุม : โดยจะต้องขุดหลุมขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรยาว 1 เมตรและมีความลึกประมาณ 1 เมตร และควรให้หลุมนั้นมีการระบายน้ำที่ดี

กองในคอก : ด้วยการปรับดินบริเวณที่จะกองปุ๋ยหมักให้แน่นหรือจะใช้ไม้ไผ่หรือไม่อย่างอื่นทำก็ได้โดยใช้เป็นคอกกว้างขนาดประมาณ 2 เมตรยาว 4 เมตรสูง 1 เมตรและมีการแบ่งคอกออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งเอาไว้ใส่ปุ๋ยหมักอีกส่วนนึงเอาไว้กลับกองปุ๋ยจากนั้นก็มีการทำหลังคาด้วยใบจากหรือใบมะพร้าวคลุมหลังคาเอาไว้หรือถ้าหากใครไม่สะดวกก็ใช้พลาสติกคลุมกันฝนก็ได้

เอาซากพืชที่เตรียมไว้กองเกลี่ยในคอก ทำให้เป็นชั้นๆเหยียบตามฉันให้มีความแน่นขณะที่เหยียบลงไปแล้วไม่ยุบจากนั้นก็เพิ่มอีกชั้นหนึ่งจงประมาณสูง 1 คืบยาวประมาณ 30 cm จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำให้ชุ่มและเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วสูงประมาณ 50 เซนติเมตรจากนั้นถ้าหากมีปุ๋ยเคมีก็ใช้สูตร สูตร 16-20-0 หรือ 14-14-14 , แอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรีย โรยบางๆให้ทั่วก็ได้จากนั้นก็ทับด้วยดินละเอียดหนาประมาณ 1 องคุลี สลับด้วยซากพืชแล้วรดน้ำทำเป็นชั้น ๆ อย่างนี้จนปุ๋ยเต็มคอก

ข้อควรระวัง

อย่าให้มีน้ำขังในหลุมเพราะการลดน้ำมากเกินไปจะทำให้เกิดการระบายอากาศที่ไม่ดีขึ้นซึ่งถ้าหากปุ๋ยกองใหญ่เกินไปจะเกิดความร้อนสูง อาจจะทำให้ผลปุ๋ยเสียฉะนั้นทางที่ดีควรใส่น้ำลงไปบ้างหากปุ๋ยกล้องเล็กเกินไปก็จะสลายตัวช้าอย่าใช้ปุ๋ยเคมีใส่กับปูนขาวเพราะจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัว

การกลับปุ๋ย

การกลับปุ๋ยนั้นควรทำในทุกๆ 30 วันโดยเอาชั้นบนสุดของกองนำไปอีกส่วนหนึ่ง ข้างคอกชั้นล่างสุดจัดการก็เอาชั้น 2 เกลียดครับแล้วรดน้ำควรกับปุ๋ยจนกว่าซากพืชจะเปื่อยผุหมดทั้งกองโดยการทำอย่างนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนเมื่อปุ๋ยใช้งานได้ให้สังเกตจากความร้อนได้ก่อนจะใกล้เคียงกว่าความร้อนของอากาศและปุ๋ยหมักก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลแก่

สำหรับการใช้ประโยชน์นั้นนอกจากการที่เรานั้นจะได้ปุ๋ยเองแบบในราคาประหยัดแล้วก็ยังสามารถช่วยในเรื่องของประหยัดค่าสารเคมีได้ตั้งครึ่งหนึ่งและทำให้ดินนั้นมีความรู้สึกมากยิ่งขึ้นอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเพราะมีการเพิ่มธาตุไนโตรเจนลงไปอีกครั้งปุ๋ยสูตรนี้ยังไม่เป็นอันตรายต่อ ดินและยังรักษาความชุ่มชื้นของดินได้เป็นอย่างดีด้วย

และนี่ก็คือปุ๋ยสูตรพระราชทานที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งบอกเลยว่าพระองค์ท่านนั้นทำอะไรเพื่อคนไทยมาอย่างมากมายและนี่คือสิ่งดีๆองค์ท่านนั้นได้ฝากไว้กับปวงชนชาวไทยไปให้ชาวไทยทุกคนนั้นได้ใช้กัน

ลุงลองแล้ว! ทำได้จริง 1 ไร่ สร้างรายได้ 6 แสนต่อปี ถ้ามี 10 ไร่ก็ทำได้ 6 ล้าน

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับลุงประทีปมายิ้มซึ่งเป็นเจ้าของเกษตรกรศูนย์การเรียนรู้วิชาชีพเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนสวนพออยู่พอกินบ้านมายิ้ม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยคุณลุงประเทศนี้สามารถใช้พื้นที่ 1 ไร่ทำงานได้หลักแสนด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินได้อย่างเต็มที่โดยตัวเขานั้นมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน

โดยส่วนแรกนั้นมีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ตารางวาใช้เป็นพื้นที่ในการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในการกำจัดศัตรูพืช

ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่เอาไว้ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆโดยยึด 10 เมนูนิยมในครัวไทยต่างๆก็จะมีพวก ข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการปลูกมะละกอที่สามารถเก็บขายได้ในทุกๆวันวันละ 20 กิโลกรัมโดยขายในกิโลกรัมละ 15 บาทซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ถึง 20,000 บาทต่อเดือนหรือนับเป็นปีปีละ 200 กว่าบาทเลยทีเดียว

ในส่วนพื้นที่ที่ 3 นั้นก็จะมีการใช้พื้นที่ประมาณ 2.5 ตารางวาทำคลอดอักเสบโดยแบ่งออกเป็นเลี้ยงเป็ดไข่ 10 ตัวอีกครึ่งนึงเป็นไก่ไข่อีก 10 ตัวโดยได้ขายทุกวันแล้วจะมีแม่ค้าขายข้าวแกงมารับซื้อทุกวันโดยขายได้อีกเดือนละ 1,000 บาทตกปีละ 12000 บาท

ในส่วนที่ 4 นั้นก็จะทำเป็นบ่อน้ำ 2 บ่อโดยบอกแรกมีการขุดไว้ 2 ตารางวาและคุณไว้เดี๋ยวพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาดุก พาะพันธุ์ขายลูกกับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ตัวนี้สูตรนี้สามารถให้อาหารปลาดุกได้แบบฟรีๆโดยไม่ต้องไปเสียตังค์แต่อย่างใดและมีพ่อพันธุ์ไว้ 20 ตัวแม่พันธุ์ อีก100 ตัวเมื่อได้ลูกมันก็จะไปขายในราคาตัวละ 1 บาทโดยใน 1 เดือนก็จะขายได้เป็น 10000 บาทโดยประมาณซึ่งเรียกว่าปีหนึ่งนั้นสามารถสร้างรายได้เกินแสน นอกจากนี้บอกที่ 2 นั้นยังมีเนื้อที่ประมาณ 18 ตารางวามีการก่อสร้างอีกเป็นบ่อเลี้ยง 4 บ่อโดยจะมี 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย…4 กุ้ง กุ้งก้ามแดง-กุ้งก้ามกราม-กุ้งแม่น้ำ-กุ้งฝอย ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1 พันตัว…3 ปลา ปลานิล-ปลาตะเพียน-ปลาคาร์พ…2 หอย หอยขม-หอยโข่ง

และก็จะมีบ่อดินไว้ผสมพันธุ์ออกลูกเรียนก็ตามแบบธรรมชาติโดยไม่มีการใช้อาหารเม็ดเลยแม้แต่น้อยโดยใน 1 ปีนั้นก็สามารถและกุ้งก้ามแดงจับได้ประมาณ 1.5 แสนบาทและกุ้งก้ามกรามปีละ 2 หนสามารถสร้างเงินได้อีก 14,000 บาทนอกจากนี้ยังมีกุ้งแม่น้ำที่สามารถสร้างรายได้ได้ปีละ 2400 บาท โดยการจับขายนั้นจะจับเฉพาะตัวใหญ่เท่านั้นส่วนตัวเล็กไว้เลี้ยงต่อจนได้ขนาดที่ต้องการแต่ถ้ามีโอกาสจะปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์เพื่อออกลูกออกหลานตามผลผลิตไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จบ

นอกจากนี้ยังมีปลาตะเพียนอีก 10 ตัวที่ไม่ได้เลี้ยงไว้เพื่อขายแต่เลี้ยงไว้เพื่อตรวจคุณภาพน้ำถ้าหากปลาตะเพียนมารออยู่หัวให้โชว์ดูแต่ว่าเวลานั้นถือว่าควรจะเปลี่ยนน้ำได้แล้วนอกจากการเลี้ยงปลานิลอีก 10 คู่ก็มีการจับลูกของมัน มาขายได้ปีละ 3 หนคนละ 20 กิโลกรัมโดยกิโลกรัมละ 2400 บาทส่วนปลาคราฟโดยซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาทมาเลี้ยงไว้ 4-5 เดือนก็สามารถเอาไปขายในร้านปลาสวยงามได้อีกตัวละ 80 บาท หอยขมและหอยโข่ง เลี้ยงไว้ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกก้นบ่อ ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1-2 กก. เลี้ยงจนโตออกลูกออกหลาน สามารถจับขายได้ทุกสัปดาห์ หอยขมได้ 200 บาท หอยโข่ง 300 บาท…ปีละ 26,000 บาท

นี่ก็คือไร่ของคุณประทีปที่มีพื้นที่เพียงแค่ 1 ไร่ก็สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างมากมายมีทั้งบ่อปลามีทั้งไข่มีทั้งพืชผักสวนผลไม้ต่างๆที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างไม่รู้จบ

ถูกถามจบด็อกเตอร์ แต่ทำไมมาเลี้ยงไก่ ทำนา

หลายคนนั้นแม้จะเรียนจบมาสูงสักแค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าใบปริญญาที่เราได้มานั้นจะสามารถต่อยอดอาชีพให้เราหาเลี้ยงไปได้ทั้งชีวิตซึ่งก็มีบางคนนั้นแม้แต่เรียนจบมาตำแหน่งส่วนสูงแต่ก็ยังหันไปทำไร่สวนพืชนาอย่างเช่นดรหนุ่มวัย 31 ปีคนนี้ที่มีชื่อว่า สิริกร ลิ้มสุวรรณ

โดยตัวเขานั้นไม่สนใจใบปริญญาและเลือกหันมาทำอาชีพชาวนานายต้องการเปลี่ยนความคิดคนในสังคมจนได้รับตำแหน่ง ผอ.สถาบันPostบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต…

โดยมองเพลินแล้วหนุ่มคนนี้นั้นจะเป็นเพียงแค่ชาวเกษตรกรบ้างและที่ใครเห็นทั่วไปแต่บอกเลยว่าดีของเขานั้นเป็นถึงอาจารย์หมาที่อะไรซึ่งตอนอยู่ในคณะนวัตกรรมการเกษตรมหาวิทยาลัยรังสิตและยังคงดำรงตำแหน่งผอ. สถาบันบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหารในวัยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้นโดยหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจในการสอนตัวเขาก็จะกลับไปเป็นชาวเกษตรกรและใช้ชีวิตในไร่ท้องทุ่งนาในฉบับแบบคนรุ่นใหม่

ย้อนไปในวัยเด็กมัธยมนั้นตัวขาวนั้นจบจากโรงเรียนสมเด็จย่าหรือโรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี โดยตัวขาวนั้นชื่นชอบในการเรียนรู้โครงการพระราชดำริละครซึมซับอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์และเมื่อจบมาก็ได้ทำงานอยู่ทางด้านฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่งโดยในตอนนั้นทั้งชีวิตและเงินเดือนก็ไปได้ด้วยดีแต่ในตอนนั้นก็เกิดความคิดว่านี่ใช่ความสุขจริงหรือไม่

เพราะดร.หนุ่มคนนี้ได้มีความรู้สึกว่า ตัวเขานั้นรู้สึกไม่มีความสุขกับงานแบงค์สักเท่าไหร่เพราะเขาต้องสวมชีวิตแบบคนเมืองแต่ในจริงๆแล้วในใจเขาแสวงหาชีวิตแบบชาวไร่ชาวนาเขาต้องการใช้ชีวิตแบบที่ใน 1 วันไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำสามารถหากินในส่วนของตัวเองก็ได้

ย้อนกลับไปอีกทีในปี 2548 ในสมัยที่เขานั้นยังได้เรียนอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยรังสิตก็ได้มีการเกิดการชุมนุมของชาวเกษตรกรจะได้เข้าไปพูดคุยและเริ่มสนใจในการทำเกษตรอย่างจริงจังและสิ่งแรกที่อยากจะทำมันก็คืออยากจะทำกิจกรรมเพื่อชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการและอยากจะพัฒนาบ้านเกิดให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้นแต่อีกทางหนึ่งก็สวยกับความคาดหวังของคนในครอบครัวเพราะว่าด้วยความเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านอีกทั้งคุณพ่อนั้น ยังทำงานการไฟฟ้าและแม่ยังเป็น รองผอ. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี จึงทำให้ท่านทั้งสองนี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกชายของตัวเองนั้นกำลังลงมือทำ

โดยเวลาว่างจากการเรียนนั้นเขาก็ใช้เวลากลับไปที่บ้านเสมอเสมอโดยเริ่มจากการลงมือเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยขายเนื้อวัวและศึกษาการทำนาและมีการปลูกผักคะน้าผักกาดแก้วผักกวางตุ้งซึมซับและเรียนรู้จักคุณยายวัย 80 ปีอีกทอดหนึ่ง แต่แล้วชีวิตของเขาก็ได้ไปทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่ง

แต่ถ้าว่าด้วยระบบงานที่พาดชีวิตไปจากครอบครัวแม้กระทั่งเวลาที่แม่ป่วยก็ยังหาเวลาลางานมาไม่ได้จึงทำให้เกิดความคิดว่าตัวเขานั้นจำเป็นจะต้องที่มีเวลาให้กับครอบครัวมั้ง และมีความคิดที่อยากจะลาออกจากงานมาทำเกษตรโดยนัยตอนนั้น คุณพ่อก็ได้มีการเตือนว่าให้คิดดีๆเพราะการทำเกษตรนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดยิ่งทำยิ่งเหนื่อยทางที่จะรวยนะมันยาก

แต่เช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเขาก็ได้ลาออกจากงานธนาคารและลงมือดำนาปลูกข้าวหอมมะลิเป็นจำนวน 3 ไร่ด้วยตัวเอง มีการต่อสู้กับการทำนาแบบเคมีแปลงใกล้เคียงโดยมีการลองดูว่าจะรอดหรือไม่รอด

หลังจากนั้นเมื่อผ่านไป 4 เดือนเขาก็ได้ข้าวเปลือก 1 ตันและสีออกมาได้เข้าศาลประมาณ 800 กิโลเมตรโดยครึ่งนึงเก็บไว้กินอีกครึ่งนึงนำไปบดเป็นผงเพื่อจำหน่ายเป็นผงพอกหน้าโดยตัวเขานั้นไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณข้าวแต่แขนการที่นวัตกรรมในการทำข้าวซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมีเพราะมีผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากจะทานอะไรที่เป็นอินทรีย์เกษตรกันทั้งนั้น

“…ก็อยากจะลองดูว่า เสื้อผ้าเกาหลียังรอพรีออเดอร์กันได้ แล้วทำไมสินค้าเกษตรของคนไทยถึงจะรอกันไม่ได้ จึงตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อเปิดตลาดออนไลน์แล้วได้ใช้ความรู้จากปริญญาโทสาขาวิชากฎหมายมหาชน จัดตั้งบ้านรักษ์ดินเป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน ปลูกผัก ปลูกผลไม้อย่างไร เลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงไส้เดือน โดยเฉพาะเลี้ยงไก่ขายไข่ขบถ และต่อยอดถึงปริญญาเอก จนกระทั่งพ่อกับแม่เปิดใจยอมรับ กับคำถามและความสงสัยที่ว่า…ที่นั่งพิมพ์อยู่หน้าจอมันจะมีเงินเข้ามาในบัญชีได้อย่างไร”

เลยนอกจากนี้เขาก็ได้มีการนำมาเผยแพร่การเลี้ยงไข่ไก่แบบ อินทรีย์วิถีไทยที่บอกเลยว่าชาวเกษตรภายในไม่ควรพลาดขอการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์วิถีไทยนั้นจะเรียกได้ว่าเป็น ไข่ขบถ. โดยมีความหมายมาจาก “ขบถ” มาจากคำว่า “กบฏ” เพื่อฉีกกฎหวังเปลี่ยนแปลงระบบเดิม ๆ โดยจุดมุ่งหมายนั้นคือต้องการสร้าง Impact ต่อสังคมให้กระทบใจผู้บริโภคจึงเกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ไข่ไว้รับประทานเองในครัวเรือนและจะไม่ใช้สารเร่งโตแต่อย่างใดไม่ใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้หัวอาหารสำเร็จรูปไม่ใช้ข้าวโพดหรือถั่วหรือตัดต่อพันธุกรรมขังในกรงเล็กๆแต่ไก่ที่เลี้ยงน้ำจะต้องได้ใช้ชีวิตตามวิถีของมันคุ้ยหาอาหารตามพื้นดินธรรมชาติที่เปิดโล่งจึงทำให้ไข่ไก่ที่ได้นั้นไม่มีความคราว

โดยการเลี้ยงแบบนี้ จะเป็นการขบถ ฟาร์มปิดกระแสหลัก เพราะระบบฟาร์มแบบปีกนั้นจะถามแม่ไก่อยู่ในกรงที่แออัดมีหน้าที่ในการป้อนไข่เพื่อนำไปขายในตลาดทุนนิยมเท่านั้นจึงทำให้แม่ไก่เหล่านี้อ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดโรคและได้รับการดูแลต่ำโดยใช้ฮอร์โมนและสารเร่งไข่แดงและยาปฏิชีวนะต่างๆเมื่อเกิดโรคติดต่อในฟาร์มปิดแม่ไก่ก็จะถูกฆ่าและนำลูกไก่ทั้งหลายไปทิ้งเมื่อเกิดโรคระบาด

โดยตัวเขานั้นได้พยายามทำตามที่แม่ไก่นั้นมีพื้นที่ในการวิ่งเล่นและเดินอิสระหากินได้ด้วยตัวเองไม่ใช้ยาเร่งด้วยใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไรดอยอาหารที่นำมาให้แม่ไก่นั้นก็เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายเช่น ผักตบชวา ต้นกล้วย รำข้าว ผักและผลไม้ แมลงต่าง ๆ รวมถึงใช้สมุนไพรรักษาโรคก็สามารถใช้ได้ด้วยเช่นกัน

“ปัญหาของเกษตรกรทุกวันนี้ คือ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องซื้อทุกอย่างแบบผูกขาดจากนายทุน แต่ทำไมขายแล้วเจอช่วงราคาตกต่ำ ขาดทุนจึงวนอยู่แบบนี้ ไม่สามารถหลุดออกจากห่วงโซ่ตรงนี้ได้ ก็ต้องไปกู้เงินทุนจากภาครัฐหรือเอกชนมาหมุน ฉะนั้นทำอย่างไรให้พวกเขาหลุดออกจากวงจรอุบาทว์นี้”

ด้วยอันดับแรกของการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์วิถีไทยจำเป็นจะต้องมาเปลี่ยนการปลูกพืชผักต่างๆในแบบหัวไร่ปลายนาโดยข้าวโพดมะละกอกล้วยจะนำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อให้อาหารแม่ไก่สวนสมุนไพรก็สามารถใช้รักษาแม่ไก่ในยามที่ป่วยในช่วงฤดูกาลได้หรือสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ปลูกนั้นก็จะมี ฟ้าทะลายโจร รางจืด ลูกยอ มีสรรพคุณแก้พิษตกค้าง โดยจะนำใบไปอบแห้งบดเป็นผงผสมน้ำกับอาหารให้ไก่กิน จะช่วยรักษาโรคได้อย่างธรรมชาติ

อีกครั้งการปลูกพืชแบบหัวไร่ปลายนานั้นจะไม่ได้เน้นปริมาณแต่อย่างใดจึงไม่แปลกที่วัตถุดิบในการใช้ผลิตให้แม่ไก่รับประทานนั้นไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องหาผักตบชวา โดย ผักตบชวา 1 กก. สามารถให้โปรตีนได้สูงถึง 25% เมื่อเทียบกับหัวอาหารในปริมาณที่เท่ากัน แต่ต้องสังเกตดูดี ๆ ว่า ไม่มี “ไข่หอยเชอรี่” ติดอยู่ที่ราก เพราะมียางที่เป็นสารพิษต่อสัตว์ปีก..

ซึ่งการผลิตอาหารให้กับแม่ไก่ในก็ทำได้ไม่ยากโดยไก่ 100 ตัวให้เอาต้นกล้วยที่มีความยาว 2 เมตรนะผักตบชวา 3 กิโลกรัมนำมาส่งเอากันให้วันละ 2 ครั้ง เช้า 07.00 และบ่าย 14.00 จากนั้นก็โยนมะละกอผักตบชวาสดน้ำผสมสมุนไพรให้กับแม่ไก่หากินได้ตามอิสระโดยไข่ที่ได้นั้นจะมีสีเข้มและฟองใหญ่

สำหรับโรงนอนหรือร่างของไก่นั้นก็จะทำจากยางรถยนต์เก่าโดยใช้ไฟฟ้าที่ได้จากแปลงนามาปูรองพื้นให้นิ่มโดยนัยหนึ่งดังนั้นเหมาะสำหรับแม่ไก่ 5 ตัวส่วนไข่ไก่ที่ได้จะไม่ฟ้าออกมาเป็นตัวเนื่องจากไม่มีการผสมพันธุ์รับน้ำเชื้อจากไก่ตัวผู้แต่อย่างใด

และสิ่งนี้นี่เองจึงทำให้การผลิตไข่ไก่หน้าแตกต่างจากการผลิตไข่ไก่แบบอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากเพราะการเลี้ยงในระบบฟาร์มปิดหลัก 8 เดือนแม่ไก่ที่ให้ขายนั้นก็จะต้องถูกปลดระวางเป็นไก่เนื้อแทนแต่การเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์วิถีไทยนั้นสามารถให้แม่ไก่มีอายุได้นานถึง 2 ปี จนกระทั่งแม่ไก่มีจำนวนการออกไข่ครบอายุ 3 ปีก็จะถูกปลดระวาง แปรเป็นอาหารกลางวันให้น้อง ๆ โรงเรียนต่าง ๆ ได้แทน

นอกจากนี้เทคนิคการเลี้ยงไก่งั้นก็ยังมีการเปิดบทสวดมนต์ให้แม่ไก่ฟังเบาๆมาได้มีผลการวิจัยออกมาว่าการเปิดเพลงไม่ได้ช่วยลดความเครียดแม่ไก่อย่างใดแต่เสียงเพลงนั้นจะมีผลต่อการเกิดออกไข่ของแม่ไก่นั่นเอง

และนี่ก็คือวิถีชีวิตแบบธรรมชาติแบบเกษตรพอเพียงแบบเกษตรอินทรีย์ที่ปราศจากสารเคมีปราศจากสารพิษที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งเรียกว่าเป็นการทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ที่ในตอนนี้ใครหลายคนก็หันมานิยมในการรับประทานสิ่งดีๆต่อร่างกายกันมากยิ่งขึ้นฉะนั้นเกษตรแบบนี้ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เรียกมากมายที่ในนับวันก็จะมีเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ข่าวดีเกษตรกร! ธกส. ปล่อยกู้สูงสุด 5 แสนบาทต่อราย พักหนี้ 1 ปี

กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับชาวเกษตรและก็ว่าได้เพราะในช่วงนี้เศรษฐกิจนั้นค่อยๆฝึกเคืองพอสมควร ซึ่งก็มีคนหลายคนนั้นต้องพบกับประสบปัญหาทางเข้ายากหมากแพงบางธุรกิจนั้นถึงขั้นต้องเปิดพนักงานออกและใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งานแทนแรงงานคนจึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากตกงานกัน

โดยในล่าสุดนี้ ทางนายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการและโฆษกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้มีการกล่าวว่าตอนนี้ทางธนาคารนั้นได้มีการจัดทำมาตรการรับมือภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรที่จะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง

โดยแนวทางนี้เป็นไปตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีโดยมี 3 มาตรการดังนี้

