‘ระบบสูบน้ำอัตโนมัติ 24 ชม.’ ไม่ใช้ไฟฟ้า ไม่ใช้น้ำมัน ทำงานได้ตลอดทั้งวัน

“น้ำ”ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่งในการทำเกษตรเป็นอย่างมากโดยเกษตรส่วนใหญ่นั้นก็จะใช้เครื่องสูบน้ำที่จำเป็นจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำมันต่างๆในการดูดน้ำมาใช้ในการเกษตรอยู่ตลอดเวลาแต่บอกเลยว่าในปัจจุบันนั้นมีเทคโนโลยีที่จะสามารถทำให้คุณประหยัดเงินไปกับส่วนนี้ได้เป็นอย่างดีด้วย

โดยการสูบน้ำที่ว่านั้นนั่นก็คือเครื่องตะบันน้ำนั่นเองโดยเครื่องตะบันน้ำ(hydraulic Ram) นี้เป็นเทคโนโลยีการสูบน้ำแบบอัตโนมัติโดยสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมงไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าหรือใช้น้ำมันแต่อย่างใดโดยเป็นการใช้พลังงานจากน้ำเป็นตัวการขับเคลื่อนระบบนั่นเอง ..

โดยระบบนี้ได้รับคำแนะนำจาก อ.ดร.จิระกานต์ ศิริวิชญ์ไมตรี ภาควิชา วิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นคนให้ข้อมูลว่าเครื่องตะบันน้ำนี้ถือเป็นเทคโนโลยีการสูบน้ำที่มีประโยชน์มากเพราะไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานอะไรโดยในต่างประเทศใดมีการใช้มานานแล้วกว่า200ปี แต่ในประเทศไทยนั้นยังไม่เป็นสิ่งที่แพร่หลายมากนักเพราะคิดว่าการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและประสิทธิภาพการใช้งานนั้นค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องสูบน้ำที่ใช้แบบมอเตอร์หรือเครื่องยนต์แต่เชื่อว่าในอนาคตเครื่องตะบันน้ำนี้จะกลายเป็นที่รู้จักและได้รับนิยมในวงการเกษตรอย่างแน่นอน

ด้วยการทำงานของเครื่องนี้นั้นจะเริ่ม จากน้ำแหล่งน้ำไหลเข้าสู่ท่อรับน้ำไปยังเครื่องผ่านวาล์วทิ้งน้ำจนความเร็วของการไหลนั้นมีความเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้นและเกิดเป็นแรงยกวาล์วทิ้งน้ำให้ปิดโดยการปิดวาล์วทิ้งน้ำนั้นจะทำให้เกิดความดันจำนวนมากในตัวเครื่องแยกด้วยว่าไปปรากฏการณ์ Water Hammer จะมีการทำให้วาล์วกันน้ำถูกยกขึ้นและน้ำส่วนหนึ่งจะถูกตัดเข้าไปเก็บในถังแรงดันน้ำและเข้าสู่ท่อกระจายน้ำขึ้นไปยังถังพักน้ำโดยในขณะเดียวกันความดันในตัวเครื่องก็จะลดลงและจะทำให้วาล์วกันน้ำปิดและทำให้วาล์วน้ำทิ้งเปิดและเครื่องตะบันน้ำก็จะเริ่มทำงานใหม่ก็รอบนึง

โดยในทั้งนี้จุดที่จะต้องติดตั้งเครื่องนี้จะต้องอยู่ต่ำกว่าพื้นผิวน้ำอย่างน้อยประมาณ 1.5 เมตรและต่ำมากที่สุดคือประมาณ 2-3 เมตรและท่อส่งน้ำมายังเครื่องจะต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 15 เมตรแรงดันน้ำถึงจะเพียงพอต่อการทำให้ระบบดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์โดยในปัจจุบันเครื่องตะบันน้ำนั้นได้มีการพัฒนาขึ้นจึงทำให้สามารถสูบน้ำได้เยอะมากกว่าเดิมในระดับดังๆตั้งต้นตั้งแต่ 10 เท่าเช่น ถ้าแรงดันน้ำเริ่มต้นที่ 2 เมตร (ความสูงจากผิวน้ำมาที่ตัวเครื่องตะบันน้ำ) จะสูบน้ำไปใช้ในพื้นที่ที่สูงกว่าถึง20 เมตรเลยทีเดียว

ด้วยการสูบน้ำเครื่องตะบันน้ำนะทหารคิดเป็นปริมาณน้ำที่ผ่านเข้าเครื่องเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์จะถูกเพื่อใช้เป็นแรงดันและทิ้งไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ส่วนที่เหลือก็จะเป็นน้ำที่สูงขึ้นมาโดยปริมาณน้ำที่ได้นะจะแปรผันกับความสูงที่ส่งน้ำขึ้นไปยิ่งสูงมากเท่าไหร่น้ำก็จะยิ่งได้น้อยลงมากเท่านั้นจากการทดสอบประสิทธิภาพในการสูบน้ำนั้นขึ้นไปยังบริเวณพื้นที่สูงประมาณ 6 เมตรก็จะได้นะประมาณ 6,000 ลิตรต่อวันซึ่งก็เพียงพอต่อการใช้ในบ้านเรือน 1-3 หลังและสามารถสูบเพื่อไปเก็บไว้ในการใช้งาน

และสำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมนั้นก็คือลำธารบริเวณเชิงเขาที่มีแหล่งน้ำน้ำตกฝายทำนบกั้นน้ำพื้นที่ที่ติดกับคลองชลประทานหรือตามแหล่งน้ำธรรมชาติโดยแหล่งน้ำเหล่านี้นั้นจะมีอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากและสามารถติดตั้งเครื่องตะบันน้ำไปใช้ได้และใช้งานได้ไม่ยุ่งยาก

โดยระบบนี้ก็ได้มีเจ้าของสวนยางพารานั้นลองใช้ดูแล้วรู้สึกว่าพอใจเป็นอย่างมากเพราะสามารถสูบน้ำขึ้นไปใช้ได้โดยไม่ต้องพึ่งปืนการใช้เชื้อเพลิงและลงทุนไม่สูงโดยราคาเครื่องตะบันน้ำในปัจจุบันนั้นใกล้เคียงกับราคาปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้าแต่แตกต่างกันที่ต่างประเทศจะใช้เครื่องตะบันน้ำขนาดเดียวกันและราคาสูงถึง 7-8 หมื่นบาท แต่ใในประเทศไทย มีของไทย ราคาถูกๆเพียง 7 – 8 พัน!!! เท่านั้นเอง

อยากมีไฟฟ้าใช้ในสวน ไร่นา แนะนำวิธีขอไฟฟ้าใช้ในพื้นที่เกษตร

สำหรับใครหลายๆคนนั้นคงจะได้ยินคำว่า “ไฟเกษตร” กันอย่างแน่นอนซึ่ งมันก็คงคิดว่ามันคงจะไม่แตกต่างจากไฟบ้านเลยมาเท่าไหร่ แต่บอกเลยว่าไฟเกษตรกรนั้นแตกต่างจากไฟในบ้านเรือนโดยมีความหมายจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ได้มีการให้ความหมายไว้ว่า ไฟเกษตร คือ การนำไฟฟ้า มาใช้ภายในสวน ของเกษตรกรเพื่อทำการเกษตร เช่น ใช้กับเครื่องสูบน้ำ หลอดไฟต่าง ๆ เป็นต้น

และในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นไปรู้ว่า “ไฟเกษตร” รนั้นคืออะไรและแนะนำวิธีการขอไฟพฤติกรรมเพื่อลงพื้นที่ในพื้นที่เกษตรโดยมีหลักเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ 9 ข้อดังนี้…

1.ได้รับการรับรองจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันตัวตน ว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่หวงห้ามใด ๆ ของทางราชการ

2.ต้องมีเส้นทางสาธารณะ ที่รถยนต์สามารถ วิ่งผ่านได้อย่างสะดวก

3.สามารถดำเนินการ ก่อสร้างระบบจำหน่าย โดยวิธีปักเสาพาดสายไฟ เข้าไปถึงจุดที่ขอใช้ไฟฟ้าได้

4.ได้รับการรับรอง จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการ เพื่อยืนยันขนาดพื้นที่ และชนิดของกิจกรรมการผลิต ทางการเกษตรที่ต้องการใช้ไฟฟ้า

5.ต้องระบุแหล่งน้ำ ที่จะใช้เพื่อการผลิตทางการเกษตร ในพื้นที่ที่ขอใช้ไฟฟ้า เช่น คลองสาธารณะ คลองชลประทาน แหล่งน้ำใต้ดินในลักษณะต่างๆ

6.ต้องมีเอกสาร/หลักฐานสิทธิ์ ตามประมวลกฎหมาย ของพื้นที่ทำการเกษตร แต่ต้องไม่ใช่ที่ ดินที่ถือครองโดยเอกชนรายใหญ่

7.เป็นเกษตรกรรายย่อย ที่ขอติดตั้งมิเตอร์ ขนาดไม่เกิน 15 (45) แอมป์ ต่อ 1 ราย

8.ต้องสามารถออกใบแจ้งหนี้ ค่ากระแสไฟฟ้ามิเตอร์เครื่องที่ 2 (ใหม่) โดยจะแจ้งเก็บเงิน ไปที่มิเตอร์เครื่องที่ 1 (เก่า) ทั้งสองมิเตอร์ ต้องอยู่ในเขตพื้นที่ ของการไฟฟ้าเดียวกัน

9.ค่าใช้จ่าย ในการขยายเขตต่อราย เฉลี่ยไม่เกิน 50,000 บาท (PEA. รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายการ ขยายเขต)

ดังนั้นคุณสมบัติข้างบนดังกล่าวก็คือคุณสมบัติที่จะสามารถนำเรื่องไปเล่นกับการไฟฟ้าว่าเราเข้าเกณฑ์ดังกล่าวหรือไม่ และถ้าหากพื้นที่ของเรานั้นไม่มีอะไรเลย เราจะเริ่มยังไงได้บ้าง มาดูกันต่อจ้า…

โดยมีคนที่ให้ความรู้คนหนึ่งนั้นได้มีการบอกว่าตัวเขามีความตั้งใจที่จะทำความกินฟรีเกษตรเป็นของตัวเองและต้องการที่จะมีระบบน้ำมีการบริหารจัดการโดยการเจาะน้ำบาดาลมีการดูดน้ำกลับลำห้วยขึ้นมาใช้โดยระยะทางจากไร่นั้นห่างกันประมาณ 10 กิโลเมตรการเดินทางไปมาค่อนข้างจะลำบากโดยนี่คือสาเหตุดังกล่าวที่มีการปลูกไม้ผลแทนการปลูกพืชผักลงไปเพราะว่าไม่จำเป็นจะต้องดูแลในทุกๆวัน

โดยมีการวางแผนที่สร้างบ้านในพื้นที่ด้วย เพื่อตื่นมาในการดูแลผักได้อย่างง่ายๆนี่คือกายเป็นสาเหตุที่การจะขอไฟฟ้านำมาใช้ในการทำเกษตรเพราะการไฟฟ้านั้นก็สามารถใช้ในการทำอย่างอื่นได้ด้วยและสามารถช่วยทำอะไรหลายๆอย่างได้มากยิ่งขึ้นโดยมีการแบ่งออกมาทั้งหมดเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

1.การขอเลขที่บ้าน

ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ควรจะมีเพราะว่าการขอไฟฟ้ามาลงที่บ้านนั้นจำเป็นจะต้องเป็นพื้นที่ไร่และต้องมีเลขที่บ้านในการติดตั้งหม้อไฟฟ้าในการขอเลขบ้าน ถ้าเป็นพื้นที่ห่างไกลหมู่บ้านจำเป็นจะต้องสร้างเพิงพักหรือการทำบ้านพักถาวรไว้เสียก่อน

และสิ่งต่อไปก็คือจำเป็นจะต้องมีห้องน้ำเพราะการมีห้องนั้นก็เปรียบเสมือนว่าเรามาอยู่ที่นี่อย่างถาวรฉะนั้นห้องน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างมากในการสร้างประกอบหลักฐานในการขอเลขที่บ้านนั่นเองและจำเป็นจะต้องถ่ายรูปห้องพักห้องน้ำไปทางอนามัยพื้นที่มาตรวจพร้อมกับมีการเซ็นต์เอกสารรับรองความเป็นอยู่ที่อยู่อย่างถูกสุขลักษณะจากนั้นก็นำหนังสือไปยื่นกับผู้ใหญ่บ้านหรือผู้รับผิดชอบในการขอเลขที่บ้านต่อไปแนะนำหนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้านไปยื่นต่อที่อำเภอเพื่อมีการไปลงทะเบียนขอสำเนาทะเบียนบ้านเพียงเท่านี้เราก็จะมีสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมเลขที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย

ข้อควรระวัง

ในการขอไฟเกษตรต้องดูแนวโน้มในพื้นที่ด้วยว่าจะมีไฟฟ้าเข้ามาด้วยหรือไม่ และต้องมีบ้านอยู่ในโซนเดียวกันตั้งแต่ 3 หลังขึ้นไป โดยสามารถเอาทะเบียนบ้านของเพื่อนบ้านไปใช้ในการยืนยันด้วย จะทำให้เพิ่มน้ำหนักในการขอไฟฟ้าได้ เพราะถ้าหากขอหลังเดียว จะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นนั้นเอง…

1.ยื่นเรื่องกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยจะมีการยื่นเรื่องไปกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ของแต่ละคนที่จะให้มีการกรอกเอกสารเพื่อรับรองโดยแนบสำเนาทะเบียนบ้านของเราและเพื่อนบ้านไปพร้อมพร้อมกัน

3.ยื่นเรื่องที่การไฟฟ้าในอำเภอของตนเอง

หลังจากที่ยื่นเรื่องที่องค์กรปกครองท้องถิ่นแล้วก็นำเอกสารไปให้การไฟฟ้าอำเภอของเราเพื่อขอไฟฟ้าโดยกรอกเอกสารให้เรียบร้อยจากนั้นก็ยื่นเรื่องรอทิ้งไว้

สรุป!

ขอบ้านเลขที่โดยจะได้สำเนาทะเบียนบ้าน ยื่นเรื่องที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยรวมกันตั้งแต่ 3 หลังขึ้นไป ยื่นเรื่องทิ้งไว้ที่องค์การไฟฟ้าในอำเภอ รอความคืบหน้า อย่าลืมสอบถามความเป็นไปได้ที่จะมีไฟฟ้าเข้ามาในพื้นที่ด้วย

โดยเอกสารที่จะต้องมีการจัดเตรียมเพื่อไปขอไฟนั้น ต้องจัดเตรียมดังนี้

1.ใบรับรองจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานราชการ

2.สำเนาทะเบียนบ้าน

3.สำเนาโฉนดที่ดิน

4.สำเนาบัตรประชาชน

ค่าธรรมเนียมในการยื่นขอมิเตอร์ไฟฟ้า

+5(15) แอมป์ ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท

+15(45) แอมป์ 1 เฟส ค่าธรรมเนียม 6,450 บาท

+15(45) แอมป์ 3 เฟส ค่าธรรมเนียม 21,350 บาท

เปิดภาพมอเตอร์เวย์ กทม. – โคราช ถนนลอยฟ้าที่สวยที่สุดในเมืองไทย!

ใครหลายคนคงจะเคยเห็นภาพของมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯถึงโคราชที่ถือว่าเป็นถนนลอยฟ้าที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยโดยบอกเลยว่าในตอนนี้ก็ใกล้จะเสร็จแล้ว กับ..ทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 ที่ได้มีบริษัท ซีวิล เอนจีเนียริง จำกัด เข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบงานก่อสร้าง

โดยในวันที่ 9 มีนาคมนั้นก็มีการบอกกล่าวถึงความคืบหน้าผ่านทางแฟนเพจที่มีชื่อว่า The Civil Engineering Co., Ltd. ได้มีการแชร์ภาพการส่งมอบงานงวดสุดท้ายมันเสร็จเรียบร้อยและมีการระบุเพิ่มเติมว่านี่คือถนนอีกสายหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของบริษัทแห่งนี้เลยก็ว่าได้

โดยถนนเส้นนี้นั้นจะช่วยทำให้การเดินทางของใครหลายๆคนเวลาเดินทางไปทางภาคเหนือนั้นมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและไวมากยิ่งขึ้นและยังสวยงามราวกับว่าอยู่เมืองนอ โดยทางเพจนั้นก็ได้มีการมอบข้อความพร้อมกับระบุไว้ว่า

“ซีวิลฯ ส่งมอบงานงวดสุดท้าย งานก่อสร้างทางหลวงพิเศษ หมายเลข 6 สาย บางปะอิน-นครราชสีมา ตอน 30 ก่อนหมดสัญญา 9 เดือน อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ บริษัท ซีวิล เอนจีเนียริง จำกัด และพนักงานทุกคน ที่ได้ส่งมอบงานงวดสุดท้ายของ งานก่อสร้างทางหลวงพิเศษ หมายเลข 6 สาย บางปะอิน-นครราชสีมา ตอน 30 ในวันพุธที่ 6 มีนาคม 2562 ถือว่าสามารถส่งก่อนสัญญาได้ถึง 9 เดือน นับเป็นความสำเร็จของทีมงาน และบริษัทฯ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง คาดว่าน่าจะส่งมอบงานตอน 31 และ 29 ทั้งหมดได้ภายในเดือน พฤษภาคม และ มิถุนายน 2562 ตามลำดับ”

โดยสำหรับเส้นทางนี้ จะมีจุดเริ่มต้นโครงการเชื่อมต่อกับถนนกาญจนาหรือถนนวงแหวนรอบนอกทางตะวันตกและถนนพหลโยธิน ในบริเวณทางแยกต่างระดับบางปะอิน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยมอเตอร์เวย์สายนี้จะเป็นเส้นตัดถนนใหม่ที่ขนานไปกับถนนพหลโยธินและถนนมิตรภาพ จึงมีช่วงยกระดับเหนือถนนมิตรภาพในบริเวณอ่างเก็บน้ำลำตะคองจนไปสิ้นสุด ถึงเลี่ยงเมืองนครราชสีมาหรือบายพาส ในจังหวัดนครราชสีมา โดยการเดินทางในมอเตอร์เวย์นี้จะใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 120 7 นาทีในระยะทาง 196 กิโลเมตรด้วยกัน

โดยสะพานแห่งนี้น้ำจะมีการรับรองเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น ลาวเวียดนาม กัมพูชาและจีนตอนใต้ อีกด้วยและมีการเข้าให้กับศูนย์กลางของทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ คือจังหวัดนครราชสีม าและเมืองอื่นๆทางภาคอีสาน ให้มีความใกล้ชิดและเดินทางอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้นซึ่งโครงการนี้ได้มีการผ่านพื้นที่ทั้ง 3 ชายแดนโดยมีการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 ช่วงโดยมีจังหวัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอบางปะอิน อำเภอวังน้อย อำเภออุทัย จังหวัดสระบุรี อำเภอหนองแค อำเภอเมืองสระบุรี อำเภอแก่งคอย อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดนครราชสีมา อำเภอปากช่อง อำเภอสีคิ้ว อำเภออ.สูงเนิน อำเภอขามทะเลสอ อำเภอเมืองนครราชสีมาแบ่ง

โดยมีมูลค่าของโครงการนี้นั้นมีจำนวนทั้งหมด 84,600 ล้านบาท ซึ่งมีการแบ่งค่าก่อสร้างเป็นจำนวน 77,970 ล้านบาท และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินอีก 6,630 ล้านบาท โดยมีการแบ่งสัญญาการก่อสร้างออกเป็นทั้งหมด 40 สัญญาเพื่อมีการก่อสร้างที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นและใช้งบประมาณในปี 2559 จำนวน 25 สตสัญญาและหลังจากนั้นปี 2563 จะมีการเปิดให้บริการ

ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าในปีหน้าชาวทางภาคตะวันออกและภาคเหนือนั้นก็ไม่ต้องเจอกับรถติดอีกต่อไปเพราะสามารถขับขึ้นมาบนถนนเส้นนี้ได้และทำให้การเดินทางนั้นง่ายและไวมากยิ่งขึ้นถือว่าเป็นเรื่องที่สะดวกเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีมุมสวยๆให้มองเพลินตาอีกด้วย ถือว่าเป็นถนนสายหนึ่งที่สร้างความสะดวกเป็นอย่างยิ่ง

ประกาศในราชกิจจาฯ เจ้าหนี้ห้ามทวงหนี้เกิน 1 ครั้งต่อวัน มีผลบังคับใช้

โดยในล่าสุดนี้ทางเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ประกาศคำสั่งจากคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ในเรื่องของการจำนวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้โดยจะมีการอาศัยตามความในมาตรา 9 (3) และมาตรา 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้

1. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ เรื่องจำนวนครั้งในการติดต่อทวงถามหนี้”

2. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

3. ให้ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อลูกหนี้ หรือ บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้ เพื่อการทวงถามหนี้ได้ทราบการทวงถามหนี้ ไม่เกินหนึ่งครั้งต่อหนึ่งวัน

โดยกฏหมายของการทวงหนี้แบบเก่า คือ พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 มีดังนี้….

1.“ผู้ทวงถามหนี้” คือ เจ้าหนี้ ผู้ให้กู้เงิน ไม่ว่าจะโดยถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม รวมถึงผู้ได้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ให้ทวงถามหนี้ อาทิ บริษัทรับทวงหนี้

2.“ธุรกิจทวงถามหนี้” คือ ผู้ประกอบธุรกิจรับจ้างทวงหนี้ ซึ่งต้องได้รับการจดทะเบียนทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียน กรณีผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้เป็นทนายความ ให้จดทะเบียนกับสภาทนายความ ผู้ฝ่าฝืนไม่ไปจดทะเบียนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

3.ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ทหาร ตำรวจ ประกอบธุรกิจรับทวงหนี้ หรือไปช่วยคนอื่นทวงหนี้ที่ไม่ใช่หนี้ของตัวเอง เว้นแต่เป็นหนี้ของสามีภรรยา พ่อแม่ หรือลูก ให้สามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

4.ห้ามทวงหนี้กับคนที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เว้นแต่เป็นบุคคลที่ลูกหนี้ระบุให้ไปทวงถาม โดยมีข้อปฏิบัติซึ่งหากใครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท คือ ผู้ทวงหนี้ต้องแสดงตัว แจ้งชื่อ-สกุล พร้อมแสดงเจตนาว่าต้องการถามหาข้อมูลเพื่อติดต่อลูกหนี้
ผู้ทวงหนี้ห้ามเผยข้อมูลการเป็นหนี้ของลูกหนี้ ยกเว้นผู้ที่ได้ติดต่อนั้นเป็นสามี ภรรยา พ่อ-แม่ หรือลูกของลูกหนี้ โดยให้บอกเล่าเท่าที่จำเป็น

5.ห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย

6.ห้ามหลอกลวงหรือทำให้บุคคลอื่นเข้าใจผิด เพื่อให้ได้ข้อมูลของลูกหนี้

และก็ได้มีการกำหนดการทวงถามหนี้ โดยมีการให้ปฏิบัติ ตามดังนี้

1.ติดต่อลูกหนี้ตามสถานที่ติดต่อที่ให้ไว้

2.ติดต่อในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.00-20.00 น. และในวันหยุดราชการ เวลา 8.00-18.00 น. หากฝ่าฝืนจะถูกสั่งระงับการดำเนินการ และหากยังฝ่าฝืนซ้ำจะถูกโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท

3.ติดต่อตามจำนวนครั้งที่เหมาะสม

4.กรณีเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ทวงหนี้ต้องแสดงหลักฐานด้วยว่าตนเองได้รับมอบหมายมา

และในขณะเดียวกันนั้น ทางเฟจแฟนเพจในFacebook รายหนึางที่มีชื่อว่า… Law Inspiration ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องการดังกล่าวได้มีการระบุให้อ่านให้เข้าใจง่ายซึ่งมีการระบุไว้ว่าประกาศแล้วจ้ากฎหมายห้ามทวงหนี้เกินวันละ 1 ครั้งจึงมีการระบุไว้ดังนี้…

1. กฎหมายนี้จะบังคับใช้ 21 พ.ย. 62 เป็นต้นไปนะครับ

2. การทวงหนี้ หมายถึงการทวงหนี้ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 เท่านั้น ไม่รวมถึงการทวงหนี้ทั่วไป

3. ผู้ทวงถามหนี้ตามกฎหมายนี้ หมายถึงเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือคนที่ซื้อหรือรับโอนหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนัน ที่สำคัญ คือ หนี้นั้นจะเป็นหนี้โดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เข้าข่ายทั้งสิ้น

4. ตัวอย่างเจ้าหนี้ตามกฎหมายนี้ เช่น ธนาคาร บริษัทบัตรเดคริต บริษัทเช่าซื้อ เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น

5. ถ้าเป็นกรณีเพื่อนยืมเงินเพื่อนแล้วไม่คืน ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ พูดง่ายๆ เราจะทวงเกินวันละ 1 ครั้งก็ผิดแต่อย่างใด

6. ถ้าเจ้าหนี้ทวงเกินวันละหนึ่งครั้ง มีความผิดทางปกครอง คณะกรรมการทวงหนี้สามารถสั่งให้หยุดได้ ถ้าไม่หยุดก็อาจโดนโทษปรับทางปกครองสูงสุด 100,000 บาท

7. นอกจากห้ามทวงหนี้เกินวันละหนึ่งครั้งแล้ว พ.ร.บ. ยังกำหนดเรื่องการทวงหนี้ว่า

– ห้ามพูดจาดูหมิ่นลูกหนี้

– ห้ามข่มขู่ใช้ความรุนแรง

– ห้ามประจาน

– ทวงได้แค่ 08.00 – 20.00 น. วันจันทร์ – ศุกร์ ส่วนวันหยุดราชการทวงได้ตั้งแต่ 08.00 – 18.00 น. เท่านั้น

8. กฎหมายกำหนดเรื่องวิธีการทวงหนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหนี้แล้วไม่ต้องใช้ เป็นหนี้ก็ยังต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมด.

ประกาศแล้วจ้า .. กฎหมาย #ห้ามทวงหนี้เกินวันละหนึ่งครั้ง [โปรดอ่านคำเตือนด้านล่างนี้ก่อนทวง]1. กฎหมายนี้จะบังคับใช้…

Publiée par อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return.v12 sur Vendredi 23 août 2019

อุตุฯ ออกประกาศเตือนพายุลูกใหม่ ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ระวังน้ำท่วมฉับพลัน

โดยในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการคาดการณ์ถึงสภาพอากาศในช่วงของวันที่ 23 ถึง 25 สิงหาคม โดยวันที่ 23-24 สิงหาคมนั้นในประเทศไทยจะมีฝนตกหนักในบางแห่งและมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ และในบริเวณทะเลอ่าวไทยและอันดามันจะมีคลื่นสูง 1 – 2 เมตรและในช่วงเวลาที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรส่วนในวันที่ 25 ถึง 29 สิงหาคมนั้นทางประเทศไทยก็จะมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องและสำหรับทางภาคใต้ก็จะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและบริเวณทะเลอ่าวไทยหรืออันดามันจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรและในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรด้วยเช่นกัน

โดยฝนตกที่มากขึ้นนั้นได้รับผลกระทบจากพายุ“ไป๋ลู่” ที่อยู่ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกโดยมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนผ่านเกาะไต้หวันเข้าสู่ประเทศจีนฝั่งตะวันออก โดยในขนาดนี้ ถ้าหากใครคิดจะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวควรจะตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทางในช่วงของวันที่ 24-25 สิงหาคมนี้ด้วยและขอให้พื้นที่บริเวณทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ประชาชนทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณนี้ ควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสมซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้และบริเวณชาวเรือนั้นที่อยู่ในบริเวณอ่าวไทยหรืออันดามันควรจะระมัดระวังในการเดินเรือในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนองด้วย

ซึ่งลักษณะอันสำคัญของทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้มีการแจ้งเอาไว้คือในช่วงของวันที่ 23-24 สิงหาคม จะมีมรสุมพัดผ่านเข้ามาในบริเวณภาคเหนือตอนบน และเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำในบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน และมีมรสุมทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมเข้าในทะเลอันดามัน ในประเทศไทยและบริเวณอ่าวไทย จึงทำให้ประเทศไทยนั้นมีผลกระทบและ มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องรวม ถึงฝนตกหนักในบางแห่งและในวันที่ 25 ถึง 29 สิงหาคม จะมีร่องมรสุมจะเลื่อนผ่านลงมาทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและประกอบกับมรสุมทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดเข้าปกคลุมในบริเวณทะเลอันดามันประเทศไทยและอ่าวไทยจึงทำให้มีคลื่นลมในบริเวณนั้นแรงขึ้นและมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง .

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-35 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 22 – 23 และ 27 – 28 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-36 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก วันที่ 22 – 24 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนในช่วงวันที่ 25 – 28 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ ะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-36 องศาเซลเซียส

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) ในช่วงวันที่ 22 – 24 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งส่วนในช่วงวันที่ 25 – 28 ส.ค. 62 มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60-70 ของพื้นที่ และ,มีฝนตกหนักบางแห่งทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรอุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส

ปลูกตะไคร้ตัดใบขาย ทำรายได้ เดือนละ 100,000 บาท

ตะไคร้เธอเป็นหนึ่งพื้นทางเลือกของชาวเกษตรกรที่สามารถปลูกได้ง่ายดูแลง่ายและกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างกว้างขวางเพราะสามารถนำมาทำอาหารได้ซึ่งด้วยเหตุนี้นี่เองก็ทำให้มีชาวเกษตรกรคนหนึ่งนั่นก็คือ คุณกฤษณา ช่างยา อดีตบรรณารักษ์ ได้มีการหันหลังให้กับงานประจำในรั้วมหาวิทยาลัยจากนั้นก็ก้าวสู่ความเป็นอาชีพเกษตรและมีการชเปลี่ยนพื้นที่ดินที่นาจำนวนกว่า 30 ไร่มาปลูกตะไคร้ 3 สายพันธุ์โดยมีการขายทั้งหัวสดและหัวตากแห้งบอกเลยว่ายอดขายในแต่ละเดือน นั้นนับแสนบาทต่อเดือนเลยก็ว่าได้

นางกฤษณา ช่างยา นั้นเป็นเจ้าของของสวน บ้านตะไคร้มหาสารคาม ที่จังหวัดมหาสารคามโดยก่อนหน้านั้นเคยทำอาชีพบรรณารักษ์ที่คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคามมีการควบคู่กับการปลูกดอกดาวเรืองตัดดอกขายส่งตลาดไทแต่ต่อมาก็ได้มองเห็นตลาดการซื้อขายของตะไคร้และเห็นว่ามีโอกาสที่จะทำรายได้ให้กับครอบครัวจึงได้เข้าไปปรึกษากับครอบครัวและมีการทดลองปลูกตะไคร้ด้วยตัวเอง

โดยมีการแบ่งพื้นที่นาเดิมมาขุดร่องทำแปลงปลูกไม่นาน…ยอดสั่งซื้อตะไคร้นั้นก็มีจำนวนเพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนตะไคร้กันอย่างเต็มตัวและมีการลงทุนปรับพื้นที่นาจำนวน 30 ไร่มาปลูกตะไคร้ 3 สายพันธุ์นั่นก็คือ ตะไคร้แดง ตะไคร้ขาวเกษตรและตะไคร้หยวกโดยลูกค้าส่วนใหญ่น่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมอาหารเช่น โรงงานทำพริกแกง โรงงานผลิตผงปรุงรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

โดยตะไคร้ถือเป็นพืชผักสวนครัวที่สามารถดูแลได้ไม่ยุ่งยากสามารถปลูกในดินได้แทบทุกสภาพดินแต่ทางที่ดีควรจะเป็นดินร่วนปนทรายจะดีที่สุดเพราะจะแตกรากและก็ได้เป็นอย่างดีโดยการแชทลับการปลูกตะไคร้ของที่นี่จะเริ่มจากการ ไถตีแปลง / พรวนดิน / เตรียมต้นพันธุ์ที่ตัดใบออก ให้เหลือต้นยาว ประมาณสัก 30-40 เซนติเมตร และนำมาไว้ในที่ร่ม จากนั้นก็รดน้ำเช้าเย็นประมาณ 3-5 วัน เพื่อให้รากงอกโดย รากที่แก่เต็มที่จะมีสีเหลืองเข้มและสามารถ นำไปปลุกในแปลง

โดยการเว้นระระแต่ละกอกว้างคูณยาว 1 เมตรคูณ 1 เมตร ถ้าเป็นตะไคร้ตัดใบ จะลดระยะความกว้างของร่องและต้นลงมาเหลือ 50-70 เซน ส่วนการวางต้นพันธุ์ ให้วางเอียง45องศา ไปด้านใดด้านหนึ่งแล้วกลบดิน ในระยะ 2 สัปดาห์แรก จะต้องให้น้ำสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็นจนตะใคร้แตกใบจากนั้นเหลือให้น้ำวันละครัง ส่วนการให้น้ำจะใช้สายน้ำหยด หรือระบบสปริงเกอร์ก็ได้ ตามที่ผู้ปลูกถนัดหรือตามพื้นที่ของเจ้าของสวน

เป็นซึ่งตะไคร้ถือเป็นพืช ที่มีศัตรูพืช ข้างๆน้อยดูแลได้ง่ายและสามารถเก็บเกี่ยวได้ภายใน 6 เดือนและเมื่อตัดแล้ว 3 เดือนก็สามารถตัดใบได้อย่างต่อเนื่องโดยตะไคร้สดนั้นสามารถขายได้กิโลกรัมละ 7 – 20 บาท และยิ่งถ้าหากเป็นหน้าแล้งตะไคร่ก็จะมีราคาสูงมากยิ่งขึ้นขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท

ส่วนตะไคร้ตากแห้งนั้นจะขายในกิโลกรัมละ 14 – 20 บาท โดยยอดขายในแต่ละเดือนด้วยการตัดหัวสดก็จะมีลูกค้าจากโรงงานมารับซื้อสัปดาห์ประมาณ 50 ตันและจะมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมารับซื้อตะไคร้ตากแห้งอีกเดือนละ 100 กิโลกรัมทำให้มียอดขายไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท เลยทีเดียว

และนอกจากนี้ในส่วนของใบตะไคร้ที่ใครหลายๆคนมองข้ามกันนั้นก็สามารถนำมาสร้างรายได้ได้ด้วยเช่นกันโดยล่าสุดได้มีเพจของสวนตะไคร้คุณหญิงโคราชมีการเผยแพร่ออกมาโดยมีการโพสต์ข้อความไว้ที่ว่า ท่านใดสนใจ ต้นตะไคร้ตัดใบถ้าตะไคร้อายุเกิน 4 เดือนตัดต้นตะไคร้แบบผ้าประมาณคืบจากดินใบใหม่ก็จะออกและสามารถตัดใบขายได้อีกประมาณ 20 ถึง 25 วันข้างหน้าหากท่านใดสนใจร่วมทีมงานจะมีการรับซื้อตลอดปีโดยสามารถติดต่อได้ที่ 099-5057183 (หญิง) / 081-8796788 (บอย)

นอกจากนี้ก็ยังมีการเผยแพร่เกี่ยวกับการปลูกตะไคร้เพื่อให้ได้ใบขายสำหรับที่ผู้สนใจซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

1.พันธ์ตะไคร้ที่ใช้ปลูก พันธุ์หยวก พันธุ์เกษตร พันธุ์กาบแดง ยกเว้นตะไคร้หอม

2.การปลูกในพื้นที่ 1 ไร

2.1 ใช้กล้าพันธุ์ 400 กก. ราคา 6,000 บาท

2.2 ระยะการปลูก 25x25x60 ชม.

3.ผลผลิตต่อไร่

3.1 เริ่มเก็บเกี่ยวครั้งแรกที่อายุ 90 วัน หลังจากนั้นเก็บเกี่ยวทุกๆ 20- 25 วัน เป็นเวลาประมาณ 2 ป

3.2 ใบสดประมาณ 1,000-1,500 กก.

3.3 ใบแห้งประมาณ 300-400 กก. ( ใบสด 4 กก.ไดใบแห้ง 1 กก.)

4.ราคารับซื้อ ณ.สวนคุณหญิง

4.1 ใบสด 2.5 บาท/กก.

4.2 ใบแห้ง 10-15 บาท/กก. ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า

4.3 ประกันราคารับซื้อขั้นต่ำ 10 บาท/กก.

5.เพื่อความมั่นใจของผู้สนใจทุกท่าน เรายินดีทำบันทึกข้อตกลงในชื้อ-ขาย#รวมกันซื้อ รวมการขาย รวมกันกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 09 9505 7183 หญิง / 081879 6788 บอย

เอาไว้เล่าให้ลูกหลานฟัง ประวัติศาสตร์กว่า ยาวนานกว่า 1,000 ปี

โดยในวันนี้เราก็จะมาไขข้อสงสัยสำหรับใครหลายๆคนที่ว่าทำไม ไทยอีสานถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอีสานและยังอีก 1 ภาคที่มีเสน่ห์มีทั้งภาษาวัฒนธรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ จนทำให้หลงไหลไปกับพูดและวัฒนธรรมของคนภาคนี้ และวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกัน

โดยไทยอีสานนั้นถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทยลาวและภาษาอีสาน โดยถือเป็นผู้นำทางด้านนวัตกรรม อย่าง ฮีต คอง ตำนาน อักษรศาสตร์ จารีตประเพณี และมีการตั้งหมู่บ้านเป็นกลุ่มบนดอยและยึดทำเลเพื่อการทำนาเป็นอาชีพอาศัยอยู่ทั่วไปโดยถิ่นเดิมของคนเรานั้นมีอยู่ 2 อย่าง 2 แนวคิดที่มีเหตุผลที่จะสามารถสนับสนุนได้นั่นก็คือ…

1.ถิ่นเดิมของลาวอยู่ที่ภาคอิสาน ไม่ได้อพยกมาจากที่ไหนแต่อย่างใด

โดยเรียกได้ว่าคนบ้านเชียงนั้นก็คือราวแสดงว่าคนเรานั้นมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านเชียงมานานกว่า 5600 ปีซึ่งเล็กๆว่าอยู่มานานแล้วเพราะมีอายุหม้อบ้านเชียงที่มีการพิสูจน์ว่า หม้อบ้านเชียงอายุเก่าแก่ถึง 5,600 ปีกว่า โดยคนบ้านเชียงงานจะเริ่มใช้หม้อในการใช้ในครัวเรือนและก็จะต้องมีการสร้างบ้านที่อยู่อาศัยก่อนหน้านี้จึงเรียกว่าความคิดนี้นอกจากดาวอีสานแล้วก็ยังมีการกระจัดกระจายไปอยู่ที่อื่นอีกเช่น เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น ยุโรป แล้วข้ามไปทวีปอเมริกาเป็นพวกอินเดียนแดง

2. ถิ่นเดิมของลาวอยู่ที่ภาคอิสาน และมีมาจากที่อื่นด้วย

สำหรับแนวความคิดนี้ก็บอกได้ว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะคนอีสานนะน่าจะไม่มีที่อยู่อยู่แล้วในดินแดนที่เรียกว่าอีสานหรือส่วนหนึ่งของทางสุวรรณภูมิโดยมีประมาณ 1000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้มีนักประวัติศาสตร์และนักมนุษย์วิทยาได้มีการสันนิษฐานว่ามีการอพยพของพวกเราหรือขาลงมาในยังแดนสุวรรณภูมิจึงนับกลายเป็นคนคนพวกแรกที่เข้ามาและมีการแบ่งอาณาจักรออกมาเป็น 3 อาณาจักรนั่นก็คือ

1.อาณาจักรทวา รวดี ซึ่งมีนครปฐมเป็นราชธานี มีอาณาเขตถึงเมืองละโว้

2.โยนก เมืองหลวงได้แก่ เมืองเงินยาง หรือเชียงแสน เมืองชะเลียง และเมืองเขิน

3.อาณาจักรที่สามคือโค ตรบูร ได้แก่ บรรดาชาวข่า ที่มาสร้างอาณาจักรในลุ่มน้ำโขง

โดยจะแนวคิดนี้ก็จะเห็นว่าคำนวณที่นักมานุษวิทยาและนักประวัติศาสตร์เรียกว่าคนอีสานนะน่าจะมีคนหลายบุคคลปะปนกันอยู่ซึ่งนั่นก็น่าจะมีคนเราอยู่ด้วยซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานจากการเขียนงานของนักวิชาการบางคนที่กล่าวไว้ว่าหลังจากที่ละว้าได้หมดอำนาจลง ดินแดนอีสานก็ถูกครอบครองโดยขอมและอ้าย ลาวต่อมาของก็เสื่อมอำนาจจึงทำให้ดินแดนส่วนนี้ครอบครองโดยอ้าย ลาวมาตลอดเวลา จึงมีเหตุผลที่สามารถสรุปได้ว่าอ้าย ลาว ก็คือกลุ่มลาวนั่นเอง

โดยๆลาวนั้นถือเป็นสาขาอีกหนึ่งของมองโกลเดิมที่อยู่ทางด้านตอนบนของแม่น้ำ แยงซีเกียง และแม่น้ำเหลืองโดยในปัจจุบันมีชาวจ้วง ในมณฑลกวางสีราว 18 ล้านคนซึ่งมีสำเนียงการพูดคล้ายๆกับคนอีสานในเมืองไทยเป็นอย่างมากก่อนที่จะอพยพเข้าครอบครองอีสานนั้นก็ได้มีการรวมตัวตั้งเมือง 3 เมืองด้วยกันนั่นก็คือ นครลุง นครเงี้ยว และนครปา และต่อมากลุ่ม อ้าย ลาวเกิดพิพาทกับจีน สาเหตุเพราะจีนมาแย่งดินแดน อ้าย ลาวสู้จีนไม่ได้จึงอพยพลงใต้ ถอยร่นลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาตั้งอาณาจักรอยู่บริเวณยูนานในปัจจุบัน ยูนานเป็นส่วนหนึ่งของอุษาคเนย์ ทั้งภูมิประเทศและอากาศทางใต้ของยูนานคล้ายลาว ไทย พม่า และเวียดนามมากกว่าจีน คนพื้นเมืองก็คล้ายๆ คนอิสาน รวมไปถึงภาษาพูดก็มีส่วนคล้ายกัน มีเมืองแถนเป็นศูนย์กลางสำคัญ แต่ก็ยังถูกรุกร าน แย่งชิงจากจีนไม่หยุดหย่อน

ซึ่งทางอ้าย ลาวก็ได้มีการอพยพลงมาตั้งอาณาจักรใหม่นะก็คืออาณาจักรจักรหนองแส โดยจะอาณาจักรแห่งนี้มีขุนบรมวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ปกครองโดยขึ้นครองราชย์ในปีพ.ศ1272 และมีการรวบรวมความเป็นปึกแผ่นและส่งลูกหลานไปครองเมืองต่างๆโดยมีการส่งลูกหลานไปครองเมืองทั้งหมด 7 คนนั่นก็คือ

1. ขุนลอ ครองเมืองชวา คือ หลวงพระบาง

2. ขุนยีผาลาน ครองเมืองหอแต หรือสิบสองพันนา

3. ขุนสามจูสง ครองเมืองปะกัน หรือหัวพันทั้งห้าทั้งหก

4. ขุนไขสง ครองเมืองสุวรรณโดมคำ

5. ขุนงัวอิน ครองเมืองอโยธยา สุโขทัย

6. ขุนลกกลม ครองเมืองมอญ คือ หงสาวดี

7. ขุนเจ็ดเจือง ครองเมืองเชียงขวางหรือเมืองพวน

โดยพี่น้องทั้ง 7 นั้นปกครองเมืองอยู่กันแบบพี่น้องมีอะไรก็คอยช่วยเหลือจุนเจือกันตัวตลอดและยึดมั่นคำสาบานว่าจะซื่อสัตย์ปฏิบัติร่วมกันจะไม่แย่งแย่งแผ่นดินกันถ้าหากใครทำก็ขอให้ฟ้าถล่มลงโทษคนคนนั้นจึงเรียกได้ว่ากลุ่มนี้น่าจะเชื่อมโยงเป็นกลุ่มเดียวกับคนชาติลาวในอีสานและน่าจะเป็นกลุ่มลาวเชียงและลาวเวียง คือ กลุ่มจากอาณาจักรล้านนา ลาวเชียง และกลุ่มจากอาณาจักร ล้านช้าง ลาวเวียง ในพุทธศตวรรษที่ 17–18 เริ่มตั้งแต่สร้างเมืองชวาหรือเมืองหลวงพระบาง มีกษัตริย์ปกครองติดต่อกันมาถึง 22 องค์

กษัตริย์องค์หนึ่งคือพระเจ้าเงี้ยว ได้กำเนิดลูกชาย คือพระเจ้าฟ้างุ้ม พระเจ้าฟ้างุ้ม เกิดมามีฟันเต็มปาก เสนาอำมาตย์ในราชสำนักเห็นเป็นลางไม่ดี จึงทูลให้พระบิดานำไป ล่องโขง คือลอยแพไปตามลำน้ำโขง มีพระเขมรรูปหนึ่งพบเข้า เกิดเมตตาเอาพระเจ้าฟ้างุ้มไปชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ แล้วถวายตัวในราชสำนักเขมร พระเจ้าฟ้างุ้มได้รับการศึกษาอบรมอย่างองค์ชายเขมร และทรงเป็นราชบุตรเขยของกษัตริย์เขมรด้วย เมื่อพระเจ้าฟ้าเงี้ยวสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าคำเสียวผู้เป็นน้องชาย ขึ้นครองราชย์แทน พระเจ้าฟ้างุ้มจึงยกทัพจากเขมร ทวงราชสมบัติของบิดาคืน สามารถโจมตีเมืองหลวงพระบางได้ เจ้าฟ้าคำเลียวเสียทีแก่หลานสู้ไม่ได้ น้อยใจจึงคิดสั้น

โดยเจ้าฟ้างุ้มจึงขึ้นครองเมืองหลวงพระบางเมื่อ พ.ศ. 1896 ทรงพระนามว่า พระยาฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี พระเจ้าฟ้างุ้มเป็นกษัตริย์ ที่มีพระปรีชาสามารถมาก เป็นนักรบผู้กล้าหาญชาญฉลาด ในช่วงนั้นอาณาจักรสุโขทัย มีพระมหาธรรมราชาลิไทเป็นกษัตริย์ พระเจ้าฟ้างุ้มได้ขยายอำนาจแผ่ไปถึงญวน ลงมาถึงส่วนหนึ่งของเขมรตอนล่าง และเข้ามาสู่ดินแดนอิสาน ได้อพยพผู้คนจากเวียงจันทน์ มาอยู่บริเวณเมืองหนองหาน และหนองหานน้อยประมาณ 10,000 คน

พระเจ้าฟ้างุ้มครองราชย์ ก็ได้มีการเข้าแผ่แสนยานุภาพตลอดมา จนถึงสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทองแห่งกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าฟ้างุ้มคิดจะ เข้าครอบครองกรุงศรีอยุธยา จึงทำให้พระเจ้าอู่ทอง ต้องทำการเข้าเจรจาหย่าศึก โดยการอ้างความเป็นญาติร่วมวงศ์ขุนบรมเดียวกันว่าและมอบดินแดนส่ดงสามเส้า ดงพญาไฟ ไปจดภูพระยายฝอ และแดนเมืองนครไทยให้ และยังได้ส่งช้างพลาย 51 เชือก ช้างพัง 50 เชือก เงินสองหมื่น กับเครื่องบรรณาการอื่น ๆ อีกอย่างละ 100 ให้กับทางพระเจ้าฟ้างุ้ม โดยจากหลักฐานนี้อาณาจักรลานช้าง จึงมีอำนาจครอบครองดินแดนอิสาน ยกเว้นเมืองนครราชสีมาที่ยังคงเป็นอิสระอยู่ เพราะในหนังสือ King of Laos ระบุว่า ในปี ค.ศ. 1385 อาณาเขตกรุงล้านช้าง ทางทิศตะวันตกติดต่อ กับโคราชนครราชสีมา

ดินแดนอิสานส่วนใหญ่ ตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าฟ้างุ้มเรื่อยมา จนถึงสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ขึ้นครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2091–2114 ได้ย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบาง มาอยู่เวียงจันทน์ พระองค์ได้ทำสัญญาพันธมิตร กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยา และทั้งสองได้สร้างพระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเขตแดนระหว่างสองอาณาจักร กษัตริย์องค์นี้ได้สร้างวัดองค์ดื้อ และศาสนสถานต่าง ๆ ในเขต เมืองหนองคาย และบูรณะพระธาตุพนมด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช สนใจดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง มากกว่าสมัยก่อน ๆต่อมาในปี พ.ศ. 2250 เกิดการแก่งแย่งอำนาจขึ้นในลาว ทำให้ลาวถูกแบ่งออกเป็น 2 อาณาจักร มีหลวงพระบางและเวียงจันทน์เป็นศูนย์กลาง และในปี พ.ศ. 2256 อาณาเขตเวียงจันทน์ทางใต้ ได้ถูกแบ่งแยกโดย เจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร เจ้าหน่อกษัตริย์ มีเมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นเมืองหลวง ผู้ครองนครจำปาศักดิ์ได้ส่งจารย์แก้ว เจ้าแก้วมงคล มาเป็นเจ้าเมืองท่ง หรือเมืองทุ่ง ในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด นับว่านครจำปาศักดิ์ ได้ขยายอำนาจเข้ามาสู่ลุ่มแม่น้ำมูล ชี ตอนกลาง

เวลาต่อมา ลูกหลานเจ้าเมืองท่ง หรือเมืองสุวรรณภูมิ ได้สร้างเมืองต่าง ๆ ในดินแดนอิสานมากกว่า 15 เมือง เช่น สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ มหาสารคาม ชนบทขอนแก่น ฯลฯ ต่อมาเกิดความ ไม่ลงรอยกัน ระหว่างกลุ่มขุนนางและกษัตริย์ลาว ผู้คนได้อพยพหนีภัยการเมือง จากฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเข้าสู่อิสานเหนือ กลุ่มสำคัญได้แก่ก ลุ่มนี้อพยพผู้คนมาตั้งอยู่ริ่มน้ำปาว คือ บ้านแก่งส้มโฮง สำโรง เจ้าโสมพะมิตรได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 1 ที่กรุงเทพ ฯ เพื่อถวายความจงรักภักดี และเนื่องจากมีกำลังคนถึง 4,000 คน รัชกาลที่ 1 จึงโปรดเกล้าให้ยกบ้านแก่งส้มโฮง เป็นเมืองกาฬสินธุ์ ขึ้นตรงต่อกรุงเทพ และเจ้าโสมพะมิตรได้รับบรรดาศักดิ์เป็น พระยาไชยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์

จากหลักฐานของลาวสามารถกล่าวได้ ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ลาว ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในอิสานมานานแล้ว จึงสรุปได้ว่า คนในท้องถิ่นอิสาน หรือบริเวณนี้เป็นเชื้อสายลาว ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน สืบทอดสายธารทางประวัติศาสตร์ อย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และตลอดไปในอนาคตอีกนานเท่านาน

ชื่นชม หนุ่มเก็บขยะ ไม่หมิ่นเงินน้อย เก็บวันละ 20 บาท นานกว่า 16 ปีเพื่อดูแลแม่

โดยในวันนี้เราขอนำเสนออีกหนึ่งเรื่องราวที่แสดงถึงความกตัญญูเกี่ยวกับของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เก็บขยะขายโดยใช้หนุ่มคนนี้นั้นมีท่าทางไม่สมประกอบทางด้านสมองและร่างกายโดยทางรายการตีสิบก็ได้มีการเอาเรื่องราวของชายคนนี้มาเล่าสู่กันฟัง

โดยชายคนนี้นั้นมักจะมีเนื้อตัวมอมแมมและหายใจดังฟืดฟาดจนทำให้คนนั้นไม่อยากจะเข้าใกล้อยู่เสมอเสมอและเขาก็มีอาชีพเป็นคนเก็บขยะแต่บอกเลยว่าเขานั้นก็มีความขยันหมั่นเพียรมากจะเอาเงินจำนวน 20 บาทเข้าไปฝากเงินในธนาคารเป็นระยะมานานกว่า 16 ปีโดยเก็บเป็นประจำทุกวันวันละ 20 บาทตั้งแต่สมัยเด็กจนตอนนี้มีเงินเก็บทั้งหมด 40,000 บาท

ซึ่งใครหลายๆคนก็คงตั้งคำถามว่าเขาพักอยู่ที่ไหนบ้างก็คิดว่าพักอยู่ริมถนนหรือใต้สะพานลอยเพราะไม่เคยเห็นคนเก็บขยะนั้นมีที่พักเป็นหลักแหล่งแต่สำหรับคนคนนี้นั้นต่างออกไปเขาได้มีการเช่าห้องแฟลตแห่งหนึ่งเพื่ออาศัยอยู่กับแม่ผู้ให้กำเนิดโดยในทุกๆวันเขาจะนำขยะ กลับไปที่ห้องพักอยู่เสมอแต่ไม่ได้จัดระเบียบอะไรก็ทำให้ห้องนั้นรกเต็มห้องไปหมด

และเวลาอาบน้ำเขาก็จะอาบโดยแบบที่ไม่ถอดเสื้อผ้าจะอาบมันทั้งแบบนั้นแล้วก็ออกมาทั้งๆที่ตัวเปียกโดยให้เสื้อผ้ามันแห้งไปเองและเมื่อเห็นแบบนี้ทางรายการตี 10 จึงต้องการทำเซอร์ไพรส์ให้กับสองแม่ลูกโดยการปรับปรุงห้องขนาดใหญ่ทาสีส้มตำประตูซื้อของมาให้หมดทั้ง ตู้ เตียง เสื่อน้ำมัน ทีวี ต่างๆ นาๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และก็เอาขยะที่หมักบ่มมานานไปทิ้งให้หมดยกเว้นรถคู่ใจที่ไว้ทำอาชีพนั่นเอง

หลายๆคนก็คงสงสัยว่าทำไมถึงเอาเงินไปฝากธนาคารทุกวันวันละ 20 บาทจะเก็บไว้เพื่ออะไรแต่บอกเลยว่าคำตอบนั้นซึ่งเป็นอย่างมากเพราะเขาต้องการที่จะเก็บเงินเหล่านี้ไปให้แม่ใช้ในการรักษาตัวเพื่อให้แม่หายและสบายดีเพราะในตอนนี้แม่ป่วยเป็นหลายโรค

และนี่ก็คือเรื่องราวของความรักของชายคนหนึ่งที่แม้จะมีปัญหาทางด้านสมองแต่ก็ไม่เคยมีปัญหาทางด้านจิตใจผิดกับใครหลายๆคนที่เกิดมาพร้อมสมบูรณ์ทั้งร่างกายและสติปัญญาแต่กับทำร้ายผู้มีอุปการะคุณที่นำมาเห็นจะเป็นข่าวอยู่ในวันนี้

นอกจากนี้คนคนไม่สมประกอบคนนี้ ก็ยังรู้จักวางแผนในอนาคตเก็บเงินทุกๆวันและรู้จักการแยกแยะขยะที่มีราคา ซึ่งใครที่ได้รู้เรื่องราวของเขานั้นก็ต่างจะต้องประทับใจกันอย่างแน่นอนในเรื่องของความกตัญญูความมุมานะและความเพียร

ช่างภาพหนุ่มยอดกตัญญู เก็บเงินสร้างบ้านหลังแรกในชีวิตให้แม่ หลังเช่าที่วัดมาทั้งชีวิต

โดยอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากซึ่งเป็นเรื่องที่ลูกคนหนึ่ง ต้องการแสดงความกตัญญูตอบแทนความรักของแม่ที่คอยเลี้ยงดูมาอยู่เสมอโดยเป็นเรื่องราวของหนุ่มช่างภาพที่เก็บเงินแสนเพื่อสร้างบ้านหลังแรกในชีวิตโดยบ้านหลังนี้นั้นบอกเลยว่าออกแบบเอง ราวกลับหรูหรามีราคา 10 ล้าน ซึ่งบอกเลยว่าน่าอยู่เป็นอย่างมาก

โดยเรื่องราวของความกตัญญูวันนั้นได้เผยแพร่ผ่านทาง facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Natthawoot Nindee ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องราวนี้โดยเขาเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์มีอายุ 27 ปีโดยมีการโพสต์ภาพบ้านที่สร้างเสร็จอย่างสมบูรณ์ภายนอกตกแต่งอย่างน่ารักและแสนอบอุ่นและภายในตกแต่งหรูหราเกินราคาพร้อมกับระบุข้อความไว้ว่า ผมเคยสัญญากับแม่ตั้งแต่สมัยผมเด็กๆว่าโตมาจะทำบ้านดีๆให้แม่อยู่ วันนี้ผมทำได้แล้วครับ…

โดยผู้เล่าเรื่องราวได้บอกว่าได้มีการใช้เวลาเก็บเงินซื้อที่ดินในจังหวัดสิงห์บุรีโดยเก็บเงินก้อนเป็นจำนวน 4 แสนบาทโดยบ้านที่ตัวเองอาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็กนั้นมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 114 ตารางวาเบ็ดเสร็จรวมค่าสร้างบ้านแล้วก็เป็นจำนวนทั้งหมด 800,000 บาท และค่าตกแต่งภายในอีก 300,000 บาท โดยใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปี

โดยเจ้าของเรื่องราวมีการตกแต่งบ้านสไตล์โมเดิร์นแบบเรียบง่ายเป็นบ้านหลังสีขาวขนาดเล็กทรงหลังคาเพิงหมาแหงนประกอบไปด้วยห้องนอนห้องครัวและห้องนั่งเล่นมีฟังก์ชั่นการใช้งานอย่างครบครันแม้ว่าตัวบ้านจะเป็นสีขาวแต่ก็ยังเอาใจคุณแม่ด้วยการทาประตูสีชมพูสีโปรดแซมลงไปหน้าบ้าน

และหลังจากเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไปผ่านทาง facebook ก็ได้มีชาวเน็ตหลายคนเข้ามาชื่นชมเป็นอย่างมากและเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครๆหลายๆคนที่ต้องการเก็บเงินสร้างบ้านบอกเลยว่าในมุมบ้านของแต่ละมุมบ้านน่าอยู่เป็นอย่างมากดูแล้วสบายตาสุดๆ

เลี้ยง ‘แมลงดานา’ เลียนแบบธรรมชาติ มีพื้นที่น้อยก็เลี้ยงได้ ทำรายได้ตลอดทั้งปี

สำหรับแมงดาถือเป็นแมลงที่ควรจะรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะแมงดานั้นสามารถนำบริโภคได้แนะนำมาทำอาหารได้อย่างหลากหลายอย่างแต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่างและระยะทางจึงทำให้มีอัตรารอดต่ำและพบปัญหาแมลงแมงดากินกันเองโดเรล่าสุดนี้ทางชาตรี ต่วนศรีแก้ว อาจารย์ประจำโรงเรียนสถาพรวิทยา จังหวัดนครปฐม ถือเป็นอีกหนึ่งคนหนึ่งที่มีการศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงแมงดามานานกว่า 7 ปีจนสามารถค้นพบวิธีการเลี้ยงแมงดาที่เหมาะสม ซึ่งสามารถจัดการได้ง่ายและได้ผลดีและยังสามารถได้ผลผลิตตลอดทั้งปีด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงสามารถเลี้ยงเพื่อไปนำต่อยอดในการเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์ได้อย่างง่ายๆโดยเมื่อศึกษาแหล่งจำหน่ายและการรับแมงดาพบว่าในแต่ละปีประเทศไทยมีการนำแมงดามันบริโภคกันเป็นจำนวนมากโดยนำเข้าจากกัมพูชาไม่ต่ำกว่า 5 แสนตัวและจัดพม่าอีก 3 แสนตัว ตกตัวละ 10 บาท ด้วยการเลี้ยงแมงดาของอาจารย์ชาตรีนะจะเน้นวิธีการเลี้ยงแบบธรรมชาติช่วงแรกจะมีการนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใดเลี้ยงในบ่อประมาณ 10 ตารางเมตรและมีการสร้างวางตาข่ายคลุมเพื่อป้องกันพ่อกับแม่พาหลบหนีพร้อมกับจัดสภาพบ่อเลี้ยงให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด

การกระตุ้นให้แมงดาวางไข่นั้นก็จะใช้วิธีการทำฝนเทียมด้วยการติดสปริงเกอร์ไว้เหนือบ่อได้เปิดน้ำประมาณช่วง 18:00 นถึง 11:00 น และไม่ควรเปิดทั้งคืนรวมถึงน้ำในบ่อจะต้องดิ้นและมีปริมาณที่คงที่ไม่อย่างนั้นตัวเมียก็จะไม่วางใครเพราะแมงดานั้นจะวางไข่บนกอหญ้าเหนือผิวน้ำประมาณ 3-5 cm ถ้าหากระดับน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จะไม่ยอมวางไข่

สำหรับอาหารของแมงดานั้น ในช่วงแรกตัวอ่อนก็จะกินซากลูกกบและกินอาหารที่ตายไปแล้วหรือถ้าหากเลี้ยงจำนวนมากก็สามารถใช้อาหารแช่แข็งได้เมื่อผ่านไป 1 สัปดาห์จะต้องให้อาหารที่มีชีวิตโดยแมลงอ่อนนั้นสามารถกินได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นลูกปลากุ้งแต่ก็จะมีปัญหาในเรื่องของการลอกคราบถ้าหากลอกคราบไม่หมดก็รอดต่ำ

ประมาณ 10 วัน ตัวอ่อนลอกคราบครั้งที่ 2 โดยลอกคราบทั้งหมดประมาณ 4 ครั้ง ถึงครั้งสุดท้ายใช้เวลาประมาณ 50-70 วัน (ตัวใหญ่ที่ลอกคราบครั้งสุดท้ายภายใน 50 วัน ส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ เพราะตัวผู้จะเล็กกว่าตัวเมีย แต่ถ้าลอกคราบถึง 70 วัน ส่วนใหญ่เป็นตัวเมีย) ซึ่งพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยขนาดเท่าหัวแม่มือ มีปีกและเมื่อปีกแข็งก็เริ่มบินได้ หลังจากเป็นตัวเต็มวัยจะไม่มีปัญหากินกันเอง จากนั้นก็จะนำไปเลี้ยงรวมกันในบ่อ

ที่มีตาข่ายปิดมิดชิด ให้ลูกกบเป็นอาหารกินอย่างเต็มที่ นับตั้งแต่ออกจากไข่มา อายุ 3-4 เดือนก็จำหน่ายได้”เนื่องจากแมลงดานาเป็นมวลน้ำที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นแมลงประเภทปากดูดจึงไม่สามารถพัฒนาอาหารให้กินเหมือนกับแมลงปากกัดแทะแบบจิ้งหรีดหรือตั๊กแตนได้ ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดที่สำคัญประการหนึ่งของการเลี้ยงแมลงดานา”ในธรรมชาติจะสังเกตได้ว่า หลังจากฝนตกแล้วหากแหล่งน้ำไหนมีกบมาวางไข่ ก็จะเห็นไข่แมลงดานาอยู่บริเวณนั้นด้วย ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อาหารตามธรรมชติ ขณะเดียวกันหากไม่มีลูกอ๊อดหรือกบมาวางไข่ ก็จะไม่เห็นไข่แมลงดานาในบริเวณแหล่งน้ำนั้นด้วยเช่นกัน

ด้วยการทำฝนเทียมประมาณ 4-5 วันหรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็จะทำให้แมงดานั้นขึ้นมาวางไข่โดยจะเห็นได้ตามกอไม้น้ำกลุ่มละประมาณ 100 ถึง 150 ต้องขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์และหลังจากนั้นใครเสร็จก็ควรแยกตัวแม่ออกมาพักฟื้นและปล่อยไว้ก็จะเสี่ยงต่อการที่ตัวแม่จะกินไข่ของตัวเองฉะนั้นควรนำตัวแม่ไปเลี้ยงเพื่อเตรียมผสมพันธุ์ต่อไปโดยตัวแม่ 1 ตัวให้ขายได้ประมาณ 3 ครั้ง

และตัวผู้จะทำ หน้าที่เป็นผู้ฟักไข่โดยจะมาเกาะที่ขายในลักษณะหัวทิ่มลงหากมีฝนตกก็จะช่วยป้องกันโดยใช้ส่วนหาปิดไข่แต่ถ้าหากอากาศร้อนจนเกินไปก็จะทำให้ไขแห้งซึ่งตัวผู้ก็จะลงน้ำทำให้ตัวเปียกและเกาะมาที่ไข่เพื่อทำให้ขายนั้นเปียกโดยไข่แมงดาเมื่อออกมาใหม่ๆก็จะมีขนาดเล็กและค่อยๆพร้อมตามอายุและประมาณ 10 วันหมวกใครก็จะเปิด ออก ตัวอ่อน ก็จะหล่นลงน้ำ

ตัวตัวอ่อนที่ลงน้ำนะจะมีสีเหลืองเมื่อผ่านไป 1-2 ชั่วโมงก็จะกลายเป็นสีดำเมืองทีการเลี้ยงในบ่อดินนั้นจะสังเกตตัวอ่อนได้ยากอาจารย์ชาตรีจึงมีการพัฒนามาเลี้ยงในบ่อพลาสติกที่สามารถทำให้เห็นตัวอ่อนได้อย่างชัดเจนและสามารถช่วยจัดการคัดแยกเลี้ยงได้ง่ายขึ้น

โดยในครั้งนี้หลังจากที่แมงดาออกมาจากไข่ประมาณ 3 ชั่วโมงตัวอ่อนก็จะเริ่มกินกันเองเพื่อนำพลังงานมาใช้ในการลอกคราบในครั้งแรกพฤติกรรมนี้จึงทำให้ปัจจัยในการเลี้ยงแมงดานั้นไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เพราะเคยปล่อยตัวอ่อนทิ้งไว้ในกะละมังเดียวกัน 100 ตัวผ่านไป 1 สัปดาห์ก็เหลือเพียงแค่ 4-5 ตัวเท่านั้นดังนั้นเมื่อแมงดาตกจากไข่จึงจำเป็นต้องนำมาเลี้ยงเดี่ยวในทันทีหรืออาจจะเรียกให้ขวดพลาสติกหรือแก้วน้ำก็ได้แล้วจัดเรียงเป็นชั้นๆคล้ายกับการเลี้ยงปลากัดนั่นเองจึงทำให้ง่ายแก่การจัดการและช่วยให้เพิ่มอัตราการรอดของแมงดาได้มากขึ้น

