ฮีโร่สมาธิสั้นต่อชีวิตเด็กหูหนวกตาบอดรอดจมน้ำตาย

ฮีโร่สมาธิสั้นต่อชีวิตเด็กหูหนวกตาบอดรอดจมน้ำตาย

จุดด้อยของคนเรามีไม่เหมือนกันจึงเข้าใจความรู้สึกเด็กพิเศษที่มีความรู้สึกและความต้องการเหมือนคนปกติทั่วไปเหมือนกันยึดมั่นในอุดมการณ์ของตังเองตั้งใจแน่วแน่จะทุ่มเทชีวิตและจิตใจเพื่อเด็กที่ด้อยโอกาส ทุกคนต่างมีความฝันด้วยกันทั้งนั้น นายณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม หรือครูพายุ ที่มีอุดมการณ์แน่วแน่ว่า การว่ายน้ำทำให้ผมมีชีวิตกลับมาเป็นคนปกติอีกครั้งเพราะตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ทำมา ไม่เคยมีสักวินาทีที่ผมคิดจะทรยศต่ออุดมการณ์ของตัวเองไม่มีอะไรจะมารั้งหรือโน้มน้าวให้ผมหมดรักมีแต่จะรักมากขึ้นทุกๆวันด้วยซ้ำหลังจากที่ได้ก้าวมาเป็นครูสอนว่ายน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ทั้งๆ ที่ตัวเองมีความฝันอยากเป็นสจ๊วตไม่เคยมีความคิดอยากเป็นครูสอนว่ายน้ำเลย

เพราะด้วยความที่เคยเป็นเด็กสมาธิสั้น และการเรียนว่ายน้ำอย่างต่อเนื่องนั้นช่วยทำให้ชีวิตของครูพายุดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติ อีกทั้งข้อมูลตัวเลขของไทยเมื่อ ปี พ.ศ 2547 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตถึงราวๆ 1,500 คนต่อปี ซึ่งขณะนั้นครูพายุไม่รู้เลยว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นหรือลดลง ประกอบกับมีข้อมูลว่ามีเด็กอีกประมาณ 11 ล้านคนที่ว่ายน้ำเป็นแค่ 2 ล้าน แต่อีก 9 ล้านคนว่ายน้ำไม่เป็นเลยครูพายุจึงตระหนักให้ความสำคัญต่อการว่ายน้ำ และยังคงมีเป้าหมายอยากให้เด็กทุกคนเอาตัวรอดจากการจมน้ำให้ได้ ในปี พ.ศ. 2549 นั่นเองที่ครูพายุจึงเริ่มหันมาทุ่มเทเป็นครูสอนว่ายน้ำให้กับเด็กทั่วไปอย่างจริงจัง นายณัฐศักดิ์ ท้าวอุดม หรือ ครูพายุ ผู้มุ่งมั่นสอนเด็กพิการ เด็กพิเศษ และเด็กด้อยโอกาสให้ว่ายน้ำเป็นได้กล่าวไว้ว่า

“การว่ายน้ำเป็นกิจกรรมที่ไม่ใช่เด็กควรจะเรียน แต่จำเป็นที่ต้องเรียนเป็นอย่างยิ่งเพราะเด็กหรือไม่ว่าจะใครคนโตก็แล้วแต่ต้องว่ายน้ำเป็นเพื่อเป็นการช่วยเหลือตัวเองในการเอาชีวิตให้รอดจากการจมน้ำ สิ่งที่ผมทำ ผมไม่รู้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการลดสถิติเด็กจมน้ำได้หรือไม่ แต่ผมรู้ว่าเด็กที่หลุดจากมือผมและทีมสอนว่ายน้ำไปนั้นอย่างน้อยพวกเขาจะต้องปลอดภัยจาการจมน้ำนี่คือเจตนารมณ์ของครูสอนว่ายน้ำ จิตใจและกำลังกายบอกกับความศรัทธาตัวเอง เพื่อเด็กพิเศษรอดการจมน้ำ

“ครูพายุ” ไม่เพียงแค่ห่วงใยเด็กๆปกติเท่านั้นแต่ยังมีจิตเมตตาอันเป็นกุศลต่อเด็กพิเศษที่มักจะถูกมองข้ามอีกด้วย จึงได้จัดทำโครงการสอนว่ายน้ำสำหรับ “เด็กหูหนวก” ขึ้นในปี พ.ศ. 2552 เพราะให้ความสำคัญของ “คนหูหนวก” ที่ต้องว่ายน้ำเป็น เพื่อช่วยเหลือตัวเองได้หากจมน้ำ เพราะเด็กปกติที่ว่ายน้ำไม่เป็น หากจมน้ำยังคงสามารถร้องตะโกนให้คนช่วยได้ แต่สำหรับ เด็กหูหนวก ว่ายน้ำไม่เป็นและพูดไม่ได้หากจมน้ำก็มีโอกาสเสียชีวิตแน่นอน