มาตรการการสนับสนุนทางด้านการเงินซึ่งก็จะมีการสนับสนุนในเรื่องของสินเชื่อเงินด่วนที่ให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาทโดยอัตราดอกเบี้ย mrr อยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์โดยนำเงินส่วนนี้ไปใช้จัดหาปัจจัยในการผลิตเพาะปลูกพืชระยะสั้นและทุนหมุนเวียนประกอบในการประกอบอาชีพได้และยังมีสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับชาวเกษตรกรลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติต่างๆหรือภัยพิบัติโดยมีวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 5 พันล้านบาทให้กู้รายละไม่สูงไม่เกิน 500 บาทและมีดอกเบี้ย mrr -2 หรือเท่ากับ 5% ระยะเวลาในการชำระคืนเงินอยู่ที่ประมาณ 15 ปีไม่เกินนี้และยังมีเป็นสินเชื่อเพื่อเป็นการใช้จ่ายอย่างฉุกเฉิน ซึ่งผู้ได้รายละไม่เกิน 50,000 บาทสำหรับนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพื่อไม่ให้ชาวเกษตรกรนั้นไปเป็นหนี้นอกระบบนั่นเอง

โดยมาตรการดังกล่าวนี้จะมีการปรับช่วยเหลือและปรับโครงสร้างในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ธกสที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยในส่วนแรกนั้นถ้าหากได้เข้าโครงการขยายเวลาชำระหนี้ตามแนวทางเกษตรประชารัฐก็จะมีการพักเงินต้นให้ 3 ปีซึ่งจะมีตั้งแต่เวลาวันที่ 1 สิงหาคม 61 จนถึง 31 กรกฎาคม 64 แล้วไปก็จะได้รับไปตามนั้น

แต่ถ้าหากชาวเกษตรคนไหนได้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการในการขยายเวลาชำระหนี้ตามแนวทางเกษตรประชารัฐก็สามารถขอขยายเวลาตามตารางชําระหนี้ได้ 1 รอบปีของการผลิตได้ด้วยเช่นกัน

และในส่วนมาตรการสุดท้ายที่ธนาคารธกสได้หารือกับกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์เนื้อเรื่องของการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชไร่ไปช่วยเหลือชาวนาเพื่อให้ชาวนามีการหว่านเมล็ดในรอบแรกแต่ประสบปัญหาต้นกล้าแห้งตายเพราะขาดแคลนน้ำก็สามารถนำเมล็ดตรงนี้ไปใช้ได้และหลังจากที่ได้มีการสำรวจนั้นพบว่าถ้าหากมีพื้นที่ใดได้รับความเสียหายก็จะนำมาพิจารณาเพื่อจัดสรรงบประมาณจัดหาเมล็ดพันธุ์นำไปช่วยเหลือชาวเกษตรกรต่อไป

โดยนายทั้งนี้นายสมเกียรติจะได้มีการบอกว่าอยากให้ชาวเกษตรกรทั้งชาวนาชาวไร่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเข้ามาแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินการปรับตารางการชําระหนี้ใจที่ธกสทุกสาขาทั่วประเทศและนอกจากนี้จากมาตรการดังกล่าวแล้วธนาคารก็ยังมีการร่วมมือกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยมีการจัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการสร้างสร้างฝายมีชีวิตเพื่อจัดทำแหล่งน้ำสนับสนุนการประกอบอาชีพภาคเกษตรกรอีก 6317 ฝายด้วยเช่นกัน

พื้นที่ 2 ไร่แห่งความสุขกับเกษตรผสมผสาน ปลูกผักผลไม้ เก็บไข่กินทุกวัน

โดยในปัจจุบันนี้ก็มีคนรุ่นใหม่หลายคนนั้นมีความคิดที่อยากจะกลับมาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์และสไตล์ที่หลีกหนีชีวิตอันแสนวุ่นวายจากตัวเมือง จึงไม่แปลกที่ทำให้มีใครหลายคนตัดสินใจออกจากงานที่ทำประจำอยู่มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเอง

และในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นไปชมฟาร์มออแกนิคแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าบ้านปันสุขเลยฟาร์มแห่งนี้นั้นมีขนาดไร่ประมาณ 2 ไร่ซึ่งได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนผสมซึ่งมีทั้งผักผลไม้มีไก่เลี้ยงไว้กินไข่ อีกทั้งยังมีบรรยากาศที่ร่มรื่นน่าอยู่เป็นอย่างมากและไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการซื้อกับข้าวอีกต่อไปเพราะในส่วนของตัวเองนั้นมีพืชผักผลไม้และไข่กินตามฤดูกาล

โดยฟาร์มแห่งนี้นั้นเป็นความของคุณสมพร แดงประดับเจ้าของเพจ บ้านปันสุข เพชรบุรีรมย์ โดยคุณสมพรนั้นมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนส่วนเก่าในจังหวัดเพชรบุรีที่เป็นส่วนมรดกตกทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณย่าให้กลายเป็นส่วนที่มีของกินทุกหย่อมหญ้าในแบบฉบับของตัวเอง โดยมีความตั้งใจเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว

จุดเริ่มต้นก็เกิดขึ้นเมื่ออยากจะมีบ้านสักหลังบนพื้นที่ดินที่คุณย่าทิ้งไว้ให้เป็นมรดกโดยมีข้อแม้ว่าบ้านหลังนี้นั้นจะต้องรายล้อมไปด้วยของกินที่สามารถหากินเองได้ตามรั้วบ้านและมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันและต้องอยู่ได้ในแบบฉบับของมันเองและสามารถอยู่แบบถึงไม่มีงานก็สามารถมีกินได้

โดยแต่เดิมพื้นที่สวนแห่งนี้นั้นเคยเป็นสวนมะม่วงมาก่อนและมีการขุดบ่อประมาณครึ่งไร่เอาไว้ 1 บ่อซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงบ่อนั้นไว้รดน้ำต้นมะม่วง เพื่อให้มะม่วงนั้นให้ผลผลิตที่ดีแต่ต่อมาก็ประสบปัญหากับพายุเกย์เข้าจึงทำให้มะม่วงเกือบทั้งสวนล้มตายกันเหลือเพียงประมาณ 5 ต้นเท่านั้นซึ่งก็ทำให้พ่อของเจ้าของกระทู้เลิกทำสวนมะม่วงในทันทีและหันมาเลี้ยงกระต่ายแทนมีการปรับพื้นที่เป็นสวนปลูกหญ้าเพื่อเลี้ยงกระต่ายเพื่อนำไปขายโดยในตอนแรกขายดีเป็นอย่างมากเพราะไม่มีคนเลี้ยงกันแต่พอนานๆก็มีคนเริ่มเรียนกันเยอะจึงทำให้มีราคาตกต่ำและสุดท้ายก็เลิกเรียนแล้วทิ้งสวนหันมาเล่นพระเครื่องแทนและไม่เคยกลับมาที่สุดแห่งนี้อีกเลย

จากนั้นเจ้าของกระทู้เมื่อได้มรดกก็กลับมาที่แผ่นดินแห่งนี้อีกครั้งและตั้งใจจะปลูกบ้านโดยสภาพพื้นที่ในตอนแรกนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่ามีพื้นที่ดินสารเคมีแห้งๆโดยเขาต้องบูรณะโดยเริ่มจากการซื้อต้นไม้จากในจตุจักรใส่รถตู้กลับมาที่สวนอาทิตย์โดยจะมีการเน้นปลูกเป็นต้นไม้ป่าใหญ่ต่างๆเช่น พะยูง สัก ประดู่ ยางนา มะค่าโมง ตะเคียน ปลูกในทุกอาทิตย์โดยทุกคนในบ้านมองว่าบ้าและบ่นว่ากูไปทำไมไม่เห็นจะได้ผลอะไรซึ่งก็ทำไปเรื่อยๆแบบนี้จนต้นไม้ที่ปลูกนั้นเจริญเติบโตให้ร่มเงามากยิ่งขึ้น

พ่อไม่เคยเข้ามาในสวนเลย ช่วงแรกๆ พ่อขายพระได้ดีมาก บางวันอาจจะมีรายได้หลักหมื่น แต่สุดท้ายพอคนเริ่มขายพระมากขึ้นพระปลอมมากขึ้น พ่อก็เจอปัญหาเดิมๆ เริ่มขายพระไม่ได้ สุดท้ายพ่อก็เลิกขายพระ

และเมื่อคุณพ่อเลิกขายพระก็ได้เข้ามาปลูกพืชผักมากขึ้นและทำน้ำหมักเองและภายในไม่กี่เดือนก็มีพืชผักไว้กินเองซึ่งพ่อนั้นจะเข้าสวนอยู่เป็นประจำและสามารถเอาผักผลไม้ที่ปลูกนั้นมากินได้ในทุกๆวันโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพราะไม่มีรายได้แล้วเมื่อผลผลิตดีมากยิ่งขึ้นก็เริ่มมีการวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อเพื่อให้พ่อมีรายได้มากขึ้นจึงมีการลงทุนซื้อเป็ดไข่และให้พ่อเริ่มเลี้ยงเมื่อเลี้ยงไปเรื่อยๆก็มีขายไว้กินและสามารถเอาส่วนที่เหลือมาขายได้ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับพ่อจนพ่อยิ้มได้

ต่อมาเมื่อมีทุนก็ลงทุนซื้อไก่ให้พ่ออีกเป็นจำนวน 150 ตัวแต่ว่าเกินกำลังเกินไปเมื่อได้มาเท่าไหร่ก็จะหมดไปกับค่าอาหารจึงขายไก่ไปบางส่วนเหลือเลี้ยงไว้เพียงแค่ 50 ตัวเท่านั้นก็สามารถให้ควบคุมจำนวนกายได้และมีรายได้จากการเก็บไข่เป็ดไข่ไก่ไปขายและสามารถเอาพืชผักสวนครัวที่มีอยู่มารับประทานได้แบบที่ไม่ต้องใช้เงินแต่อย่างใด

สำหรับปัญหาในการทำส่วนนั้นเริ่มแรกก็จะพบกับว่าที่ดินนั้นเป็นดินนามีความเหนียวเป็นอย่างมากเมื่อกดเข้าไปก็จะติดตอบเลยจำเป็นจะต้องอาศัยการปรับหน้าดินด้วยขี้เป็ดขี้ไก่อยู่บ่อยๆจึงจะปลูกผลไม้ได้ซึ่งผลไม้นั้นก็สามารถปลูกได้ยากพอสมควรเพราะร่างไม่ค่อยเดินจึงจำเป็นจะต้องปรับพื้นที่ดินนานกว่าจะเริ่มปลูกสำหรับเงินลงทุนนั้นเจ้าของไอเดียคาดว่าคงหมดไปเป็นแสนแล้วตั้งแต่เริ่มต้น แต่คิดแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ใช้ดีแถมประหยัด ‘เครื่องให้อาหารสัตว์อัตโนมัติ’ แบบทำเอง ง่าย ๆ ใช้งบ 50 บาท

ซึ่งถ้าหากใครนั้นมีความกังวลในเรื่องของสัตว์เลี้ยงในบ้านจนไม่สามารถปล่อยมันทิ้งไว้กับบ้านและไปทำธุระที่ต่างจังหวัดไกลได้แต่บอกเลยว่าในบางครั้งก็มีเหตุจำเป็นที่จะทำให้ผู้เลี้ยงนั้นจะต้อง ไปทำธุระที่ต่างจังหวัดแต่ก็เกิดเป็นห่วงกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านของตัวเองว่าใครจะมาคอยให้อาหาร

แต่บอกเลยว่าปัญหาทุกอย่างนี้จะหมดไปถ้าหากคุณนั้นได้พบกับแนวคิดที่น่าสนใจอันนี้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมกับการผลิตเครื่องให้อาหารสัตว์เลี้ยงแบบอัตโนมัติที่คุณนั้นสามารถทำได้เองแบบง่ายๆและสามารถใช้งานได้จริงโดยไอเดียนี้นั้นเป็นไอเดียของคุณ ทอม นิวบอร์น ที่บอกเลยว่าคุ

ณทอมนั้นไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใดทุกคนนะสามารถทำตามได้อย่างแน่นอน

โดยเจ้าเครื่องให้อาหารอัตโนมัติสำหรับสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถลงมือทำเองด้วยตัวเองแบบง่ายๆและใช้งบประมาณจากจำกัดอีกด้วยเพียงแค่ 50 บาทเท่านั้นซึ่งงบประมาณนี้ก็ซึ่งขึ้นอยู่กับวัสดุอุปกรณ์ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสัตว์เลี้ยงต่างๆโดยสามารถให้ได้ทั้งเป็ดไก่สุนัขแมวหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆโดยเรานั้นสามารถนำเอาความคิดนี้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานอย่างสูงสุดก็ได้โดยเราสามารถปรับขนาดของเครื่องให้อาหารอัตโนมัติตามชนิดหรือปริมาณของสัตว์เลี้ยงได้โดยวิธีจะมีอะไรบ้างนั้นลองตามมาดูกันเลย