โดยประมาณ 10 วันตัวอ่อนก็จะลอกคราบครั้งที่ 2 โดยรอบข้างทั้งหมดประมาณ 4 ครั้งและครั้งสุดท้ายจะใช้เวลาประมาณ 50 ถึง 70 วันซึ่งจะมีการพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยขนาดเท่าหัวแม่มือมีปีกเมื่อปิดแขนเริ่มบินได้หลังจากนั้นตัวเต็มวัยก็จะไม่มีปัญหากันกินกันอีกต่อกัน และนำมาเลี้ยงกันในบ่อได้โดยบ่นั้นจำเป็นจะต้องมีตาข่ายที่ปิดมิดชิดและให้ลูกกบเป็นอาหารกินอย่างเต็มที่ โดยตั้งแต่ออกจากใข่มาโดยอายุ 3-4 เดือนก็สามารถออกไปจำหน่ายได้แล้ว

โดยแมงดาถือเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าสนใจและมีความต้องการทางตลาดสูงและสามารถขายได้ในราคาดีแต่ผู้เรียนต้องอยู่ในพื้นฐานที่ความคุ้มค่าไม่ควรที่จะลงทุนมากเกินไปเพราะที่ผ่านมามีผู้เลี้ยงแมงดาหลายคนนั้นได้ขาดทุนไม่เป็นจำนวนมากเพราะความโลภ ฉะนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงอาจเป็นอาชีพหลักควรเริ่มแต่เป็นอาชีพเสริมก่อนอย่าโลภมากเกินไปแต่อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถพัฒนาในการเลี้ยงแมงดาในเชิงอุตสาหกรรมจำเป็นจะต้องมีการพัฒนาระบบเรียนในเฉพาะระยะของตัวอ่อนที่มักจะเกิดปัญหาการกินกันเองแล้วจะต้องพัฒนาตั้งแต่ระบบโรงเรือนที่ให้มีความเหมาะสมสามารถเลี้ยงในแสงแดดส่องรำไรได้

ซึ่งเป็นที่อาศัยของแมลงดานาเจริญเติบโตได้ดี พร้อมกับพัฒนาภาชนะใช้เลี้ยงแบบขังเดี่ยว ซึ่งอาจออกแบบกล่องพลาสติกให้เป็นช่อง ๆ เพื่อเลี้ยงแมลงดานาแต่ละตัว มีระบบถ่ายน้ำไม่ให้เกิดการเน่าเสีย หรือไม่ต้องยกเปลี่ยนที่ละใบเหมือนเลี้ยงในขวดพลาสติกที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก รวมถึงวิธีการให้อาหาร อาจให้ลูกอ๋อดว่ายไปมาเพื่อให้ตัวอ่อนของแมลงดาจับกินได้ตลอดเวลา และหลังจากระยะนี้ไปการเลี้ยงแมลงดานาก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว

สำหรับตลาดแมลงดานา ซึ่งปัจจุบันมีการนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านปีละเกือบล้านตัว ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก จึงไม่ต้องกังวลเลยว่าเลี้ยงมาแล้วจะจำหนายที่ไหน ซึ่งเชื่อว่ามีเท่าไรก็ไม่พอ รวมถึงตลาดต่างประเทศตามร้านอาหารไทยในที่ต่าง ๆ ล้วนมีความต้องการแมลงดานากันทั้งนั้น

การเลี้ยงแมงดา ในบ่อ

ขั้นตอนที่ 1 เลือกสถานที่ที่สงบและขุดบ่อเป็นขนาดสี่เหลี่ยมพอประมาณและจะต้องมีน้ำขังประมาณ 30 cm เลี้ยงในถังพลาสติกขนาด 100 ลิตรก็ได้และคุ้มบอกด้วยตาข่ายเพื่อป้องกันแมงดาหนี

ขั้นตอนที่ 2 ไม้น้ำให้แมงดาอาศัยอยู่

ขั้นตอนที่ 3 ปล่อยพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แมงดาลงไปโดย 1 ตารางเมตรใส่ลงไปสัก 5 คู่และให้อาหารพวกลูกกบให้แมงดากิน

การเลี้ยงแมลงดานาในถังพลาสติก

ขั้นตอนที่ 1 หาถังพลาสติกขนาดความจุ ไม่น้อยกว่า 1000 ลิตรมีรูระบายน้ำล้นกรณีที่เราพ่นน้ำทำฝนเทียม เพราะระดับน้ำไม่นิ่งแมลงดานาจะไม่วางไข่ ปิดตาข่ายด้านบน

ขั้นตอนที่ 2 ปล่อยพ่อแม่พันธุ์แมงดานา ลงไป ประมาณ 5 คู่ใช้ไม้ไผ่พันด้วยตาข่ายเพื่อให้แมลงดานาวางไข่

ขั้นตอนที่ 3 ให้อาหารพ่อแม่พันธุ์ เมื่อแมลงดานา สมบูรณ์ เร่งให้แมลงดานาวางไรโดยการฉีดพ่นน้ำในตอนกลางคืน แมลงดานาก็จะวางไข่บริเวณไม้ที่เราเตรียมไว้(ภาพ3ลูกแมลงดากำลังออกจากไข่)

ขั้นตอนที่ 4 นำไข่แมลงดาไปเพาะในบ่อเพาะฟักต่อไป บ่อเพาะฟักเราจะนำไข่แมลงดา มาแขวนไว้เหนือบ่อน้ำในบ่อเพาะฟัก ประมาณ 7-8 วัน แมลงดานาก็จะฟักเป็นตัวหล่นในบ่อน้ำเป็นแมลงดานาตัวอ่อน

โดย การกินอาหารของแมลงดา วิธีจับเหยื่อกินของแมลงดานาจะเกาะตามกอหญ้าสงบนิ่งจะปล่อยให้เหยื่อไม่ว่าจะเป็นลูกอ๊อดหรือกุ้งหรือลูกปลาว่ายน้ำกันจนเพลินเมื่ออย่าเข้ามาใกล้ๆก็จะจับเดี๋ยวไว้แน่นๆแล้วแทงด้วยปากแหลมคมจากนั้นก็ปล่อยสารบางอย่างให้เหยื่อนั้นหมดแรงและตายในที่สุดจากนั้นก็ดูดน้ำเลี้ยงของเหลวภายในจนหมดและทิ้งซากลงไป

การเริ่มเพาะแมลงดานาในบ่อดิน แมลงดานาจะเริ่มวางไข่ รุ่นที่ 1 ในเดือนมิถุนายน รุ่นที่ 2, 3 และ 4 จะวางไข่ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน-ตุลาคม แมลงดานาจะกินอาหารที่ยังมีชีวิตและเคลื่อนไหวได้และไม่ยอมกินอาหารที่ตาย แล้วหลังเตรียมบ่อ นำกอหญ้าหรือกกปลูกในบ่อเป็นแถวคล้ายกับการดำนา ให้พอเพียงกับแมลงดานาใช้เกาะอาศัย ปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์แล้วประมาณ 1 เดือน ในช่วงผสมพันธุ์ แมลงดานาเพศผู้จะผลิตสารที่มีกลิ่นฉุนเพื่อดึงดูดเพศเมียให้มาเป็นคู่ผสม พันธุ์ หลังจากผสมพันธุ์ไม่นานแมลงดาจะวางไข่บนกิ่งไว้เหนือระดับผิวน้ำ ประมาณ 15-20 เซนติเมตร คราวละ 100-200 ฟอง

โดยมีเมือกเหนียวยึดไว้กับต้นกกหรือต้นหญ้า แมลงดานาจะวางไข่เป็นแถว ลักษณะกลมรีมีเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นยาว 0.2 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม ส่วนปลายจะมีรอยขีดและจุดสีน้ำตาลอ่อนตรงส่วนปลายสุด ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 7-8 วัน พร้อมทิ้งตัวลงน้ำในบ่อหากินอาหาร ขนาดตัวอ่อนยาว 0.8 เซนติเมตร จากนั้นจะลอกคราบ 5 ครั้ง โดยจะลอกคราบทุก ๆ 5-7 วัน และเป็นตัวเต็มวัยเมื่ออายุ 32-43 วัน

อาชีพแปลก! ‘เลี้ยงแมลงทับ’ ส่งขายทำเครื่องประดับ รายได้ปีละล้าน

ถ้าหากพูดถึงแมลงทับแล้วทุกคน คงจะรู้จักกันดีเพราะแมลงทับนี้ถือเป็นแมลงปีกแข็งที่มีสีเขียวสวยงามเป็นอย่างมากและปีกของมันนั้นจึงมีความทนทานสูงสามารถนำมาทำเป็นเครื่องประดับได้ซึ่งสามารถเรียกรายได้ได้มาอย่างมหาศาลจึงไม่แปลกที่ทำให้มีชาวเกษตรนั้นได้ใช้ภูมิปัญญาในการศึกษาเรื่องของวงจรชีวิตของแมลงทับ และคิดค้นที่จะเพาะเลี้ยงมัน

จนกระทั่งประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงดังนั้น คุณสมัคร นามสีฐาน จึงได้กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงแมลงทับและในการทำเกษตรจึงได้รับความไว้วางใจจากประธานศูนย์การเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าทางการเกษตรของอำเภอนากลางและได้เป็นเลขานุการ เครือข่ายศพก.ประดับจังหวัดอีกด้วย

โดยแต่ก่อนนั้นคุณสมัครมีอาชีพเพียงแค่ทำนาทำสวน เท่านั้นซึ่งการทำสวนของเขาก็สามารถสร้างรายได้หลักแสนบาทแต่เขานั้นก็สามารถค้นพบอีกอาทิตย์หนึ่งที่ทำให้เขามีรายได้เริ่มเพิ่มเติมมากขึ้นนั่นก็คือการเลี้ยงแมลงทับนั้นเอง

พ. ศ. 2546 ทางป่าไม้จังหวัดได้มีการจัดอบรมและพัฒนาฝีมือแรงงานหนองบัวลําภูซึ่งจะมีการสอนการใช้งานจากแมลงโดยการนำปีกของมันไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อเพิ่มมูลค่ามากยิ่งขึ้นเช่นเครื่องประดับชุดประถมต่างๆและสร้อยคอแต่แมลงทับนั้นถือเป็นแมลงที่หาได้ยากในปัจจุบันขึ้นอยู่ตามธรรมชาติได้น้อยเพราะเริ่มขาดแคลนละหายากจึงเกิดความคิดที่จะเพาะเลี้ยงขึ้นมา

จนกระทั่งในช่วง กระทั่งในช่วงปี 2550-2551 จึงได้ใช้เวลาเพื่อศึกษาหาความรู้และการอยู่ของแมลงทับโดยในตอนแรกก็จับแมลงทับจากธรรมชาติมาเลี้ยงแต่เพราะสภาพพื้นที่ไม่อำนวยซึ่งเขาก็ได้ปลูกพืชเป็นอาหารใบเลี้ยง 1 งานและได้แมลงทับกว่า 10,000 ตัวโดยในปี 2558 ก็นำไปเลี้ยงพื้นที่อีกหนึ่งงานโดยปลูกต้นไม้และอนุรักษ์ต้นไม้เดิมที่มีอยู่เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแมลงทับนั่นเอง

โดยก็ได้ศึกษาเพิ่มเติมว่าแมลงทับนั้นชอบกิน ใบต้นแดง ใบมะขามป้อม ใบมะขามเทศ และได้มีการนำตาข่ายมุ้งรอบด้านต้นไม้เพราะแมลงทับเป็นแมลงที่ชอบอยู่สูงประมาณ 4 เมตรโดยวงจรชีวิตของมันก็จะมี ระยะเต็มวัย-ระยะไข่-ระยะตัวอ่อนและระยะเข้าฝัก หลังจากนั้นก็จะผสมพันธุ์กันแล้วตัวเมียก็จะวางไข่และในช่วงสิงหาคมก็จะเริ่มวางขายในดินและแมลงก็จะตายกันเมื่อสิ้นอายุขัยแล้วเมื่อสิ้นอายุขัยและมีสภาพแวดล้อมก็จะนำแมลงที่ตายแล้วมาทำเครื่องประดับและขายปลีกต่างๆโดยสามารถขายได้ อยู่ที่ร้อยแปดสิบบาทขายปลีกอยู่ที่ 200 บาท แมลงทับหุบปีกก็สามารถขายส่งอยู่ที่ 130 บาทและขายปลีกอยู่ที่ 150 บาท นอกจากนี้ก็ยังนำมาสร้างมูลค่าได้อีกมากมายซึ่งอาทิเช่นชุดสร้อยคอรวมต่างหูโดยสามารถขายส่งได้ชุดละ 1840 และสามารถทำราคาขายปลีกได้ที่2200บาทเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้ด้วยความสวยงามของมันจึงทำให้มีออเดอร์สั่งเข้ามาอย่างมากมายและเรียกได้ว่าภายใน 1 ปีสามารถสร้างรายได้ได้ถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยปกติแล้วแมลงทับในมีอยู่ 2 ทีด้วยกันนั่นก็คือ แมลงทับขาเขียวกับแมลงทับขาแดง โดยมักจะพบมากที่สุดในคือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง

โดนแมลงทับจะผสม พันกันปีละ 1 ครั้งในช่วงของฤดูเข้าพรรษาหรือระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมโดยแมลงทับทั้งสองชนิดนี้จะสามารถพบได้ทุกภูมิภาคของประเทศ และพวกมันจะปรากฏให้เห็นเพียงแค่เดือนละ 1 ครั้งเท่านั้นทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามากระทบต่อวงจรชีวิตมันไม่ว่าจะเป็นภูมิอากาศอะไรก็ตาม

สำหรับอาหารมันชอบกินใบไม้ครึ่งแก่ขึ้นอ่อนเช่น แก่ใบพันชาด ใบมะขามเทศ ใบเต็ง ใบพะยอม และใบตะแบกแดง วงจรชีวิต จับคู่ผสมพันธุ์ในเวลากลางวันใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับของเพศเมีย เมื่อผสมพันธุ์เสร็จตัวเมียวางไข่ที่บริเวณโคนต้นพืชอาหาร ลึกลงในดินประมาณ 1-2 เซนติเมตร วางไข่ทีละฟองจำนวน 1-2 ฟองต่อวัน ตัวเต็มวัยมีชีวิตเพียง 1-3 สัปดาห์พบมีจำนวนมากที่สุดในเดือนกันยายนของทุกปี ไข่ ฝังอยู่ในดินนาน 2-3 เดือน (สิงหาคม-ตุลาคม)หนอน วัยที่ 1, 2, 3 และ 4 อาศัยอยู่ในดินแทะกินรากพืชและเหง้าเพ็ก นาน 3-4 เดือน(พฤศจิกายน-มีนาคม) หนอนวัยที่ 5 หยุดกินอาหารและสร้างปลอกดินหุ้มตัวฝังอยู่ในดินลึก5-10 เซนติเมตร หนอนวัยสุดท้ายนี้พักตัวอยู่ในปลอกดินนาน 12-15 เดือน (เมษายนปีแรก-มิถุนายนปีถัดไป จึงเข้าดักแด้ในปลอกดิน ดักแด้ นาน 2-3 เดือน (มิถุนายน-สิงหาคม)

เมื่อเป็นตัวเต็มวัยสีเขียวยังคงอาศัยอยู่ในปลอกดินอีกเกือบเดือน เพื่อให้ปีกแข็งแกร่งและพร้อมที่จะออกจากปลอกดิน แต่แมลงทับต้องคอยจนกว่าฝนจะตกหนัก และน้ำฝนไหลลงไปจนถึงปลอกดินแมลงทับจึงดันปลอกดินให้เปิดออก เดินขึ้นมาจากใต้ดินและเจาะผิวดินเป็นรูปกลมดันตัวเองขึ้นจากพื้นดิน เมื่อมีแสงแดดจึงบินไปกินอาหาร ผสมพันธุ์ และวางไข่ กว่าจะเป็นแมลงทับแต่ละตัวต้องใช้เวลาอาศัยอยู่ในดินนานถึง 2 ปี เมื่อเป็นตัวเต็มวัยก็มีชีวิตนานแค่ 1-3 สัปดาห์เท่านั้น

โดยในปัจจุบันก็ได้มีคนนำแมลงมาดัดแปลงทำเป็นเครื่องประดับกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ชวนทำ ‘ถังหมักรักษ์โลก’ จัดการขยะเศษอาหาร ในครัวเรือน มีประโยชน์มาก

ซึ่งหลายครั้งถ้าใครกินกับข้าวเหลือก็คงไม่รู้ว่าจะเอากับข้าวเหลือเหล่านี้ไปทำอะไรและแน่นอนว่าถ้าหากเราไปทิ้งขว้างก็จะทำให้เกิดขยะขึ้นอย่างมากมายโดยเฉพาะกับเศษอาหารที่เราจะนำไปทิ้งนี้ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากยิ่งไปนานๆก็จะทำให้มีเชื้อโรคปะปนไปกับขยะและทำให้ระบบแวดล้อมแย่ลงก็เป็นได้

แต่ในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำถังหมักรักษ์โลกกันหรือเรียกกันว่า Green Cone โดยการทำถังหมักรักษ์โลกนี้จะสามารถช่วยกำจัดจัดหรือจัดการขยะอินทรีย์ที่เหลือจากครัวเรือนได้เป็นอย่างดีโดยเรานั้นจะต้องมารู้จักกันก่อนว่าจะเอาถังหมักรักษ์โลกตัวนี้เป็นอย่างไรและใช้ได้อย่างไร

โดยถังหมักรักษ์โลก ได้ถูกทิ้งขวดครั้งแรกในประเทศแคนาดามีวัตถุประสงค์ในการสร้างขึ้นเพื่อจัดการขยะอินทรีย์ที่เหลือจากครัวเรือนไม่ให้เป็นแหล่งเชื้อโรคไปปะปนเปื้อนกับขยะอันอื่นๆและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยประโยชน์เหล่านี้จะต้องไปเป็นธาตุอาหารให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชนั่นเอง

วัสดุ

+ ตะกร้า 1 ใบ

+ถังพลาสติก 2 ใบ (ขนาดเล็ก1 ใบ และขนาดใหญ่ 1 ใบ)

การทำถังหมัก

+เริ่มจากการคว่ำถังพลาสติกขนาดเล็กลงไปในตะกร้าให้มีความลึกจากปากตะกร้าประมาณ 5-10 cm จากนั้นก็เหลือช่องของตะกร้าขึ้นมาจากปากถังที่คว่ำลงไป ประมาณ 2 ช่อง จากนั้นทำการตัดก้นถังพลาสติกใบเล็กออก

+ทำการคว่ำขนาดใหญ่ลงไปบนปากตะกร้าให้พอดีจากนั้นนำเชือกมาผูกให้ติดกันตัดก้นตระกล้าใบใหญ่ทิ้ง และทำการ ตัดก้นถังใบใหญ่ออกและส่วนที่ตัดออกนำมาทำเป็นฝาปิดเพียงแค่นี้ก็เสร็จแล้ว

การติดตั้ง

ขั้นตอนที่ 1 เลือกพื้นที่ที่ต้องการจะติดตั้งถังหมักโดยจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึงอยู่ตลอดเวลา

ขั้นตอนที่ 2 ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่กว่าตะกร้าและมีความลึกมากกว่ารอยต่อของตะกร้าและถังพลาสติกใบใหญ่

ขั้นตอนที่ 3 นำถังหมักรักษ์โลกที่ประกอบเสร็จแล้ววางลงไปกลางหลุมที่ขุดเอาไว้และกลบด้วยดิน

ขั้นตอนที่ 4 เอาเศษอาหารที่เหลือกินเหลือจากครัวเรือนมาเทใส่ถังด้วยระมัดระวังไม่ให้ถังเศษอาหารนั้นเข้าไปอยู่ในช่วงระหว่างถังพลาสติกใบเล็กและถังพลาสติกใบใหญ่

โดยหลักการทำงานของมันก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ที่อยู่อาศัยในดินมาทำหน้าที่ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ซึ่งอาหารในบริเวณพื้นที่นั้นเป็นแหล่งเสื่อมโทรมตามธรรมชาติอาจจะน้อยฉะนั้นวิธีนี้ก็จะสามารถให้เพิ่มจุลินทรีย์ได้โดยการเติมขี้วัวลงไปหรือเติมน้ำหมักชีวภาพลงไป

โดยหลักการหมักนั้นก็จะมีกระบวนการของจุลินทรีย์ที่ใช้ก๊าซออกซิเจนทำให้เกิดกลิ่นเหม็นน้อยเมื่อเทียบกับการหมักแบบอื่นๆ ดังนั้นก๊าซออกซิเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับถังหมักรักษ์โลก โดยการออกแบบถังจะมุ่งเน้นให้เกิดการหมุนเวียนถ่ายเทของอากาศเพื่อให้ก๊าซออกซิเจนเดินทางเข้าสู่วัสดุหมักได้อย่างทั่วถึง

ออกซิเจนจะเข้า 2 ช่องทางคือ ผ่านช่องว่างของเม็ดดินที่กลบลง และ ทางฝาปิดด้านบนผ่านเข้าไปในช่องว่างระหว่างถังเล็กและถังใหญ่และเมื่อโดนแสงแดดก็จะทำให้อุณหภูมิของอากาศจากภายนอกเข้ามาแทนที่ จึงทำให้ตัวถังมีออกซิเจนหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาและช่องระหว่าง 2 ถัง เป็นฉนวนในการป้องกันความร้อนได้เป็นอย่างดีช่วยให้อุณหภูมินั้นไม่สูงมากและทำให้จุลินทรีย์ทำหน้าที่ในกระบวนการหมักได้อย่างดี

ขั้นตอนและวิธีลงทะเบียน ‘รับเงินเที่ยว 1,000 บาท’ ง่ายนิดเดียวเพียง 5 ขั้นตอน

ซึ่งแน่นอนว่าเคยมีประเด็นที่ถกเถียงกันเกี่ยวกับประเด็นการแจกเงินเที่ยวเป็นจำนวน 1,000 บาทซึ่งแน่นอนว่ามีใครหลายคนต่างไม่เห็นด้วยแต่ก็ยังมีใครหลายคนที่ตั้งตาเฝ้าคอยโดยจะมีนโยบายนี้ออกมาเพื่อเงิน 1,000 บาทนั้นจะแจกจ่ายไปถึงมือประชาชนถึง 10 ล้านคนทั่วประเทศโดยแหล่งข่าวนี้นั้นได้มาจากกระทรวงการคลังนี้เอง

โดยทางกระทรวงนั้นก็ได้มีการเปิดเผยว่าการรับเงินแจก 1,000 บาทพร้อมรายละเอียดนั้นก็จะมีขั้นตอนและรายละเอียดสำคัญประเด็นดังนี้ ขั้นตอนรับเงิน 1,000 บาท

1. ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งแต่ 23 ก.ย.-15 พ.ย.62 หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด

2. จากนั้น คุณจะได้รับ SMS ยืนยันหลังจากลงทะเบียนประมาณ 2 วัน

3. จากนั้น คุณต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อรับสิทธิตามมาตรการ

4. คุณต้องเดินทางท่องเที่ยวและเริ่มใช้สิทธิภายใน 14 วันหลังได้รับ SMS ยืนยัน

5. การชำระเงินจะต้องจ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการที่รับชำระเงินด้วยแอปพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ณ จังหวัดที่ระบุไว้ตอนลงทะเบียนเท่านั้น

สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องเป็นประชาชนทั่วไปและมีบัตรประชาชนอายุระบุไว้เป็น 18 ปีขึ้นไปนับตั้งแต่วันที่ลงทะเบียนและผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องระบุจังหวัดที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเดินไม่ใช่จังหวัดที่อยู่บนบัตรประชาชนโดยให้ 1 คนต่อ 1 สิทธิ์และจำกัดเพียงแค่ 10 ล้านคนแรกเท่านั้นและสำหรับค่าอาหารเครื่องดื่มนั้นจะต้องเป็นอาหารที่ส่วนราชการรับรองส่วนค่าซื้ออาหารท้องถิ่นนั้นจะเป็นสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชนเท่านั้นหรือเป็นร้านธงฟ้าที่ประชารัฐได้ติดตั้งแอพพลิเคชั่นถุงเงินเอาไว้และสำหรับค่าที่พักนั้นจะต้องเป็นโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมโฮมสเตย์ตามรายชื่อของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

สำหรับข้อควรระวังในก็คือหากไม่ได้เดินทางท่องเที่ยว และเริ่มใช้สิทธิ์ภายใน 14 วันก็จะไม่ได้สิทธิ์ครบตามวงเงิน 1,000 บาทโดยจะมีวันที่สิ้นสุดโครงการซึ่งถ้าหากใครไม่ทำตามก็จะตัดสินใจทันที

สำหรับร้านค้า

1. ผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ จะต้องลงทะเบียนกับกรมบัญชีกลางภายใน 3 วัน หลังคณะรัฐมนตรีมีมติมาตรการถึง 13 ก.ย.2562

2. จากนั้น ผู้ประกอบการต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงิน และเมื่อได้รับชำระเงินจากลูกค้า ผู้ประกอบการจะได้รับเงิน 1 วันทำการหลังรับชำระเงิน

ปลูกหญ้าแพงโกล่า ปลูกหนเดียว เก็บเกี่ยวขายได้ 10 ปี

ในล่าสุดนี้ทางนายอธิพล เผ่าไพศาล ผอ.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้มีการเปิดเผยว่าตั้งแต่ในปี 2554 ก็นับเป็นเวลา 9 ปีเต็มที่ทางกรมปศุสัตว์ได้มีการจัดตามมาตรฐานพืชอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง และมีการปลูกหญ้าแพงโกล่าในจังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นแปลงหญ้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน จนกลายเป็นที่ยอมรับในหลายประเทศที่ต้องการโดยในวันนี้แม้จะมีพื้นที่ปลูกมากถึง 5000 ไร่ได้ผลผลิตก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่ใช้ภายในประเทศ

และเนื่องจากชาวเกษตรกรยังคงให้ความสำคัญกับการปลูกข้าวแกงที่หักลดต้นทุนแล้วก็เหลือไร่ละกี่พันบาทในขณะเดียวกันการทำนาปลูกหญ้าแพงโกล่านั้นถือเป็นการทำเกษตรแบบตลาดเพื่อนำผลผลิตไปขายปลูกมากเท่าไหร่เกษตรกรก็สามารถขายได้เท่านั้นซึ่งทางตลาดมีรับแบบไม่อั้นลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ถึงปีละ 7 ชั้นนานถึง 10 ปีและยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยอีกด้วย

ด้วยการทำนาหญ้าแพงโกล่าในแบบให้ได้มาตรฐานจีเอพีนั้นสามารถทำได้ง่ายๆแค่เลือกใช้แปลงปลูกในพื้นที่ชลประทานโดยมีสภาพพื้นดินที่เป็นดินเหนียวปนทรายแต่ต้องเป็นรอนอกเขตชลประทานควรจะมีแหล่งน้ำที่ใช้เพียงพอในตลอดทั้งปีและพื้นที่ที่เป็นแปลงนาไข น้ำเข้านาเชือกเสร็จพื้นที่ 1 ไร่ ลงท่อนพันธุ์ (ไหล) อายุ 60-70 วัน จำนวน 500 กก. แต่ถ้าเป็นที่ดอน หลังลงท่อนพันธุ์ ให้น้ำด้วยระบบสปริงเกอร์จนดินชุ่ม

และหลังจาก ที่ทำการปลูกไปแล้ว 2 สัปดาห์ก็จะทำการใส่ปุ๋ยเคมีเสมอไร่ไร่ละ 50 กิโลกรัมปล่อยให้น้ำแห้งและหมั่นตรวจแปรงกำจัดวัชพืชรอไปอีก 2 เดือนครึ่งก็จะสามารถตัดหญ้าแพงโกล่าขายได้ในครั้งแรกโดยหญ้าแห้งนั้นจะไม่มีความชื้นเกิด 15% โดยขายไร่ละ 720 กก.ขายได้ 3,600 บาท และหลังจากที่ตัดหญ้าไปขายแล้วทุกๆครั้งจะต้องใส่ปุ๋ยสูตรเสมอไร่ 20 กิโลในทุกๆ 45 วันก็จะทำให้มีหญ้าตัดขายได้ตลอด

การลงทุนนั้นก็ลงทุนเพียงแค่ปีแรกเท่านั้นซึ่งก็จะมีค่า ไถเตรียมดิน ท่อนพันธุ์ ค่าแรง ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวและอื่นๆ เฉลี่ยไร่ละ 20,375 บาท ขายหญ้าได้ 25,200 บาท ปีแรกได้กำไร 4,825 บาท…ส่วนปีที่ 2-10 การลงทุนอยู่ที่ไร่ละ 10,390 บาท จะได้กำไรไร่ละ 10,390 บาท

โดยตลอด 10 ปีก็สามารถทำรายได้เข้าบ้านรวมแล้วประมาณ 98,335 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มกว่าการทำนาข้าวเป็นอย่างมากและถ้าหากใครสนใจที่อยากจะปลูกหญ้าชนิดนี้ก็สามารถสอบถามได้ที่ปศุสัตว์ใกล้บ้านหรือโทรไปยังเบอร์โทร 0-2501-1147.ได้เลย

เปิดชีวิตจริง จากขอทานในสลัม สู่มหาเศรษฐีเงินล้าน

ซึ่งแน่นอนถ้าหากย้อนไป 10 กว่าปีที่แล้วหาคุณได้เจอกับคนจนยาจกที่ปลูกกระต๊อบมุงจากอยู่หน้าสลัมได้เดินทางมายังวัดพระธรรมกาย ซึ่งมีเงินทำบุญเพียงแค่ 10-20 บาทเท่านั้น!! แต่คุณจะเชื่อไหมว่าคนคนนี้ในวันนี้เขากลายเป็นเศรษฐีเงินล้านแกเป็นเจ้าของที่ดินโรงงานและเป็นเจ้าของบริษัทถึง 2 แห่งเลยทีเดียว !!

โดยบุคคลดังกล่าวที่เรากล่าวมานั้นก็คือคุณ สมเกียรติ – คุณสมพร เกาเล็กที่ในปัจจุบันนั้นได้เป็นทั้งเจ้าของบริษัท บริษัท เค.พี.ธรรมสำเร็จจำกัด และ บริษัทผ้างามจำกัด เป็นธุรกิจตัดเย็บชุดวอร์ม ชุดกีฬา และเสื้อยืดภายใต้แบนด์ “วิกตอร์รี่” (Victory) ซึ่งตัวเขานั้นก็ได้มีการย้อนความไปว่า

ในตอนนั้นเขาและภรรยาได้ใช้ชีวิต ที่เรียกว่าเริ่มจากศูนย์จริงๆเพราะตอนแต่งงานกันยากจนถึงขนาดต้องไปกู้เงินมาเช่าพื้นที่เล็กๆแถวสลัมปลูกบ้านอยู่ลักษณะเป็นเพิงหมาแหงนเพียงแค่ขนาด 3 * 4 เมตรเท่านั้นพอฝนตกหนักก็จะมีน้ำรั่วออกมาจากรูโหว่หลังคาอยู่เสมอจำเป็นจะต้องย้ายข้าวของหลบหนีและเอากะละมังมาลองกันให้วุ่นวาย

โดยในตอนนั้นคุณสมเกียรติก็เป็นเพียงโฟร์แมนโรงงานย้อมผ้า และส่วนภรรยาก็เป็นเพียงเสมียนซึ่งทั้งคู่ก็วาดฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องมีวันที่สามารถลืมตาอ้าปากได้และมีความตั้งใจที่อยากจะมีอาคารพาณิชย์ 4 ชั้นไว้ขายของและมีเงินเก็บในบัญชีสัก 10 ล้านแต่บอกเลยว่าความฝันนั้นก็ไปได้ยากและมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับคนจนอย่างพวกเขาเพราะเป็นลูกจ้างเงินเดือนจึงทำให้ภรรยาของคุณสมเกียรติทำอาชีพเสริมโดยการไปซื้อของจากสําเพ็งมาขายอีกทั้งยังอดหลับอดนอนรับตุ๊กตาตัวเล็กๆจากโรงงานมาประกอบเพื่อให้ได้ค่าแรงตัวละ 1 บาท

โดยในตอนนั้นเรียกได้ว่าชีวิตยากลำบากเป็นอย่างมากแต่ฉันจะยากลำบากและเงินน้อยสักแค่ไหนก็เห็นว่าภรรยาของเขานั้นไม่เคยทิ้งในเรื่องของการทำบุญเลยแม้แต่น้อยเพราะภรรยาเป็นคนใจบุญและชอบเข้าวัดพระธรรมกายตั้งแต่เป็นนักศึกษาและหลังจากที่แต่งงานกันแล้วก็ยังขอให้ไปวัดนี้อยู่เรื่อยๆเลยทำบุญทีละ 10 บาท 20 บาท 100 บาทบ้าง แต่ตามกำลังในตอนแรกอดสงสัยไม่ได้ว่าวัดแห่งนี้มีแต่อะไรดีนักหนาทำไมถึงชอบไปบ่อยๆทั้งๆที่แถววัดแถวบ้านก็มีอยู่ตั้งหลายวัดหนำซ้ำการเดินทางไปวัดพระธรรมกายในสมัยก่อนก็ยากลำบากแสนเข็ญเหลือเกินเพราะไม่มีรถส่วนตัวเลยจึงต้องไปขึ้นรถเมล์ จ.สมุทรสาคร ไปยัง จ.ปทุมธานี ผ่านถนนลูกรังขรุขระ กว่าจะถึงวัดก็ปาไปตั้ง 2-3 ชั่วโมง อีกทั้งกว่าจะกลับถึงบ้านก็ 3-4 ทุ่ม จนทำให้คุณสมเกียรติอดคิดไม่ได้ว่า ภรรยาโดนล้างสมองหรือเปล่า แต่ก็ไม่เคยคิดต่อว่าอะไรเธอเลยเพราะคิดว่าเธอไปทำบุญก็ดีกว่าคุณสมเกียรติที่เอาเงินทองไปลงกับการดื่มเห-ล้า

โดยภรรยานั้นเป็นคนที่ขยันทำมาหากินชอบไปทำบุญที่วัดส่วนในตอนนั้นคุณสมเกียรติก็ชอบกินเห-ล้า ทั้งคู่ก็ดำเนินชีวิตแบบนี้ต่อมาเรื่อยๆจนกระทั่งวันหนึ่งในปีพศ 2537 ภรรยาก็มีคำพูดที่ว่า ที่วัดพระธรรมกายจะมีการหล่อหลวงปู่วัดปากน้ำด้วยทองคำแท้ ๆ ขอสร้อยทองหนัก 2 สลึง จึงทำให้คุณสมเกียรติมอบทองให้ไปทั้งๆที่ไม่รู้สึกเสียดายตังค์ที่ต้อยเส้นนั้นคือสมบัติล้ำค่าที่มีอยู่ชิ้นเดียวและรู้ว่าบุญที่จัดการหล่อพระด้วยทองคำแท้ๆนั้นได้อานิสงส์มากจนเรานะไม่สามารถประเมินค่าได้อีกทั้งโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆและก็มีการนำแหวนหมั้นทองคำหนัก 1 สลึงซึ่งเป็นทองชิ้นเดียวที่พัทยามีรวมกับสร้อยที่ขอไปทำบุญหล่อทองหลวงปู่

จึงเรียกได้ว่าการทำบุญครั้งนี้เป็นการทำบุญครั้งแรกของคุณสมเกียรติแล้วก็ว่าได้แต่น่าแปลกใจใครจะคิดว่าการทำบุญในครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตเพราะหลังจากนั้นไม่นานทำให้คุณสมเกียรตินั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็มือขึ้นไปหมดหยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองขายของดีเป็นน้ำเป็นถ้ามีกำไรจนกระทั่งไปดาวน์รถกระบะได้ 1 คันและก็คิดกันว่าจะหาอาชีพอะไรที่สามารถทำเงินขายได้นั่นก็คือการขายส่งผ่านโดยการขับกระบะไปที่ตลาดสี่มุมเมืองตั้งแต่ 5:00 น และซื้อผักมาขาย โดยภายใน 8 โมงเช้าก็ขายหมดเกลี้ยงในทุกๆวันเพราะมีเจ้าประจำมาจองกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแทบไม่อยากเชื่อเลยเพียงแค่ 2 ชั่วโมงก็สามารถกลับรายได้สร้างรายได้ได้วันละพันเลยทีเดียวซึ่งในตอนนั้นถือว่าเป็นรายได้ที่สูงมากๆ

และการขายภาพนี้เอง จึงทำให้ทั้งคู่มีเงินถุงเงินถังจนสามารถมีเงินไปลงทุนต่อทุนได้จึงไปกว้างซื้อเศษผ้าจากโรงงานผ้าที่ทิ้งมาแล้วทำการคัดแยกเกรดส่งขายเพราะสามารถสร้างรายได้ได้ดีกว่าการขายผักเป็นอย่างมากโดยได้เดือนละ 50,000 บาทจนมีเงินไปซื้อที่ดิน 64 ตารางวามูลค่า 700,000 บาท มาเป็นของตัวเอง

แต่ว่าในการรับผ้ามาขายนั้น ในช่วงรอยต่อก็ทำให้เขาได้พบกับการขาดทุนโดยในตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์และยังไม่มีลูกค้าประจำจึงนำเงินลงทุนทั้งหมดไปเหมาซื้อผ้าชิ้นใหญ่และบรรพตจนเต็มรถกระบะจากนั้นก็ขับออกจากบ้านไปยังจังหวัดแพร่และขายทั้งวันจนถึง 17:00 นก็ขายไม่ได้เลยสักนิดจนกระทั่งทั้งคู่นั้นรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากที่เอาเงินมาลงทุนไปจนหมดอีกทั้งชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่สามารถขายได้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาเศษผ้าต่อนี้ไปขายใครและที่สำคัญก็ขับรถมาตั้งแต่ 8:00 นและเหนื่อยเป็นอย่างมากจึงขอภรรยากลับบ้านแต่ภรรยาบอกเขารออีก 10 นาทีนะจากนั้นจึงสร้อยคอที่ห้อยเหรียญหลวงปู่วัดปากน้ำขึ้นมานะพนมมืออธิษฐานขอให้ขายหมดอย่างอัศจรรย์ซึ่งจะทำให้เขารู้สึกย้อนใหญ่อยู่ในใจว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรไม่มีทาง

จนกระทั่งผ่านไปได้สัก 5 นาทีก็เกิดเรื่องขึ้นอยู่ๆก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งมาปีอยู่หน้ารถโดยมาปาดแล้วจอดขวางรถกระบะจากนั้นก็ ตะเบ็งเสียงถามว่า ‘ไอ้น้อง..เอาอะไรมาขาย !’ จึงทำให้คุณสมเกียรติรีบตอบไปทันทีว่า ‘เอาผ้าจากจังหวัดสมุทรสาครมาขายครับ แล้วก็ทำให้คนขับมอเตอร์ไซค์คนนั้นบอกว่าให้ขับรถตามมาเมื่อขับรถไปและเจรจาการถึงทราบว่าคนๆนี้เป็นพ่อเลี้ยงเมืองเหนือ เมื่อดูสินค้าแล้วก็รู้สึกถูกใจและก็เหมาทั้ง 700 กิโลเมตรจากนั้นก็นับเงินสดจ่ายเงินในทันทีจึงทำให้ได้กำไรอื้อซ่า

ในตอนนั้นสร้างความตกตะลึงให้กับคุณสมเกียรติเป็นอย่างมากและเกิดความศรัทธาในองค์หลวงปู่ขึ้นมาอย่างจริงจังไม่เชื่อก็ต้องเชื่อถ้าหากไม่ได้เจอกับตัวเองจะนานก็เปิดใจไปวัดพระธรรมกายกับพระยาทุกๆครั้งแล้วรู้สึกทึ่งที่วัดแห่งนี้นะสะอาดเป็นอย่างมากไม่มีก้นบุหรี่ไม่มีเศษสกปรกอะไรจึงเกิดความศรัทธาที่วัดแห่งนี้เพราะคนที่มาวัดแห่งนี้เขาไม่สูบบุหรี่การอีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็ยังดูแลสถานที่ดีและคิดว่าถ้าหากวัดแห่งนี้ดีหลวงพ่อก็ต้องสอนดีประกอบเห็นกับความระบบระเบียบของวัดจึงทำให้รู้ทันทีว่าทำไมถึงชอบไปวัดแห่งนี้จากนั้นก็ตามไปกับภรรยาด้วยเป็นประจำ

การเข้าวัดนี่เองก็ทำให้ชีวิตนั้นดีขึ้นไปหมดตั้งแต่ในช่วงปีพศ 2548 ตัวขาวและภรรยาได้เลิกวิ่งขายเศษผ้าแล้วก็ไปรับเศษผ้ามาเย็บขายเองโดยสร้างสถานที่เย็บขนาดเล็กบนพื้นที่ 60 ตารางวาที่เคยซื้อเอาไว้จากนั้นก็ไปซื้อจักรเก่ามา 3 ตัว ได้รับลูกน้องมาเย็บกางเกงขายตัวละ 20 บาทปรากฏว่าสามารถขายได้ดีจนสามารถรวบรวมเงินก้อนหนึ่งไปทำบุญทอดกฐินซึ่งสามารถรวบรวมได้ 1 แสนบาทซึ่งเป็นเงินทำบุญที่มากที่สุดในชีวิตของทั้งคู่

หลังจากที่ทำบุญแต่แรกไปแล้วก็มีการพบจุดหักเหในชีวิตใหญ่อีกครั้งหนึ่งเรียกว่าดลบันดาลให้มาพบกับคนดีๆนั่นก็คือ คุณอาพลกฤษณ์ กิจประชากร เจ้าของบริษัทครีเอทีฟคร๊าฟต์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตอนนี้ ท่านบวชเป็นพระอยู่ที่วัดพระธรรมกายไปแล้วแต่ช่วงนั้นท่านได้ชี้แนะและเป็นธุระให้เราในการไปกู้แบงก์มา 10 ล้านบาท มาลงทุนสร้างโรงงานในปี พ.ศ. 2547 อีกทั้งยังพาคุณสมเกียรติ ไปกราบหลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อทำให้สมเกียรติ เลิกดื่มเหล้า แล้วสุดท้ายเขามก็เลิกเหล้าได้จริง ๆ

โดยในตอนนั้นระหว่างที่กำลังสร้างโรงงานก็ถือว่าเป็นช่วงที่เจอภาวะเสี่ยงเจ๊งสูงมากเพราะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างๆมากมายและยัง ทยอยใช้หนี้แบงค์อีกเดือนละ 60,000 บาทและเอาเงินไปทำบุญร้านหนึ่งซึ่งในตอนแรกก็มีแต่คนว่าบ้าแต่เขามีความคิดที่ว่า “แต่ในความคิดของเราตอนนั้น กลับคิดว่า ในภาวะที่เสี่ยงเช่นนี้ หากเรามีกำลังบุญไม่มากพอ ก็จะไม่สามารถรองรับสมบัติใหญ่ คือ โรงงาน ให้อยู่กับเราต่อไปได้ เราไม่อยากเจ๊ง โดนแบงก์ยึดเหมือนหลาย ๆ เจ้า ที่ลงทุนทำโรงงานแล้วไปไม่รอด เพราะบุญไม่ถึง.

แต่แล้วความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเพราะสามารถรับออเดอร์ในราคา 1 ล้านบาทมาได้แบบไม่คาดคิดอีกทั้งยังมีการบอกอีกว่าได้โอนเงินสินค้าก่อนที่จะได้ของทั้งๆที่ยังไม่ถึงกำหนดจ่ายเงินด้วยซ้ำจึงทำให้รู้สึกงงว่าทำไมเงินตั้งเยอะถึงจะโอนมา ผิดกับอีกหลายโรงงาน ที่พอถึงกำหนดจ่ายเงินแล้ว ลูกค้าก็ยังไม่ยอมจ่าย หรือต้องตามทวงหนี้ ซึ่งบางทีทวงแล้วก็ยังไม่ให้อีก… และต่อมาในปี 2551 ก็ได้มีการทำอีกครั้งหนึ่งด้วยการทำบุญ 1 ล้านบาทก็ยังไม่ได้ดอกเก็บดอกเก็บผลอะไรมากแต่ก็เพิ่มเงินในการทำบุญอีกเป็นจำนวน 3 ล้านบาทซึ่งจะทำให้มีออเดอร์เข้ามามากอย่างมากมายผิดหูผิดตาจึงทำให้มีเงินที่สามารถซื้อพื้นที่ 5 ไร่ไว้สร้างโรงงานขยายเพิ่มกำไรในอนาคตได้

จึงทำให้ธุรกิจของคุณสมเกียรตินั้นเป็นไปได้อย่างรุ่งเรือง จนกระทั่งมีพนักงานทั้งหมด 70 คนขยายเป็นโรงงาน 2 แห่งและมีสโตร์เก็บสินค้าอีก 1 แห่งและในล่าสุดมีการทำบุญถึง 5 ล้านบาทซึ่งก็สามารถสร้างเม็ดเงินได้ถึง 3 เดือนโดยได้มาถึง 20 ล้านบาทในเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นซึ่งยังไงก็ไม่มีทางเป็นไปได้เป็นอย่างแน่และยิ่งในสภาวะตกต่ำเช่นนี้อย่าหวังเลยเพราะใครๆก็อยู่ยากได้อยู่ๆก็มีออเดอร์กางเกงกับเสื้อมากถึงแสนตัวเข้ามาจึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่มีออเดอร์ 20 ล้านบาทเข้ามาพรวดพราดแบบนี้และมีลูกน้องที่ดี ที่ช่วยเป็นลูกมือจนมือระวิงทำโอทีถึง 22:00 นในทุกๆวัน

เปิดให้เ​ข้า​ช​มฟรี ‘สวนนงนุ​ชพั​ทยา’ เปิดให้เข้าฟรี พาครอบครัวไปเที่ยวได้ ตลอดทั้งเดือน

สำหรับชาว ปทุมธานี ส​ระบุรี ลพบุ​รีคนไหนนั้นกำลังมีแพลนที่อยากจะพาครอบครัวไปเที่ยวบอกเลยว่าวันนี้เราก็มีที่เที่ยวแบบเข้าฟรีและน่าสนใจมาฝากกันนั่นก็คือสวนนงนุชที่ พัทยา จังหวัดชลบุรีนี่เอง

โดยเรียกได้ว่าสวนแห่งนี้นั้นมีความสวยงามและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครหลายๆคนก็อยากจะมาเพราะเป็นสถานที่เที่ยวสวนขนาดใหญ่ซึ่งเจ้าของคนไทยมีการปลูกเองในทุกๆวันจึงทำให้คนที่มาเที่ยวนั้นต่างเพลิดเพลินและมีความสุขไปกับต้นไม้หายากที่ไม่สามารถหาชมได้ที่ไหนได้เพราะที่นี่มีปลูกไว้ให้ทุกคนเข้ามาชมได้ในทุกๆวัน

ถ้าหากพูดถึงจังหวัดชลบุรีนั้นนอกจากชายหาดบางแสนหรือพัทยาแล้วแน่นอนว่าสวนนงนุชแห่งนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่เรียกขานให้คนอยากจะมา รับชมกันอย่างแน่นอนและเป็นสถานที่ที่สามารถรับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและคนต่างชาติก็ตาม

อีกทั้งที่สวนแห่งนี้นั้นก็ยังมีไฮท์ไลน์ อันสำคัญที่เพิ่งสร้างมาใหม่ นั้นก็คือหุบเขาไดโนเสาร์ ซึ่งมีมาเมื่อปีประมาณ 2560 ที่ได้มีการปรับแต่งพื้นที่ในบริเวณรอบสวนฝรั่งเศสหมายในลักษณะของภูเขาและตกแต่งด้วยต้นไม้ปูนปั้นต่างๆและมีการเอาปูนปั้นไดโนเสาร์มาวางนั่นก็คือ ไทรเซอราทอปส์

ซึ่งนั่นก็ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชื่นชอบกันเป็นอย่างมากจึงทำให้สวนนงนุชนั้นได้เนรมิตหุบเขาแห่งนี้กลายเป็นหุบเขาไดโนเสาร์ภายใต้ความคิดที่ว่า เจ้าไดโนเส้าร์ทุกๆตัวมาจากข้อมูลที่อ้างอิงรูปร่างจริงของไดโรเสาร์ทุกตัว ทำให้เหมือนมากที่สุดที่ได้มีการบันทึกจากขนาดฟอสซิลเอาไว้จริง

และในตอนนี้นี่เองทางสวนนงนุชก็ได้มีการเปิดโครงการสวรรค์บนดินเที่ยวฟรี 1 เดือน 1 จังหวัดโดยเดือนกันยายน 2562 นี้ซึ่งจะมีการเปิดให้ชาวปทุมธานีสระบุรีและลพบุรีเข้าชมได้ฟรีตลอดทั้งเดือนเพียงแค่แสดงบัตรประชาชนยืนยันหน้าทางเข้าเท่านั้นเพียงแค่นี้ก็สามารถไปเที่ยวในสวนนงนุชฟรีกันแล้วบอกเลยว่าถ้าหากใครกำลังมีแพลนเที่ยวอยู่ก็ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาดเลยนะคะ

นับถือหัวใจ ครู ตชด.ฮีโร่ ขนอาหารกลางวัน ให้นักเรียนบนดอย ทางลำบากมาก เกือบ 20 กม.

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สร้างความประทับใจให้กับคนโลกออนไลน์เป็นอย่างมากหลังจากที่ได้มีการถูกแชร์ไปทั่วในโลกออนไลน์โดยมีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า วา แหนะ ทู ได้มีการโพสต์ภาพและคลิปวีดีโอในขณะที่ครูศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดน บ้านเลผะสุคี ต.แม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก กำลังช่วยกันขนอาหารเพื่อไปให้เด็กที่อาศัยอยู่บนดอยระยะทางกว่าจะถึงโรงเรียนนั้นร่วมประมาณ 20 กิโลเมตรซึ่งตลอดเส้นทางการสัญจรนั้นค่อนข้างเป็นอย่างมากจึงทำให้ขนของไปด้วยความยากลำบากเป็นอย่างยิ่งและเป็นช่วงที่เขาดูฝนแล้วรถที่สามารถขนไปได้นั้นมีเพียงแค่รถมอเตอร์ไซค์เท่านั้น

โดยทาง ส.ต.อ.วาทู ดีศิริกิต ครู ปท.1 ศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านเลผะสุคี และเป็นผู้ช่วยครูใหญ่ ได้มีการบอกเล่าเรื่องราวว่าในช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าหน้าฝนแล้วรถไม่สามารถเข้าไปยังโรงเรียนได้และจำเป็นต้องใช้รถมอเตอร์ไซค์ในการขนอาหารกลางวันขึ้นไปให้เด็กๆเพราะจะมีการทำแบบนี้ในทุกๆปี โดยครูใหญ่จะต้องลงไปซื้อของมาจากนั้นก็จะลงไปรับของที่ซื้อมาอีกทีโดยมีโรงเรียนมีครูทั้งหมด 8 คน

ระยะทางจากโรงเรียนนั้นมีระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตรโดยกันซึ่งก็จะรวมตัวไปกันตั้งแต่เช้ามืดและกลับมาพอดีก็เป็นเวลามืดค่ำ ส่วนมากของที่ขนไปก็จะเป็นอาหารสดและปลากระป๋องโดยครูใหญ่จะมีการจัดซื้อมาให้แต่ถ้าอาหารหมดก็ต้องลงไปรับโดยจะมีการซื้ออาหารตุนไว้เป็นเดือนถ้าเดือนไหนอาหารหมดก็จะต้องลงมาซื้อไว้ก่อนยิ่งเจอในช่วงหน้าฝนก็ถือว่าการขนส่งอาหารนั้นยากลำบากมากๆเพราะถนนพังหมด

ข่าวดี รัฐบาลแจกเงินด่วนพิเศษ ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ถือเป็นข่าวดีสำหรับใครหลายๆคนที่มีสิทธิ์ในการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพราะจากในกรณีวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ทางกรมประชาสัมพันธ์ 4.0 ได้มีการโพสต์ข้อความที่มีการสรุปผลการเพิ่มเงินพิเศษในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ซึ่งมีการเห็นชอบแล้ว โดยมาตรการนี้จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนนอกจากนี้ในส่วนของผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้นก็จะมีการเพิ่มวงเงินพิเศษนอกเหนือจากที่ได้รับในปกติในทุกๆเดือนด้วย…โดยจะมี

1.เติมเงินพิเศษให้ทุกคน คนละ 1,000 บาท (เดือนละ 500 จำนวน 2 เดือน)

2.เติมเงินพิเศษให้เฉพาะผู้สูงอายุ คนละ 1,000 บาท (เดือนละ 500 จำนวน 2 เดือน)

3.เติมเงินพิเศษให้เฉพาะพ่อแม่ที่ผ่านเกณฑ์โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดคนละ 600 บาท (เดือนละ 300 จำนวน 2 เดือน)

ทั้งนี้จะนำมาตรการท้ังหมด เสนอต่อที่ประชุมใหญ่คณะรัฐมนตรีในวันที่ 20 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณและกำหนดวันโอนเงินให้ต่อไป

และนอกจากนี้นางสาว สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้มีการเปิดเผยว่าทางคณะรัฐมนตรีได้มีการลงมติเห็นชอบในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านสวัสดิการแห่งรัฐในเดือนสิงหาคมกันยายนในปีนี้โดยมีการโอนเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ E Money เป็นการศึกษามาตรการดังนี้

1.มาตรการพยุงการบริโภคของผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14.6 ล้านคน ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ให้ได้รับเงิน 500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน

2.มาตรการมอบเงินช่วยเหลือสำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพิ่มเติม จำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ให้แก่ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เป็นระยะเวลา 2 เดือน (มีผู้ได้รับสิทธิจำนวนประมาณ 5 ล้านราย)

3.มาตรการช่วยเหลือการเลี้ยงดูบุตรแก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับสิทธิภายใต้โครงการเงินอุดหนุน เพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายการเลี้ยงดูบุตรให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยให้ได้รับเงินช่วยเหลือในการเลี้ยงดูบุตรเพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ผู้ลงทะเบียนโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวนกว่า 8 แสนราย)

‘หมอปั๊ก 7 บาท’ จับเส้น-ดึงเส้น กระดูกทับเส้น ช่วยให้เดินได้ปกติ

ใครนั้นที่กำลังมีอาการปวดเมื่อยเส้นตึงหรือกระดูกทับเส้นต่างๆจนเกิดความทุกข์ทรมานบอกเลยว่าในบางครั้งก็พยายามหาทางหลายๆครั้งที่จะให้หายจากโรคนี้ ซึ่งในบางครั้งการนวดหรือการจับเส้นดึงและแบบแผนโบราณ นั้นก็จะสามารถช่วยได้ โดยบอกเลยว่าในตอนนี้กลายเป็นเสียงฮือฮาเป็นอย่างมากสำหรับประชาชนที่ได้แห่เข้าไปรับบริการจากนวดแผนไทยจากหมอนวดวัย 73 ปีที่จังหวัดระยอง

โดยสาเหตุที่ทำไมว่ามีผู้คนนั้นต่างมาใช้บริการนี้ให้เป็นอย่างมาก ก็เพราะหมอนวดวัย 73 ปีคนนี้สามารถจัดการกับอาการปวดเมื่อยรวมถึงโรคอัมพฤกษ์อัมพาต กระดูกทับเส้นประสาทได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นบอกเลยว่าถูกมากเพราะมีค่าครูเพียง 7 บาทเท่านั้นเดินหมอคนนี้นั้นคือหมอบ้าน ปั๊ก หมอนวดแผนโบราณที่มีการทั้งเหยียบ ทั้งบีบนวด รักษาคนไข้ที่เป็นโรคแขนขาอ่อนแรง นิ้วล็อคกระดูกทับเส้นต่างๆในอำเภอเมือง จังหวัดระยอง ตำบลบ้านแลง

ด้วยการรักษาอาการนั้นหมอก็จะทำการเหยียบไปบนแผ่นหลังเพื่อรักษาอาการปวดหลังในการนวดของแต่ละคนนั้นจะใช้ระยะเวลาในการรักษาประมาณ 5 นาที นอกจากนี้ก็ยังมีผู้ช่วยคือ นายเกียรติศักดิ์ ฉายวิมล อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของหมอปั๊กที่มาช่วยรักษาชาวบ้านอยู่เป็นประจำ

โดยคำยืนยันนี้ก็ได้มีนางสำรวยน้อยคล้ายอายุ 46 ปีมีอาชีพขายข้าวแกงได้เดินทางมารักษาที่นี่ก็ได้เห็นว่ามีการลบเพจ Facebook ว่าหมอที่สามารถรักษาอาการปวดเมื่อได้และใช้วิธีแผนโบราณในการรักษา อีกทางนึงคิดค่าครูเพียงแค่ 7 บาทต่อ 1 คนเท่านั้นจึงได้เดินทางจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยามายังระยองเพื่อรับรักษ าเพราะในตอนนั้นมีอาการรักษาอาการปวดขาข้างขวางอขาไม่ค่อยได้ และมีอาการชาข้างซ้ายพอได้มาหาหมอปั๊กรักษาตามขั้นตอนนี้อาการดีขึ้นและมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 7 บาทต่อครั้งเท่านั้น

โดยหมอปลั๊กนะจะมีการหยุดในช่วงเฉพาะวันพระเท่านั้นและมีการเริ่มต้นนวดการแผนโบราณมาตั้งแต่สมัยหมอคุยซึ่งเป็นพ่อของหมอปั๊กที่เป็นหมอนวดแผนโบราณมาก่อนหรือตั้งแต่ประมาณปี 2527 ซึ่งมีการทำมาอย่างยาวนานจนถึง ปัจจุบัน โดยในแต่ละวันนั้นจะมีผู้มาเข้าคิวกันตั้งแต่เช้ามืด มีคนทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัดเป็นจำนวนมากโดยส่วนใหญ่จะมาจากกรุงเทพฯ นครราชสีมา ตาก ชลบุรี จันทบุรี และอีกหลายจังหวัด ที่ต่างเดินทางมาให้ช่วยรักษาจนไม่สามารถทำไห วจึงต้องให้ลูกชายมาช่วยกันอีกแรงซึ่งถ้าหากใครมีอาการหนักก็จะนัดให้อีก อาทิตย์ละ 1 ครั้งจนกว่าอาการจะดีขึ้นโดยตลอดทั้งวันจะมีชาวบ้านมาทยอยให้นวดกว่าร้อยคนต่อวัน

‘หลวงพ่อบาทเดียว’ เกจิชื่อดังทักชะตาแม่นเหมือนตาเห็น คนเดือดร้อนท่านช่วยเหลือทุกคน

ทุกคนนั้นอาจจะเคยได้ยินเสียงร่ำลือที่โจษขานด้วยถึงพลังศรัทธากับพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งในจังหวัด หนองคายและในจังหวัดละแวกใกล้เคียงซึ่งพระภิกษุสงฆ์รูปนี้นั้นโด่งดังข้ามประเทศเพื่อนบ้านในแถบประเทศอาเซียนชื่อว่า “หลวงพ่อบาทเดียว” หรือ พระครูสังฆรักษ์ ถาวระธมฺโม เจ้าอาวาสวัดป่าอุดมคงคานิมิต

โดยที่มาแห่งความเสื่อมใสนั้นเกิดจากการเล่าขานถึง ว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งนั้นในวัดป่าอุดมคงคานิมิต ที่ตั้งอยู่ในตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีความสามารถพิเศษในการทำนายทายทักดวงชะตาของผู้คนได้อย่างแม่นยำ เมื่อไปทำนายทายทักผู้ใดแล้วก็จะประสบความโชคดี บางก็ว่าท่านนั้นสามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับผู้คนได้ด้วยเช่นกันและด้วยเสียงคำร่ำลือแห่งนี้จึงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเดินทางเพื่อไปขอบารมีจากท่าน

และผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปนั้นก็ต่างที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นจึงทำให้ญาติโยมที่มีความศรัทธาต่างเดินทางมาไม่ขาดสายรวมถึงศิลปินนักร้องที่มีชื่อเสียงแนวน่ารักเมืองไทยไม่ว่าจะเป็น หญิงลี , พีสะเดิด ส่วนค่ายกครูหรือค่าทำนายทายทักนั้น ท่านคิดค่ายกครูเพียงครั้งละ 1 บาทเท่านั้น จึงเป็นที่มาของคำว่าหลวงพ่อบาทเดียว นั่นเอง

โดยหลักการดูดวงส่วนใหญ่นั้นมาจากตัวเลข 7 หลักซึ่งจะมีวันเดือนปีเกิดหากไม่ตรงก็จะเกิดอันตรายเเภทภัยในภายหลัง เมื่อใครประสบกับความเดือดร้อนเข้ามาหาเพื่อขอทำนายทายทักดวงชะตาหรือดวงชีวิต ก็จะสามารถขอพรและบารมีให้ช่วยผลักดันชีวิตให้ดีขึ้นได้เมื่อทำพิธีเสร็จแล้วก็จะต้องเสียค่าครูเพียงแค่ 1 บาทเท่านั้นโดยมีการทำอย่างนี้มานานกว่า 20 ปีจึงทำให้มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาในการทำนายทายทักของท่านเป็นอย่างมาก

พระมหากรุณาธิคุณ เปิด’ศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด’ ตามพระปณิธาน เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ แก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในภาคอีสาน

โดยในล่าสุดนี้ได้มี Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Korat Next Step มีการรายงานถึงโครงการศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด ตามพระปณิธาน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ได้มีการเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ โดยโครงการดังกล่าวนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์การในการแก้ปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในภูมิภาคและมีการตั้งอยู่ในพื้นที่ อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมา

โดยศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดนั่นคือเป็นต้นแบบที่มันมีระบบจัดการตามมาตรฐานสากลที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสานซึ่งสามารถรองรับสุนัขจรจัดได้ถึง 5000 ตัวในกลุ่มจังหวัด นครชัยบุรินทร์ คือ จ.นครราชสีมา จ.ชัยภูมิ จ.บุรีรัมย์ และ จ.สุรินทร์ โดยศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ปฏิบัติการ Laboratory Investigation ที่ทันสมัยซึ่งจะมีสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ประจำเพื่อคอยตรวจรักษาและวินิจฉัยโรคของสุนัขจรจัดในตลอด 24 ชั่วโมง

โดยในครั้งนี้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้มีการสั่งกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยเฝ้าระวังถึงเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าที่จะระบาดในช่วงหน้าร้อนโดยเฉพาะในเขตเทศบาลนครราชสีมามีการตรวจพบว่ามีสุนัขจรจัดในพื้นที่ถึง 1,900 ตัว โดยจะมีการขนย้ายมาที่ศูนย์พักพิงฯ เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการขยายพันธุ์ และส่งเสริมให้เขตเทศบาลฯ เป็นเขตปลอดสุนัขจรจัด

สลาก ธ.ก.ส. แบบใหม่ ใบละ 20 บาท ลุ้นรางวัลใหญ่สุด 2 ล้าน

ใครหลายคนคงจะรู้จักกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นอยู่แล้วโดยธนาคารแห่งนี้เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลังมีหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องของทางด้านการเงินและส่งเสริมอาชีพเกษตรกรเพื่อดำเนินการงานของเกษตรกรต่อไป

โดย นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ในฐานะโฆษก ธ.ก.ส.ก็ได้มีการเปิดเผยว่าในตอนนี้ทางธนาคารได้มีการเตรียมสลากออมทรัพย์ รูปแบบใหม่คือชุดเกษตรยั่งยืนขายในราคาหน่วยละ 20 บาทมีระยะเวลา 2 ปีโดยวงเงินทั้งหมดรวมกันเป็น 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถส่งเสริมการออมให้แก่เกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยโดยไม่มี การจำกัดจำนวนในการซื้อต่อรายแต่กำหนดให้ซื้อได้ครั้งละไม่เกิน 2 แสนบาท

โดยถ้าหากซื้อในราคา 100 บาทจะมีโอกาสถูกรางวัลทุกงวดและยังสามารถได้ลุ้นรางวัลใหญ่สุด 2 ล้านบาทเริ่มตั้งแต่ 18 ส.ค. 2562 ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขา แอพลิเคชั่น ธ.ก.ส. A-Mobile พร้อมด้วยเซเวนอีเลฟเวน ตู้เติมเงินสลากออมทรัพย์ครั้งนี้นับเป็นสลากที่ ธ.ก.ส. ทำออกมาราคาถูกสุดนับตั้งแต่เคยมีมา เพราะต้องการให้เข้าไปสู้กับหวยใต้ดิน เนื่องจากผลการศึกษาพฤติกรรมการออมและการซื้อหวยของคนไทยพบว่า ส่วนใหญ่นิยมซื้อหวยครั้งละ 10-20 บาทเยอะสุด

ซึ่งสำหรับสลากออมสินชุดเกษตรยั่งยืนจะเป็นตลาดแบบตราสารไร้ใบออกรางวัลเดือนละ 1 หมายเลขในทุกๆวันที่ 16 ของทุกเดือนรวมแล้วทั้งหมด 24 งวดงวดแรกออกวันที่ 16 กันยายน 2562 และผู้ออมสามารถถ่ายถอนคืนได้เมื่อครบกำหนดส่วนเงินรางวัลนะจะมีการออกแบ่งเป็น 4 ประเภทด้วยกันนั่นก็คือ อ ถูกเฉพาะรางวัลเลข 4 ตัว แบบไม่เสี่ยงหมวด ได้รับรางวัลมูลค่า 20 บาทต่อหน่วย ตรวจรางวัลได้ตลอดอายุสลาก 24 งวด ในกรณีถูกรางวัลเลข 4 ตัว แบบไม่เสี่ยงหมวด จะได้รับรางวัลเพิ่มอีก 2,000 บาท ตรวจรางวัลได้เฉพาะเดือนแรกที่ออม

และนอกจากนี้จะมีการออมรางวัลเลข 4 ตัวแบบเสียบหนวดหมายถึงการตรวจรางวัลทั้งหมดของหัวตัวอักษรและหมายเลขก็จะได้รับเงินรางวัลทั้งหมด 2 ล้านบาทเพิ่มขึ้นอีกและจะได้รับเงินรางวัลเฉพาะเดือนแรกที่ออกเหมือนกรณีเงินรางวัล 2,000 บาทที่จะได้เพียงแค่ครั้งเดียว ในปีนี้ ธ.ก.ส. ตั้งเป้าหมายออกสลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. รวมวงเงินกว่า 1.3 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสลากออมทรัพย์ชุดเกษตรมั่งคั่ง 4 จำนวน 1,200 ล้านหน่วย หน่วยละ 100 บาท รวมวงเงิน 120,000 ล้านบาท ซึ่งเริ่มเปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. เป็นต้นไป ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศและผ่านช่องทางแอพลิเคชั่น ธ.ก.ส. ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. เป็นต้นไป

ซึ่งในขณะเดียวกันนี้ทางสลากออมชุดเกษตรยั่งยืนหน่วยละ 20 บาท อีก 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นสลากที่เน้นจำหน่ายแก่ผู้มีรายได้น้อย เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ซื้อแทนเลขใต้ดิน โดยจะลุ้นโชครางวัลใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการออมเงินไว้ได้ด้วย ส่วนการออกสลากออมทรัพย์ชุดเกษตรมั่งคั่ง หน่วยละ 500 บาท ยังไม่มีแผนออกในปีนี้

เด็กหญิงก้มกราบพระบาท ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’ หลังสอบติดครู ตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระองค์

โดยเฉพาะเรื่องราวไปประมาณ 17 ปีก่อนมีเด็กสาวคนหนึ่งที่ชื่อ น้องฝน หรือ นางสาวบุปผา พงศ์ชนะ ได้ถูกน้ำมันตะเกียงไฟรั่วบริเวณหน้าและลำตัวตั้งแต่ตอนอายุ 6 เดือนจากนั้นก็ได้รับพระราชทานความช่วยเหลือจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ให้เด็กคนนี้ ป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และต่อมาก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าก้มกราบแทบพระบาท ขณะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จ ทรงเปิดการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

โดยผลงานในครั้งนั้นน้องฝนได้รับรางวัลชนะเลิศและเป็นผู้ถวายงานในครั้งนี้อีกด้วยโดยน้ำฝนบอกกับพระองค์ท่านว่าตัวนั้นตั้งใจเรียนได้ที่ 1 มาโดยตลอดและอยากจะตอบแทนสังคมด้วยการเป็นครูซึ่งสมเด็จพระเทพท่านก็ได้รับสั่งว่าขอให้ตั้งใจสอบถามข้อสอบได้จะพระราชทานทุนให้เรียนจนจบ

เรื่องราวเหล่านี้หลังจากที่น้องได้รับคำสั่ง จากสมเด็จพระเทพจนกระทั่งมีสมาชิกบัญชีอินสตาแกรมที่มีชื่อว่า chengmasterpiece ได้มีการเปิดเผยเรื่องราวของน้องน้ำฝนอีกครั้งว่าในตอนนี้น้องฝนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และได้รับพระราชทานทุนการศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์สาขาเคมีจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานีเป็นที่เรียบร้อยโดยน้ำฝนนั้นตั้งใจเรียนเป็นอย่างมากเพื่อยึดมั่นตามคำมั่นสัญญาเพื่อจบมาจะเป็นครูสอนเด็กด้อยโอกาสในชนบท

โดยมีการระบุข้อความไวว่า “วันนี้กลับมาทำงาน จัดงานที่ สงขลา หาดใหญ่ อีกครั้ง มีโอกาสได้นัดเจอ น้องบุปผา พงศ์ชนะและคุณแม่น้อง น้องคนที่เคยถูกน้ำมันในตะเกียงไฟลวกหน้าและลำตัวตั้งแต่อายุ ๖ เดือน และเมื่อตอนอายุ ๒ ขวบ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปจังหวัดสงขลา แม่ของน้องบุปผาได้เข้าเฝ้ารับเสด็จ และขอพระราชทานความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์ และพระองค์ท่านทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ เมื่อ ๑๗ ปีก่อน”

“ทำให้น้องได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น ถึงแม้จะมีแผลเป็นบนใบหน้า โดนเพื่อนล้อต่างๆนานา น้องตั้งใจเรียนโดยไม่ย่อท้อเพื่อวันหนึ่งจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ กราบพระบาทสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่แม่น้องเคยสอนไว้ วันนี้น้องทำสำเร็จแล้ว ได้กราบพระองค์ท่าน น้องบอกกับพระองค์ท่านว่า ตั้งใจเรียนได้ที่ 1 มาตลอด แล้วอยากตอนแทนสังคมด้วยการเป็นครู”

“พระองค์ท่านรับสั่งว่า ขอให้ตั้งใจถ้าสอบได้ จะพระราชทานทุนให้เรียนจนจบ น้องน้ำตาไหลก้มลงไปกราบพระองค์ท่านอีกครั้ง มาวันนี้น้องสอบได้และได้ทุนพระราชทาน ศึกษาอยู่ปี ๑ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาเคมี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี เรียบร้อยแล้ว น้องตั้งใจเรียนตามคำมั่นสัญญาเพื่อจบมาจะไปเป็นครู สอนเด็กที่ด้อยโอกาสในชนบท”

โดยน้องฝนยังบอกอีกว่านอกนั้นได้รับจดหมายจากสำนักพระราชวังสมเด็จพระเทพทรงรับคุณพ่อของน้องที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์เป็นคนไข้ในราชานุเคราะห์อีกคนหนึ่งรวมถึงน้องเองก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านได้ไปทำศัลยกรรมผ่าตัดผิวหนังบนใบหน้าด้วยซึ่งน้องรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นอย่างมากจนหาที่สุดมิได้และยังมีผู้ใหญ่ใจดีอีกท่านหนึ่งที่คอยบริจาคเงินซื้อที่ดินและบ้านให้กับน้องจึงทำให้น้องมีที่อยู่อย่างถาวรในจังหวัดสงขลาอีกด้วย

โดยผู้ใจบุญในนี้นั้นมีการบอกว่าคนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้เพราะสิ่งที่เขาอยากจะทำคือการสนับสนุนคนกตัญญูและคนดีจึงได้มีการมอบทุนการศึกษาต่อเนื่องจำนวนหนึ่งและมอบเงินอีกจำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือจึงอยากจะขอให้ความดีเหล่านี้อยู่คู่กับน้องฝนไปอย่างยาวนานก่อนจากกันก็จะมีการฝากให้น้องฝนนั้นยึดมั่นในความดีและใช้ความรู้ที่ได้ศึกษามาทำประโยชน์ให้กับสังคมเพื่อตอบแทนสังคมและประเทศชาติเต็มกำลังความสามารถที่สามารถจะทำได้และขอให้ความฝันของน้องได้มีโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้ขาดแคลนโอกาสทางศึกษาเป็นจริงอย่างที่น้องหวังไว้

บ้านหลังเล็กน่ารัก ดีไซน์ทันสมัย สำหรับครอบครัวเล็ก ๆ อบอุ่นเรียบง่าย

โดยในวันนี้ถ้าหากใครนั้นกำลังอยากจะมีบ้านเล็กๆ สักหลังนึงบอกเลยว่า มันก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปเพราะใน วันนี้ทางทีมงานนั้นจะมาแนะนำบ้านขนาดกะทัดรัด มาฝากด้วยเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีการออกแบบเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมง่ายๆ ไม่หวือหวาแต่ดูน่าพักผ่อนเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการใช้พื้นที่ใช้สอยสำหรับครอบครัวเริ่มต้นอย่างครบครัน โดยผลงานบ้านหลังนี้นั้นมีการออกแบบมาจาก TP5home รับออกแบบบ้าน แบบบ้านราคาประหยัด โดยจะสวยงามมากแค่ไหนมาชมเลย

แบบบ้านหลังนี้เป็นลักษณะของบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงเล็กน้อยโดยผนังมีการก่ออิฐฉาบปูนและตกแต่งด้วยสีขาวแซมสีเทาอ่อนมีการแต่งใต้หลังคาด้วยแผ่นไม้เทียมสีน้ำตาลอ่อนและมุงหลังคาทรงเพิงหมาแหงนสโลปไปทางหลังบ้าน

ด้วยผนังรอบด้านจะมีการติดตั้งหน้าต่างกระจกบานจ่ายไว้เพื่อช่วยในการไทเทรตแสงแดดและอากาศและมีการปรับให้บรรยากาศภายในบ้านสว่างรับปลอดโปร่งมากยิ่งขึ้นและยังมีการเปิดชมทิวทัศน์นอกบ้านได้อยู่ตลอดเวลา

โดยภายในบ้านนั้นจะประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำและมีห้องรับแขกห้องครัวมีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 36 ตารางเมตรโดยใช้งบประมาณก่อสร้างราวประมาณ 350,000 บาท ไม่รวมเฟอร์นิเจอร์ด้วยถ้าหากใครสนใจก็สามารถไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ 095 631 3090 หรือ Facebook TP5home รับออกแบบบ้าน แบบบ้านราคาประหยัด

คุณหมอเตือน 3-4 วันถ่าย จนท้องผูกเรื้อรัง อย่าปล่อยไว้อันตรายมาก

โดยในตอนนี้ถ้าหากใครมีอาการถ่ายลำบาก 3-4 วันถ่ายทีนึงซึ่งอาการเหล่านี้นั้นจะทำให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังจนถึงขั้นลำไส้อุดตันจนจำเป็นต้องตัดทิ้งโดยในตอนนี้ก็ได้มี นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช ออกมาโพสต์ Facebook ถึงอาการเหล่านี้พร้อมกับภาพข้อความ ท้องผูกเรื้อรังจนลำไส้อุดตัน โดยการมียกตัวอย่างเคสของผู้ป่วยอายุ 68 ปีคนหนึ่ง

โดยผู้ป่วยรายนี้มีอาการท้องผูก 3-4วัน จึงถ่ายสักครั้ง อุจจาระแข็ง ต้องออกแรงเบ่ง และจะต้องกินยาระบายหรือสวนสบู่เพื่อขับถ่ายอยู่เป็นประจำจนกระทั่งเกิดอาการลําไส้อักเสบมีอาการปวดท้องและท้องอืดมากจนจำเป็นต้องผ่าตัดฉุกเฉินต้องตัดลำไส้บางส่วนที่โป่งพองออกและต่อลำไส้ใหม่โดยอาการท้องผูกเรื้อรังนั้นไม่ใช่ภาวะปกติที่จะปล่อยวางได้โดยทุกอย่างนั้นสามารถเกิดได้จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและปัจจัยบางอย่างที่อาจจะเชื่อต่อการเกิดโรคนี้เช่น…

+การอั้นอุจจาระ

+รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย

+มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย

+น้ำหนักตัวมากหรือน้อยเกินไป

+ดื่มน้ำน้อย

+ความเครียดหรือความกดดัน โรคทางจิตเวช

+ปัญหาทางด้านจิตใจ

+มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

+อยู่ในวัยผู้สูงอายุ

ด้วยการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ออกนั้นมักจะเกิดในกรณีที่ผู้ป่วยเกิดอาการท้องผูกภาวะลำไส้เคลื่อนไหวช้าหรือโป่งพองจนไม่สามารถบีบรัดตัวได้และรักษาด้วยการรับประทานยาก็ไม่สามารถได้ผลเพราะมีความผิดปกติชัดเจนของกล้ามเนื้อและระบบประสาทของลําไส้ ที่ได้รับการตรวจยืนยันชัดเจนแล้ว โดยวิธีนี้ต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์เฉพาะทางผู้ชำนาญการเท่านั้น

โดยสำหรับการฝึกการขับถ่ายนั้นจะมีการสอนให้ผู้ป่วยขับถ่ายอย่างถูกวิธีเลือกคู่มือที่แสดงการทำงานของกล้ามเนื้อโดยจะมีการควบคุมการขับถ่ายโดยสามารถแสดงผลกล้ามเนื้อเชิงกลางและกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณทวารหนักทั้งหมดของผู้ป่วยจึงทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าใจถึงวิธีการขับถ่ายได้ถูกต้องทั้งในเรื่องของการหายใจท่าทางการผ่อนคลายกล้ามเนื้อหูรูดและการรับรู้ความรู้สึกโดยจะมีการฝึกทั้งหมด 6 ครั้งครั้งละประมาณ 30 ถึง 40 นาทีโดยวิธีนี้เป็นวิธีที่ได้ผลในระยะยาวเมื่อทำอย่างต่อเนื่องจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นโดยผู้ป่วยไม่ต้องรับประทานยารวมถึงการจัดท่านั่งให้เหมาะสมต่อการขับถ่ายด้วย

ทั้งนี้ การปรับพฤติกรรม ได้แก่ ขับถ่ายอุจจาระเมื่อรู้สึกครั้งแรก อย่ารอจนสัญญาณการขับถ่ายอ่อนลง นั่งขับถ่ายในท่านั่งที่เหมาะสม รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใย ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ ดื่มน้ำในปริมาณที่มากเพียงพอ

เปิดชีวิตสุดรันทด หนุ่มดวงซวยช่วยน้ำท่วม ขาติดเชื้อต้องตัดทิ้ง บางวันไข่ฟองเดียวแบ่งกิน 4 คน

ชีวิตของคนเรานั้นก็ย่อมมีเปลี่ยนผันไป ตลอดเวลาจากที่มีการใช้ชีวิตแบบปกติในบางครั้งก็จะถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตแย่ลงก็ได้อย่างเช่นชีวิตของครอบครัวหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ที่มีฐานะยากจนจนขนาดที่ไม่มีแม้ข้าวสารจะกรอกหม้อโดยครอบครัวนี้อาศัยอยู่กัน 4 คนพ่อลูก โดยผู้เป็นพ่อมีขื่อว่า นายอนุชิต นิราชโศรก อายุ 36 ปี พิการขาขวาขาด ป่วยโรคธาลัสซีเมีย โรคโรคเมลิออยด์ และม้ามโต

โดยบุตรสาวของครอบครัวนี้นั้นได้รับพระราชทานบ้าน จากในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อประมาณปี 2558 จึงทำให้ภายในบ้านนั้นมีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่รับบริจาคพร้อมบ้านหลังใหม่ซึ่งมีทั้งเตาแก๊ส ตู้เย็น กระทะไฟฟ้าและพัดลมตัวเก่าสภาพที่ไม่พร้อมใช้งาน โดยภายในบ้านนั้นถูกจัดอย่างเป็นระเบียบและสะอาดมีห้องครัวห้องน้ำในตัวโดยมีข้าวสารที่ขอมาจากวันอุปกรณ์ทำครัวสวนอาหารก็จะมีเพื่อนบ้านคอยให้อาหารอยู่เสมออย่างเช่นวันนี้ที่มีเพื่อนบ้านให้ใครมา 2 ฟอง

และยังมีการพบลูกชายอีกคนที่ชื่อว่า เด็กชายพงศกร นิราชโศรก อายุ 9 ปี จะเป็นผู้ที่ชอบเข้าครัวทำกับข้าวโดยใช้กระทะไฟฟ้าทอดไข่ไก่ซึ่งลีลาในการทอดมีความชำนาญและมีน้องชายอย่าง เด็กชายจิรายุ อายุ 6 ขวบ คอยช่วยเหลือด้วยกับข้าวมื้อหนึ่งนั้นจะมีการแบ่งปันสำหรับครอบครัวทั้ง 4 คน บางวันข้าวเที่ยงก็จะคลุกข้าวกับซีอิ๊วขาวกินส่วนงานในบ้านปกติแล้วจะเป็นหน้าที่ของพี่สาวคนโตคือ เด็กหญิงกัลยา นิราชโศรก เป็นผู้ที่เขาดูแลความสะอาดบ้านทุกอย่างแต่ด้วยความโชคร้ายนั้นถูกหมากัดนิ้วจึงทำให้นิ้วมือ 2 ข้างและที่ท้อง บาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้แล้วโดนน้ำไม่ได้ภาระจึงตกไปอยู่ที่น้องชายคนกลางนั่นก็คือ เด็กชายพงศกร อายุ 9 ขวบ ในทันที

โดยในทุกๆเช้าผู้เป็นพ่อและลูกชายคนเล็กวัย 6 ขวบจะขับขี่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างไปรอรับพระที่จะออกไปบิณฑบาต โดยใช้ขาซ้ายที่ยังมีอยู่สตาร์ทเครื่องใส่เกียร์ออกเดินทางจากบ้านไปวัด โดยใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1 กิโลเมตรเพื่อรับพระไปบิณฑบาตซึ่งมีระยะทางรวมทั้งหมดกว่า 3 หมู่บ้านแล้วจะกลับมาพร้อมกับข้าวทุกครั้งหลังที่หลวงพ่อฉันท์เสร็จ

โดยจะแบ่งอาหาร ให้นายอนุชิต เอากลับมาทานกับลูกๆที่บ้าน ซึ่งนายอนุชิต นิราชโศรก (พ่อ) อายุ 36 ปี มีลูกอยู่ 3 คน คนที่ 1 ชื่อเด็กหญิงกัลยา นิราชโศรก อายุ 14 ปี (ไม่ได้ศึกษาต่อ) คนที่ 2 ชื่อเด็กชายพงศกร นิราชโศรก อายุ 9 ขวบ เรียนชั้น ป.3 โรงเรียนใกล้บ้าน คนที่ 3 เด็กชายจิรายุ นิราชโศรก อายุ 6 ขวบ เรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนเดียวกัน

โดยผู้เป็นพ่อได้เสียขาไปเมื่อปีที่เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ โดยผู้เป็นพ่ออาสาตัวไปช่วยหน่วยทหาร ซึ่งการทหารก็ให้ผู้เป็นพ่อนั้นช่วยลากเรือพลาสติก เพื่อนำอาหารไปแจกจ่ายให้กับประชาชนประชาชนตามซอกซอยต่างๆและรับประชาชนเข้าออกอยู่ตลอดเสมอ และด้วยการที่จะต้องเดินลุยน้ำซึ่งลึกประมาณเท่าคอและลากเรือไปมาโดยอาสาช่วยประมาณอยู่ 3 เดือน จึงทำให้ส้นเท้าขวานะเป็นแผลเสียดสีจนเกิดอาการติดเชื้อและขาขวาเริ่มมีสีดำครั้งสุดท้ายก็กลายเป็นสีดำจนหมด

ได้เข้ารักษาตัว ในโรงพยาบาลเขตกรุงเทพฯแต่ก็ต้องกลับมารักษาตัวที่จังหวัดสุรินทร์พร้อมทีมแพทย์ที่จังหวัดสุรินทร์มีการระบุอาการขาว่า ขึ้นเป็นสีดำจะลุกลามขึ้นวันละ 1 เซ็นติเมตร กระทั่งต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วนโดยการตัดขาที่ติดเชื้อทิ้งไป ต่อมาทางโรงพยาบาลที่ จ.สุรินทร์ ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในเขตกรุงเทพเพื่อไปรักษาอาการติดเชื้อกว่า 2 ปี แพทย์ระบุว่า ตนมีภูมิต้านทานทางร่างกายต่ำ เพราะเป็นโรคธาลัสซีเมีย

โดยในครั้งนั้นการที่ช่วยเหลือลุยน้ำเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่คิดว่าสุดท้ายตัวเองนั้นจะต้องกลับกลายเป็นแบบนี้และหลังจากที่แพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลตนและครอบครัวก็ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านแฟนในจังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นจึงย้ายเข้ามาในจังหวัดสุรินทร์อีกครั้งหนึ่ง โดยแฟนของตนในไม่สามารถทนอยู่กับความลำบากที่เผชิญได้จึงได้ขอออกเดินทางไปทำงานที่กรุงเทพฯแต่แล้วก็กลับไปมีครอบครัวใหม่มีลูกและทิ้งลูกไว้ทั้ง 3 คนให้ตนดูแล จึงทำให้รู้สึกท้อแท้เป็นอย่างมากทั้งเรื่องลูกที่จะต้องเข้าโรงพยาบาลอยู่ตลอด ในตอนนี้ปัจจุบันตนนั้นเป็นโรคเครียดและโรคซึมเศร้าจึงต้องพึ่งยาคลายเครียดและยาซึมเศร้าอยู่เสมอ

โดยในตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำมาหากินอะไรจึงได้เดินทางไปส่งพระพุทธบาทและพระก็จะเป็นอาหารมาให้และอาหารในส่วนนี้ก็จะนำมาแบ่งให้กับลูกๆซึ่งจะได้กินเป็น 2 มื้อคือมื้อเช้าและมื้อเที่ยงเพราะส่วนใหญ่จะทำเป็นกับข้าวสำเร็จจากนั้นมื้อเย็นก็จะมีการหาอาหารเพื่อรับประทานเองโดยในปัจจุบันผู้เป็นพ่อนั้นมีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนจึงไม่สามารถไปส่งพระปิดตาบาทได้แต่ทางพระก็ยังเมตตาแบ่งข้าวสารอาหารแห้งมาให้รับประทานกันอยู่เสมอโดยรายได้ในตอนนี้มีเงินเดือนผู้พิการ 800 บาทและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหากเวลาที่ทนนะลูกต้องเข้าโรงพยาบาลจะต้องมีการไปหยิบยืมญาติและเพื่อนบ้านอยู่เสมอ

โดยในตอนนี้ตนก็มีโรคประจำตัวอยู่หลายโรค ทั้งโรคธาลัสซีเมีย คือโรคโลหิตจาง ซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรมและลูกสาวคนโตก็ได้รับโรคนี้ด้วย ต้องไปรับเลือดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกเดือน ตน 1 ครั้ง ลูกตนอีก 1 ครั้ง หนึ่งเดือนเข้าโรงพยาบาลประมาณ 2-4 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งตนจะต้องขับมอเตอร์ไซด์พ่วงข้าง และต้องพาลูกๆไปทุกคน เพราะทิ้งลูกคนเล็กไว้ไม่ได้ ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร หากวันไหนที่ตนขับไม่ไหว ก็จำเป็นต้องให้ลูกสาวเป็นคนขับแทน

โดยลูกสาวคนโตตอนนี้มีอายุประมาณ 14 ปีเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนประจำตำบลแต่ลูกก็ไม่ได้ไปเรียนเพราะไม่มีเงินให้ไปเรียนประมาณปีกว่าแล้วอีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ตัวเองนั้นจะต้องเข้าโรงพยาบาลจึงทำให้ลูกต้องเข้าไปรับเรื่องและลูกสาวก็ต้องมาดูแลตนเพราะมันเริ่มโตแล้วเกิดอาการเจ็บปวดที่ท้องจึงไม่สามารถทำอะไรได้ กินข้าวก็ปวดกระเพาะเพราะกระเพาะขยายตัวไปโดนน้ำเดินไม่ได้ถึง 10 เมตร โดยในแต่ละวันลูกสาวจะต้องรับผิดชอบหลายอย่างทั้งงานบ้านงานเรือนการหุงข้าวล้างจานด้วยนะที่เจ็บป่วยแล้วปวดเมื่อนั้นก็จะมีลูกสาวคอยดูแลแล้วมาบีบนวดให้ ส่วนโรคที่ 2 คือโรคโรคเมลิออยด์ อาการมีไข้สูงจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

สำหรับเรื่องการกินการอยู่นั้นบางวันถ้าหากไม่มีกินก็จะราดซอสคลุกข้าวกินเปล่าๆบ้างซึ่งเพื่อนบ้านก็เห็นแล้วก็สงสารก็มาจะเอาอาหารมาแบ่งอยู่เสมอซึ่งถ้าหากวันไหนนะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อก็จะไปขอที่วัดเอาแต่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือทางไปให้ตัดสินใจว่าจะผ่านหรือไม่หากไม่ผ่านทางโรงพยาบาลก็จนปัญญาที่จะช่วยให้หายส่วนตัวแล้วผู้เป็นพ่อนั้นอยากจะผ่าหรือไม่ผ่ามันก็จะโตขึ้นอีกแล้วมันจะดูดเลือดจะหมดร่างกายเพราะในตอนนี้เลือดนั้นไม่สามารถสร้างได้เองเหมือนคนปกติแต่ก็ลำบากมากในเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะไม่รู้ว่าหลังจากผ่าตัดแล้วจะต้องนอนรักษาตัวนานแค่ไหนและก็ไม่มีเงินที่จะไปนอนรักษาตัวด้วย มื่อหลายปีก่อนทาง อบต.ส่งชื่อไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยส่งเคราะห์ ได้มา 2,000 บาท และตอนที่ผู้ว่าฯเดินทางมาที่ ต.ราม ตนก็ได้เงินช่วยเหลืออีก 2,000 บาท

โดยถ้าหากใครสนใจอยากจะช่วยเหลือครอบครัวนี้ก็สามารถช่วยเหลือด้วยการโอนเงินไปเลขที่บัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชีนายอนุชิต นิราชโศรก เลขที่บัญชี 403-382280-7 หรือโทรศัพท์ 080-174-5803 นายอนุชิต นิราชโศรก.

ไม่ถือพระองค์! สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ตรัสผู้ป่วยอ่อนโยนและเป็นกันเอง

จากในกรณีที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา พระองค์ทรงได้เสด็จ ไปยังโรงเรียนบ้านป่าเลาใน ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ในการพระราชทานอุปกรณ์กีฬาพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญไปพระราชทานแก่โรงเรียนขาดแคลนในพื้นที่จังหวัดลำพูนเป็นจำนวน 11 แห่ง

อันประกอบไปด้วย…โรงเรียนบ้านป่าเลา, โรงเรียนบ้านป่าเลา สาขาบ้านผาด่าน, โรงเรียนบ้านป่าเลา สาขาห้องเรียนบ้านแม่สะแงะ, โรงเรียนบ้านป่าเลา สาขาบ้านโปงผาง, โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขาบ้านห้วยเหี้ยะ, โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขาบ้านขุนก๋อง, โรงเรียนบ้านปงแม่ลอบ สาขาห้วยฮ่อม, โรงเรียนบ้านหนองหลัก, โรงเรียนบ้านไม้สลี, โรงเรียนบ้านห้วยงูสิงห์ และโรงเรียนบ้านวงศ์ษาพัฒนา โอกาสนี้ ได้พระราชทานหนังสือในโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ด้วย

หลังจากที่พระองค์มาถึงพระองค์ก็ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการและกิจกรรมของโรงเรียนบ้านป่าเลา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนตั้งแต่ระดีบชั้น อนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบัน โดยในปัจจุบันมีนักเรียนศึกษาอยู่ทั้งสิ้นทั้งหมด 104 คนโดยส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ

สำหรับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาประจำปี 2561 ผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในหมวดวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ชั้นสูงระดับประเทศและผลการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาควิชาภาษาไทยและวิทยาศาสตร์สูงกว่าระดับประเทศนอกจากนี้ยังมีโครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตผู้มีปัญญาทอผ้า มือปกาเกอะญอ ก็มีปราชญ์ชาวบ้านได้ให้เขาไปความรู้ในเรื่องของการทอผ้าด้วยมือจากอีเมลให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เพื่อดำรงอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมมิปัญญาสู่คนรุ่นหลังเพื่อเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพให้แก่นักเรียนอีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้เสริมระหว่างเรียนได้อีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระองค์ได้เสด็จกลับส่งได้เข้าเยี่ยมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรง พยาบาลแม่ทาซึ่งออกไปให้บริการแก่ประชาชนโดยมีผู้ที่เข้ารับบริการเป็นจำนวนทั้งหมด 46 คนส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกทรงเยี่ยมประชาชนที่เข้าไปเข้าเฝ้าและรับเสด็จอย่างใกล้ชิดและในโอกาสนี้พระราชทานกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยที่มาเข้าเฝ้าด้วยความตอนหนึ่งว่า “…ตอนนี้แม่เราก็ไม่สบาย ต้องเชื่อที่หมอบอกนะคะ จะได้หาย…”

ข่าวดีชาวนา เตรียมประกันรายได้ ‘ข้าวหอมมะลิ’ 15,000 บาทต่อตัน

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวพี่ชาวนาหลายคนกำลังตั้งตารอเลยก็ได้เพราะในตอนนี้ทางที่ประชุม 3 ฝ่ายก็ได้มีการเคาะราคาประกันรายได้ของเกษตรกรที่มีการปลูกข้าวเป็นจำนวน 5 ชนิดโดยจะมีการดันราคาข้าวเปลือกข้าวตันละ 1,000 บาทและข้าวหอมมะลิตันละ 15,000 บาท

โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้เป็นประธานประชุมตัวแทนจาก 3 ฝ่ายจากภาคเอกชน / ภาคเกษตรกร/ และภาครัฐที่ได้มีการประชุมเห็นชอบในเรื่องของการกำหนดราคาประกันรายได้ของข้าวเปลือก 5 ชนิดอันได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า / ข้าวเปลือกหอมมะลิ / ข้าวเปลือกหอมจังหวัด / และข้าวเปลือกหอมปทุม และข้าวเปลือกเหนียวควรมีความชื้นไม่เกินประมาณ 15%

โดยในราคาข้าวเปลือกดังกล่าวนี้จะมีการกำหนดราคาประกันที่ตันละ 10,000 บาทไม่เกิน 30 ตันหรือประมาณ 40 ไร่ ข้าวเปลือกเหนียว เหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกิน 40 ไร่ หรือไม่เกิน 16 ตัน, ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกิน 40 ไร่ หรือไม่เกิน 14 ตัน, ข้าวเปลือกหอมนอกพื้นที่หรือข้าวหอมจังหวัด ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 40 ไร่ หรือไม่เกิน 16 ตัน และข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกิน 40 ไร่ หรือ 25 ตัน

โดยหลังจากที่ได้มีการหารือทั้ง 3 ฝ่ายก็ได้มีการเสนอประชุมให้กับคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวให้พิจารณาหลังจากนั้นก็จะมีข้อเสนอความเห็นจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะได้มีการเริ่มโครงการเกิดขึ้นฉะนั้นชาวนาทั้งหลายควรเตรียมรับทรัพย์กันให้ดีเพราะถือว่าเป็นความหวังอย่างหนึ่งของชาวนาเลยก็ว่าได้

น่าอยู่ ‘บ้านไผ่ พงศธร’ ที่ยโสธร บรรยากาศเถียงนา กับทุ่งนาสีเขียว

แน่นอนว่าทุกคนน่าจะต้องรู้จักกับขวัญใจร้องทุกระดับ superstar อีกคนนึงของวงการเพลงลูกทุ่งบ้านเราในเมืองไทยนั้นก็คือคุณไผ่ พงศธรเป็นอย่างแน่นอนเรียกได้ว่าคุณไผ่ ตั้งแต่เข้าวงการเพลงมาก็บอกเลยว่ามีผลงานให้ติดตามเป็นอย่างมากมายทั้งผลงานเพลงและผลงานแสดงต่างๆเรียกได้ว่าเป็นอีกคนนึงที่มีงานชุมเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าหากใครเป็นแฟนพันธุ์แท้และติดตาม Ig Instagram ของเขาแล้วเราก็จะเห็นได้เลยว่าเขานั้นแม้จะมีงานมากมายมีเงินมากขึ้นแต่ก็ยังคงใช้ชีวิตแบบติดดินเพราะเวลาที่เขามีเวลาเหลือก็จะมาที่บ้านของตัวเองที่ต่างจังหวัดเพื่อใช้ชีวิตกับครอบครัวที่บ้านเกิดในจังหวัดยโสธรนี่เอง

โดยถึงแม้ตอนนี้ครอบครัวจะไม่ครบสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อนเพราะคุณพ่อได้จากไปแล้ว แต่ก็ยังมีคุณแม่ที่คอยอยู่ในจังหวัดบ้านเกิดและเมื่อคุณไผ่ พงศธรได้กลับไปที่บ้านเกิดในจังหวัดยโสธร ก็ได้ถอนโขนความเป็นศิลปินออกเป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งในครอบครัว ศรีจันทร์ ที่กลับไปนั่งเล่น นอนเล่น หาปลา เผาปลา ทำอาหารทานกับคุณแม่ความรัก

“นอนพักเอาแฮง ใต้ต้นหมากม่วง ลมพัดเย็นวอยๆ จั๊กนอยแดดบดจั่งสิไปนาเบิงข้าวอีกครับ ย่างหาปลาลูกคอกมาหมกกินแลงครับ อยู่กับธรรมชาติ นอนนาเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ มื่ออื่นกะไปสู้งานต่อแล้วครับ มื่ออื่นพ้อกันหน้าเวทีตะวันแดงชุมแพ ห้าทุ่มครึ่งพ้อกันเด้อครับ”

นอกจากนี้คุณไผ่พงศธรก็ได้มีการเล่าเรื่องราวถึงตัวเองในสมัยเด็กกับคุณพ่อให้ฟังว่าดังนี้… “ทุ่งนาที่เคยอยู่ตะน้อย พ่อพาเฮ็ดนา นอนนา อาชีพหลักคือเฮ็ดนาครับ ตอนนี้กะยังมีอาชีพเฮ็ดนาคือเก่า แต่พี่สาวเป็นคนเฮ็ดนาให้แม่กับน้องๆ กินครับ มื่อหยุดไผ่กลับบ้านมาส่องเบิงนา คิดฮอดบรรยากาศตอนยังน้อย พ่อกับแม่พานอนนา ไฟฟ้ายังบ่มี ยางไปโรงเรียนทุกๆเช้า ความลำบากยังก้องอยู่ในหัวใจตลอด มานายามได๋คิดฮอดพ่อหลายครับ เถียงนากะยังคือเก่า ห้วยข้างเถียงนากะยังมีคือเก่า แนวอยู่แนวกินกะหลายคือเก่าครับ ถ้าดู๋หาอยู่หากิน บ่มีเงินกะอยู่ได้ครับ บ้านเฮาเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ความฮักกับไออุ่นของวิถีชาวนากะยังคงอยู่ในหัวใจเสมอครับ” #รู้สึกอบอุ่น #รู้สึกคิดถึงพ่อที่อยู่บนฟ้า

จึงได้ว่าคุณไผ่พงศธรนะถึงเป็นสีเป็นต้นแบบใครหลายคนที่ไม่เคยลืมวันเกิดของตัวเองและสะท้อน ความเรียบง่ายได้อย่างมีความสุขและใช้ชีวิตวิถีชีวิตในแบบ ลูกชาวนาคนหนึ่ง

‘บิ๊กตู่’ โชว์ผลงาน 1 ปี ช่วยคนรายได้น้อย หนีพ้นความยากจนแล้วกว่า 1 ล้านคน

โดยในตอนนี้ทางพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็ได้มีการเน้นย้ำถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยก็ได้มีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปิดเผยว่าตอนนี้ทางพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรีและรมว.. กลาโหม ให้มีการกำชับถึงการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและนำผลการประเมินดังกล่าวนี้ไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งในทางนี้ที่ผ่านมาในประเทศไทยก็ไม่ค่อยมีรายได้พื้นฐานของผู้ที่มีรายได้จนกระทั่งมีการลงทะเบียนของผู้ที่ต้องการมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงทำให้มี Big data ของผู้มีรายได้น้อย

โดยทางนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการเน้นย้ำว่าบิ๊กดาต้าของผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างถี่ถ้วนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความยากจนให้ครบ 4 มิติก็จะมี

1. ช่วยให้เข้าถึงสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน

2. พัฒนาทักษะทางอาชีพและการศึกษาให้กับ

3. ช่วยหางานให้ทำ

4. ช่วยแก้ปัญหาหนี้สิน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ.

โดยสำหรับที่ผ่านมานั้นผู้ที่มีรายได้น้อยก็แค่ได้เข้ารับการพัฒนาอาชีพเป็นจำนวน 2 ล้านและสามารถช่วยให้พ้นเส้นความยากจนในระดับที่ 3 หมื่นบาทต่อปีได้ถึง 1 ล้านคนโดยคนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 1,713 บาทต่อเดือน ในครั้งนี้ปีนี้ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 20,000 บาท และช่วยให้คนพ้นเพดานรายได้ที่ 100,000 บาท ได้ 1 แสนคน โดยคนกลุ่มนี้ก็จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเฉลี่ยประมาณ 3,861 บาทต่อเดือน ทั้งปีมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 46,000 บาท นั้นเอง

และนอกจากนี้ทางนายกก็ยังมีการฝากเรื่องราวไปถึงผู้ที่มีรายได้น้อยว่าในตอนนี้รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนในทุกมิติขอให้ทุกคนนั้นให้ความร่วมมือในการพัฒนาและจะขอภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพพร้อมกับมีการจ้างงานผู้ที่มีรายได้น้อยรวมถึงการรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียวกันของคนไทยเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน

บุญสุดยิ่งใหญ่! ลองทำได้ มอบเงินให้แม่ทุกเดือน แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป มีแต่ความเจริญรุ่งเรือง

ซึ่งถ้าหากพูดถึงการทำบุญแล้วหลายคนนั้นก็อาจจะนึกถึงวัดวาอารามต่างๆการทอดกฐินหรือการทำบุญแต่บอกเลยว่าการทำบุญนั้นก็มีหลากหลายวิธีด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้การบริจาคหรือการช่วยให้โอกาสและเรานั้นก็สามารถทำบุญได้ใกล้ๆตัวเราในบ้านของเราเองมันคือการทำบุญกับพ่อแม่ของตัวเองนั่นเอง โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนนั้นมาลองอ่านอีกหนึ่งบทความดีๆที่สามารถจะทำให้ทุกคนมีแง่คิดดีๆและมีข้อคิดต่างๆมากมายโดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาลองอ่านกันดูเลย

สำหรับผู้ที่เลี้ยงดูพ่อแม่แต่ไม่ได้ให้เงินพ่อแม่ไว้ใช้เลยอาจจะคิดว่าเราก็เลี้ยงดูท่านอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ทุกสิ่งอย่างก็เตรียมไว้ให้พร้อมลองอ่านเรื่องนี้ดูความคิด ซึ่งอาจจะทำให้คนนั้นเปลี่ยนไปเลยก็ได้

โดยอาจารย์ของพวกเราเรื่องนั้นได้มีการให้เงินเดือนพ่อแม่เดือนละพันเป็นประจำทุกเดือนจนเกิดความสงสัยให้กับผู้เล่าเรื่องว่าทำไมถึงต้องให้เงินพ่อแม่เดือนละ 1,000 บาทในเมื่อแม่และพ่อก็อยู่บ้านหลังเดียวกันและค่าใช้จ่ายทุกอย่างอาจารย์ก็เป็นคนจัดการทั้งหมดและเมื่อวันหนึ่งได้มีโอกาสถามอาจารย์ว่า “อาจารย์กำลังทำอะไรครับ?” อาจารย์ตอบว่า“ผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่? เพราะอาจารย์ต้องจ่ายค่าแม่ครัวค่าคนขับรถฆ่าคนส่วนค่าใช้จ่ายในบ้านทุกอย่างและต้องให้แม่อีกเดือนละ 1,000 บาทโดยในตอนนี้รายได้กับรายจ่ายน้ำมันไม่ค่อยสัมพันธ์กันจึงจำเป็นต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง

จึงทำให้เขานั้นได้ถามกลับอีกครั้งหนึ่งแล้วการที่ให้แม่เดือนละ 1,000 บาทก็ตัดได้ เพราะค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบ้านนั้นอาจารย์เป็นคนจัดการให้หมดไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารค่าเสื้อผ้าไม่สบายก็พาไปหาหมออีกทั้งคุณแม่ตาบอดไม่ได้ไปไหนเช่นนั้นเงินเดือนในส่วนนี้ก็สามารถตัดได้ไม่ใช่หรือ

แต่อาการตอบกลับมาว่าตัดไม่ได้เด็ดขาดเพราะเงินถึง 1,000 บาทนั้นเป็นเงินที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นเงินที่ไว้สำหรับเลี้ยงหัวใจแม่ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้ถามเกิดความสงบในหัวใจว่าเงินเลี้ยงหัวใจแม่คืออะไรโดยอาจารย์ท่านก็ได้มีการอธิบายดังนี้ว่าหัวใจก็ต้องเอาการอาหารมาหล่อเลี้ยงให้อิ่มเอิบเบิกบานและเป็นสุขลองคิดถึงว่าถ้าหากเรานั้นไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยจะเป็นยังไงหัวใจก็จะแฟบจะรู้สึกเฉา อาการเหล่านี้ใครเป็นมนุษย์เงินเดือนก็จะรู้ ฉะนั้นถึงแม้จะอยู่กับเราก็จริงแต่ถ้าหากแม่ไม่มีเงินในมือหัวใจท่านก็จะเเฉาได้ด้วยเช่นกัน

นึกถึงตอนที่ได้รับเงินเดือนดูสิพอเงินเดือนออกก็มีหน้าตาที่สดใสเบิกบานใจฉะนั้นทุกสิ้นเดือนนี้เงินเดือนออกอาจารย์จะนำเงินพันนึงไปสวัสดีแม่แล้วก็บอกแม่ว่าวันนี้วันเงินเดือนออกและให้เงินแม่ใส่มือ 1,000 บาทซึ่งเมื่อแม่รับแม่ก็จะให้พอและเก็บเงินนี้ไว้ใต้หมอนอย่างมีความสุข

แล้วเงิน 1,000 บาทนั้นสามารถเลี้ยงหัวใจแม่ได้อย่างไร ?

ซึ่งนอกจากหัวใจแม่แล้วก็สามารถแยกหัวใจใครหลายๆคนได้แต่เช่นวันหนึ่งน้องขออัตรานั้นได้มีการพาภรรยาของตัวเองไปคลอดลูกโดยคุณแม่ก็มีการรับขวัญหลานด้วยการซื้อทองให้ด้วยเงินหลากหลายพันบาทโดยเงินส่วนนี้เป็นเงินที่สะสมเอาไว้จากที่อาจารย์ให้ซึ่งแม่นั้นก็สามารถต่อหลานสาวพร้อมสวมสร้อยพระให้พรได้อย่างมีความสุขด้วยหลังจากที่เด็กคนนี้โตขึ้นเพราะพูดได้ก็จะมีคำถามว่าใครซื้อสร้อยนี้ให้ซึ่งเด็กก็สามารถตอบได้เต็มปากเต็มคำว่าย่าซื้อให้และชี้มือไปที่คนตาบอดคนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านนั่นก็คือคุณย่า

ได้เงิน 1,000 ก้อนนี้สามารถทำให้คนตาบอดดูน่าเกรงขามลองคิดดูสิถ้าหากแม่ไม่มีเงินจะเอาอะไรรับขวัญหลานได้อย่างไรเห็นไหมว่าเงินเดือนแค่ 1,000 บาทนั้นก็สามารถทำให้แม่มีความสุขได้

โดยเงินส่วนนี้ก็สามารถทำบุญได้ด้วยเช่นกันลองคิดดูถ้าหากแม่ไม่มีเงินในมือแม่จะสามารถทำบุญได้หรือไม่โดยนี้ก็มีเรื่องราวหนึ่งจากกำนันคนหนึ่งนี่แหละจะมีการรับเงินเสร็จสิ้นโดยเงินในเป็นเงินทำบุญก็ได้เดินทางไปยังบ้านหลังถัดไปก็พบกับลุงแก่ๆที่กำลังเก็บผ้าอยู่ในบ้านเลยลุงกำนันก็ถามคนแก่คนนั้นได้ทันทีว่าทำบุญสร้างส้วมไหมซึ่งลุงข้างบ้านคนนี้ก็ตอบว่า “ลุงไม่มีเงินหรอก ลุงอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมา ทันจะขอเงินเขาทำบุญ”

เพราะว่าลูกเขาไม่ได้ให้เงินเดือนลุง ลยสักบาทลุงก็เป็นเพียงแค่คนเก็บผ้าให้กับลูกๆเพราะว่าลุงไม่มีเงินเพราะลูกออกแค่มาเลี้ยงไว้เก็บผ้า เป็รไง พอได้อ่านแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างและนี่แหละก็คืออิทธิฤทธิ์ของเงิน 1,000 บาทถึงไม่แปลกว่าทำไมเงินก้อนนี้จะเรียกว่า เงินเลี้ยงหัวใจแม่

ลูกชายสุดกตัญญู เลี้ยงดูเเม่วัยชรา นานกว่า 20 ปี แม้สติไม่สมประกอบ

ถือเป็นอีก 1 เรื่องที่บอกเลยว่าน่าชื่นชมสุดๆ โดยเป็นเรื่องราวของหนุ่มสติไม่สมประกอบรายหนึ่ง ที่เขาทำหน้าที่เป็นลูกกตัญญู เพื่อเลี้ยงดูแม่วัยชราภาพ มานานกว่า 20 ปีโดยเรื่องราวของหนุ่มสติไม่สมประกอบรายนี้ ได้ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านทางโลกออนไลน์โดยหนุ่มรายนี้มีชื่อว่า ‘เปลี้ย’ หรือ นายสำรอง แหลมหลาว อายุ 38 ปี

นายเปลี้ยอาศัยอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา คอยดูแลวัยชรา นางเกิด ทองระหาร หรือ ยายเกิดมานานกว่า 20 ปี โดยนายเปลี้ย รับหน้าที่ทุกอย่างในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นหุงหาอาหาร ตัดไม้มาเผาถ่าน ตักน้ำใส่ตุ่มไว้ใช้

ซึ่งในทุกๆเช้าเขจะพาแม่วัยชราขึ้นรถเข็น โดยพาเดินทางไปขายของตามตลาดเป็นระยะ กว่า 10 กิโลเมตร เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายกันสองคนแม่ลูก โดยมีผ้าใบกันแดดคลุมกันร้อนให้แม่ ส่วนตัวเองยอมตากแดดและทนไปกับอากาศร้อนอบอ้าว

โด ยนายเปลี้ยได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการเดือนละ 800 บาท และแม่ก็ได้รับ เบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 800 บาท โดยเงินส่วนนี้นำมาใช้จ่ายในครอบครัว โดยทั้งคู่จะอาศัยหาเก็บผักบุ้ง , กระถิน , ตำลึง และเดินออกไปขายตามบ้านผู้คน เพื่อนำเงิน มาใช้จ่ายต่อชีวิตในแต่ละวัน

โดยหลังจากที่เรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร์ออกไปนั้นก็มีชาวเน็ตต่างพากันชื่มชม ความกัตุญญูต่อแม่ของ เปลี้ย เป็นอย่างมาก

คลิป

คิวแน่นคนแห่รักษา ‘หมอบุญเลิศ’ นวดคลายเส้นอัมพฤกษ์ อัมพาต ค่าครูแค่ 6 บาท

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคนทางกับคนยากคนจนที่กลายเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีสำหรับหมอบุญเลิศซึ่งเป็นหมอนวดจับเส้นมานานกว่า 30 ปีโดยมีการสืบทอดวิชามาจากอดีตเจ้าอาวาสวัดวังน้ำเย็นโดยจะทำการรักษาการนวดคลายเส้น รักษาจับเส้นอาการปวดเมื่อยกระดูกทับเส้นประสาท อัมพฤกษ์อัมพาต ปวดเมื่อยตามร่างกาย แขนขาอ่อนแรง หายขาด ซึ่งจะทำให้มีคนเข้ามาใช้บริการกันหนาแน่นตั้งแต่เช้ายันเย็นและถึงขั้นต้องทำบัตรคิวกันเลยทีเดียว

สำหรับค่าใช้จ่ายนั้นจะคิดในราคาเพียงแค่ 6 บาทเท่านั้นโดยในปัจจุบันก็น่าจะมีประชาชนเข้ามาต่อคิวกันทุกเช้าซึ่งมีทั้งคนในจังหวัดและต่างจังหวัดโดยจะเข้ามาการทำการรักษาในทุกๆวันตั้งแต่เช้าถึงช่วงเย็นและจะหยุดในวันพระวันโกนเท่านั้น

ซึ่งหมอบุญเลิศก็ได้มีการบอกว่าตนนั้นได้เรียนวิชานวดคลายเส้นอัมพฤกษ์อัมพาตจากพระครูอินทพัฒนกิจ (หลวงพ่อเกียง) อดีตเจ้าอาวาสวัดวังน้ำเย็ จากนั้นเมื่อชำนาญก็ได้เอากลับมารักษาช่วยเหลือประชาชนโดยมีการคิดค่าครูเพียงแค่ 6 บาทและยังมีการสอนวิชานวดคลายเส้นให้กับลูกหลานเพื่อช่วยเหลือและการรักษาประชาชนที่เข้ามารับบริการโดยเงินของประชาชนที่มาทำการรักษาจะมีการรวบรวมเอาไว้ในช่วง 1 ปีก็จะได้เงินเป็นจำนวนมากและนำเงินทั้งหมดไปทำบุญทอดกฐินทอดผ้าป่าและบริจาคให้กับผู้ป่วยผู้ยากไร้ต่อไป

โดยนางอุไร วิจารย์ปรีชา อายุ 60 ปีเธอเป็นบุคคลที่มารักษาที่นี่เลยมีการเล่าว่าตัวนั้นได้มีการเป็นโรคกระดูกทับเส้นไม่สามารถเดินได้โดยก็ได้มีทางญาติพามารักษากับหมอบุญเลิศที่นี่และเมื่อรักษาไปได้สักพักในตอนนี้ก็มีอาการดีขึ้นตามลำดับจากที่เคยเดินไม่ได้นั้นก็สามารถกลับมาเดินได้แล้วและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

เช่นเดียวกับ นายสัมฤทธิ์ บุญเติม อายุ 71 ปี โดยตนนั้นมีอาการแขนขาชาไม่มีแรงและไม่สามารถเดินได้แต่พอได้รับการนวดคลายเส้นจากหมอบุญเลิศก็มีอาการดีขึ้นด้วยเช่รกัน

จึงเรียกได้ว่าการนวดคลายเส้นของหมอบุญเลิศนั้น ถือว่าเป็นการนวดอีกอย่างหนึ่งที่เป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่กำลังป่วยเป็นโรคกระดูกต่างๆโรคประสาททับเส้นอัมพฤกษ์อัมพาตหรือปวดตามร่างกายไม่สามารถเดินได้ก็มารักษาที่นี่ได้โดยคิดค่าครูเพียงแค่ 6 บาทเท่านั้นถือว่าถูกมากๆ

‘ขอบคุณที่ทิ้งเราไป’ ในวันที่เราลำบาก ชีวิตตอนนี้เราดีมาก

สำหรับใครที่กำลังอกหักวันนี้เราก็มีอีกหนึ่งบทความดีๆที่อยากจะบอกทุกคนว่าอย่าเสียใจกับคนที่เขาทิ้งเราไปแต่จงขอบคุณเขาที่เขาทิ้งเราไปในช่วงเวลาที่เขาลำบากแม้ว่าเรานั้นจะผ่านอะไรมามากมายแต่ด้วยเหตุผลนี้ก็จะทำให้เรานั้นสามารถรักตัวเองให้มากขึ้นและให้เรียนรู้ในสิ่งที่เราเป็นทำให้ตัวเรานั้นกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งควรจะรู้สึกขอบคุณมากกว่าที่ทำให้เขารู้ว่าแม่ไม่มีเขาก็สามารถอยู่ได้เพราะในท้ายที่สุดแล้วทุกคนนะจะต้องอยู่ด้วยตัวเองและหยุดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล

เมื่อเขาได้เลือกทางเดินที่เปลี่ยนแปลงและเลือกไปทางเดินที่ใหม่กว่าอย่ามัวถามว่าจะทำอะไร เมื่อเขาเลือกชีวิตได้เราก็ต้องเลือกได้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเราก็ควรใช้ชีวิตที่เหลือให้ดีมากที่สุดเพราะถ้าหากเมื่อใดที่เรารู้ว่าเราไม่ได้มีเวลามากมายไปที่ ไม่มีสาระ ก็จะทำให้เรานั้น รู้ว่าทำอะไรก่อนหลัง นั่นแหละ คือ คำตอบของชีวิต อย่ามัวฝากชีวิตไว้กับใคร ในเมื่อชีวิตนี้ เป็นของเราฝากไว้ให้อ่านเป็นภูมิคุ้มกัน

โดย เมื่อมอบความรักให้กับใครแล้ว ก็ต่างก็หวังว่าจะได้รับความรู้สึกแบบเดียวกันกลับมา ทั้งนี้ความต้องการเหล่านั้นใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไป เพราะมีคนไม่น้อยที่ต้องประสบกับความผิดหวัง โดยบางคนนั้นอาจจะถูกปฏิเสธตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มส่วนบางคนอาจจะเจอหลังจากที่คบกันไปสักพักแต่บอกเลยว่าไม่ว่าจะรูปแบบไหนนั้นก็สามารถสร้างความเสียใจไม่ต่างกันโดยในวันนี้เราก็จะมีวิธีการทำใจสำหรับคนอกหักกันด้วยจ้า

1. หัดทำใจยอมรับให้ได้

โดยสาเหตุส่วนใหญ่ที่สร้างความเสียใจนานก็เป็นเพราะว่าไม่สามารถตัดใจจากอดีตคนรักได้ขอให้นึกถึงวันเก่าๆในอดีตที่เคยมีความสุขจนไม่สามารถทำให้ปัจจุบันมีความสุขได้และทำให้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปโดยเหตุการณ์นี้นะคะสามารถหลุดพ้นได้โดยการทำใจและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและอาจจะใช้เวลานานสักหน่อยแต่ผลลัพธ์ของมันออกมาแล้วคุ้มค่าอย่างแน่นอน

2. ทุกความทรงจำดีๆ

บางคนแม้เลิกกันไปแล้วแต่ก็ยังโหยหาความทรงจำเก่าๆยิ่งคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งลืมยากเท่านั้นโดยเฉพาะเวลาหันไปเห็นเหตุการณ์หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องก็ยากที่จะทำใจลืมได้ฉะนั้นควรจะเริ่มต้นจากการเก็บสิ่งของเหล่านี้ให้ไปพ้นจากสายตาของเราซะไปหาสถานที่ใหม่ๆทำกิจกรรมอะไรที่ชอบเข้าคอร์สต่างๆหรือออกไปเที่ยวกับเพื่อนก็ได้ซึ่งเรียกได้ว่าถ้าหากเราทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ความเจ็บปวดเหล่านี้ก็จะหายไปก็ได้

3.Start เริ่มต้นใหม่

แม้ความรักอาจจะจบแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะจบสิ้นตามไปพร้อมๆกันฉะนั้นมันก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งหายไปเท่านั้นเองเมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้วเราก็หันมาเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่เสียสิอาจจะเริ่มจากทรงผมสไตล์การแต่งตัวและลองทำในสิ่งอื่นๆซึ่งอาจจะทำให้เราค้นพบความเป็นตัวเองในอีกด้านหนึ่งก็ได้

เปิดใจมหาเศรษฐีใจบุญ ผู้บริจาคที่ดินหลายพันล้าน เพื่อเปิดรักษาคนไข้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับ ธานินทร์ พันธ์ประภากิจ มหาเศรษฐีใจบุญ ผู้ถวายท่อนไม้จันทน์หอม สร้างพระโกศสมเด็จย่า และสมเด็จพระพี่นางฯ พร้อมเจริญรอยตามในหลวง โดยมหาเศรษฐีรายนี้ ได้ทำความดี โดยการ เปิดบริษัท ทาสของแผ่นดิน รักษาต้อกระจกฟรีให้กับคนจนอีกด้วย โดยตัวเขาต้องดารที่จะจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และอยากจะเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง

โดยคุณธานินทร์นั้น เป็นอีก 1 บุคคลที่ได้ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาๆสามัญชล แต่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่เพียงแต่ความประทับใจากการเข้าเฝ้า แต่คำจากพระราชดำรัสคำว่า ขอบใจทำให้เขาหัวใจพองโต และรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก จนตราตรึงไปสู่ในหัวใจ ซึ่งเมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ทีไร สีหน้าและแววตาแห่งความปลื้มปีติปรากฏบนใบหน้าในทันที

และนอกจากนี้ที่บริเวณผนังห้องติดจดหมาย ที่ใส่กรอบเป็นอย่างดี โดยมีการระบุใจความว่า ”ตามหมายแจ้ง ความประสงค์ถวายท่อนไม้จันทน์หอม เพื่อใช้ในงานพระราชพิธี ถวายพระเพลิงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สำนักพระราชวังได้นำถวาย ความกราบบังคมทูล พระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงขอบใจ หจก.เอ็ม.เอ.ที. อิ มปอร์ต-เอ็กซปอร์ต …”

ซึ่งที่มาของดอกไม้จันทร์นั้นเกิดจึ้นจากที่มีการทำธุรกิจในประเทพม่า จึงได้มีการท่อนไม้จันทน์กลับมาถวายเพื่อน้อมเกล้าถวาย จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้ทรงเสด็จสวรรณคตจึงได้มีการน้อมเกล้า น้อมถวายท่อนไม้จันทร์หอมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมเป็นผู้ที่อัญเชิญท่อนไม้จันทร์หอมมาสร้าง พระโกศถวายสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ดังใจความในจดหมายอีกฉบับที่สร้างความภาคภูมิใจให้เจ้าตัวไม่น้อย

โดยตามที่จังหวัดประจวบและได้มีการมอบให้ อ.กุยบุรีรับผิดชอบดำเนินการนำ ไม้จันทน์หอม ซึ่งก็ได้มีการส่งสำนักช่างสิบหมู่กรมศิลปากรในวันที่ 11 ก.พ. 51 เพื่อนำไปสร้างพระโกศในพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ การทำพิธีสักการะไม้จันทน์หอม เพื่อนำไปใช้สร้างพระโกศในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯ

แม้ว่าเจ้าตัวนั้นจะทำความดีแต่เจ้าตัวก็ไม่อยากเปิดเผยเรื่องราวแห่งความดีที่เคยทำให้เธอรักรู้มากจนเกินไป เพราะปกติเขาก็ทำความดีโดนการเปิดบริษัท ทาสของแผ่นดิน และผู้ก่อตั้งศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก-ต้อเนื้อ ฟรีแก่ประชาชนในเวลานี้ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นบุญมากมายมหาศาลจริงๆ

โดยคุณธานินทร์ เรียนจบจาก ชั้น ปวช.พาณิชย์วิทยาลัย สีลม จากนั้นก็ได้ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคําแหงในคณะรัฐศาสตร์แต่เรียนเพียงแค่ 9 หน่วยกิตก็เลิกเรียนเพราะรู้สึกว่าการเรียนนั้นก็เป็นเพียงแค่การเรียนรู้เท่านั้น ซึ่งการทำงานดีกว่าเขาตัดสินใจอ่อนและมาทำบุญกับเพื่อนๆเพื่อจำหน่ายสินค้าประเภท ประเภทรถยนต์ มอเตอร์ไซด์ หนังสัตว์ กระดูกสัตว์ เสื้อผ้า และเครื่องใช้ต่างๆ กับต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อเมริกา ลาว เขมร เวียดนาม สิงคโปร์ และจีน ในนาม หจก.เอ็ม.เอ.ที อิมปอร์ต-เอ็กซปอร์ต

จนกระทั่งได้มีโอกาสมาทำเป็นหน้าที่ที่ปรึกษาบริษัท บริษัท เพรสซิเดนท์ ปาร์ค ( President Park ) ด้วยนอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่ควบคุมดูแลราคาทั้งหมดจึงทำให้ก่อตั้งบริษัททาสของแผ่นดินจำกัดเพื่อจัดตั้ง ศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก-ต้อเนื้อแก่ประชาชน โดยมีอุดมการณ์อันแน่วแน่ว่า ” ในอดีตชาติหรือปัจจุบันเราทำผิดมาก็มากทำถูกมาก็มาก อยากให้มองว่าระหว่างที่ เรามีชีวิตอยู่ไม่ควรมีการแบ่งชนชั้นวรรณะ หรือแบ่งเชื้อชาติศาสนา แต่ให้ยึดมั่นในองค์พระมหากษัตริย์ ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่และเป็นแผ่นดินที่ร่มเย็นมาก

โดยศูนย์ผ่าตัดต้อกระจก -ต้อเนื้อ ฟรี แห่งนี้ได้มีการเกิดขึ้นจากพลังแห่งศรัทธาในบุญและบาปเพราะในครั้งหนึ่งคุณธานินทร์เคยถูกลอบยิงเกือบเอาชีวิตไม่รอดและสาเหตุนั้นเกิดขึ้นจากสองสามีภรรยาที่เคยไปรู้จักกันน่ะค่ะและมีชื่อเสียงในแวดวงสังคมโดยมีการเอาภาพถ่ายของตัวเองในขณะที่ยืนอยู่หน้า ทัชมาฮาลวางติดไว้ด้านบนผนังด้านบนและเอารูปเจ้าแม่อุมาเทวีวัดแขกไว้ด้านล่าง เมื่อคุณธานินทร์เห็นเข้าจึงรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควร พร้อมกับเขียนเรื่องนี้ลงในหนังสือของตัวเองเพื่อบอให้ประชาชนได้รับรู้

โดยประเด็นนี้เองจึงกลายเป็นเหตุสร้างความโกรธแค้นเคืองใจและกลายเป็นฉนวนลอบสังหารเขาถูกมือปืนยิงในบริเวณหน้าบ้านที่สีลมเข้าจังๆที่ ศรีษะจึงทำให้ต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนในห้อง ICU นานถึง 45 วันและต้องการทำการผ่าตัดถึง 6 ครั้ง จึงกลายเป็นช่วงที่ทำให้เขานั้นได้เห็นการเสียชีวิตของผู้คนมากมายมหาศาลจึงเกิดจะทำขึ้นมาในทันทีว่าคนตายที่ได้เห็นหากคิดในทางบวกก็คือความสุข เพราะไม่ได้นอนกับคนที่ัรักเราอย่างเดียว แต่ได้นอนกับคนที่ต้องตายทุกวัน เพราะน้อยคนนะที่ได้ไม่นอนกับคนตายเป็นอย่างนี้และระหว่างที่อยู่ในห้อง ICU ก็ได้ยินเสียงทุกคนพูดตรงกันว่าอยู่ไม่เกินครึ่งชั่วโมงแต่ครึ่งชั่วโมงนั้นเขาก็สามารถรอดออกมาจึงได้จึงนับว่าเป็นคนโชคดีอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเขาก็ไม่เอากลัวความตายและต้องการจะใช้ชีวิตเพื่อทำสิ่งดีๆตอบแทนสังคม

จึงทำให้เขา ก่อสร้างนย์ผ่าตัดต้อกระจกขึ้น เพื่อรักษาผู้ยากไร้ เพื่อผู้ยากไร้ขึ้น “วันนั้นคิดว่า ถ้าผมกลับมาได้จะตอบแทนบุญคุณให้กับ แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ได้ยังไง ถ้าไปกิน-นอนอยู่กับใครสักคนโดยไม่ทำอะไรให้ แต่อยู่อย่างสุขสบายไม่ช่วยเหลือและเกื้อกูล ไม่ทำอะไรให้เลย เขาจะเรียกว่าเนรคุณไหม และถ้าผมอยู่ในแผ่นดินนี้ ไม่ช่วยเหลือแล้ว ยังกอบโกยโกงกินผืนแผ่นดิน เขาจะเรียกผมว่าทรราชของแผ่นดินหรือเปล่า” จึงเรียนได้ว่าชีวิตเฉียดความตายของเขานั้นทำให้เขาเข้าใจความเป็นมนุษย์และบุญคุณที่จะต้องทดแทนออกแผ่นดินที่เกิดมา

โดยแนวคิดการเปิดศูนย์ผ่าตัดต้อกระจกโดยตอนแรกก็มีการปรึกษากับ พ.วิทิต อรรณเวชกุล ผอ.โรงพยาบาลบ้านแพ้วในขณะนั้นทันที แม้คุณหมอจะถามย้ำถึงความเชื่อมั่นว่าทำแน่หรือ เพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล แต่เขากลับมั่นใจว่าต้องทำได้ แต่หลังจากที่มีการปรึกษาหารือก็มีการสั่งซื้ออุปกรณ์ผ่าตัดดวงตาจากต่างประเทศในทันทีและสั่งซื้อรถห้องผ่าตัดเคลื่อนที่หลายสิบล้านบาทโดยทั้งหมดนั้นเป็นการซื้อด้วยเงินส่วนตัวทั้งสิ้นซึ่งเป็นเงินที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิตและต้องการที่จะช่วยเหลือชาวบ้านและผู้ยากไร้ในแผ่นดินไทยเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยเขาได้มีการจัดตั้งทีมแพทย์ผู้เชี่ยววชาญที่โรงพยาบาลบ้านแพ้วและมีการลงพื้นที่ในอำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรีโดยในครั้งนั้นมีผู้ป่วยเป็นจำนวนถึง 200 รายและหลังจากที่ผู้ป่วยได้รับการผ่าต้อกระจกและทำให้สามารถได้มองเห็นอีกครั้งหนึ่งก็สร้างความดีใจจนร้องไห้วิ่งเข้ามากอดเขาด้วยความซาบซึ้งในทันที จึงเรียกว่าตลอดระยะเวลา 3 ปี 08 นี้สามารถทำให้ผู้ป่วยที่เป็นต้อกระจกมองเห็นและประมาณ 600,000 ราย และในปี 2549 พบผู้ป่วยตกค้างสะสมกว่า 100,000 ราย

โดยสิ่งเหล่านี้นั้นเขาก็ไม่เคยรู้สึกเหนื่อยกับในสิ่งที่ทำและเขาเชื่อว่ากำลังใจของเขาใหญ่กว่าคนรวยในแผ่นดินไทยมากมายมหาศาล โดยเขาเชื่อว่าสิ่งนี้จะสามารถช่วยชาวบ้านได้ โดยเขาจะแบกรับความทุกข์และความจน เพื่อให้ประชาชนพ้นทุกข์ ดีกว่าการเป็นคนรวยที่ไม่สนใจใคร ขอตอบแทนบุญคุณแผ่นดินดีกว่า

โดยถ้าหากใครสนใจไปรักษาต้อกระจกตาก็สามารถไป ติดต่อ ที่ โรงพยาบาลบ้านแพ้ว และนายชูศักดิ์ แก้วสุริยอร่าม บริษัท ทาสของแผ่นดิน จำกัด อาคารพระมหากรุณาธิคุณ สถานที่ : เลขที่ 98 ซอยสุขุมวิท 24 ถ.สุขุมวิท แขวงคลองตัน เขต คลองเตย กทม. 10110 เบอร์02-2629454-5,02-2618213-7 เวลาทำการ วันจันทร์-วันศุกร์ 08.00-17.00 น.

เสื้อผ้าเก่าไม่ใช้แล้ว แบ่งปันให้ผู้ขาดแคลน

สำหรับใครนั้นมีเสื้อผ้าเก่าและไม่รู้ว่าจะเอาเสื้อผ้าเก่าเหล่านี้ไปทำอะไรในวันนี้เราก็จะมาบอกบุญกันซึ่งบอกเลยว่าในบางครั้งเสื้อผ้าเก่าของคุณนั้นก็อาจจะเป็นเสื้อผ้าใหม่สำหรับใครหลายๆคนได้ซึ่งถ้าหากใครไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนการบริจาคนั้นก็ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก และถือว่ายังเป็นการสร้างจิตใจสนแบ่งปันให้กับผู้อื่น และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูแหล่งช่องทางที่รับบริจาคเสื้อผ้าสิ่งของต่างๆเพื่อนำไปมอบให้กับเด็กและเยาวชนพูดขาดแคลนตามมูลนิธิต่างๆโดยมีการรวบรวมและ 19 มูลนิธิด้วยการที่มีการเปิดร้านเสื้อผ้าเก่าและสิ่งของดังต่อไปนี้โดยจะมีอะไรบ้างนะเรามาดูกันเลย…

1. มูลนิธิกระจกเงา

โดยทางมูลนิธิกระจกเงานั้นของจะมีการนำสิ่งของที่ได้รับบริจาคไปมอบให้กับผู้ขาดแคลนในชุมชนหรือผู้ประสบภัยในเมืองและต่างจังหวัดและส่วนหนึ่งจะมาลงทุนที่ร้านแบ่งปันภายในมูลนิธิกระจกเงาโดยจะมีการขอรับบริจาคดังนี้ ..

+เสื้อผ้าสภาพดี

+เครื่องประดับ

+กระเป๋า

+รองเท้า

+เครื่องใช้ไฟฟ้า

+เฟอร์นิเจอร์

+สิ่งของที่ยังคงสภาพดีทุกประเภท

ติดต่อ: [email protected] หรือ โทร 02-973-2236-7 ต่อ 101

2.มูลนิธิสวนแก้ว

เป็นอีกหนึ่งมูลนิธิที่กำลังต้องการรับของบริจาคเป็นเสื้อผ้าที่ยังใช้ได้และข้าวของต่างๆโดยสามารถส่งไปได้ที่อยู่ข้างล่างนี้

สถานที่ : เลขที่ 55/1 หมู่ 1 ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี 11140

ติดต่อ : 0-2595-1444, 0-2595-1946

3.มูลนิธิบ้านนกขมิ้น

เป็นมูลนิธิที่จะนำของที่บริจาคไปให้กับเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งโดยสามารถของไปยังที่อยู่ข้างล่างดังนี้

สถานที่ : ลนิธิบ้านนกขมิ้น 89/6 ซ.เสรีไทย 17 แขวง.คลองกุ่ม เขต.บึ่งกุ่ม กทม.10240

ติดต่อ : 02-375-6497

4.มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

เป็นอีกหนึ่งมูลนิธิที่จัดทำขึ้นเพื่อดูแลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ทั้งเด็กและผู้ใหญ่และถูกทอดทิ้งจากโรคนี้ โดยสามารถของไปยังที่อยู่ข้างล่างดังนี้

สถานที่ : วัดพระบาทน้ำพุ เทศบาลเขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000

ติดต่อ : 089-742-0729

5.มูลนิธิธรรมานุรักษ์

เป็นอีกหนึ่งมูลนิธิที่กำลังต้องการรับของบริจาคเป็นเสื้อผ้าที่ยังใช้ได้และข้าวของต่างๆโดยสามารถส่งไปได้ที่อยู่ข้างล่างนี้

สถานที่ : 40/1 ม.3 ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี 71190

ติดต่อ : 081-935-1234 หรือ 081-572-3999 แม่ชีจุติมา ทรรพสุทธิ์

6.มูลนิธิบ้านบุญญาทร

เป็นมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้าที่เกิดจากแม่ที่ยังอยู่ในคุกโดยสามารถติดต่อเพื่อบริจาคสิ่งของไปได้ที่ด้านล่างนี้

สถานที่ : กรมราชทัณฑ์ 222 ถ.นนทบุรี 1 ต.สวนใหญ่ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

ติดต่อ : 02-967-3556-7

7. มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีหญิง

โดยสามารถติดต่อเพื่อบริจาคสิ่งของไปได้ที่ด้านล่างนี้

สถานที่ : 133 ม.2 ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110

ติดต่อ : 02-577-2898

8. มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีชาย

โดยสามารถติดต่อเพื่อบริจาคสิ่งของไปได้ที่ด้านล่างนี้

สถานที่ : 130 ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110

ติดต่อ : 02-577-1864

9. มูลนิธิหลวงตาน้อย

เป็นมูลนิธิที่คอยดูแลผู้พิการและเด็กกำพร้าและผู้ด้อยโอกาสโดยกำลังต้องการขอรับบริจาคเสื้อผ้าและสิ่งของเหลือใช้และมีศูนย์ฝึกอาชีพโดยสามารถส่งไปได้ดังนี้

สถานที่ : 172/30 หมู่5 คลองโยง ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73130

ติดต่อ : 034-100244, 081-268-2146, 086-349-4848, 088-408-3223, 02-927-7948

10. มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

รับอุปการะเด็ก สอบถามรายละเอียด www.worldvision.or.th

11. สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต

โดยสามารถติดต่อเพื่อบริจาคสิ่งของไปได้ที่ด้านล่างนี้

สถานที่ : 2/40 ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี 12110

ติดต่อ : 02-577-2347

12.ทัณฑสถานหญิงชลบุรี

ขอรับบริจาคชุดชั้นในหนังสือและถ้าหากเป็นชุดชั้นในมือสองอยากจะให้รบกวนช่วยให้ช่วยซักให้สะอาดส่วนกางเกงในขอเป็นของใหม่โดยสามารถส่งสิ่งของไปได้ที่

สถานที่ : ณฑสถานหญิงชลบุรี 84 ถ.วชิรปราการ ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000

ติดต่อ : 038-273028

13. ทัณฑสถานหญิงสงขลา

ขอรับบริจาคชุดชั้นในหนังสือและถ้าหากเป็นชุดชั้นในมือสองอยากจะให้รบกวนช่วยให้ช่วยซักให้สะอาดส่วนกางเกงในขอเป็นของใหม่โดยสามารถส่งสิ่งของไปได้ที่

สถานที่ : ณฑสถานหญิงสงขลา 164 ม.4 ถ.สงขลา-นาทวี ต.เขารูปช้าง อ.เมือง จ.สงขลา 90000

ติดต่อ : 074-336065

14.ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก

ขอรับบริจาคชุดชั้นในหนังสือและถ้าหากเป็นชุดชั้นในมือสองอยากจะให้รบกวนช่วยให้ช่วยซักให้สะอาดส่วนกางเกงในขอเป็นของใหม่โดยสามารถส่งสิ่งของไปได้ที่

สถานที่ : ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก 801 ม.8 ถ.พิษณุโลก-หล่มสัก ต.วังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก 65130

ติดต่อ : 055-312801

15. ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่

ขอรับบริจาคชุดชั้นในหนังสือและถ้าหากเป็นชุดชั้นในมือสองอยากจะให้รบกวนช่วยให้ช่วยซักให้สะอาดส่วนกางเกงในขอเป็นของใหม่โดยสามารถส่งสิ่งของไปได้ที่

สถานที่ : ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ 142 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือกอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50300

ติดต่อ : 053-122340

16. วัดโบสถ์วรดิษฐ์ (สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้ายากจน)

โดยสามารถติดต่อเพื่อบริจาคสิ่งของไปได้ที่ด้านล่างนี้

สถานที่ : วัดโบสถ์วรดิษฐ์ ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก อ่างทอง 14130

ติดต่อ : 035-661134, 086-134-5003

17.ปันกันโดยมูลนิธิยุวพัฒน์

เป็นการบริจาคสิ่งของที่ยังมีสภาพดีเพื่อนำไปขายเป็นของมือสองที่ร้านปันกันโดยรายได้ส่วนหนึ่งก็จะนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้โอกาส และ ผู้ด้อยโอกาศ

สถานที่ : โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ เลขที่ 1 ซ.พรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวง

หนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250

ติดต่อ : ติดต่อบริจาคสิ่งของและข้อมูลทั่วไป โทร. 02-3011096, 081-903-6639 / ติดต่อฝ่ายกิจกรรม โทร. 02-301-1021, 02-301-1029, 081-841-5870 / ติดต่อฝ่ายพัฒนาธุรกิจและแฟรนชายส์ โทร. 02-301-1146, 02-301-1023 / website : www.pankansociety.com / IG : pankansociety / Line : pankansociety

18.สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท

สถานที่ : 78/24 ม.1 ถ.ภูมิเวท ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120

ติดต่อ : 02-584-7255

19. บ้านพักฉุกเฉิน

สถานที่ :01/1 ซ.เดชะตุงคะ1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

ติดต่อ : (662) 929-2301-07 ,(662) 929-2222

กฎหมายจราจรฉบับใหม่ ยกเลิกเงินรางวัลค่าปรับ ห้ามยึดใบขับขี่

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังถกเถียงกันในสังคมเป็นอย่างมาก สำหรับการเพิ่มโทษสูงในกฎหมายจราจรฉบับใหม่ ซึ่งได้เป็นการเปิดช่องทางให้กับตำรวจจราจรสามารถเรียกรับผลประโยชน์ได้เพิ่มมากขึ้นหรือไม่โดยในทางนี้ก็ได้มี เรื่องนี้พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาส ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 ในฐานะกรรมการแก่ไขปัญหา จราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการบอกกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้หากมีผลบังคับใช้พนักงานสอบสวนจะไม่สามารถเปรียบเทียบค่าปรับได้ แต่การปรับนั้นจะขึ้นอยู่โดยพิจารณาของศาล ซึ่งอยู่ระหว่างในการพิจารณายกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับให้กับตำรวจจราจรเพื่อป้องกันครหาว่าตำรวจจราจรเรียกรับผลประโยชน์เกินไปโดยในที่นี้ก็อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา

สำหรับส่วนแบ่งค่าปรับจราจรในปัจจุบันยกตัวอย่างปรับ 100 บาทจำนวนเงิน 50 บาทจะถูกส่งเข้าท้องถิ่นเข้ากองทุนค่าใช้จ่ายค่าบำรุงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจราจร 2 บาท 50 สตางค์และอีก 47 บาทจะแบ่งไว้ให้กับตำรวจจราจร ส่วนแนวคิดในการร่างกฎหมายนั้น ก็ได้มีนางสุภาโชติงาม ผู้อำนวยการสำนักงานกฎหมายกรมการขนส่งทางบก ได้มีการกล่าวว่าโทษปรับที่หนักขึ้น นั้นจะสามารถช่วยทำให้ผู้ขับขี่ตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจรในประเทศไทยอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าหากทำตามก็จะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุและควบคุมอุบัติเหตุที่เกิดจากความเสียหายตัวไปเที่ยวสูญสิ้นชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้

โดยการร่างกฎหมายฉบับนี้จะมีการผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้มีการพิจารณาให้แล้วเสร็จและคิดว่ากำลังเข้าสู่กระบวนการร่างพรบ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมและเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยจะมีการพิจารณาทั้งหมดเป็น 3 วาระซึ่งหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้นำทูลเกล้าฯและประกาศในราชกิจจานุเบกษา และคาดว่าจะบังคับใช้เป็นกฎหมายมีผลภายในปี 2562 นี้

นอกจากนี้ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาส ในฐานะเป็นคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายจราจรสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ได้มีการกล่าวถึงว่าตอนนี้ทางสตช. ได้ศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมายจราจรเพื่อให้ประชาชนได้สามารถเคารพกฎหมายและช่วยลดอุบัติเหตุในประเทศไทยได้จึงมีการการทบทวนการตัดคะแนนความประพฤติอิกำใบอนุญาตใบขับขี่กลับมาอีกครั้งหนึ่งโดยจะมีการแก้ไขกฎหมายพรบจราจรทางบก ม.142/1 และ 142/2

ในทางนี้การร่างกฎระเบียบแนวทางการปฏิบัติและการควบคุมการบังคับใช้อย่างรัดกุมจำเป็นจะต้องทำอย่างไรคุมมากซึ่งแนวคิดดังกล่าวนั้นก็ได้มีการผ่านพิจารณาของคณะกฤษฎีกา เป็นที่เรียบร้อยแล้วและจะต้องมีการจัดทำให้ประชาพิจารณาความเห็นประชาชนตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้และสำหรับแนวทางบังคับมาตราการตัดคะแนนได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้…

กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้ประชาชนที่มีใบอนุญาตขับขี่จะมีทั้งหมด 12 คะแนนโดยความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทั้งหมดทุกข้อหาจะมีแต้มกำหนดไว้ซึ่งจะจำแนกกลุ่มข้อหาในการตัดคะแนนไว้ดังนี้

1.กลุ่มการกระทำแล้วส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่นน้อยเช่น ไม่สวมหมวกกันน็อคไม่คาดเข็มขัดนิรภัยถูกตัด 1คะแนน

2.กลุ่มที่2ส่งผลกระทบต่อตนเองและสาธารณะชนป่านกลางเช่น ขับรถฝ้ไฟแดง ขับรถย้อนศรถูกตัด 2คะแนนกลุ่มที่3ส่งผลกระทบร้ยแรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเช่นดื่มแล้วขับ เสพยาเสพติดแล้วขับรถขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดขับรถชนแล้วหนีถูกตัด 3 คะแนน

หากประชาชนถูกตัดคะแนนทั้งหมด 12 แต้มจะถูกกันพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 90 วันและหากถูกพักติดต่อกัน 3 ครั้งจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 1 ปีและเมื่อครบกำหนดแล้วจึงจะสามารถมาใช้ใบอนุญาตขับขี่ได้แต่ห้ามถูกตัดคะแนนหมด 12 แต้มอีกครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้นจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 3 ปีหลังจากนั้นจะยื่นขอทำใบอนุญาติกับกรมขนส่งได้อีกครั้งหนึ่ง …

ครูไอซ์ คุณครูตาบอด ที่มุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้ จนจบเกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาฯ

โดยทุกคนนั้นเกิดมานอกจากนิสัยความเป็นอยู่อาจจะแตกต่างกันแล้วบางคนก็อาจจะมีร่างกายที่แตกต่างจากคนอื่นก็ได้แต่เพื่อร่างกายที่อาจจะไม่ปกตินั้นก็ไม่ได้ทำให้ได้กว่าคนอื่นอย่างใดเผลอๆอาจจะมีความพิเศษมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำมากกว่าคนที่เป็นปกติโดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาชมกับคุณครูคนหนึ่งที่ถึงแม้ว่าตาจะบอดทั้ง 2 ข้างแต่ก็สามารถสอนนักเรียนได้ตามปกติและมีความมุ่งมั่นจิตวิญญาณของความเป็นครูเป็นอย่างมาก ซึ่งนั้นก็คือ นายดำเกิง มุ่งธัญญา อายุ 25 ปี หรือ ครูไอซ์นั้นเอง

โดยเริ่มแรกเรื่องราวของครูไอซ์นั้น ถูกเผยแพร่เรื่องราวผ่านทาง facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า เฟซบุ๊ก Voralux Issarungkula Na Ayudhya ได้มีการบอกเล่าถึงเรื่องราวของครูไอซ์ผู้ที่เป็นผู้พิการตาบอดทั้ง 2 ข้างแต่ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูนั้นเขาก็สามารถเรียนจบในคณะครุศาสตร์เอกภาษาอังกฤษขั้นสูงและยังได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย

โดยครูไอซ์นั้นก็ได้มีการกล่าวถึงตัวเองว่าตัวเองนั้นไม่ใช่คนที่เก่งแต่อย่างใดแต่ด้วยความขยันและความพยายามและไม่ยอมแพ้ก็ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้โดยครูไอซ์จะนำเอกสารการเรียนการสอนเข้าไปเป็นโปรแกรมอ่านเสียงจากนั้นครูไอก็จะฟังและนำไปพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษต่อมาก็ทำเป็น PowerPoint เพื่อนำไปสอนนักเรียนต่อไป

และความพิเศษของครูไอซ์อย่างนึงนั่นก็คือถึงแม้ว่าจะมีนักเรียนเป็นจำนวนมากแต่ครูไอก็สามารถฟังเสียงและจำแยกเสียงของเด็กทุกคนได้โดยความพยายามของครูไอนั่นก็คือการที่จะพยายามหากิจกรรมมาสอดไส้ในชั่วโมงเรียนและทำให้เด็กนักเรียนทุกคนนั้นรู้สึกสนุกกับการเรียนของครูไอซ์ด้วย

โดยในปัจจุบันครูไอซ์นั้นบรรจุการเป็นครูและเป็นข้าราชการครูที่โรงเรียน และสตรีศรีสุริโยทัย สอนวิชาภาษาอังกฤษ โดยการสอนครั้งแรกของครูไอซ์ นั้นนั่นก็คือการสอนเพื่อนร่วมชั้นที่มองไม่เห็นเหมือนกัน โดยการสอนเรื่องการบ้านเรื่องทั่วๆไป และขยับมากลายเป็นสอนเด็กปกตินั่นก็คือหลานของตัวเอ งและเมื่อได้มีโอกาสเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัยก็ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมจัดค่ายสำหรับการแนะแนวน้องมัธยมจึงทำให้มีรุ่นน้องบางคนสนใจและขอให้ช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษที่เขาถนัดให้เป็นบางครั้งบางคราวเพื่อที่จะติวเข้าสอบเรียนในระดับมหาวิทยาลัย

จึงพูดได้ว่าครูไอซ์นั้นแม้จะมีความแตกต่างจากคนอื่นแต่ก็ถือว่าความแตกต่างนี้กลายเป็นสิ่งที่พิเศษที่ทำให้ครูไอซ์แสดงความมุ่งมั่นในความเป็นครูเป็นอย่างมากและรักในอาชีพครูอย่างที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของผู้ไม่ย่อท้อได้เลย

เคล็ดลับ วิธีการเก็บ ‘ใบกะเพรา-โหระพา’ ไว้กินข้ามปี กลิ่นหอมเหมือนเดิม

ซึ่งแน่นอนถ้าหากใครอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศการหาพืชผักสวนครัวแบบบ้านๆ แบบไทยๆ ในพื้นที่ต่างประเทศนั้นก็บอกเลยว่าเป็นไปได้ยากเพราะด้วยภูมิอากาศและพื้นเพ สภาพพื้นดินอาจจะแตกต่างจากบ้านเรา ฉะนั้นพืชผักสวนครัวที่หากินได้ง่ายในบ้านเราอย่างเช่นกระเพราหรือโหระพานั้ นอาจจะหากินได้ยากสำหรับคนต่างแดนก็เป็นได้

หรือถ้าหากใครประสบปัญหากับการพบใบกระเพราหรือโหระพาที่ปลูกไว้ ขึ้นเยอะเกินไปจนไม่สามารถเก็บกินได้ทันโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูวิธีการเก็บใบกระเพราและโหระพาโดยเป็นสูตรจากคุณ tukata001 จากเว็บพันทิป ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ไม่กี่วิธีก็สามารถทำได้โดยขั้นตอนวิธีจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลย

วิธีการเก็บกะเพราและโหระพา แช่แข็ง

ขั้นตอนที่ 1 ตั้งน้ำเดือดให้จัด และเตรียมอ่างอีกใบใส่น้ำแข็งให้เย็นจัด

ขั้นตอนที่ 2 ทำการล้างใบโหระพาหรือใบกระเพราให้สะอาดเด็ดเป็นใบๆ

ขั้นตอนที่ 3 นำมาลวกในน้ำเดือดจัดคนเบาๆประมาณ 2 ครั้งและนำขึ้นมาสะเด็ดน้ำจากนั้นเอาไปใส่ในน้ำเย็นจัดในทันที

ขั้นตอนที่ 4 ทำไปเรื่อยๆจนหมดเมื่อครบแล้วก็เอาผักที่น็อกในน้ำเย็นมาปั้นเป็นก้อนๆให้ได้ขนาดพอเหมาะสำหรับในการใช้ในแต่ละครั้งบีบน้ำออกให้หมด

ขั้นตอนที่ 5 ทำเป็นลูกกลมๆเก็บใส่ถุงหรือภาชนะอะไรบางอย่างที่ปิดมิดชิด เพียงเท่านี้ก็สามารถทำได้แล้ว

วิธีการนำออกมาทำอาหาร

นำใบกระเพราหรือโหระพาก้อนมาแช่ในน้ำธรรมดาจนละลายจากนั้นก็สามารถนำมาทำอาหารได้แล้ว

โดยวิธีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการถนอมผักที่มีจำนวนมากเกินไปแน่นอนว่าวันนั้นอาจจะไม่สดใหม่เหมือนกับผักสดแต่มันก็สามารถรับประทานได้เหมาะอย่างมาก สำหรับคนที่อยู่ต่างแดนเพราะสามารถเก็บกระเพราไว้กินได้ทั้งปี โดยวิธีนี้ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยลองทำตามกันดูได้เลย

ชมคลิป

เลี้ยงหอยขม ในบ่อปูน เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่น้อย ทำเงิน 5 หมื่นต่อเดือน

หอยขมถือเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่คนมักจะชอบนำมาทำแกงหรือกินกันซึ่งมักจะมีรสชาติที่อร่อยและกำลังกลายเป็นที่ต้องการตามตลาด ถึงแม้ว่าในปัจจุบันคนเราสามารถหาหอยขมตามแหล่งน้ำธรรมชาติได้ แต่บางแห่งนั้นก็เริ่มหาได้ยาก เพราะไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคจึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้มีคนสนใจในการเพาะเลี้ยงหอยขมเพื่อจำหน่ายกันมากยิ่งขึ้นโดยขั้นตอนการเลี้ยงหอยขมนั้นง่ายและสามารถสร้างรายได้ได้ดีด้วย

โดยคุณพงษ์ศักดิ์ นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งชาวเกษตรกรที่มีการหันมาสนใจในการเพาะเลี้ยงหอยขมเพื่อจำหน่าย โดยเริ่มจากการงมหอยขมมาทำอาหารและนำหอยขมที่ได้มาใส่ในบ่อปูนซีเมนต์เพื่อเตรียมทำอาหาร แต่ผลปรากฏว่าหอยขมนั้นกลับอยู่รอดและออกลูกออกหลานเป็นจำนวนมากและเติบโตได้ดี จนเกิดเป็นไอเดียที่จะหารายได้ช่องทางหนึ่งโดยการเลี้ยงหอยขมในวงบ่อปูนซีเมนต์นั่นเอง

บริเวณพื้นที่บ้านของคุณพงษ์ศักดิ์นั้นมีวงบ่อซีเมนต์เป็นจำนวน 12 บ่อ เอาไว้สำหรับการเลี้ยงหอยขมโดยมีการเลี้ยงปลานิล 1 บ่อขนาด 10 * 20 เมตร โดยหลังจากที่ได้ทดลองเลี้ยงหอยขมในบ่อปูนซีเมนต์ก็พบว่าโอกาสรอดของหอยนั้นมีสูงมากกว่าการเลี้ยงในกระชังหรือบ่อดินเป็นอย่างมากในส่วนสำหรับอาหารนั้นก็จะเรียนด้วยตะไคร่น้ำและเสริมด้วยอาหารปลาดุกบดละเอียดผสมกับข้าวเหนียวนึ่งสูตรนี้จะทำให้หอยขมโตไวกว่าหอยขมตามธรรมชาติถึง 1 เดือน

โดยระยะเวลาในการสร้างรายได้นั้นก็ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีเริ่มจากกิจการเลี้ยงหอยขมซึ่งสามารถสร้างรายได้ในทุกๆเดือนเดือนละไม่ต่ำ 48000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งรายได้ที่มากพอสมควรโดยวิธีการเลี้ยงหอยขมในบ่อปูนซีเมนต์นั้นมีดังนี้…

ขั้นตอนที่ 1 เทปูนที่ก้นวงบ่อซีเมนต์จนปิดสนิทและไม่ให้น้ำรั่วซึม ทำการต่อท่อประปาไว้ด้านข้างบ่อให้มีลักษณะเป็นฝาเกลียวหมุนปิดเปิดได้

ขั้นตอนที่ 2 เทน้ำสะอาดลงไปพร้อมกับหั่นต้นกล้วยแบบหยาบๆแช่ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อเอาน้ำยาปูนตรึมออกจากน้ำให้หมด

ขั้นตอนที่ 3 เมื่อครบ 1 สัปดาห์ก็ให้ทำการพอกดินเหนียวหนาประมาณ 1 นิ้วลงไปและให้นำทางมะพร้าวใส่ลงไปเพื่อเป็นอาหารให้หอยขมจากนั้นก็นำหอยขมเลี้ยงในบ่อได้

ขั้นตอนที่ 4 ใส่น้ำสะอาดตามลงไปอีกประมาณ 20 ถึง 30 cm รอจนน้ำนิ่ง ก็ให้ใส่เพิ่มอีก 20 ถึง 30 cm รวมกันแล้วให้มีความสุขประมาณ 50 เซนติเมตร

และนี่ก็คือวิธีการเตรียมบ่อไว้สำหรับเลี้ยงหอยขมโดยวิธีทั้งหมดนี้จะทําให้น้ําในบ่อปูนใสไม่ขุ่นเพราะการเลี้ยงหอยขมนั้นต้องเรียนด้วยน้ำสะอาดและบ่อจะต้องสะอาดตลอดเวลาเมื่อน้ำขุ่นเมื่อไหร่หอยขมจะไม่ยอมกินอาหาร 3 วันเลยทีเดียว

การเปลี่ยนน้ำ

ให้เปลี่ยนน้ำ 1 เดือนต่อ 1 ครั้งโดยการเปิดฝาเกลียวที่อยู่ด้านข้างบ่อท่อระบายน้ำออกและนำตาข่ายปิดตรงรูท่อทุกครั้งจนน้ำระบายออกให้หมดแล้วค่อยจ่ายน้ำลงไปใหม่

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

ไม่ควรใช้น้ำประปาโดยตรงเพราะมีคลอรีน จำเป็นจะต้องพักน้ำทิ้งไว้ก่อนให้คลอรีนระเหยหมด และควรปล่อยปลาหางนกยูงลงไปในบ่อด้วยเพื่อช่วยกินลูกน้ำไม่ให้มารบกวนหอยขมไม่อย่างนั้นหอยขมอาจเป็นโรคได้

การเก็บหอยขม

เมื่อเลี้ยงได้ครบ 3 เดือนก็ให้ทำการแยกหอยขมบางส่วนออกไว้โดยแยกเป็นส่วนหนึ่งไว้สำหรับขยายพันธุ์อีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับจำหน่าย

โดยพื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงหอยขมของคุณพงษ์ศักดิ์นั้นใช้เพียงแค่ 5 * 10 เมตรเท่านั้นโดย 6 เดือนแรกจะตักหอยมาได้วันละ 50 กิโลกรัมนานครึ่งปี เมื่อตักบทก็ปล่อยชุดใหม่ลงไปได้และจับหอยอีก 6 บ่อในช่วงครึ่งปีหลังวนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆจึงทำให้มีรายได้เข้ามาในทุกๆวัน

ประทับใจ! บัณฑิตหนุ่มมอบใบปริญญาให้พ่อแม่เป็นของขวัญ

วันนี้ทางทีมงานมันก็จะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งเรื่องราวที่บอกเลยว่ากำลังได้รับความชื่นชมในอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมากโดยมีการโพสต์เรื่องราวผ่านทาง facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Pao Theeraphong Sangseang ที่ได้มีการประกวดภาพถ่ายจากที่ตนสามารถเรียนจบในระดับชั้นปริญญาและได้ถ่ายรูปคู่กับพ่อแม่ ซึ่งเห็นแล้วทำเอาชาวเน็ตน้ำตาคลอเบ้าไปตามตามกัน

โดยมีการโพสต์ภาพพร้อมระบุข้อความไว้ว่า “ปริญญาคนจน ทำได้แล้วนะครับ เหลืออีกหนึ่งหน้าที่คือบวช”

โดยหลังจากที่เรื่องราวดังกล่าวนี้ได้ถูกเผยแพร่ผ่านทางโลกออนไลน์เป็นอย่างมากมาย ก็มีชาวเน็ตต่างให้เข้ามากำลังใจและชื่นชมบัณฑิตหนุ่มคนนี้กันเป็นจำนวนมาก ในเรื่องของความอดทนความตั้งใจถึงแม้ว่าฐานะจะยากจนแต่ก็สามารถเรียนจบและทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้เป็นที่สำเร็จ ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าชื่นชมและน่าเอาตัวอย่างเป็นอย่างยิ่ง

‘ปอยฝ้าย-มาลัยพร’ อดีตตลกชื่อดังคณะเสียงอิสาน กับใช้ชีวิตพอเพียง ปลูกผักทำสวน

ซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนและวัยรุ่นไหนคนนั้นจะต้องรู้จักผลงานเพลงลูกทุ่งที่ติดหูกันเป็นอย่างดีอย่างเพลงมันต้องถอนซึ่งเคยโด่งดังอย่างกว้างขวาง ซึ่งนักร้องทุกคนจะรู้จักกันดีนั้นก็คือปอยฝ้าย มาลัยพรแต่บอกเลยว่าความโด่งดังของเขานี้กลับทำให้เขานั้นชีวิตทางเพราะอาการติดเหล้าอย่างหนัก โดยเจ้าตัวนั้นก็ได้มีการออกมาเปิดเผยถึงชีวิตอันเลวร้ายผ่านรายการดังว่าครั้งหนึ่งชีวิตของเขานั้นเกิดเกือบพัง เพราะติดเห-ล้าหนัก จนน็อคคาเวที และอ้วกเป็นเลือด สุดท้ายต้องล่ามโซ่ตัวเองเพื่อหักดิบเพื่อหยุดการกินเห-ล้า

แต่ว่าหลังจากที่เขาเลิกเหล้าได้แล้ว เขาก็ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองของตัวเองไปใช้ชีวิตแบบพอเพีย งแทนที่จะใช้ชีวิตพังๆแบบเดิม โดยเปลี่ยนพื้นที่รอบบ้านให้กลายเป็นแปลงผักสวนครัวปลูกพืชผักสารพัดชนิด ที่สามารถเก็บกินได้ตลอด โดยมีการลงมือปรับหน้าดินด้วยตัวเอง เพื่อทำแปลงผักสวนครัวมีการปลูกพืชผักสวนครัวและพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดที่สามารถกินได้ทั้ง กล้วย มะละกอ ใบเตย หรือแม้กระทั่ง สับปะรด โดยส่วนใหญ่จะเป็นการหว่านเมล็ดเพื่อปลูกและดูแลด้วยตัวเองและใช้ชีวิตแบบพอเพียงเพื่อชดเชยชีวิตที่พังของตัวเอง

ซึ่งนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนที่ล้มแล้วลุกขึ้นมาได้แล้วเลือกจะใช้ชีวิตในทางที่ถูกและพอเพียงซึ่งในตอนนี้ก็ทำให้เขามีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่เป็นอย่างมาก และหวังที่จะให้ชีวิตของเขานั้นกลายเป็นบทเรียนให้สำหรับใครหลายๆคนได้

ปลูกพริกหวาน พื้นที่น้อยไม่ 2 เดือนครึ่งเก็บขายได้ ทำเงิน 3 แสน

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับนายขวัญชัย สนินัด อายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยแต่เดิมนั้นเป็นหนุ่มที่เรียนจบจากช่างยนต์แต่ก็ผันตัวเองจากหนุ่มช่างยนต์กลายเป็นเกษตรตามรอยพ่อแม่และยึดอาชีพหลักในการปลูกพืชผักสวนครัวและปลูกพริกหวานพันธุ์ สไปเดอร์สีแดง และพันธุ์วินเลตสีเหลือง ในโรงเรือนโดยไม่คิดใช้สารเคมีใดๆทั้งนั้นและใช้เวลาระยะเวลาในการปลูกเพียงแค่ 75 วันก็สามารถส่งผลิตขายให้กับลูกค้าในกรุงเทพฯ ได้

โดยสำหรับการสร้างรายได้นั้นในช่วงกินเจก็สามารถขายได้ในกิโลกรัมละ 60 บาทโดยใช้พื้นที่ปู่เพียงแค่ 200 ตารางวาจำนวน 3000 ต้น โดยแต่ละต้นนะจะให้ผลผลิตประมาณสัก 3 กิโลกรัมบางต้นทหารแข็งแรงก็ให้ผลผลิตมากถุง 5 กิโลกรัมคาดว่าผลผลิตกว่า 6,000 กิโลกรัมสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท ภายใน 2 เดือนครึ่ง ภายใน 1 ปี

จึงเรียกได้ว่าธุรกิจนี้สามารถสร้างรายได้นับล้านบาทได้เลยทีเดียวเพราะว่าในปัจจุบันพริกหวานนั้นเป็นสิ่งที่คนใน หลายพื้นที่ต้องการใช้ในการประกอบอาหารเป็นอย่างมากจึงกลายเป็นที่ต้องการของตลาดโดยส่วนใหญ่จะนำส่งไปปรุงอาหารตามโรงแรมหรูและประกอบการในการทำบาร์บีคิวและสามารถนำไปปรุงอาหารได้ตามความชอบได้ด้วยเช่นกัน