ครูพายุอุทิศตัวเพื่อทุ่มเทสอนว่ายน้ำให้กับเด็กหูหนวกเพื่อพวกเขาเหล่านั้นจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ในยามคับขัน โดยไปเรียนการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ที่ประเทศออสเตรเลีย และเรียนภาษามือเพิ่มเติม ทั้งที่ไม่มีทุนทรัพย์ใดๆเลยและสระว่ายน้ำที่ลุงทนสร้างไปหลายแสนบาทจากการยืมคนอื่นมานั้นตอนนี้อยู่ในสภาวะขาดทุนและกำลังจะปิดกิจการตอนนั้นซึ่งไม่ควรทำโครงการกุศลด้วยซ้ำแต่ครูพายะก็ตัดสินใจที่จะทำทำจนสำเร็จด้วยพลังกายพลังใจและความคิดบวกความศรัทธาของตัวเอง
สอนว่ายน้ำสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา

คนเราทุกคนมีปัญหาเหมือนกันอยู่ที่จะมีมากมีน้อยแต่ผมเชื่ออานิสงค์แห่งการมองโลกในแง่บวกเพียงแต่จะมองปัญหานั้นอย่างไร นอกจากการมองบวกแล้ว สิ่งที่ผมมีตลอดเวลาคือ การศรัทธาในตัวเอง ผมไม่เคยหมดหวังในตัวเอง ทุกครั้งที่จะทำอะไร จะใช้ความเชื่อนำเหตุผล เพราะหากไม่เชื่อแล้ว เราคงแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำและใครต่อใครคงหมดศรัทธาในตัวเราแต่ไม่เป็นไรแต่คนที่ยืนอยู่หน้ากระจกจะต้องไม่หมดศรัทธาตัวเอง”

นอกจากครูพายุจะสอนว่ายน้ำให้เด็กพิการทางการได้ยินแล้ว ต่อมาได้ขยายโครงการสอนว่ายน้ำในเด็กตาบอด และเด็กบกพร่องทางสติปัญญา หรือ เด็กออทิสติกซึ่งการสอนเด็กแต่ละประเภทต้องใช้ความอดทนและศึกษาธรรมชาติของเด็กเหล่านั้นด้วยโดยเด็กที่หูหนวก ตาบอด จะมีสมองและการรับรู้จะปกติ

เทคนิคการสอนว่ายน้ำ เด็กหูหนวกจะใช้ภาษามือ เด็กตาบอดจะใช้เทคนิคจับ คลำ สอน 13 ขั้นตอนจนว่ายน้ำเป็นท่า สำหรับเด็กออทิศติก จะมีปัญหาด้านการรับรู้ จะสอนและสื่อสารทางไหนก็ยาก เทคนิคที่ต้องใช้คือ นันทนาการ การว่ายน้ำเป็นจะไม่เป็นไปตามคาด ซึ่งดูตามความเหมาะสมและทักษะของเด็กแต่ละคน ซึ่งครูพายุทุ่มเทถึงขั้นไปเรียนปริญญาโทเกี่ยวกับเด็กพิเศษโดยเฉพาะ
โครงการสัมมนาเพื่อเด็กหูหนวก เพื่อโรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ จ.ประจวบ เมื่อเดือน ก.ค. 2561

ความสำเร็จในการสอนเด็กว่ายน้ำที่สำคัญเป็นปัจจัยหลักนั่นคือต้องมีความสุขไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดๆก็ตามหากเราทำแล้วมีความสุขเกิดขึ้นใจเราก็จะเต็มใจทำให้ความร่วมมือพร้อมที่จะเรียนรู้ต้องพยายามทำทุกทางเพื่อให้เด็กมีความสุขงานของเด็กคือการเล่นแต่เราจะเล่นอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้นั่นคือบ้านของครู

เมื่อถามถึงความภูมิใจ ครูพายุ กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่าระยะเวลา 13 ปีที่มุ่งมั่นสอนว่ายน้ำให้กับเด็กทุกประเภทสิ่งที่ภูมิใจ คือ ได้สร้างคุณค่าทางสังคม ทุกๆ สิ้นปีจะมานั่งสรุปตัวเลขและผมก็รู้ได้เลยว่าเด็กเหล่านั้นจะปลอดภัยไม่จมน้ำแน่นอนผลลัพท์ที่ผมภูมิใจจึงไม่มีสักวินาทีที่คิดจะออกจากการเป็นครูฝึกสอนว่าย การเป็น “ครูสอนเด็กพิเศษ” คือ ต้องทำด้วยความรักความเอาใจใส่” ขอเพียงแค่อย่าท้อแท้ หากไม่สอนพวกเขาเหล่านั้นคนที่โชคดีแสนสบายคือครูแต่คนโชคร้ายคือเด็ก การว่ายน้ำเป็นกีฬาที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งผมคิดว่าการที่ผมสอนเด็กแค่หนึ่งคนให้ว่ายน้ำเป็นใครจะไปรู้ไม่แน่ในอนาคตเขาอาจจะสามารถไปสอนช่วยให้คนอื่นรอดได้อีกหลายๆคนก็ได้