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็จะมี ถังขนาด 20 ลิตรพร้อมฝา หรือขนาดที่เหมาะสมกับสัตว์ / ขวดพลาสติก หรือวัสดุอื่นก็ได้ / ปืนกาวและกาวแท่ง

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ทำการเอาถังมาเจาะรูประมาณซัก 1 * 2 นิ้วหรือตามความเหมาะสมที่เราติดตั้งไว้เองก็ได้ จะเป็น 4 เหลี่ยม หรือ วงกลมก็ได้ตามใจชอบ

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ทำการผ่าขวดเป็นแนวตั้งให้ได้ค่อนขวดโดยใช้ความสูงประมาณ 4 นิ้วหรือตามความเหมาะสมที่เราต้องการ

ขั้นตอนที่ 3 ทำการเจาะรูขนาดเล็กไว้ที่ก้นขวดเพื่อไม่ให้น้ำขัง

ขั้นตอนที่ 4 เอาปืนกาวมายิงเข้ากับขวดแล้วติดเข้ากับถังจากนั้นก็รอให้ปืนกาวเย็น

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ที่ให้อาหารอัตโนมัติแก่สัตว์เลี้ยงของเราแล้วซึ่งบอกเลยว่า ประโยชน์ของเครื่องให้อาหารนี้มีดีเป็นอย่างมากซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการให้อาหารสัตว์ได้ตลอดเวลาประหยัดทั้งเวลาและแรงในการให้อาหารไม่ต้องให้อาหารบ่อยๆและสามารถช่วยให้อาหารนั้นไม่กระจัดกระจายที่เกิดจากการคุยเกี่ยวกับสัตว์ของเราได้และทำให้สัตว์เลี้ยงนั้นได้รับการอาหารสม่ำเสมอทำให้มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและลดระยะเวลาในการให้อาหารและสามารถวางไว้กลางแจ้งได้ไม่เปียกฝนแต่อย่างใดด้วย

ไอเดียเจ๋ง ‘กระบะพลังคูโบต้า’ เครื่องแรง ทนทานใช้งานได้จริง ดัดแปลงไว้ใช้ในสวนไร่นา

และนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่เจ๋งมากๆซึ่งส่วนใหญ่แล้วถ้าหากเราทำไร่ทำนานั้นเราก็มาจะเห็นรถ รถไถเดินตาม หรือ รถอีแต๊ก ที่เป็นรถระบบ 4 เกียร์ที่แหม่มมีความรวดเร็วแข็งแรงทนทานมาใช้งานในการทำเกษตรซึ่งการใช้งานรถจำพวกนี้จำเป็นจะต้องมีความชำนาญในด้านนี้เป็นอย่างมากเพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้

บอกเลยว่าในล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า ชีวิต เมกัน ขาดหวานไม่ได้ จะได้มีการโพสต์ภาพผลงานการดัดแปลงโดยการนำเครื่องยนต์รถไถคูโบต้าใส่เข้ากับตัวเครื่องรถกระบะซึ่งสามารถนำมาใช้งานได้จริงอีกทั้งยังมีความแข็งแรงและทนทานหรือจะเป็นอย่างไรนั้นเราก็มาชมกันเลยดีกว่า

โดยบอกเลยว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่น่าสนใจไม่น้อยโดยการนำเครื่องยนต์คูโบต้ามาใส่ในรถกระบะสีฟ้าซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้ได้รถกระบะที่สามารถใช้งานได้จริงเครื่องแรงและทนทานอีกด้วยและสามารถดัดแปลงไว้ใช้งานในสวนได้แบบสบายๆซึ่งเป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาตัดยอดให้เกิดประโยชน์ทางด้านไหนด้านบอกเลยว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

โดยหลังจากที่มีเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตนั้นหันมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นอย่างมากชื่นชมกันเป็นอย่างมากกับแนวคิดที่น่าสนใจอย่างนี้ซึ่งบอกเลยว่านี่คือไอเดียของคนไทยที่บอกเลยว่าไม่แพ้ชาติใดในโลกเลยจริงๆ

เขาหาว่าผมบ้า ลาออกจากงาน กลับบ้านสานฝันทำเกษตร

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับประสบการณ์ของคนหนึ่งที่ได้ออกจากพนักงานบริษัททำการสินค้าขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ตัดสินใจชีวิตของตัวเองนั้นออกมาทำเกษตรและก็ได้มีการออกมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ pantip โดยใช้ชื่อสมาชิกว่า xela

ด้วยตัวเขานั้นได้ทำเกษตรพอเพียง 180 ตารางวาและเป็นสิ่งที่เขาทำให้เห็นว่าความฝันของเขานั้นมันยิ่งใหญ่มากแค่ไหนซึ่งในต่างระบุเอาไว้เขานั้นได้ทำตามความฝันมาแล้ว 4 เดือนและต้องการจะแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันเพื่อทบทวนว่าการเลือกทำตามความฝันนั้นมันสำคัญมากแค่ไหน

โดยเบื้องต้นทางเจ้าของกระทู้นะได้พูดถึงสามีที่เป็นคนทำงานบริษัทเหมือนกับบริษัทอื่นๆและชอบทำโอเลิกดึกเข้า 8:00 นเป็นประจำและเกิดความคิดที่อยากจะทำการเกษตรอยากปลูกพืชผักสวนครัวเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่และได้มีการเปลี่ยนหนังสือที่อ่านจากหนังสือแฟชั่นหัวนอกมาเป็นหนังสือนิตยสารเกษตรเพื่อดูเคล็ดลับการปลูกพืชผักผลไม้การทำเกษตรอินทรีย์การทำน้ำหมักไว้ใช้และมีการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการเกษตรและเปลี่ยนจากการซื้อข้าวของราคาแพงนะซื้อต้นไม้พรรณไม้เมล็ดแตกต่างๆมาสะสมไว้แทน

โดยในตอนนี้ทั้งคู่นั้นก็เรียกได้ว่าถูกคนหลายคนมองว่าเป็นคนบ้าเพราะทั้งคู่ได้ยื่นใบลาออกจากบริษัทเพื่อมาทำศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งในตอน

นั้นคนรอบข้างก็เป็นห่วงกลัวว่าจะลำบากเพราะเคยทราบว่าทั้งคู่นั้นทำงานอยู่ในห้องแอร์จับปากกาเซ็นต์เอกสารอย่างเดียวจากคอมพิวเตอร์นั่งพิมพ์รายงานไม่เคยตากแดดตากลมและคิดว่าไม่น่าจะทำการเกษตรได้รอดแต่ทั้งคู่นั้นไม่เคยเปลี่ยนใจและมุ่งมั่นด้วยความตั้งใจเต็มร้อย

โดยทั้งคู่นั้นได้มีการคิดโลโก้เป็นของตัวเองและมีการบอกข้อดีของการทำอย่างนี้ก็คือในเรื่องของสุขภาพเพราะตอนนั้นที่เคยทำอยู่ในออฟฟิศก็เคยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมจนกระดูกสันหลังเสื่อม 1 ข้อเพราะว่าทำงานอยู่กับพี่มากเกินไปและเป็นโรคไมเกรนที่ต้องปวดหัวทุกครั้งจากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกทั้งยังพบกับโรคกล้ามเนื้อกระดูกอักเสบต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นจากการทำงานจนเกิดปัญหาในเรื่องของสุขภาพ

จึงได้มีการบอกกับที่บ้านว่าถ้าหากไม่รอดจริงๆก็จะกลับไปทำงานอีกครั้งหนึ่งเพราะในตอนนี้คิดว่าตัวเองยังอายุไม่มากเพียงแค่ 30 ต้นๆถ้าหากล้มเหลวก็สามารถเริ่มต้นชีวิตในการเป็นพนักงานใหม่อีกครั้งได้ในตอนนี้ขอพักผ่อนร่างกายเสียก่อนและต้องการทำเกษตรด้วยความตั้งใจเต็ม เต็มที่อีกด้วยซึ่งก็ทำให้ไม่มีใครนั้นไปบังคับความคิดหรืออะไรของเขาได้

โดยข่าวนั้นได้กลับมาบริเวณที่บ้าน ในจังหวัดขอนแก่นและต้องพบว่าพื้นที่ที่จะทำสานฝันนั้นพบแต่ความแห้งแล้งมีหญ้ารกเต็มไปหมดแต่ทั้งคู่ก็ตั้งใจและคิดจะลงมือทำกันอย่างเต็มที่ไม่อย่างนั้นถ้าหากไม่ได้ทำก็คงนอนตาไม่หลับโดยมีการตั้งชื่อว่า บ้านสวนเบญจมงคล” มาจากเบญจวรรณ และศุภมงคล และมีความหมายว่า สิ่งดีๆ 5 อย่าง คือ กินดี อยู่ดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี มีความสุขดี มีชีวิตที่พอเพียง

โดยทั้งคู่นะเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้จากการซื้อที่ดินมาปลูกบ้านส่วนหนึ่งก็มาซื้ออุปกรณ์ทำเกษตรและแบ่งเอาไว้ใช้จ่ายในระหว่างที่ยังไม่มีรายได้โดยคิดว่าในช่วง 3 ถึง 6 เดือนนั้นจะเป็นช่วงที่ยังไม่มีรายได้เข้ามาจึงทำให้ต้องเป็นต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อใช้จ่ายในส่วนนี้โดยการปลูกพืชผักนั้นส่วนใหญ่ก็จะให้ผลผลิตภายใน 2-3 เดือนแต่ก็ไม่มีอะไรนะสามารถมารับประกันได้เลยว่าผักที่ปลูกไว้จะโตหรือแห้งตายหรือไม่จึงได้มีการเริ่มวางแผนในการจัดทำพื้นที่สวนเกษตรของตัวเอง

โดยพื้นที่นั้นมีทั้งหมด 180 ตารางวาซึ่งการปลูกบ้านมีไปแล้วประมาณ 120 ตารางเมตรและจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำโชคดีว่าที่หมู่บ้านนั้นมีหนองน้ำที่ใหญ่มากประมาณ 700 กว่าไร่แต่ก็ประสบพบเจอปัญหาเพราะว่าแรงดันน้ำมาไม่ถึงซึ่งจะได้นัดอีกทีต้องมาเปิดไว้ตั้งแต่อีกทีตอนตี 2 ตี 3 ตอนเช้าถึงจะได้อาบ

และด้วยความห่างไกลและจึงได้มีการลงมือทำเจาะน้ำบาดาลด้วยตัวเองโดยมีการเสียค่าต่อไปทั้งหมด 12,000 บวกปั๊มน้ำ บวกถัง และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 30,000 บาท คราวนี้มาดูถึงทางด้านเรื่องกิน โดยทั้งคู่ก็ได้มีการนำความรู้จากการที่ได้ไปศึกษางานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นและพบว่าน้องนักศึกษาเอาลูกปลาหมอแปลงเพศมาขายถุงละ 100 บาทดอย 1 ถุงมี 30 ถึง 50 ตัวซึ่งทั้งคู่ก็อุดหนุนมา 5 ถุงและมีการลงทุนซื้อพลาสติกปูบ่อปูน 1 ม้วน ใน ราคา 1,050 บาท กว้าง 3.6 หลา ยาว 40 หลา เมตร หนา 0.12 มิล โดยพลาสติกผืนนี้นั้นบอกเลยว่าสามารถทำประโยชน์ได้อย่างไรอย่าง และสามารถเป็นบ่อปลาไว้เลี้ยงปลาได้

โดยทั้งคู่นั้นก็จะมีการวางแผนต่างๆออกแบบแผนผังส่วนของตัวเองให้ได้เกิดผลประโยชน์มากที่สุดซึ่งถ้าหากวางแผนไม่รอบคอบเกิดวัสดุไม่พอก็จะพบปัญหาอีกยาว โดยนอกจากการทำบ่อปลาหมอแล้วพลาสติกปูพื้นก็ยังเหลืออีกเยอะจึงสามารถนำมาประกอบใช้พื้นที่ทางสวนเกษตรที่เหลือได้จึงได้มีการทำบ่อปลาดุกเพิ่มอีกบ่อที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันโดยมีขนาดประมาณ 2 เมตร x 3 เมตร ใส่ปลาดุกลงไป ประมาณ 200 ตัว พอเลี้ยงปลาดุกโตก็สามารถนำมารับประทานได้