กรมธนารักษ์ เตรียมปล่อย ‘บ้านโบราณ-ร้าง-ผีสิง’ ให้ทำโรงแรม-ร้านกาแฟ

ในล่าสุดนี้ได้มีนายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ได้ออกมาพูดคุยถึงเรื่องราวที่ในตอนนี้ทางกรมกำลังมีการรวบรวม พื้นที่ราชพัสดุ อาคารสำนักงานรัฐ อาคารที่พักข้าราชการ สิ่งปลูกสร้างโบราณ ที่มีสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมเก่าแก่ หรือมีประวัติเรื่องเร้นลับทั่วประเทศประมาณ 200 แห่ง มาทำการจัดการเพื่อเปิดให้ทางภาคเอกชนเช่าพื้นที่และเข้ามาลงทุนพัฒนาเชิงพาณิชย์ให้กลายเป็นโรงแรมบูติคร้านอาหารร้านกาแฟต่างๆโดยจะมีเงื่อนไขโดยที่ว่าผู้ที่เข้าร่วมประมูลนั้นจะต้องอนุรักษ์สภาพตัวอาคารไว้เพื่ออนุรักษ์สถานที่สำคัญของประเทศเอาไว้

“เดิมทีอาคารเหล่านี้เป็นอาคารเก่า เป็นบ้านโบราณ มีศิลปกรรมสถาปัตยกรรมเก่าแก่มาหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันบางหลังก็มีการปล่อยร้าง หรือมีประวัติมีเรื่องราวเหนือธรรมชาติ เป็นบ้านผีสิง กรมจึงเห็นควรนำมาจัดทำแผนปรับปรุงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะหากกรมจะเข้าไปพัฒนาเองอาจต้องใช้งบประมาณมาก”

โดยนายทั้งนี้การรวบรวมอาคารกล่าวเหล่านี้อยู่ในโครงการจัดทำฐานข้อมูลอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นราชพัสดุที่มีลักษณะอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่ควรแก่การอนุรักษ์ไว้โดยในเบื้องต้นอาคารที่สนใจก็ได้แก่ บ้านเขียว หรือบ้านของขุนพิทักษ์บริหาร เป็นบ้านโบราณสมัยรัชกาลที่ 5 อายุเกินกว่า 100 ปี ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาคารกรมศุลกากร จังหวัดหนองคาย รวมถึงอาคารเก่าในเขตกรุงเทพมหานคร 21 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ มีลักษณะเชิงอนุรักษ์ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

โดยในปัจจุบันอาคารทั่วประเทศเหล่านี้บางส่วนก็อยู่ในการดูแลของส่วนราชการหากมีแผลต้องการนำไปพัฒนาต่อยอดก็สามารถดำเนินการได้แต่รหัสปล่อยทิ้งร้างไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่อย่างใดทางกรมเลยจะขอเรียกคืนมาพัฒนาเพื่อเปิดประมูลให้เอกชนสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องแต่ถ้าหากท่านใดมีการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานกับกรมศิลปากรก็ต้องมีการหารือก่อนนำมาพัฒนา

“กรมคาดว่าน่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน นักท่องเที่ยวพอสมคววร เพราะมีบางกลุ่มชอบเข้าพักสถานที่เก่าแก่ หรือบางกลุ่มก็เข้าไปสำรวจในลักษณะเป็นบ้านผีสิง โดยเมื่อได้ข้อมูลชัดเจนแล้วว่า มีแห่งใดสามารถนำมาบูรณะได้ กรมก็จะเปิดให้เอกชนเข้ามาทำสัญญา อาจเป็นรูปแบบพิพิธภัณฑ์ อาคารจำหน่ายสินค้าโอท็อป ที่พักแบบบูทีค โฮเทล หรือ ทำเป็นร้านค้า ร้านกาแฟ ก็ได้”

ส่วนผลตอบแทนเข้ารัฐนั้นก็อยู่ในสวนขั้นตอนระหว่างการพิจารณาโดยในทั้งนี้โครงการนี้ไม่ได้มีเป้าหมายในการหารายได้เข้ารัฐ แต่เพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานอันสำคัญและอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกของประเทศและยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้อีกด้วย

ชีวิตมีความสุขก็พอ กลับบ้านทำเกษตรผสมผสาน ทำรายได้ไม่ขาดมือ มีเหลือเก็บ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับคุณละออง ภูจวง อายุ 34 ปีโดยในปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ที่ ตำบลบ้านขามเฒ่า จังหวัดมหาสารคาม โดยคุณละอองนั้นมีการใช้ความพยายามในการฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถประสบความสำเร็จในระดับนึงถือเป็นตัวอย่างแก่เยาวชนและเกษตรกรทั่วไปเป็นอย่างมาก

โดยมีการเล่าย้อนความว่าหลังจากที่คุณละอองได้เรียนจบจากชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อประมาณปี 2544 ก็ได้มีการเข้าไปสมัครงานกับบริษัทแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า บริษัท ไทยซัมมิกฮาร์เนสนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แผนกวางแผนและควบคุมการผลิต ตำแหน่งพนักงานทั่วไป โดยใช้ระยะในการทำงานเป็นเวลา 9 ปี โดยในระหว่างนี้ก็ยังมีการเรียนศึกษาต่อจนสามารถจบการระดับปวส. ได้ที่โรงเรียนเทคนิคศรีราชา

โดยตลอดระยะเวลาการทำงานที่บริษัทแห่งนี้ ก็เป็นไปได้ด้วยดีและทำด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นจนกลายเป็นที่ยอมรับของนายจ้างและเพื่อนร่วมงาน ถึงแม้ว่าการทำงานในบริษัทนั้นจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นแต่ก็มีปัญหาในเรื่องส่วนตัวและด้วยความสำนึกต่อผู้มีพระคุณผู้ให้กำเนิดที่กำลังเข้าสู่วัยชราและไม่มีคนดูแลจึงกลับไปหางานทำแถวบ้านหาอาชีพที่จะต้องมีรายได้ที่สามารถมาจุนเจือครอบครัวหลังจากที่ลาออกบริษัทแห่งนี้

โดยในความคิดแรกนั้นก็มีการน้อมนําหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองโดยหลังจากที่ได้มีคุณลุงท่านหนึ่งเล่าถึงการใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงด้วยการดำรงและปฏิบัติตนอยู่เส้นทางสายกลางอยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงความพอประมาณความมีเหตุผล จึงได้มีการสนใจและศึกษาหาความรู้ทางอินเทอร์เน็ตทางหนังสือและเล่าถึงครอบครัวว่าอยากจะทำเกษตรแบบผสมผสานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อจะให้ครอบครัวนั้นอยู่ได้อย่างยั่งยืน แต่แน่นอนว่าในช่วงแรกคนในครอบครัวนั้นไม่เห็นด้วยเพราะต้องมีการปรับพื้นที่โดยการปรับพื้นที่นามาขุดสระน้ำเพื่อให้ได้เป็นสวนแถมยังจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมาก

แต่ด้วยความไม่ย่อท้อและความมุ่งมั่นหลังจากที่ได้ลาออกจากบริษัทก็ได้มีการสร้างฝันให้กับตัวเองโดยเริ่มต้นจากการปลูกผักที่ตัวเองชอบกินรวมทั้งพืชผักสวนครัวต่างๆ เมื่อเหลือกินก็นำไปจำหน่ายให้กับชาวบ้านหรือชุมชนใกล้เคียงและในขณะเดียวกันก็ไปเข้าฝึกอบรมตามโครงการต่างๆเกี่ยวกับโครงการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีวิธีการดูแลเกษตรแบบใหม่ๆแนวคิดเพิ่มเติมโดยทุกครั้งที่ไปเรียนก็จะได้เข้ารับการฝึกอบรมก็จะมีคำถามจากคนรอบข้างอยู่เสมอว่าจะเรียนไปทำไมเพราะแค่ปลูกผักใครๆก็ทำได้

ด้วยการทำเกษตรของคุณละอองนั้นมีเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้นและได้รับเลือกจากสำนักงานการเกษตรอำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และได้รับการคัดเลือกเป็นวิทยากรตันแบบ โครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ (YoungSmart Farmer) จังหวัดมหาสารคาม กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

มีพื้นที่ทั้งหมด 12 ไร่เศษ เริ่มจากขุดสระน้ำในไร่นา 1 บ่อ แล้วปลูกพืขผัก ไม้ผล และอื่นๆ 2 ไร่ เมื่อมีรายได้จึ่งนำเงินมาขุดบ่อเพิ่มอีก 1 บอปัจจุบัน ขยายพื้นที่ปลูกออกเป็น 4 ไร่ 52 ตารางวา โดยปลูกพืชหลากหลายชนิดได้แก่ กล้วย 120 กอ 20 สายพันธุ์ / ่ขา 350 กอ 3 สายพันธุ์ / ต้นขจร 60 ต้น / มะนาว 60ต้น / พลู 200 และยังมีผักปลอดสารพิษต่างๆไม่ว่าจะเป็น คะน้ำ ผักสลัด หอม

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเพาะผักสวนครัวไว้สำหรับแจกจ่ายผู้ที่มาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกจำนวนหนึ่ง เลี้ยงปลา 2 บ่อ มีปลาธรรมชาติ และปล่อยปลาตะเพียน ปลานวลจันทร์ และปลาหมอ เลี้ยงหมูหลุม 4 ตัวเลี้ยงเป็ดและเลี้ยงไก่พันธุ์พื้นเมือง ประมาณ 50 ตัว และทำนา 8 ไร และยังมีการเปิดรับนวัตกรรมที่มาใช้ในไร่นาโดยการคิดค้นสกีต่อพ่วงกับรถไถเดินตามซึ่งประโยชน์ก็สามารถช่วยลดต้นทุนในการผลิตไม่ต้องจ้างรถปั่นไร่ละ 250 ลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงไร่ละ 40 บาทประหยัดเวลาได้เป็นอย่างมากและยังนำปุ๋ย OM การผลิตสมุนไพรไล่แมลงมาใช้ในฟาร์มอีกด้วย

โดยในตลอดทั้งปีคุณละอ่อนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 220,000 บาท จึงทำให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขและยั่งยืนได้และทุกครั้งที่มีเงินได้จากรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตก็จะแบ่งออกเป็นส่วนส่วนโดยส่วนหนึ่งเก็บไว้ออมส่วนหนึ่งเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินลงทุนไว้ในการทำเกษตรส่วนที่เหลือก็จะพาครอบครัวไปดูงานต่างๆเพื่อเรียนรู้การเกษตรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในแต่ละด้านและมีการจัดการฝึกอบรมและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาโดยมีวิสัยทัศน์ว่า “ยึดมั่นในปรัชญา, พัฒนาตามขั้นตอน, สอนให้พึ่งตนเอง”

ซึ่งถ้าหากใครสนใจ สามากติดต่อดูงานได้ที่ 08-7145-6552 หรือ Facebook ละออง ภูจวง หรือ ID Line : ละออง และYSF มหาสารคาม

ภูมิปัญญาไทย ‘ข้าวหมาก’ กับความลับของการลดความอ้วนของคนสมัยโบราณ

สำหรับข้าวหมากนั้นถือเป็นอาหารสำหรับคนสมัยก่อนที่ในปัจจุบันนั้นก็ยังสามารถหารับประทานได้อยู่โดยยายเรียกว่าข้าวมาถือเป็นสมุนไพรโบราณ โพรไบโอติกส์ไทย ขี้กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนแถมหุ่นดีแถมยังแก่ใช้อีกต่างหากเพราะเรียกได้ว่าเข้ามาเป็นแหล่งรวมของจุลินทรีย์ โพรไบโอติกส์ (Probiotic) ที่ดีต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางโภชนการอย่างมหาศาล

โดยเรานั้นได้เห็นคุณตาคุณยายกินข้าวหมากกันมาตั้งแต่สมัยเด็กโดยเป็นอาหารที่สามารถสะท้อนภูมิปัญญาไทยที่เราหลงลืมไปแต่บอกเลยว่าเข้าหมายที่ใครหลายคนมองข้ามนั้นมีคุณค่ามากกว่าการเป็นผู้ชนะการอาหารโบราณที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เฉพาะเพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น “คนสมัยก่อนกินอะไร ทำไมถึงไม่อ้วน แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย” คำถามของ ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิด

ด้วยจากข้อสงสัยนี้ก็ทำให้อาจารย์ฉัตรนภาหันมาสนใจและศึกษาภูมิปัญญาของไทยอย่างข้าวหมาก อย่างจริงจังซึ่งก็พบว่าข้าวหมากนั้น มีส่วนประกอบส่วนประกอบอันสำคัญนั่นก็คือแหล่งจุลินทรีย์ โพรไบโอติกส์ (Probiotic) ที่ดีต่อสุขภาพ และมีคุณค่าทางโภชนการอย่างมหาศาล โดยข้าวหมากนั้นถือเป็นขนมหวานชนิดหนึ่งที่ทำจากการนำข้าวนึ่งมาหมักกับราและยีสต์ในรูปแบบลูกแป้งเพื่อทำให้กลายเป็นแป้งและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและแอลกอฮอล์เล็กน้อยโดยเข้าที่หมักนั้นจะมีลักษณะยุ่ยนุ่มมีรสชาติหวานและมีกลิ่นหอมจึงกลายเป็นที่มาของข้าวหมากนั่นเอง

และนี่ก็คือสูตรเคล็ดลับเด็ดที่ใครหลายคนนะอาจจะมองข้ามไปซึ้ง ถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาวิธีการลดน้ำหนักข้าวหมัก อาจจะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่น่าสนใจก็ได้

เลี้ยงปลาไหลนาในถัง ไม่ต้องขุดบ่อ พื้นที่น้อย กำไรหลายเท่า

ปลาไหลถือเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยมีชาวเกษตรมากมายมีการเลี้ยงไว้เพื่อสร้างเสริมรายได้ อีกทั้งปลาไหลนั้นยังกลายเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย โดยในวันนี้เรานั้นจะมาแนะนำวิธีการเลี้ยงปลาไหลที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะ แต่ก็สามารถเลี้ยงได้โดยเลี้ยงในถังนั่นไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะ ก็สามารถเลี้ยงเอง ได้ และได้ผลตอบแทนดีมาก! โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

ส่วนผสมดิน

ชั้นที่ 1 ใส่หญ้าแห้ง

ชั้นที่ 2 ใส่หยวกกล้วย

ชั้นที่ 3 ใส่มูลสัตว์ และอาหาร ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนเต็มบ่อ

ขั้นตอนการเตรียมภังเพื่อเลี้ยงปลาไหล

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการเตรียมถังพลาสติกขนาดใหญ่เอาไว้ในแนวนอน

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เจาะช่องตรงกลางให้มีขนาดใหญ่

ขั้นตอนที่ 3 แล้วใส่หญ้าแห้งลงไป ทำการใส่หยวกกล้วยสับตามลงไป

ขั้นตอนที่ 4 ใส่อาหารเลี้ยงและมูลสัตว์ตามลงไปทำแบบนี้จนเต็มชั้น

ขั้นตอนที่ 5 ต่อมาให้ใส่น้ำมีความสูงประมาณ 15 cm และนำเศษผักต่างๆมาใส่เพื่อเลียนแบบธรรมชาติและรดน้ำด้วยน้ำหมัก EM

ขั้นตอนที่ 6 ทำการหมักส่วนผสมทั้งหมดทิ้งไว้เป็นเวลา 15 วัน และสามารถนำปลาไหลเลี้ยงได้ตามปกติโดยใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงนาน 4 เดือน

การเลี้ยงปลาไหล

เอาปลาไหลปล่อยลงไปในถังบ่อหมักที่เตรียมเอาไว้ด้วยขนาดปลาไหลที่ควรจะเลี้ยงนั้นจะต้องมีประมาณ 2-3 เซนติเมตรโดยจะใช้ระยะในการเลี้ยงประมาณ 4 เดือนก็สามารถจับขายได้

การให้อาหาร

การเลี้ยงลูกปลาไหลในช่วงเวลา 3 ถึง 5 วันให้เรียงด้วยไข่บดต้มและไรแดง 2 ครั้งต่อวันและในช่วงระยะเวลา 15 วันปลาไหลจะเจริญเติบโตก็ให้เปลี่ยนอาหารเป็นไส้เดือนเล็กเมื่อโตเต็มที่ก็ที่เปลี่ยนอาหารเป็นไส้หมูและหอย

การอนุบาลปลาไหล

หลังจากที่ปลาไหลออกไข่แล้วประมาณ 3 ถึง 5 วันก็ให้ใส่ด้วยอาหารต้มบดและไรแดง 2 ครั้งต่อวันเป็นเวลา 2 อาทิตย์

สูตรอาหารเลี้ยงปลาไหล

สูตรที่ 1

ส่วนผสม

+กากน้ำตาล 5 ลิตร

+เศษผัก 10กก.

+น้ำสพอาด 20 ลิตร

+ถัง 40 ลิตร

ใส่ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันและปิดฝาทิ้งไว้ในร่มประมาณ 1 อาทิตย์ เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้ได้แล้วคะ

สูตรที่ 2

+กากน้ำตาล 5 ลิตร

+น้ำมะพร้าว 2 ลูก

+สับปะรดสุก 5 หัว

+น้ำสะอาด 25 ลิตร

+ถัง 40 ลิตร

เอาส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าให้เข้ากัน และ ค่อยกลับส่วนผสมทุกๆ 2 วัน นาน 1 อาทิตย์ หมักทิ้งไว้ 2 เดือนก็สามารถใช้ได้

ยกย่อง ‘ผกก.’ ลาออกจากตำรวจ กลับไปเลี้ยงดูแลแม่ที่แก่ชรา

โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปพบกับเรื่องหนึ่งที่บอกเลยว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างมากซึ่งทางโลก Social Media ก็ได้มีการแพร่ข้อมูลไปอย่างแพร่หลายเกี่ยวกับข้อมูลของ พ.ต.อ.จเร สุปิรยะ ผกก.สส.ภ.จว.สุรินทร์ ที่ได้มีการโพสต์บอกเพื่อนในข้าราชการตำรวจผ่านทาง facebook ส่วนตัวของตัวเองว่า…

“ขอลาออกจากตำแหน่งผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์เพราะเลือกไปดูแลแม่ที่แก่มีอายุมากแล้ว”

ปรากฏว่าก็ทำให้มีผู้คนนั้นต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นคอมเม้นกันจำนวนมากและชื่นชมในความกตัญญูกตเวทีตั้งใจทดแทนบุญคุณหรือถือว่าเป็นคนที่หาได้ยากในปัจจุบัน โดยเจ้าตัวนั้นตั้งใจที่จะโพสต์เขียนลาเพื่อนในข้าราชการตำรวจในจังหวัดสุรินทร์ด้วยกันให้ทราบและไม่ได้กล่าวลาด้วยวาจาแต่อย่างใดและไม่คิดว่าจะมีคนมาสนใจกันมากมายขนาดนี้

และนอกจากนี้ยังมีเพื่อนเป็นจำนวนมากและคนรู้จักที่เคารพนับถือโทรเข้ามาให้กำลังใจเป็นตลอดทั้งวันโดยแท้จริงแล้วตัวเองนั้นตั้งใจที่จะลาออกจากราชการมานานเหมือนกันเพราะว่าแม่มีอายุมากอายุ 89 ปีและป่วยเป็นชราภาพไม่มีใครดูแล อีกทั้งพี่ชายก็มีงานมีธุระจึงไม่ค่อยมีเวลาให้แม่ได้อย่างเต็มที่

โดยตัวเองนั้นนานๆครั้งถึงจะสามารถลางานกลับมาดูแลแม่ได้และคิดอยู่นานว่าจะลาออกจากราชการเพราะเหลือเวลาในราชการเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นจึงตัดสินใจลาออกเพื่อมาดูแลแม่เพราะหลังจากเมื่อปี 2536 แม่ถูกรถชนขาหักตนเองก็มาดูแลแม่รักษาจนหาย และไม่นานมานี้ แม่ล้มเองในบ้าน ไม่มีใครดูแล ศีรษะแตกสะโพกหัก นานกว่าจะมีคนมาเห็น ทำให้สงสารแม่มาก จึงตัดสินใจลาออกจากราชการมาเพื่อการนี้

นอกจากนี้ ยังได้มีการระบุถึงหนังสือลาออกของ “พ.ต.อ.จเร สุปิรยะ ผกก.สส.ภ.จว.สุรินทร์” ที่เขียนไว้ว่า “เรียน หน.สภ.ทุกท่าน ผมต้องลาออก เพราะมีภารกิจที่ให้ใครทำแทนไม่ได้ จะรอเกษียณแล้วค่อยไปดูแล ก็กลัวจะเสียใจภายหลัง ผมถึงดวงดาวแล้ว เพราะเลือกดาวที่อยู่ใกล้ ขอให้ทุกท่านโชคดี มีความสุขครับ พ.ต.อ.จเร สุปิรยะ ผกก.สส.ภ.จว.สุรินทร์ 28 ก.พ.2562”

กตัญญูของ ‘หลวงพ่อดี’ ที่มีต่อผู้เป็นแม่ ลูกควรกลับไปดูแลพ่อแม่ก่อนจะสาย

โดยในวันนี้เราก็จะพาไปพบว่าความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นเป็นสายใยเล็กๆที่ไม่สามารถตัดขาดจากกันได้โดยในวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมาก็ได้มี Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า วัดป่าพุทธอุทยานได้มีการเผยภาพคลิปวีดีโอและมีการระบุข้อความว่า…

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของคุณแม่ย่าฟอง ดีวงศ์ โยมแม่หลวงพ่อดี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของเรานั้น ได้ถึงซึ่งอาสัญกรรมแล้ว เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2560 มีอายุ 90 ปี ขอส่งดวงวิญญาณสู่สุขคติภพ สวรรค์นิพพาน

คณะศิษย์หลวงพ่อดี จะเดินทางเพื่อร่วมงานบำเพ็ญกุศล ณ จังหวัดยโสธร ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ ออกเดินทางแต่เช้าตรู่สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ

โดยภาพในคลิปวีดีโอนั้นแสดงให้ถึงเห็นความกตัญญูของหลวงพ่อดีที่มีต่อผู้เป็นมารดาจนนาทีสุดท้ายโดยเทหลังจากที่คลิปวีดีโอนี้ถูกเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ก็ทำให้มีผู้คนเข้าชมเป็นจำนวน 2 ล้านครั้งมีชาวเน็ตต่างแสดงความคิดเห็นอย่างซาบซึ้งในเรื่องของการกตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดาของหลวงพ่ออย่างมากมายเลยทีเดียว

‘ชายผ้าถุงแม่’ เครื่องรางสุดศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องผ่านการปลุกเสกใด ๆ

โดยถ้าหากย้อนไปในสมัยโบราณซึ่งมีความเชื่อของชายไทยในโบราณว่าในเวลาที่จะต้องไปออกศึกออกรบก็มีความเชื่อที่ว่าถ้าหากขอเศษผ้าชายผ้าถุงแม่ พี่ขอสร้างหมวกฟางของพ่อมาพกติดตัวนั้นก็ถือว่าเป็นเครื่องรางชั้นดีโดย 2 สิ่งนี้ถือเป็นตัวแทนความรักอันบริสุทธิ์และเมื่อลูกหลานระลึกความดีของงาม ในความกตัญญูของลูกที่อยู่ในใจและคุณธรรมต่อคุณธรรมมาบรรจบกันจึงทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยที่ไม่ต้องสงสัยกันเลยทีเดียวไม่จำเป็นต้องปลุกเสกอีกต่อไป

โดยมีความเชื่อว่าสัญลักษณ์จากพ่อแม่นั้นจะสามารถช่วยปกป้องคุ้มครองเราจากสิ่งไม่ดีได้เพราะพ่อแม่เปรียบเสมือนพระที่อยู่ในบ้านของเรา โดยใช้ผ้าถุงแม่นั้นถือเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายเพราะอยู่ในบ้านของเราเองถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้แต่ไม่มีการไปออกรถแต่อย่างใด แต่ถ้าหาคนไหนมีเหตุจำเป็นจะต้องเดินทางไกลก็จะมีการพบเครื่องรางของขลังสิ่งเหล่านี้มันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับตัวเราได้อย่างเช่นของพระครู ศิริพงษ คุรุพันธกิจ ที่ได้มีการเล่าไว้ว่า

แม้ในทุกวันนี้ทหารไทยยามออกรถหรือไม่จะต้องเดินทางไกลหรือแม้ว่าจะมีเหตุอันใดที่จะต้องไปประกอบอาชีพอันใดก็ตามเครื่องรางอย่างผ้าถุงแม่ ก็ยังสามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและสามารถเป็นเรื่องที่สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างเสมอ โดยย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2553 พระครูนั้นได้รู้จักกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เรียนต่อในระดับปริญญาตรีเอกบรรณารักษ์เป็นเด็กที่มีอัธยาศัยดีและกลายเป็นที่รักของผู้ร่วมงาน โดยเด็กหนุ่มคนนี้มีครอบครัวเป็นหลักฐานประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจึงสามารถเลือกใช้เป็นหัวหน้าห้องปลัดกระทรวงได้เป็นผลสำเร็จ อีกทางประกอบด้วยมีนิสัยที่ขยันหาขยันเก็บวันหยุดก็จะไปเปิดท้ายขายของ และวันหนึ่งเกิดเบื่อชีวิตข้าราชการต้องการทำงานที่มีอิสระมากยิ่งขึ้นและชอบค้าขายเป็นทุนเดิม พอเหมาะกับมีคนติดต่อให้ไปเป็นผู้จัดการร้านอาหารไทยที่ต่างประเทศจึงทำให้เขามีโอกาสตัดสินใจออกจากราชการในทันที

ก่อนออกเดินทางเขาก็เข้าไปกราบแม่อวยพรขอให้แม่อวยพรให้เขาประสบความสำเร็จและขอบชายผ้าถุงแม่เป็นวัตถุมงคลที่ระลึกและติดตัวจนเขานั้นไปทำหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านอาหารได้ปีเศษ ก็มีคนขายกิจการร้านอาหารไทย จึงทำให้เขานั้นตกลงซื้อได้ทันทีและด้วยความขยันวางแผนการจัดการจึงทำให้เขานั้นสามารถลงมือทำทุกๆอย่างเอง ได้ตั้งแต่ หาซื้อวัตถุดิบ ปรุงอาหาร รวมถึงการอบรมกิริยาสั่งสอนมารยาทของพนักงานต้อนรับในร้าน จนทำให้เขาสามารถประสบความสำเร็จภายในเพียงแค่เวลา 3 ปีเท่านั้น และสามารถส่งเงินกลับมาดูแลแม่และรักษาภรรยาที่ป่วยด้วยโรคร้ายต่างๆ

จากนั้นก็มีการส่งเงินให้แม่ซื้อที่ดินพร้อมปลูกบ้านหลังงามในเมืองไทยและซื้อบ้านที่อเมริกาได้อีก 1 หลังโดยในปัจจุบันนี้ปริญญาที่เมืองไทยของเขานั้นเสียชีวิตลงด้วยโรคร้ายต่างๆจึงทำให้เขาสามารถมีภรรยาใหม่ ที่ต่างแดนด้วยอาชีพของภรรยาของเขานั้นก็มั่นคงและได้รับสิทธิ์เป็นคนอเมริกันอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องจ้างใครรับรองไม่ต้องอยู่อย่างหลบหลีกคิดจะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จและทำให้แม่ที่อยู่ในไทยภาคภูมิใจอีกด้วย

โดยเขามาจะได้มีโอกาสโทรหาเพื่อนสนิทในเมืองไทยซึ่งทุกคนก็มาจะถามว่าทำอะไรถึงมีอนาคตดีๆขนาดนี้มีพระดีอะไรไว้หรือไม่ซึ่งเขาก็บอกว่าเขาไม่เคยทำบุญหรือทำองค์กรกุศลอย่างไรสิ่งที่เขาคิดถึงอย่างเดียวนั่นก็คือแม่เพราะพ่อเสียไปนานแล้วทุกครั้งที่เขาลงมือทำอะไรเขาก็จะนึกถึงแม่ให้ช่วยอยู่เสมอและเขาก็มักจะส่งเงินให้แม่ทุกเดือนและแม่ใช้จ่ายขาดหรืออะไรเขาก็จะหาให้ไม่เคยขาดเพราะแม่ แม่ผู้รับเงินแทนคุณจากลูกทำบุญตักบาตรสร้างกองการกุศลให้ลูกทุกวันและมักจะโทรศัพท์ถึงลูกบอกลูกว่าแม่ทำบุญตักบาตรไหว้พระ อธิษฐานให้หนูเจริญรุ่งเรืองประสบความสำเร็จ แม่อธิษฐานให้พรลูกทุกๆ วันเลยนะ ให้ลูกเจริญๆ ประสบความสำเร็จเป็นที่เมตตารักใคร่ของคนทั่วไปปราศจากอุปสรรคภยันตรายนะลูก

ซึ่งเรียกได้ว่าเรื่องราวนี้สามารถยืนยันว่าเทพเจ้าแห่งความสำเร็จของทุกคนนั้นไม่ใช่พระหรือเทพเจ้าสิ่งอื่นได้แต่คือพระที่เดินดินธรรมดาไม่ได้ล่องลอยอยู่บนฟ้าหรืออากาศนั่นก็คือพ่อแม่ของเรานี่เองลูกทั้งหลายคนนั้นก็มีพระพ่อพระแม่อยู่ที่บ้านฉะนั้นในวันนี้ควรบูชากราบไหว้ท่านให้ท่านอยู่อย่างสุขสบายในยามที่ท่านยังอยู่ดีกว่า .

สิ่งที่น่าคิดแม่ของหนุ่มรายนี้เป็นแม่ตัวอย่างที่ประเสริฐที่มีแต่พรออกจากปากแม่สู่ลูก ผิดกับแม่สลัมแม่ใจแตก แม่ที่ปากร้ายวันๆ เอาแต่ก่นด่าลูก ให้มันไปตายโหงตายห่า อ้ายลูกเหี้ย อ้ายลูกฉิบหายสร้างแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะสังคมโลกยังมีแม่ที่ไร้การอบรมจริยาขาดความรักที่กลั่นออกจากใจสังคมจึงมีแต่ลูกติดยา ลูกอันธพาล ลูกฉกชิงวิ่งราว ลูกปล้นจี้ข่มขืน ท่านผู้อ่านแยกแยะ ผิดถูกชั่วดีเอาเองก็แล้วกันว่าจะเป็นแม่และลูกประเภทไหน ขอแถมหน่อย ชายผ้าถุงแม่ที่หนุ่มผู้บูชาดีพลีถูกแล้วประสบความสำเร็จนำไปนั้นเขานำไปถักเป็นเปียแล้วสอดไว้ในปลอกหมอนที่ใช้หนุนนอนทุกวันและสิ่งที่หนุ่มนายนี้ภูมิใจที่สุดคือ ตัวของเขาเป็นคนไทยที่มีลูกจ้างในร้านทั้งหมดเป็นฝรั่ง ผิดกับนักขุดทองต่างแดนหลายๆ คน ที่ต้องเป็นขี้ข้ารับใช้ฝรั่งแต่เขาเป็นนายฝรั่ง หนุ่มนายนี้ไม่เคยขาดทุนกับการค้าไม่ว่าหิมะจะถล่ม ฝนจะตกน้ำจะท่วม ร้านเขาขายดิบขายดีด้วยพรของเทพเจ้าแห่งความสำเร็จคือ “แม่” ที่ส่งพรถึงเขาทุกเมื่อเชื่อวัน ณ รัฐเคนตั้กกี้ สิ่งหนึ่งที่หนุ่มคนนี้ทำไม่เคยขาดเลยตั้งแต่ทำงานได้เงินเดือนเป็นของตัวเอง เมื่อครบรอบวันเกิดเขาจะซื้อของขวัญไปกราบที่ตักแม่ พร้อมถามแม่ว่าแม่จำได้หรือเปล่าว่าวันนี้วันอะไร วันนี้เป็นวันที่แม่เจ็บปวดที่สุด ที่แม่ได้ให้ชีวิตนี้แก่ลูก

แล้วมีอีกหนึ่งเรื่องราวของสารวัตร พ.ต.อ.(พิเศษ) พีระ บุญเลี้ยง กับเรื่องเล่า ที่เคยกล่าวว่าตัวเองนั้นและอาสาสมัครลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 ชายแดนจังหวัดภาคใต้และตะวันออกปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นก็มีการเข้าแผนโจมตีประมาณตอน 7:00 นด้วยกระสุนปืนเอ็ม 16 ฝังเข้าบริเวณหัวกระโหลกคิ้วจากนั้นก็ได้ถูกนำมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในจังหวัดกรุงเทพฯเวลาในการใช้ระยะทั้งหมดในเวลา 6 เดือนจึงสามารถเกือบเป็นปกติได้แต่กระสุนปืนยังไม่ถูกผ่าออกอย่างใด จากนั้นก็ถูกย้ายให้มาประจำการที่ กทม. ให้หลังจากนั้นอีกประมาณ ๕ ปี กระสุนปืนที่ค้างในกะโหลกจึงถูกขับออกจากร่างกายโดยธรรมชาติ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีผู้คนหลายคนตามต่างถามว่าพกเครื่องรางอะไรถึงจะสามารถป้องกันภัยได้ดีขนาดนี้โดยเขาก็บอกว่าเครื่องรางที่ดีที่สุดนั่นก็คือชายผ้าถุงแม่ ที่เข้มขลังโดยไม่ต้องปลุกเสก

“เครื่องรางที่ดีที่สุดคือ ชายผ้าถุงของแม่ที่เข้มขลังโดยไม่ต้องปลุกเสก ก่อนที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ได้ไปกราบลาขอพรรวมทั้งขอชายผ้าถุงของท่าน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าชายผ้าถุงของแม่แสดงปาฏิหาริย์จริงๆ”