เป็นหนี้สร้างเศรษฐกิจ ปลูกพืชทำเกษตรพอเพียง จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ

ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมไทยนั้นก็พบกับปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอนหรือไม่เพียงพอต่อรายจ่ายสวนทางกับเงินเดือนที่ได้ในแต่ละครั้งโดยคนส่วนใหญ่นั้นก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินในระบบธนาคารพาณิชย์รวมถึงการกู้เงินนอกระบบซึ่งนั้นก็จะเป็นการทำให้เกิดปัญหาในการชำระหนี้สินค่าใช้จ่ายบางคนก็กู้ทบไปทบมาจนกลายเป็นหนี้เป็นดอกมากมาย โดยไม่รู้ว่าจะเอาเงินกู้นี้มาทำอะไรนอกจากทบไปวันๆ

แต่ในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดู 1 แนวคิดที่น่าสนใจของคุณ ภัทธศาสน์ มาสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมเขตที่ 28 จังหวัดศรีสะเกษที่เขานั้นปล่อยให้ตัวเองเป็นหนี้แต่เอาเงินกู้นี้มาเป็นเงินกู้ต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเองโดยตัวขาวนั้นรับราชการมาแล้ว 36 ปีนั้นก็ชื่นชอบในการทำเกษตรเป็นอย่างมากอีกครั้งที่ดินที่บ้านยังมีเหลืออยู่จำนวนหนึ่งนะมองเห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นปรัชญาที่สามารถเข้าใจได้ง่ายและตอบโจทย์ในชีวิตได้เป็นอย่างดีและอาชีพราชการเองก็จะมีสวัสดิการช่วยเหลือทางด้านเงินอย่างเช่นสวัสดิการเงินกู้ ชพค. ซึ่งให้สิทธิและมีดอกเบี้ยถูกจึงมีการต่อยอดเอาสวัสดิการที่มีอยู่มาทำกับประโยชน์กับการทำเกษตรควบคู่กันมา

โดยตัวเขาได้มีการไปกู้เงินมาร้าน 2 และเอามาต่อยอดกับสวนมะม่วงที่ทำอยู่และทำเกษตรแบบพอเพียงแบบพอลงทุนโดยการขุดสระเดินระบบน้ำซื้อพันธุ์ปลามาปลูกพันธุ์ไม้มาปลูกได้ค่อยๆเพิ่มเติมไปเรื่อยๆพอทำได้ 3 ปีก็กู้เพิ่มมาอีกจนวงเงินเต็มเพดานแล้วก็เอาเงินนั้นมาต่อยอดทำปั๊มน้ำมัน ในปัจจุบันส่วนของเขาก็มีสวนมะม่วงนอกฤดูกาลเป็นสวนมะม่วงที่มีอยู่ทุกสายพันธุ์กว่า 4000 ต้นในพื้นที่ 100 กว่าไร่กลับสวนยางถึงแม้ว่าจะมีรายได้ที่ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับราคาขายของผลผลิตขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาแต่ก็สามารถสร้างรายได้ให้ปีละประมาณ 500,000-800,000 บาท เลยทีเดียว

โดยคราวนี้นำเงินมาลงทุนและทำร้านขายวัสดุทางการเกษตรเพิ่มต่อมาลีมีแรงบันดาลใจจากคำกล่าวที่ว่าแหล่งท่องเที่ยวสร้างได้จึงพัฒนาและเป็นแหล่งการเรียนรู้เกษตรแบบพอเพียงเพื่อเดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยหลังจากที่ทำปั๊มและเป็นร้านขายของเสร็จก็มีการต่อยอดให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้แบบพอเพียงโดยทำสวนผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด ลองกอง เงาะ โดยที่นี่เป็นทุเรียนที่ขึ้นชื่อของศรีสะเกษก็คือทุเรียนภูเขาไฟที่ปปลูกกันเพียงแค่ 3 อำเภอเท่านั้น

โดยทุเรียนภูเขาไฟในส่วนของเขามีทั้งหมดประมาณ 800 ต้นให้ผลผลิตประมาณ 100 ถึง 200 ตันนะเก็บค่าเข้าสวนคนละ 40 บาทสามารถเลือกทานได้ทุกอย่างยกเว้นทุเรียนโดยตั้งแต่เปิดส่วนมามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมประมาณ 1 หมื่นคนต่อปีจากนั้นก็มีการพัฒนาต่อยอดจนเมื่อประมาณปี 2545 จึงมีการสร้างธุรกิจเพิ่มเติมคือปั้นคูณโฮมสเตย์เพื่อรองรับกับการสวนผลไม้ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมอย่างมากมายและแยกย่อยออกมาทำเป็นร้านกาแฟและห้องประชุมเพิ่มเติมโดยโฮมสเตย์ของเขานั้นมีทั้งหมด 12 ห้องซึ่งเป็นช่วงเทศกาลผลไม้จะมีคนเข้ามาเที่ยวกันเยอะจึงกลายเป็นธุรกิจที่รับรองซึ่งกันและกันและทำให้เกิดรายได้มากยิ่งขึ้นจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

โดยเมื่อได้รายได้จากตรงนี้มากเท่าไหร่ก็มีการหักลบเงินที่ไปกู้มาเอาไปลงทุนกับสิ่งที่ทำให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้นและมีการสร้างห้องประชุมเพราะในศรีสะเกษยังไม่มีใครทำห้องประชุมใหญ่ๆยังไงก็มองว่าจะต้องมีห้องรับรองหรือสัมมนาบ้างเลยทำห้องประชุมเพิ่มเติมและมีสระน้ำนาข้าวจนกระทั่งปี 2555 ทุกอย่างก็เสร็จสิ้นเติมเติมหน่อยเรื่อยมาและก็อยากตั้งใจว่าอยากให้ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบครบวงจรเป็นที่ขึ้นชื่อของศรีสะเกษเพราะมีคนเข้ามาดูงานในแต่ละวันค่อนข้างเยอะและภูมิใจและดีใจที่ทุกคนนั้นต่างให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมาก

โดยสาเหตุที่กู้เงินนั้นเขาก็ได้บอกไว้ว่าการกู้เงินนั้นจะเอาไปทำอะไรก็ตามถ้าไม่เอาไปต่อยอดก็จะทำให้เรานั้นกู้เงินไม่เป็นระบบและกลายเป็นหนี้ตลอดชีวิตไม่ว่าจะกู้มาจากไหนดอกละร้อยละเท่าไหร่ฉะนั้นควรจะวางแผนเป้าหมายในการกู้เงินเอาไว้ว่าจะเอาเงินมาทำอะไรต่อยอดมาใช้อะไรเพื่อที่คุณแนนจะไม่ต้องมากังวลว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ตลอดไป