และเมื่อมีปลาแล้วก็ต้องมีไข่โดยได้มีการซื้อไก่เป็ด ไข่ มาอย่างละ 15 ตัวโดยเป็นไก่สาวและเป็ดสาว มาเลี้ยงนะทำเล้าไก่ให้หนาแน่นและมีบริเวณพื้นที่ให้ไก่นั้นสามารถเดินคุ้ยเขี่ยหากินเองได้นอกจากนี้การทำเล้าไก่นั้นไม่ทำให้ไก่นะไปบุกพื้นที่ของคนอื่นอีกด้วย

สวนพืชผักสวนครัวนั้นก็จะเน้นผักที่ตัวเองชอบกินโดยทางเจ้าของกระทู้นะชอบกินบวกจึงได้ผูกบวกเอาไว้ด้วยการทําค้างบวบ นอกจากนี้ยังมีการปลูกพืชผักหลากหลายชนิดและจะใช้ท่อ PVC ในการทําค้างบวบแทน โดยท่อนี้ได้มาจากการทำบ่อบาดาลของตัวเองเหลือเยอะเป็นอย่างมากจึงจะนำมาทำได้อย่างง่ายดายและไม่ผูกพันด้วย

โดยในทุกๆวันทั้งคู่นั้นจะมานั่งจับเข่าคุยกันว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรเดือนนี้จะทำอะไรและหน้าที่ของใครจะทำอะไรเพราะบางงานนะสามารถทำคนเดียวได้และอีกคนนั้นสามารถไปพักผ่อนได้ด้วยการทำงานและมีการตั้งข้อสังเกตว่าใช้คนให้ถูกงานเรื่องงานให้ถูกคน

หน่วยพืชผักสวนครัวที่ปลูกนั้นก็จะมี ชะอม กระเพรา โหระพา แมงลัก ต้นหอม ผักชี มะเขือ ผักหวานบ้าน รับผักที่ชอบปลูกหมดโดยต้องซื้อที่เขาชำในถุงมาปลูกก่อนเมื่อชุดแรกหมดชุดต่อไปก็จะพอทันกินพอดีและมีการติดตั้งระบบน้ำ แบบสปริงเกอร์เพื่อให้น้ำอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการหาพลังงานทดแทนมาใช้งานเพราะมองถึงอนาคตข้างหน้าว่าถ้าหากมีผักเยอะและพวกหนอนแมลงนั้นจะต้องเยอะจึงจำเป็นจะต้องทำน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้เองจึงได้ไปซื้อถังขนาด 200 ลิตรมา 1 ใบในราคา 500 บาทมีท่อใยหินเหลือจากทำห้องน้ำพอดี ประหยัดไปได้อีก ตั้งใจทำแบบแนวนอน ขอเป็นแนวที่สามารถนำทางออกมาได้ง่าย

และไม่ได้มีการลงมือทำน้ำส้มควันไม้อยู่ 3 ครั้งจึงจะสามารถได้ในสิ่งที่ต้องการจึงให้รู้ว่าทฤษฎีที่เรียนมากับภาคปฏิบัตินั้นต่างกันต้องลงมือทำถึงจะรู้ซึ้งในตอนนี้ทางเจ้าของบ้านก็จะมีทาง บ่อปลาหมอ บ่อปลาดุก เล้าไก่ไข่ ไก่บ้าน เป็ดไข่ เตาเผาถ่าน แปลงผัก อุโมงค์พันร้าน โรงเพาะกล้า

จากนั้นไม่นานทางเจ้าของกระทู้ก็ได้มีความคิดที่อยากจะปลูกเห็ดด้วยตัวเองจึงได้มีการจัดทําโรงเพาะเห็ดโดยแบ่งแยกกับ เห็ดขอนขาวกับเห็ดนางฟ้า เพราะเหตุทั้งคู่ในใช้อุณหภูมิต่างกันโดย ห็ดขอนขาว ต้องการอุณหภูมิประมาณ 35-38 องศา ความชื้นที่ 80-90 เห็ดนางฟ้า ต้องการอุณหภูมิประมาณ 30-35 องศา ความชื้นที่ 70-90

ในเริ่มแรกมีการลงเห็ดขอนขาวจำนวน 300 ก้อนโดยได้ในราคาก้อนละ 8 บาทและเห็ดนางฟ้าภูฐานประมาณ 200 ก้อนได้ในราคาก้อนละ 7 บาทพอเหลือกินก็สามารถนำไปเก็บขายได้ซึ่งลงทุนกับค่าเห็ดทั้งหมด 4000 กว่าบาทและค่าโรงเรียนต่างๆด้วยการนำพลาสติกปูบ่อปลาที่เหลือมาทำเป็นโรงเรือนเห็ดขอนขาวได้โดยเหตุนั้นสามารถนำไปขายในหมู่บ้านได้ราคา 400-500 บาท ทำเป็นถุงละ 20 บาท ใส่ 2 ขีด เท่ากับกิโลละ 100 บาท

นอกจากนี้จะมีการแบ่งเด็ดใบแมงลักใส่ให้ด้วย ทำให้น่าซื้อ ลูกค้าก็ซื้อง่าย โทรหามากยิ่งขึ้นและเมื่อนำไปขายที่ตลาดนัดก็สามารถขายได้เป็นอย่างดีมีเท่าไหร่ก็ขายหมดและไข่ไก่นั้นก็สามารถออกได้เรื่อยๆและมีลูกค้าไปอุดหนุนเป็นอยู่เป็นประจำบ้างก็มีคนมาขอซื้อปลาหมอไปป่นก็สามารถได้กำไรเล็กๆน้อยๆไปจึงทำให้ในส่วนนี้มีรายได้เริ่มมาเรื่อยๆและทำให้ทั้งคู่ในเรื่องมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น

โดยในตอนนี้เจ้าของกระทู้นั้นก็ได้มีการปลูก ปลูกฟักทอง ข่า ตะไคร้ แตงกวา บวบหอม ฟักหอม น้ำเต้า ถั่วฝักยาว แตงไทย บวบงู บวบเหลี่ยม พริก มะเขือ อย่างละแปลงสองแปลง เพื่อเพิ่มผลผลิตและจะมีตลาดนัดเป็นของตัวเองที่ขายได้อย่างละ 10 บาท 20 บาท

และสวนเกษตรแห่งนี้นั้นก็บอกเลยว่าสามารถลบล้างคำดูถูกคำถักถาง กล่าวหาว่าเป็นคยบ้าของใครหลายๆคนได้ นี่จึงกลายเป็นเรื่องราวของคนบ้าที่ทิ้งเงินเดือนราคาสูงในตำแหน่งหัวหน้าทั้งสองไปทำไร่งาน ต่างๆที่มีคนหลายคนต่างออกมาทำแล้วเจ๊งเจ๊งแต่ถ้าหากทำเกษตรแบบทฤษฎีแบบพอเพียงโดยไม่ได้เอาเงินทองไปลงเกษตรแบบเชิงเดียวก็สามารถสร้างผลผลิตได้อย่างเรื่อยๆมีขายในทุกๆวันได้

โดยในครั้งนี้ทั้งคู่นั้นตั้งใจที่จะทำศูนย์การเรียนรู้การเกษตรเมื่อต้องการมอบประโยชน์ให้กับส่วนรวมแบ่งปันความรู้แบ่งปันความคิดและกำลังใจให้กับผู้อื่นที่คิดจะออกมาทำเหมือนกันโดยในทุกวันนี้ทั้งคู่นั้นไม่จำเป็นต้องซื้อผักแล้วข้าวปลาอาหารก็สามารถหากินเองได้จากในสวนไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้ออีกทั้งยังมีเงินเก็บเป็นจำนวนมากอีกด้ว

‘เปลือกไข่ + ผงชูรส’ เร่งดอก เร่งผลโตไว ออกลูกดก

ซึ่งถ้าหากใครนั้นกำลังปลูกพืชผักสวนครัวในในบริเวณพื้นบ้านของตัวเองแล้วนั้นถ้าหากพบเจอกับพืชออกผลไม่สวยวันนี้เราก็จะมีสูตรเด็ดๆมาฝากกันโดยสูตรที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นั่นก็คือสูตรเร่งดอกเร่งผลโตไว้รับรองว่าใช้แล้วได้ผลชัวร์

โดยสูตรดังกล่าวนี้นั้นใช้เพียงแค่เปลือกไข่และผลชูรสที่สามารถหาได้ง่ายๆในครัวของเรา ซึ่ง 2 สิ่งนี้นอกจากจะนำมาทำอาหารแล้วยังสามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ของเราเพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตของพืชและทำให้พืชผักของเรานั้นมีผลผลิตที่มากขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ

โดยประโยชน์เปลือกไข่และผงชูรสนั้นมีดังนี้

+เมื่อทั้งสองนั้นเกิดการย่อยสลายแล้วจะกลายเป็นอาหารจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงให้กับต้นพืชและยังช่วยในเรื่องของการตรึงไนโตรเจนให้กับดินและรากของพืชอีกด้วย

+ มีส่วนผสมของออกซิเจนที่จะช่วยในเรื่องของการย่อยสลายจึงทำให้ดินที่ใช้ในการปลูกพืชและบำรุงมีความรวมซุยจึงทำให้พืชนั้นสามารถดูดซึมอาหารได้จากดินได้อย่างเร็วมากยิ่ง

+ เปิดขายที่มีกำมะถันแบบอ่อนๆจะมีคุณสมบัติในการช่วยขับไล่แมลงศัตรูพืชต่างๆและยังมีแคลเซียมที่เพิ่มความแข็งแรงในการเจริญเติบโตของพืช

+มีสวนผสมของสารไซโตไคนินจะช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตของพืชได้เป็นอย่างดี

+ มีฟอสฟอรัสในเปลือกไข่ซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของบำรุงพืชได้

ส่วนผสมที่ใช้ในการทำปุ๋ยเปลือกไข่และผงชูรส

+เปลือกไข่

+เกลือ 1 ช้อนชา

+ผงชูรส 8 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาเปลือกไข่ที่เตรียมไว้มาตำให้จนละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 ใส่เกลือผงชูรสลงไปผสมแล้วคนให้เข้ากันจากนั้นนำใส่ขวดนมเอาไว้

การใช้งาน

สามารถใช้งานได้ง่ายๆเพียงแค่นำปุ๋ยเปลือกไข่ที่ทำเอาไว้มาใส่เหมือนปุ๋ยคอกตามปกติโดยการนำไปรวมไว้บริเวณต้นพืชที่เราปลูกและรดน้ำตามซึ่งทำเพียงแค่เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้นก็สามารถใช้ได้ดีโดยสูตรนี้สามารถใช้ได้กับพืชทุกชนิดช่วยในเรื่องของการบำรุงต้นดอกใบและทำให้ผลดกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

และนี่ก็คือสูตรปุ๋ยดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งเป็นสูตรดีๆที่สามารถช่วยทําให้พืชเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังประหยัดและเพราะสามารถหาส่วนผสมทุกอย่างได้จัดในครัวและปลอดสารพิษอีกด้วยซึ่งหากใครนะกำลังปลูกพืชผักสวนครัวและอยากให้พืชผักสวนครัวมีความสวยงามและก็อย่างไรก็อย่าลืมสูตรนี้กันดูนะคะ

ปลูก 3 อย่าง ‘ปลูกกะเพรา-โหระพา-แมงลัก’ บนพื้นที่ 1 ไร่ รายได้ 500 บาทต่อวัน

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นก็จะรู้จักพืชผักสวนครัวจะเป็นอย่างดีโดยพืชผักกินใบต่างๆนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ครัวไทยอย่างเรานั้นนิยมเป็นอย่างมากเช่นกะเพราโหระพาต่างๆมากมายจึงทำให้พืชผักสวนครัวเหล่านี้กลายเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่ต้องการหารายได้เสริมได้ด้วยเช่นกัน

โดยพืชผักสวนครัวอย่างกะเพราโหระพาและใบบางรักถือเป็นพืชล้มลุก และจัดเป็นเครื่องเทศยอดนิยมถือว่าเป็นราชาแห่งเครื่องเทศเลยก็ว่าได้ซึ่งในปัจจุบันก็มีการนำมาใช้ปรุงอาหารอย่างหลากหลายเมนูแนะนำมาทานเป็นผักข้างเคียงอาหารต่างๆได้อย่างมากมายเลยจริงๆ จึงไม่แปลกใจที่ผักเหล่านี้นั้น มันจะมีอยู่คู่ครัวไทยทุกครัวเรือน

ซึ่งแน่นอนในโอกาสนี้ก็ได้มีชาวเกษตรกรคนหนึ่งอย่างเช่นป้ามณี วงศ์มหิง เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่หันมาปลูกใบกระเพราโหระพาและใบแมงลักเพื่อจำหน่ายโดยอาศัยอยู่ที่จังหวัดสระบุรีโดยก่อนหน้านี้เธอนั้นก็เคยทำนามาก่อนและสู้กับสภาวะภัยแล้งไม่ไหวจึงหันมาสนใจในพวกผักสวนครัวและเมื่อเราปลูกดูก็สามารถทำให้มีรายได้เข้ามาได้ในทุกๆวันโดยไม่ตกกว่าวันละ 500 บาทกร และเพียงแค่ 1 ไร่ก็ตัดขายไม่ทันแล้ว

สำหรับใบกระเพราที่ปลูกนั้นก็จะมีอยู่ 2 ทีก็คือกระเพราขาวกระเพราแดงด้วยกระเพราทั้งสองชนิดนี้สามารถขึ้นได้ดีในทุกบิลและมักจะชอบปีที่มีความอุดมสมบูรณ์และรวมสุวิทย์ระบายน้ำได้ดีโดยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 1-2 ปี

โดยป้ามณีนั้นได้มีการปลูกพืชผักสวนครัวเหล่านี้ในพื้นที่ 1 ไร่ซึ่งสามารถปลูกได้ถึง 15000 ต้นและหลังจากบุกไปแล้ว 30 วันก็สามารถเก็บขายได้และสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 7 เดือนเลยทีเดียวเรียกว่าเก็บเกี่ยวได้มหาศาลโดยเก็บเกี่ยวได้ถึง 15 ครั้งแต่หลังจากนั้นผลผลิตก็จะต้องเสื่อมถอยลงกิ่งก้านแข็งแตกยอดน้อยจึงทำให้ต้องรื้อปลูกใหม่

และหลังจากที่ได้มีการเก็บผลผลิตมาแล้วนั้นก็จะนำผลผลิตไปแล้วน้ำเป่าลมให้แห้งและมีการตัดแต่งใบบางส่วนออกมาแล้วนำมามัดเป็นกำกำละ 1.5 ขีดเลนทีเดียว และนี่ก็คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่กำลังหาช่องทางในการสร้างเสริมสร้างรายได้ให้กับตัวเองซื้อบอกเลยว่ามันพืชผักสวนครัวใกล้ตัวเรานั้นก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ชมคลิป

นึ่งข้าวเหนียว สูตรโบราณ แช่เย็นทิ้งไว้ข้ามคืน ยังหอมนุ่ม

ข้าวเหนียวนั้นถือเป็นข้าวอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยนั้นมักนิยมรับประทานกันทั้งๆที่ข้าวเหนียวนั้นมีขั้นตอนวิธีการหุงต้มยากกว่าข้าวเปล่าธรรมดาและถ้าหากทำไม่แบบพิถีพิถันก็จะได้ข้าวเหนียวที่ไม่แข็งจนเกินไปก็แฉะเกินไป ยิ่งถ้าหากเอาไปแช่เย็นแล้วแล้วก็บอกเลยว่าหมดหวังเอาออกมาทีไรก็พาปาหัวสุนัขแตกทุกที

แต่วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีวิธีเอาข้าวเหนียวแข็งๆที่ถูกแช่เย็นมาเป็นข้าวเหนียวนุ่มๆที่บอกเลยว่าก็ยังมีความอร่อยด้วย และวิธีการเอาข้าวเหนียวแข็งๆมาทำเป็นข้าวเหนียวนุ่มๆทำอย่างไรบ้างวันนี้เราก็จะมาเผยเทคนิคการ

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาข้าวเหนียวเก่ามาแช่น้ำประมาณ 6 ชั่วโมงถ้าหากเป็นข้าวเหนียวใหม่แช่น้ำประมาณ 3 ชั่วโมง

ขั้นตอนที่ 2 มาแชร์อย่าเอาน้ำแช่ข้าวทิ้งเป็นเด็ดขาดให้ใส่ชามเก็บใส่ตู้เย็นเอาไว้เพราะถือเป็นหัวเชื้อ เอาไว้แช่ข้าวในวันต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 แช่ข้าวเหนียวเสร็จแล้วก็นำมาใส่หวดนึ่งตามปกติกันเลย

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อข้าวเหนียวสุกให้นำ น้ำแช่ที่เก็บไว้ในตู้เย็นมาพรมๆปริมาณ 1/3 ถ้วย จากนั้นก็เอาไม้พายคนจากล่างขึ้นบนเบาๆ ซ้ำๆกัน และทำแบบเดิทซ้ำๆกัน 3 ครั้ง จากนั้นรอข้าวเหนียวสุก

ขั้นตอนที่ 5 เมื่อข้าวเหนียวสุกแล้วให้ยกลงจากเตาห้ามเปิดฝาอย่างน้อย 15 นาทีหลังจากนั้นก็สามารถ เอาข้าวเหนียวมารับประทานกันได้เลย

ปลูกว่านหางจระเข้ ใช้ทุนน้อย ส่งขายโรงงาน ขายได้หลักแสน มีเท่าไรก็ไม่พอขาย

แน่นอนว่าทุกคนนั้นก็จะทราบกันดีถึงสรรพคุณของว่านหางจระเข้ที่ถือว่าเป็นสมุนไพรชั้นดีและมีคุณค่าทางยาเป็นอย่างมากทั้งช่วยในเรื่องของการรักษาแผลสมานแผลบรรเทาอาการแสบร้อนของแผลที่เกิดจากน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้และนอกจากนี้ก็ได้มีการนำว่านหางจระเข้ไปพัฒนาเป็นตัวยาหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้ากันอย่างมากมาย

และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ว่านหางจระเข้นั้นกลายเป็นสิ่งที่ทางตลาดต้องการเป็นอย่างมากซึ่งนี่ก็ถือว่าส่งผลดีต่อเกษตรกรในประเทศไทยเพราะถือเป็นแหล่งปลูกว่านหางจระเข้ที่สำคัญทางภาคตะวันตกอย่างเช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีการปลูกว่านหางจระเข้เพื่อส่งโรงงานโดยเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีเรียกว่าสืบทอดมนุษย์,รุ่นต่อรุ่นเลยก็ว่าได้

คุณธนัชญาน์ มีสวัสดิ์ หรือ คุณจูน เป็นชาวตำบลบ่อนอก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่ได้มีการสืบทอดงานเกษตรกรมาจากครอบครัวโดยครอบครัวของเธอนั้นทำไร่ปลูกว่านหางจระเข้เพื่อส่งโรงงานมานานกว่า 30 ปีตั้งแต่รุ่นพ่อโดยในตอนนั้นทางพ่อได้มีนายทุนแนะนำให้ปลูกและมีการรับซื้อจึงได้มีการปลูกมาตั้งแต่นั้น

โดยก่อนที่คุณจูนนั้นจะหันมารับธุรกิจครอบครัวก็ได้ไปทำงานในฝ่ายบุคคลมาก่อนที่โรงงานแห่งหนึ่งแต่เมื่อรู้สึกอิ่มตัวกับงานที่ทำประกอบกับที่บ้านคนไม่พอถึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานมาช่วยเหลือที่บ้านอย่างเต็มตัว

โดยพื้นที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้นเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกว่านหางจระเข้การและเหตุผลหลักนั่นก็คือ ว่านหางจระเข้ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย สารเคมีแทบไม่ต้องใช้ และเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนเหนียวถือว่าเหมาะมากกับพื้นที่ที่ประจวบคีรีขันธ์เป็นอย่างมากเพราะว่าว่านหางจระเข้นั้นปลูกได้ไม่ยากครั้งเดียวก็สามารถเก็บขายได้นานกว่า 10 ปี

โดยสายพันธุ์ที่เลือกในการมาปลูกนั้นก็คือ พันธุ์บาบาเดนซิส ลักษณะเด่นคือ กาบใหญ่ เนื้อเยอะ มีสรรพคุณทางยามากมาย และนอกจากนี้ยังปลูกได้ใช้น้ำน้อยอีกด้วย

โดยการปลูกว่านหางจระเข้นั้น ะปลูกโดยการใช้หน่อ โดยหน่อจะมีราคาให้ซื้อตั้งแต่ 10-100 บาท โดยจะมีการไถดินสองรอบ รอบแรกไถดะ รอบที่สองไถแปร หากพื้นที่ตรงไหนมีน้ำขังให้ชักร่องปลูกให้น้ำไหลออก เพราะเจ้าว่านหางจระเข้ถือเป็นพิชี่ไม่ชอบน้ำมาก ถ้าหากอบู่ในที่ๆมีน้ำขัง รากจะเน่าได้

สำหรับระยะในการปลูกนั้นจะเว้นระยะห่างประมาณร่อง 1 เมตร ระหว่างต้น 1 ศอกเพราะถ้าหากปลูกใกล้กันเกินไป กาบจะชนกันทำให้ไม่โตเท่าที่ควร อีกทั้งยังต้อวหมั่นทำความสะอาดแปลง กำจัดวัชพืชอย่าให้ขึ้นสูงด้วย

ระบบน้ำ… ว่านหางจระเข้ เป็นพืชทนแล้ง ไม่ต้องการน้ำมาก 1 สัปดาห์ รดน้ำสัก 1 ครั้ง โดยการติดตั้งระบบน้ำสปริงเกลอร์เปิดรดช่วงตอนเย็น เพราะอากาศเย็นว่านหางจระเข้จะรับน้ำได้อย่างเต็มที่ หากรดช่วงที่อากาศร้อนจะทำให้ว่านหางจระเข้รากเน่า ระยะเวลาในการรดน้ำ 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง

ปุ๋ย… ไม่ต้องใส่มาก ในระยะ 1-2 ปีแรกไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพราะว่าช่วงปีแรกๆ ว่านหางจระเข้จะสมบูรณ์มาก ถ้าใส่ไปอาจทำให้เน่า แนะนำให้เริ่มใส่ปุ๋ยช่วงปีที่ 3 ใส่เพียงปีละครั้ง ใส่สูตร 21-0-0

แมลงศัตรูพืช…มีบ้าง แต่ไม่มีผลกับว่านหางจระเข้ อาจมีรอยที่ใบบ้าง แต่ไม่มีผลต่อเนื้อข้างใน

โดยว่านหางจระเข้นั้นถือเป็นพืชที่ลงทุนน้อยแต่สามารถได้ผลตอบแทนเป็นอย่างมากเพราะปลูกครั้งเดียวสามารถได้ผลผลิตเก็บไว้ขายในทุกๆเดือนได้นานถึง 10 ปีโดยปลุกครั้งแรกนั้นอาจจะต้องใช้เวลาหน่อยประมาณ 8-9 เดือนเพื่อให้มันเจริญเติบโตหลังจากนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตขายได้ในทุกๆเดือนโดยผลผลิตต่อไร่นั้น 20 วันตัดครั้งหนึ่งหรือประมาณ 1 เดือนตัดครั้งหนึ่งซึ่งก็จะได้ผลผลิตในการขายต่อครั้งประมาณ ผลผลิต 3.5-4 ตัน ต่อไร่ ต่อเดือน ส่งขายได้ กิโลกรัมละ 2.5-3 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้ดีเป็นอย่างมาก

สำหรับหน่อนั้นในตอนแรกอาจจะมีการลงทุน แต่เมื่อถูกไปก็สามารถคัดลอกจากไร่ตัวเองมาได้จอยมือใหม่นั้นจะใช้เงินลงทุนในการทำตกไร่ละไม่เกิน 20,000 บาท ยิ่งถ้าทำกันเองเป็นครอบครัวต้นทุนก็จะลดลง และคุ้มมากในระยะยาวอีกด้วย

โดยในปัจจุบันนี้คุณจูนนั้นได้มีการปลูกว่านหางจระเข้ส่งโรงงาน5 โโรงงานโรงงานละ 3 ตันอีกครั้งอยากทำตลาดออนไลน์เพื่อขายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับการค้าขายโดยทางโรงงานจะมีการสั่งออเดอร์มาเรื่อยๆและทางคุณจูในก็มีร้านการรักษามาตรฐานการโดยตลอดไม่ขาดตกบกพร่องรหัสช่วงไหนผลผลิตออกยากทางโรงงานก็จะโทรมาให้ช่วยหาซึ่งทางคุณจูในก็สามารถหาได้ตลอดมีมากมีน้อยก็ส่งนะไม่เคยปฏิเสธลูกค้า โดยมาตรฐานแต่ละโรงงานนั้นจะแตกต่างกันไป

และสำหรับช่องทางการขายทางออนไลน์นั้นก็ได้มีการเปิด Facebook และ LINE เพื่อลองหาตลาดเล่นๆเป็นรายได้ให้กับครอบครัวโดยจะมีการเปิดรับออเดอร์ผ่านทาง facebook โดยจะเปิดรับและส่งของทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดีโดยจะมีลูกค้าเข้ามาติดต่อหลายคนทุกสัปดาห์และมีเจ้าประจำอยู่หลายรายการส่งสั่งครั้งละ 20-30 กิโลกรัมโดยขายเป็น กาบสด ตัดมาไม่ให้เข้าเนื้อ แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาด ราคาขายทางออนไลน์ กิโลกรัมละ 20-30 บาท ถือว่าสร้างรายได้ดีอีกทางหนึ่ง

แน่นอกจากนี้ก็ยังมีการแปรรูปขายสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกเป็นเนื้อใสๆน่ารักมากด้วยน้ำเปล่าส่งขายข้างละ 1 ตันกลับกลายเป็นว่าสร้างรายได้ได้คุณเป็นอย่างมากด้วยค่ะนิโกรกรัมละ 60 บาท คิดเป็นเงิน 60,000 บาท ต่อ 1 ตัน หักต้นทุนก็ยังได้กำไรถึงสี่หมื่นบาทเลยทีเดียว

สำหรับท่านที่สนใจ สอบถามข้อมูล หรือปรึกษาการตลาด สามารถติดต่อ คุณธนัชญาน์ มีสวัสดิ์ หรือ คุณจูน ได้ที่เบอร์โทร. (088) 452-9963

ไอเดียเจ๋ง ‘เลี้ยงหอยขมแบบใหม่’ ลงทุนครั้งเดียว จับขายได้ทั้งปี

ซึ่งวันนี้ทางทีมงานมันก็จะพาทุกคนมาแนะนำอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจนะก็คือการเลี้ยงหอยขมขายนั่นเองซึ่งบอกเลยว่าการเลี้ยงหอยขมนั้นสามารถทำได้โดยการลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียวและสามารถจัดส่งเพื่อทำรายได้ได้ในตลอดทั้งปีด้วยโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาชมความรู้จักคุณชัยยะ อินทร์สุข ซึ่งคุณชัยนันท์ถือเป็นหนึ่งชาวเกษตรกรฟาร์มหอยที่ทำอยู่ในตำบลระแหงอำเภอลาดหลุมแก้วจังหวัดปทุมธานีด้วยเขาได้ทำอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริมให้กับตัวเอง

ในฟาร์มหอยของเขานั้นมีจำหน่ายทั้งแบบเป็นเปลือกและแบบแกะเนื้อออกจากเปลือกและจำหน่ายให้ตามร้านค้าต่างๆตามร้านอาหารหรือให้ผู้ที่สนใจนำไปประกอบอาหารซึ่งรายได้ในส่วนนี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของการหันมาทำหอยขมนี้เริ่มแรกทางคุณชัยนันท์ก็มีอาชีพค้าขายทำร้านอาหารทั่วไปต่อมาได้มีการขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับอีกหนึ่งช่องทางแต่ปลาที่นำมาเลี้ยงนั้นไม่สามารถทำให้เขาประสบความสำเร็จได้เท่าที่ควร โดยในระหว่างนั้นในบ่อก็มีหอยขมติดมาแต่กลับกลายเป็นว่าหอยขมกลับเจริญเติบโตและสามารถนำมาประกอบอาหารได้จึงเกิดแนวความคิดที่มองเห็นโอกาสในการอยากจะเลี้ยงอย่างจริงจังเพื่อสร้างรายได้นั้นเอง

“ช่วงนั้นก็เอาปลามาลงบ่อพอเห็นว่าน่าจะเรียนได้เสร็จแล้วเราก็ไม่ค่อยมีเวลาดูแลเท่าไหร่ปลาก็ตายมีขโมยมาลักมั่งทีนี้เรื่องการเลี้ยงปลาก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จแล้วไม่เห็นหอยขมที่อยู่รวมกันในบ่อมันสามารถเจริญเติบโตได้ดีไม่หาย จึงได้มองเห็นว่าหอยขมปัจจุบันค่อนข้างหาจับยาบ้ามากกว่าสมัยก่อนเพราะแหล่งน้ำในธรรมชาตินั้นเริ่มน้อยลงจึงเกิดความคิดที่อยากจะเลี้ยงและขยายพันธุ์หอยขมเพื่อเป็นการค้าขึ้น” คุณชัยยะกล่าว

และเมื่อคุณชัยยะตกลงปลงใจที่จะเลี้ยงหอยขมเพื่อทำเป็นอาชีพอย่างจริงจังจึงได้มีการหาลูกพันธุ์หอยขมจากแหล่งต่างๆและนำจากที่ชาวบ้านจะมาจากแหล่งน้ำมาปล่อยเลี้ยงในบ่อเพื่อให้หอยขมนั้นเจริญเติบโตและสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยตัวเองปรากฏว่าการเลี้ยงหอยขมนั้นสามารถสร้างผลประสบความสำเร็จให้กับคุณชัยยะเป็นอย่างมากโดยในช่วงแรกที่หาซื้อหอยขมมาปล่อยในบ่อนั้นยังไม่ได้มีการจัดการอะไรจริงจังมากนักแต่ก็มีการเฝ้าสังเกตการณ์ก่อนเพียงอย่างเดียวว่าหอยขมที่นำมาปล่อยสู่บ่อนั้นจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดีมากน้อยแค่ไหน

แต่ผลปรากฏว่าหอยขมทุกตัวสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีและมีการขยายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติเป็นจำนวนมากโดยบ่อในการใช้เลี้ยงหอยขมนั้นจะเป็นบ่อดินที่มีขนาดประมาณ 15 ถึง 20 ไร่โดยมีความลึกประมาณ 1.80 เมตรซึ่งภายในก็จะมีการใส่ทางมะพร้าวยังกล่าวล้อรถจักรยานลงไปเพื่อเป็นพื้นที่ให้หอยขมเกาะ

และหลังจากนั้นก็จะปล่อยหอยขมอยู่เองตามธรรมชาติประมาณ 5 เดือนซึ่งก็จะทำให้หอยขมที่ปล่อยลงไปนั้นมีการขยายพันธุ์ เป็นจำนวนมากและสามารถจะขายได้ในทุกๆวันและเวลาต่อมา

สำหรับอาหารของหอยขมก็จะใช้รำข้าวโรยลงไปภายในบ่อเพื่อเป็นอาหารให้หอยขมกินโดยจะให้กินเสริมอาทิตย์ละ 1 ครั้งครั้งละ 20 กิโลกรัมแต่ละอัตราการขยายพันธุ์ของหอยขมว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนในแต่ละช่วง ซึ่งถ้าหากมีมากรำข้าวก็จะมีการเพิ่มปริมาณเป็นลำดับจึงเรียกได้ว่าการเลี้ยงหอยขมนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ต้องจัดเตรียมอะไรมากอีกทั้งไม่สิ้นเปลืองเรื่องต้นทุนอาหารเพราะในบ่อน้ำนั้นก็จะมีเศษซากพืชซากสัตว์ต่างๆและหอยขมนั้นสามารถหากินเองภายในบ่อได้หลังจากที่มีการเลี้ยงมาตลอดระยะเวลา 3 ปีหอยขมที่อยู่ภายในบ่อนั้นสามารถจับขายได้ตลอดทั้งปีไม่เคยมีขาด

ในส่วนของทางการตลาดนั้นในช่วงแรกจะเน้นการทำตลาดด้วยตัวเองโดยการไปบุกเบิกตามร้านอาหารต่างๆที่ขึ้นชื่อหรือมีเมนูแกงคั่วหอยขมอยู่ในเมนูของร้านจึงทำให้ทางคุณชัยยะเป็นที่รู้จักของร้านอาหารมากยิ่งขึ้นและเมื่อลูกค้ามีการบอกแบบปากต่อปากจึงทำให้มีคนเข้ามาติดต่อขอซื้อที่หน้าฟาร์มมากมากยิ่งขึ้น

สำหรับการจับนั้นก็สามารถ งมจับขายได้ในทุกๆวันโดยจะใช้แรงงานคนเป็นหลักและเลือกเก็บเฉพาะตัวที่ใหญ่ๆมาขายเท่านั้นและจะขายตามกระบวนการตลาดที่ต้องการด้วยในบางครั้งก็มีลูกค้าบางเจ้าจะมีขายกันแบบตัดกันเฉยๆเกินลูกค้าบางส่วนก็เอาแบบไม่เอาเปลือกโดยทางคุณไชยาก็จะมีการนำหอยขมมาล้างน้ำให้สะอาดและเอามาผ่านการลวกให้สุกเสร็จแล้วก็แคะหอยขมออกจากเปลือกและนำเนื้อหอยที่ได้มาแพ็คด้วยระบบสูญญากาศก็จะทำให้ได้เนื้อหอยที่แคะออกจากเปลือกและเก็บรักษาได้นานมากยิ่งขึ้นมาขาย

โดยหอยขมที่ตัดแบบก้นเปลือกนั้นมีแต่เนื้อจะจำหน่ายในราคาเพียงอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่เป็นเนื้อหอยแบบแคปเปลือกออกจะอยู่ที่ 85 ถึง 110 บาทต่อกิโลกรัมโดยในราคานั้นสามารถปรับขึ้นได้ตามฤดูกาล

โสำหรับใครที่สนใจนั้นก็สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลไปได้ที่คุณชัยยะ อินทร์สุข ซึ่งทางคุณชัยนะสามารถยินดีตอบทุกข้อสงสัยกันได้โดยสามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์โทร 081-904-1829

เลี้ยงกุ้งยักษ์ในบ่อซีเมนต์แบบง่าย ๆ ตลาดรับซื้อกก.ละ 1,500 บาท

หากใครกำลังมองหาช่องทางในการสร้างรายได้บอกเลยว่าวันนี้เราก็จะมาแนะนำอีกหนึ่งอาชีพหนึ่งที่สามารถทำการสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้อีกทั้งยังทำได้ในพื้นที่ที่จำกัดและสามารถสร้างเม็ดเงินได้เป็นกอบเป็นกำซึ่งเทคนิคที่จะนำมาเผยในการสร้างอาชีพในวันนี้นั่นก็คือการเลี้ยงกุ้งแม่น้ำตัวใหญ่ บนท่อซีเมนต์ นั้นเอง บอกเลยว่าสามารถทำยอดขายได้ถึงกิโลกรัมละ 800-1,500 บาท แต่จะต้องใช้อะไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า

สิ่งที่ต้องมี

+บ่อปูนขนาด 3 x 3 เมตร ลึก 60 ซม.

+เครื่องทำอ๊อกซิเจนแบบ 2 รู

+สายยางอากาศ ยาว 6 เมตร (แบ่งเป็นเส้นละ 50 เมตร 4 เส้น) และ ยาว 2 เมตร (แบ่งเป็นเส้นละ 1 เมตร 2 เส้น)

+ตัวแยก 3 ทาง ใช้2ิชิ้น

+อาหารอนุบาลกุ้ง

+ผงแร่ธาตุ สำหรับช่วยให้กุ้งลอกคราบเร็วขึ้น

+ท่อพีวีซี

+แผ่นกระเบื้องหลังคา

+ลูกกุ้งขนาด 5-7 ซม

+หัวทราย 4 หัว

ขั้นตอนการทำที่จ่ายอ๊อกซิเจน

ขั้นตอนที่ 1 นำสายยางอากาศเส้นละ 1 เมตร ต่อเข้าเครื่องทำอ็อกซิเจนรูละเส้น

ขั้นตอนที่ 2 ใส่ตัวแยก 3 ทางข้างละเส้น

ขั้นตอนที่ 3 ใส่สายยางอากาศเส้นละ 1.50 เมตร ที่บริเวณปลาตัวแยกแต่ละปลาย

ขั้นตอนที่ 4 ปลายสายยางก็ใส่หัวทราย ปลายละหัว ก็จะได้ชุดจ่ายอ๊อกซิเจน

สำหรับการเลี้ยงกุ้ง

ใชช้เป็นอาหารเม็ดที่หาได้ตามร้านทั่วและ และอาหารสดอย่างไรแดง

ขั้นตอนการเลี้ยง

ขั้นตอนที่ 1เติมน้ำลงบ่อปูนให้ได้ขนาดความลึก 50 ซม.

ขั้นตอนที่ 2 หว่านเกลือให้ทั่วบ่อ

ขั้นตอนที่ 3 เปิดเครื่องอ๊อกซิเจนเพื่อเพิ่มอากาศในน้ำ

ขั้นตอนที่ 4 วางหัวทรายไว้ตามมุม บ่อทั้ง 4 มุม

ขั้นตอนที่ 5 เรียงท่อ พีวีซี หรือกระเบื้องหลังคา ลงบ่อไว้

ขั้นตอนที่ 6 ทิ้งน้ำไว้ 36-48 ชมแล้วค่อยๆปล่อยลูกกุ้งลงบ่อ

ขั้นตอนที่ 7 ให้ อดอาหาร 1 วัน จากนั้น วันถัดไปก็ให้อาหารกุ้งวันละ 4 ช้อน ในช่วงเย็นหรือใกล้มืดโดยการว่านรอบบ่อ

ขั้นตอนที่ 8 ครบ 7 วัน ให้หว่านแร่ธาตุสำหรับกุ้งลงบ่อ จำนวน 4 ช้อนโต๊ะ ทำจนครบ 15 วัน ก็จะเห็นกุ้งลอกคราย

ขั้นตอนที่ 9 เลี้ยงต่อไปอีก 45 วัน แล้วค่อยเปลี่ยนขนาดอาหารสำหรับกุ้งขนาดกลาง

ขั้นตอนที่ 10 เลี้ยงต่อไปอีก 45 วัน เปลี่ยนขนาดเป็นอาหารสำหรับกุ้งขนาดใหญ่

ขั้นตอนที่ 11 เลี้ยงต่อไปอีก 60 วัน จนกว่ากุ้งจะโตได้ที่

ข้อแนะนำ

+ช่วงที่ให้อาหารกุ้งถ้ามีวิตามินหรืออาหารเสริม ก็ใส่คลุกไปกับอาหารกุ้งได้ เพราะจะช่วยให้กุ้งแข็งแรงโตเร็วขึ้น

+การเปลี่ยนน้ำ สำหรับใครที่ไม่เข้าใจในระบบน้ำวน ก็ต้องเปลี่ยนน้ำเองอาทิตย์ละครั้งหรือเมื่อเห็นว่าน้ำเริ่มขุ่น

+ควรหว่านแร่ธาตุสำหรับกุ้งทุก 7 วันหรือทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำในบ่อ

+น้ำต้องสะอาด อากาศดี อาหารอิ่ม จะช่วยให้กุ้งรอดและโตแน่นอน

+อย่าพยายามไปกวนหรือไปส่องดูผลงานบ่อย เพราะกุ้งชอบความเป็นส่วนตัวมาก เดี๋ยวจะไม่กินอาหาร ทำให้โตช้า

แบ่งปันวิธี ‘เลี้ยงไก่ไข่’ ฟองใหญ่ ออกไข่ดก พร้อมสูตรอาหารอย่างละเอียด

โดยถ้าหากในตอนนี้ถ้าหากมีชาวเกษตรคนไหนนั้นกำลังคิดที่อยากจะเลี้ยงไก่ไข่เพื่อนำไข่มาใช้ในการทำอาหารหรือใช้ในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับตัวเองบอกเลยว่าวันนี้เราก็จะรวบรวมเคล็ดลับที่ดีในการเลี้ยงไก่ไข่ให้สามารถออกกองใหญ่ไข่ดกได้โดยสูตรนี้เรานำมาจาก Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า อคุณ กำธร มณีศรี โดยได้มีการโพสต์ข้อความในการเลี้ยงไก่ไข่ให้ได้ฟองใหญ่ออกไข่ดกโดยจะเป็นอย่างไรเรามาดูกันเลยดีกว่า

ข้อความระบุว่า.. “ไก่ไข่ เลี้ยงไก่ไข่ 27 ตัว ได้ไข่โดยเฉลี่ยวันละ 23 ฟอง 5วันได้ไข่100ฟองเศษ ให้อาหารเสริมต้นกล้วยน้ำว้า สับหยาบ ให้อาหารวันละ 5 กก ดูแลเล้าให้สะอาดทุกวัน ดูแลน้ำให้สะอาด เดี๋ยวนี้ผมมีลูกค้ามาเรียกซื้อไข่ทุกวัน จากที่ตั้งใจว่าจะเลี้ยงพอได้กินไข่ ไม่น่าเชื่อจากที่ตั้งใจว่าจะเลี้ยงพอได้กินไข่จนกลายเป็นการต่อยอดจากการเลี้ยงไก่ไข่ที่สร้างรายได้ให้กับครัวเรือนอีกหนึ่งช่องทางทำกิน และลูกค้าที่ชุมชนก็ได้รับประทานไข่สดทุกวัน”

อาหารไก่ในราคาประหยัดสูตรบุญล้อม

สำหรับอาหารถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเลี้ยงไก่ไข่เป็นอย่างมากเนื่องจาก ต้นทุนในการผลิตไข่นั้นประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์จะอยู่ที่ค่าอาหารทั้งหมดซึ่งไก่ไข่นั้นจำเป็นจะต้องได้รับสารอาหารเพื่อบำรุงชีพและการเจริญเติบโตและนำไปใช้ในการผลิตไทยฉะนั้นถ้าหากผู้เรียนต้องการที่จะลดต้นทุนในส่วนนี้ลงก็สามารถทำได้โดยที่มีสูตรอาหารที่มีราคาถูกและมีคุณภาพอีกทั้งยังมีราคาถูกตามฤดูกาลและสามารถให้อาหารไก่กินได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ได้มีขายที่มีคุณภาพโดยสูตรอาหารนั้นมีดังนี้

ส่วนผสม

+กากน้ำตาล 1 กก.

+เกลือเม็ด ครึ่ง กก.

+หยวกกล้วย 20 กก.

ขั้นตอนในการทำอาหารไก่ไข

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการนำหยวกกล้วย มาสับให้ละเอียดๆ และทำการเทใส่ในถังหมักลงไป

ขั้นตอนที่ 2 ทำการเติมกากน้ำตาล และเกลือลงไป

ขั้นตอนที่ 3 คลุก ให้เข้ากัน จากนั้นก็ปิดฝาถังให้สนิท

ขั้นตอนที่ 4 เอาไปหมักในที่ร่ม 7 วัน ก็สามารถนำไปใช้งานได้

อัตราการใช้ สูตรอาหารไก่ไข่ประหยัดต้นทุน 1 กิโลกรัม ผสมกับหัวอาหารไก่ 10 กิโลกรัม นำไปให้ไก่กินได้ประมาณ 30 ตัวโดยให้ไก่ไข่กินเช้าและเย็น

ประโยชน์อาหารสูตรนี้

+ประหยัดต้นทุนช่วยทำให้ไก่แข็งแรงและมีภูมิต้านทานที่ดี

+ลดกลิ่นเหม็นช่วยให้ใข่ดก

+ไข่ไก่สีสวยแดงสดกลมไม่แตก

‘เพาะเห็ดในตู้เย็น’ ไม่ต้องมีโรงเรือน ออกดอกเยอะ ดอกใหญ่ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

ซึ่งในปัจจุบันนี้เริ่มมีผู้คนนั้นหันมาสนใจในธรรมชาติและการทำเกษตรกันอย่างมากมายเพราะว่าบางส่วนนั้นก็อยากจะได้อาหารที่ปลอดสารพิษและปลอดภัยกับตัวเองอีกทั้งยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครอบครัวไปได้อีกมากมาย

โดยพืชผักส่วนใหญ่ที่จะปลูกกันก็มาช่วยเป็นพืชผักสวนครัวที่กินกันประจำพริกกะเพราต่างๆแต่บอกเลยว่าเหตุนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คนนั้นมักจะชอบรับประทานกันเด็กผู้ใหญ่ทานได้ทานดีอีกทั้งวิธีการเพาะก็ยังง่ายอีกด้วย และมีหลากหลายวิธีแต่บอกเลยว่าวันนี้เราจะนำเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือหมดอายุการใช้งานแล้วมาใช้ในการเพาะเห็ดนั้นเองนะก็คือตู้เย็นที่พังแล้วหรือไม่ได้ใช้งานซึ่งสามารถนำมาเป็นการเพาะเห็ดได้ด้วยเช่นกันโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะเรามาดูกันเลยดีกว่า

ซึ่งการเพาะเห็ดโดยการใช้ตู้เย็นเก่ามาใช้ประโยชน์นั้นไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมากมายและใช้วิธียุ่งยากแต่อย่างใดอีกทั้งยังพอได้แบบง่ายๆและได้ผลผลิตเยอะและคุณภาพดีไม่แพ้กับโรงเรียนขนาดใหญ่โดยไอเดียนี้เป็นไอเดียมาจากคุณเอกพารวยแห่งศูนย์วิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ศรีเจริญธรรมที่จังหวัดชัยภูมิที่เป็นคนได้บอกเคล็ดลับวิธีเหล่านี้โดยส่วนใหญ่ที่นำมาปลูกนั้นก็จะเป็นเห็ดภูฐานนั้นเอง

ข้อดีการปลูกเห็ดตู้เย็นนี้ก็คือจะสามารถรักษาอุณหภูมิและการเก็บความชื้นทริปเห็นต้องการไว้ได้เป็นอย่างดีและไม่มีขั้นตอนพรุ่งนี้อะไรในการรักษาความชื้นเหมือนที่โรงเรือนธรรมและสามารถบรรจุก้อนเห็ดเชื้อได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย

สำหรับการลงทุนนั้นตู้เย็น 1 ตู้จะสามารถใส่ก้อนเห็ดได้ประมาณ 30-40 ก้อนซึ่งเท่ากับว่าจะต้องลงทุนอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อตู้และมีการเก็บเกี่ยวเห็ดรอบที่ 3 ก็คืนทุนทั้งหมดไปได้ยิ่งถ้าหากท่านใดนั้นมีตู้เย็นเก่าเหลือใช้ก็จะยิ่งคืนทุนได้เร็วเท่านั้นโดยเห็ดนางฟ้าภูฐานจะมีราคาอยู่ที่ 100 ถึง 120 กิโลกรัมซึ่งบอกว่าเพาะปลูกได้ไม่นานก็สามารถได้ผลกำไรได้แล้ว

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เอาตู้เย็นที่เสียแล้วหรือไม่ได้ใช้งานมาวางไว้ในบริเวณในพื้นที่ร่ม

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นเอาก้อนเห็ดมาทำการเปิดออกและเปิดหน้าเชื้อก้อนเห็ดและใส่ไว้ในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 3 ทำการฉีดสเปรย์รดน้ำเป็นช่วงเวลาเช้ากลางวันเย็นบนก้อนเชื้อเห็ดและอย่าให้น้ำเข้าไปในก้อนเชื้อเห็ดอย่างเด็ดขาด

ขั้นตอนที่ 4 หากระสอบป่านมาคุมบริเวณปากตู้เย็นไว้เพื่อรักษาความชื้น

ขั้นตอนที่ 5 หลังจากนั้นไม่กี่วันก็จะมีดอกเห็ดขนาดเล็กขึ้นมาให้เห็นและไม่กี่สัปดาห์ถัดไปเห็ดก็จะโตแล้วก็จะสามารถเก็บไว้รับประทานได้แล้ว

อีกครั้งนี้คุณเอกก็ยังบอกอีกว่าสำหรับใครนั้นพี่ไม่สามารถหาตู้เย็นเก่าได้ก็สามารถใช้ตุ่มกับโอ่งปูนซีเมนต์ได้ด้วยเช่นกันซึ่งก็ได้ผลลักษณะเดียวกันถือว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งนี่ก็ถือไอเดียดีๆแนะนำเอาสิ่งที่เหลือใช้มาก่อประโยชน์ให้ได้มากที่สุดอีกทั้งยังสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของตัวเองได้อีกด้วยซึ่งบอกเลยว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากหากใครมีเวลาหรือตู้เย็นเก่าที่บ้านก็หันมาลองทำดูถ้าหากไม่มีใครมีตู้เย็นเก่า ใช้ปูนซีเมนต์หรือตุ่มหรือโอ่งนี้ด้วยเช่นกันและขั้นตอนการทำก็จะเป็นวิธีเดียวกันซึ่งบอกเลยว่านี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างรายได้ที่น่าสนใจจริงๆ