เลี้ยงง่าย! เปิดเทคนิคเลี้ยงไส้เดือน ขายได้ กก.ละ 6,000 บาท ทำคู่กับงานประจำได้เลย

สำหรับไส้เดือนถือเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในดินซึ่งมีคุณประโยชน์มากมายให้กับพืชแต่ถ้าพูดถึงไส้เดือนแล้วแต่สาวๆหลายคนนั้นอาจจะขยันกันกับรูปร่างลักษณะของมันแต่บอกเลยว่าไส้เดือนนั้นถือเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์มากมายอย่างล้นเหลือ โดยเฉพาะไส้เดือนนั้นสามารถนำมาสร้างเป็นอีกหนึ่งอาชีพและสามารถสร้างรายได้จึงไม่แปลกไส้เดือนสามารถสร้างชีวิตให้กับใครหลายคนได้ด้วยเช่นกัน

โดยในวันนี้เรานั้นจะพาทุกคนมารู้จักกับคุณ ชารีย์ บุญญวินิจ ซึ่งบอกเลยว่าหนุ่มไวไฟแรงคนนี้มีอายุเพียง 29 ปีจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากรคณะมณฑลศิลป์โดยในอดีตนั้นเคยประกอบอาชีพเป็นเชฟที่สหรัฐอเมริกาโดยตัวขาวนั้นเกิดไอเดียนำเศษอาหารที่ไร้ค่านำมาเลี้ยงไส้เดือนจึงสามารถผ่านจากชีวิตเด็กหนุ่มปกติเข้าสู่วิถีชีวิตแบบชาวเกษตรกรจนกระทั่งสามารถได้รับฉายาว่าลุงรีย์ไส้เดือนเงินล้าน

โดยหลังจากที่คุณชารีย์ได้เรียนจบจากคณะมณฑลศิลป์จากมหาวิทยาลัยศิลปากรก็ได้มีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกาโดยในตอนนั้นก็ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัวที่ ร้านอาหารแห่งหนึ่งนานถึง 4 เดือนโดยในทุกๆวันเขาต้องพบกับเศษอาหารต่างๆมากมายจำนวนมหาศาลซึ่งก็ยังไม่สามารถหาวิธีการกำจัดเศษขยะเหล่านี้ได้จนกระทั่งเก็บความสงสัยนี้จนสู่กลับมาเมืองไทยและได้บวชเป็นพระจากนั้นก็ได้พบเจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรกรสูงและได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตเกษตรต่างๆจึงมีความคิดริเริ่มที่อยากจะทำเกษตรกรที่สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างจริงจัง

โดยหลังจากที่คุณชารีย์ ได้สึกหลังจากที่เป็นพระก็ได้ไปทำงานออฟฟิศทางด้านการออกแบบจนกระทั่งเมื่อปี 2553 จึงมีความคิดริเริ่มที่จะเลี้ยงไส้เดือนเป็นอาชีพในครั้งแรกซึ่งเขาก็เล็งเห็นว่าไส้เดือนนั้นเป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่มากมายไม่มีโรคภัยไข้เจ็บและลงทุนในครั้งเดียวก็สามารถสร้างผลผลิตได้อีกครั้งยังไม่รบกวนงานประจำอีกด้วย

โดยได้มีการใช้พื้นที่จอดรถประมาณ 6 * 3 เมตรมาเลี้ยงไส้เดือนโดยการลงทุนครั้งแรกนะใช้เงินเพียงแค่ 1000 บาทเท่านั้นและเลี้ยงไส้เดือน 4 สายพันธุ์โดยวัตถุประสงค์ในการเลี้ยงมันก็ไว้ผลิตปุ๋ยเพราะไส้เดือนนั้นมีช่วยทำให้โครงสร้างดินดีขึ้นและทำให้ดินมีความรวมซุยและสามารถช่วยระบายน้ำในดินได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังสามารถชอนไชยันต์ใต้ดินได้มากกว่า 20 เมตรและสิ่งสำคัญที่สุดคือไส้เดือนเป็นผู้ที่สามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ดีที่สุด

โดยอาหารที่เลี้ยงไส้เดือนนั้นแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลยตรงนี้เลยเพราะส่วนใหญ่นั้นสามารถหาได้ฟรีจากคนแถวบ้านเช่นกากถั่วเหลืองมาจากร้านขายน้ำเต้าหู้และผักเปลือกไข่จากร้านขายหมูกระทะและร้านปลาเผาด้วยเขานำเศษอาหารเหล่านี้มาเป็นอาหารไส้เดือนซึ่งจะทำให้เขานั้นสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการให้อาหารไส้เดือนลงไปนั้นเอง

สำหรับขั้นตอนการเลี้ยงนั้นคุณชาลีก็มีการนำกะละมังมาเจาะรูและซ้อนกันเป็นชั้นