พันล้านก็ไม่ขาย ชื่นชม ผอ. หญิงสุดแกร่ง อนาคตเด็กสำคัญกว่าเงิน

สำหรับใครหลายคนนั้นก็อาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของวรรณวิทย์โรงเรียนขนาดเล็ก ที่อยู่ใจกลางเมืองอยู่ท่ามกลางตึกที่รายล้อมอยู่รอบโรงเรียนโดยเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีพื้นที่ไม่ถึง 3 ไร่ก่อนขึ้นเมื่อประมาณปีพศ 2489 ตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิทซอย 8 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทำเลที่ถือว่ามีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ แต่โรงเรียนนี้กลับเห็นต่างเพราะเก็บค่าเทอมเพียงเทอมละ 1,700 บาทเท่านั้น

โดยความเป็นมาของโรงเรียนนี้นั้นเริ่มกลับไปเมื่อประมาณ 68 ปีที่แล้วได้มี หม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา ได้มีการมองเห็นว่ามีบุตรหลานของชาวบ้านในละแวกนั้นไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้จัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นมาโดยในช่วงแรกอาคารของโรงเรียนแห่งนี้เป็นเพียงแค่อาคารมุงจากที่สร้างขึ้นจากง่ายๆและมีนักเรียนเพียงแค่ 8 คนทั้งนั้นโดยหม่อมผิวทำหน้าที่เป็นทั้งครูใหญ่และลงมือสอนนักเรียนด้วยตัวเองโดยยังไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนในช่วงแรกของการเปิดเรียน

แต่ในระยะต่อมาก็มีการเรียกเก็บค่าบำรุงการศึกษาตามสมควรและก็อนุญาตให้ค้างค่าเล่าเรียนได้เพราะว่าผู้ปกครองของเด็กจำนวนมากนั้นมีความเป็นอยู่ที่ขาดสน เรียกได้ว่าโรงเรียนแห่งนี้กลายเป็นโรงเรียนเอกชนเพื่อสังคมก็ไม่ผิดมากนัก โดยโรงเรียนแห่งนี้นั้นในปัจจุบันมีครูไปด้วย 37 คนและนักเรียนอีก 514 คนและครูใหญ่ก็คือ หม่อมราชวงศ์รุจีสมร ณ อยุธยา อายุ 97 ปีซึ่งเป็นลูกสาวคนสุดท้องของหม่อมผิวโดยมีการรับหน้าที่เป็นครูใหญ่นี้มาตั้งแต่ปีพศ 2497

ถึงแม้ว่าท่านนั้นจะมีอายุถึง 97 ปีแต่ก็ยังเดินทางมาทำงานที่โรงเรียนแห่งนี้ในทุกๆวันด้วยท่าทางที่กระฉับกระเฉงแข็งแรงเกินอายุซึ่งท่านนั้นมาก็ตอบคำถามด้วยเสียงเป็นมิตรและจะเรียกตัวเองว่ายายอยู่เสมอถึงแม้ว่ารอบโรงเรียนแห่งนี้นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามกาลเวลามีความเจริญเคลือบคลานเข้ามาแต่ทุกอย่างภายในรั้วโรงเรียนนั้นก็ยังคงสภาพเดิมไว้เหมือนตอนแรกๆราวกับว่ากาลเวลาไม่สามารถมาเปลี่ยนแปลงโรงเรียนแห่งนี้ได้ซึ่งก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้สร้างโรงเรียนแห่งนี้นี่เอง

“ก็เมื่อก่อนนี้มันเป็นบ้านคน เด็กไม่มีที่จะเรียน ก็ถือว่าช่วยเด็ก ปลูกเป็นหลังคาจากแล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้อง เพราะว่าแม่ท่านเขียนเรื่องได้เงินเยอะ ท่านgขียนลงหนังสือเดลิเมล์ เขียนหนังสื่อขายด้วย เก็บเงินซื้อที่ตินทีละแปลงสองแปลงมาเป็นโรงเรียนได้ถึงวันนี้ก็ฝีมือท่านทั้งนั้นแหละ ครูใหญ่รจีสมรตอบพร้อมกับยกมือไหว้รูปหม่อมผิวบนฝาผนังในห้องพักครู สำหรับแฟนนวนิยายนิยายรุ่นเก่าๆ จะรู้จักหม่อมผิวในชื่อ “วรรสิริ” ฮันเป็นนามปากกาที่ท่านใช้ในการประฟันธ์นวนิยายหลายๆ เรื่อง แต่ที่ตังที่สุดก็เห็นจะเป็น”นางทาส” และ “วนิตา” นั้นเอง

โดยในปัจจุบันนี้ที่โรงเรียนแห่งนี้ก็เรียกได้ว่าตกอยู่ในสภาวะขาดทุนมาอย่างไรปีอย่างไม่ต้องสงสัยเพราะมีค่าเทอมที่ถูกแสนถูกเทียบกับภาระต้นทุนในแต่ละปีนั้นเรียกได้ว่าขาดทุนย่อยยับแต่ก็ยังมีการยืนยันมาถึงทุกวันนี้ด้วยเงินทุนบทประพันธ์จากเรื่องวนิดาเพราะเรื่องนี้นั้นสามารถสร้างเงินให้ได้เยอะแต่ก็นำมาใช้จ่ายในโรงเรียนทางนี้หมด แล้วถึงแม้ว่าจะมีหลายปีผ่านๆมามีคนคอยแนะนำว่าให้ขึ้นค่าเล่าเรียนเพิ่มมากขึ้นเพื่อจะไม่ต้องแบกรับค่าต้นทุนที่สูงขึ้นตามยุคสมัยแต่นั่นก็คือสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งโรงเรียนถึงไม่คิดจะขึ้นแต่อย่างใด

“แม่ท่านอุตส่าห์เขียนหนังสือ ค่อยๆ เก็บเงิน ซื้อทีทำโรงเรียน อยากให้เต็กมีที่เรียนถึงผู้ปกครองไม่ค่อยมีเงิน แต่เราต้องให้เด็กมีที่เรียนถ้าเราอยากให้เด็กได้ดี แต่ว่าเด็กที่นี่ดีนะ เขาจบไปแล้ว ก็ยังกลับมาหาโรงเรียนอยู่ เขาไม่ลืม แวะมาเยี่ยมเรื่อยๆ

ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ค่าเทอมเท่านั้นแต่ค่าครองชีพในโรงเรียนแห่งนี้ก็ถูกแสนถูกด้วยเช่นกันเพราะสามารถซื้อข้าวกลางวันได้ในราคาเพียงจานละ 20 บาทเท่านั้นซึ่งมีการเก็บค่าเช่าที่ในโรงอาหารวันละ 300 บาทโดยสถานที่แห่งนี้น่าจะต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าทุกรายนิ้ว โดยเวลา 8:00 นสนามกีฬาจะเป็นลานที่ไว้เข้าแถวเคารพธงชาติและในช่วงเวลาอื่นก็จะเป็นลานกิจกรรมต่างๆส่วนเสาธงนั้นก็เป็นเสาธงไม้ขนาดเล็กคิดถึงไว้กับหลังคาอาคารเท่านั้น

โดยแนวคิดของการจัดการพื้นที่โรงเรียนแห่งนี้นั้นก็คือใช้ตามความจำเป็นภายใต้ข้อที่จำกัดกระทั่งชั้นวางของของครูใหญ่นั้นก็ยังถูกดัดแปลงให้เป็นสหกรณ์ก็มีการขายอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับนักเรียนทุกคนอีกทั้งสถานที่แห่งนี้ยังไม่มีเสียงออดไฟฟ้าโดยเวลาถึงเวลาเปลี่ยนคาบเรียนก็จะใช้การตีระฆังสัญญาณบอกให้กับเด็กๆออกจากห้องซึ่งกระทำแบบนี้มานานถึง 68 ปี

นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ วิธีที่ทันสมัยที่สุดก็คือระบบเสียงตามสายและไมโครโฟนเพราะกระดานยังใช้กระดานดำกับชอล์กไว้เป็นสื่อการเรียนการสอนอย่างเดียวโดยต้องการที่จะถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการให้กับนักเรียน “ครูที่นี่อยู่กันมานานแล้ว รองครูใหญ่ก็อายุตั้ง 81 เป็นครูกันมาตั้งกี่สิบปีแล้ว อยู่ด้วยกันมาเรื่อยๆ ส่วนครูเด็กๆ ก็จะเป็นเด็กที่จบไปจากที่นี่ ครูอาวุโสมีประมาณครึ่งนึง ที่อายุเกิน 60 ขึ้นไปจะเยอะหน่อย มีมากกว่าครูสาวๆ ก็แล้วกัน สอนกันวันละ 4 คาบ 5 คาบ พวกเรารักโรงเรียน รักวรรณวิทย์ ก็ต้องสู้ เราเกิดมาเป็นคนต้องสู้”

ด้วยการเป็นครูที่โรงเรียนแห่งนี้นั้นไม่ได้ค่าตอบแทนสูงมาก ซึ่งก็จะมีครูวัยปลดเกษียณหลายคนเข้ามาเดินทางสอนที่นี่เพื่อจะทำในสิ่งที่ตัวเองรักในทุกๆวันอย่างเช่น ครูพิสมัย ชื่นอังกูร รองครูใหญ่ วัย 81 ปี ที่ยังมาทำงานถึงทุกวันนี้แม้กระทั่งตัวเองนะจะเกษียณไปแล้วก็ตามและก็มีความเชื่อว่าลูกศิษย์ก็คือลูกศิษย์ถึงแม้ว่าพฤติกรรมของเด็กนั้นที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยแต่ก็ต้องการที่จะอบรมสั่งสอนลูกศิษย์แต่ละคนไม่ให้เดินทางหลงผิด โดยเห็นเด็กไปได้ดีก็รู้สึกดีใจจึงเรียกได้ว่าโรงเรียนแห่งนี้นั้นจะเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็น ครูโดยแท้และเต็มไปด้วยความเสียสละอย่างเต็มเปี่ยม

“ใครมาซื้อก็ไม่ขาย จะขายทำไม มีเด็กๆ เรียนอยู่ บางคนเขายังไม่ได้บอกว่าจะซื้อเท่าไร ไม่ได้สนใจเพราะไม่ขายอยู่แล้ว ก็นี่โรงเรียนของใครล่ะ โรงเรียนของเรา ที่ดินของแม่เรา นักเรียนของเรา อนาคตของเด็กอยู่ตรงนี้ มันประเมินค่าไม่ได้หรอก”

และนี่คือเรื่องราวของโรงเรียนเล็กๆแต่เต็มไปด้วยภารกิจและความรักในอาชีพอย่างยิ่งใหญ่ที่เรียกได้ว่าหาได้ยากสำหรับคนในสมัยนี้ เพราะในปัจจุบันใจของคนเรานั้นเริ่มหยาบกระด้างไปทุกทีและเริ่มชินชาไปกับความเห็นแก่ตัวของผู้คนแต่บอกเลยว่าในเมืองที่วุ่นวายแห่งได้ยังมีพื้นที่เล็กๆที่เต็มไปด้วยความรักอย่างโรงเรียน วรรณวิทย์ แห่งนี้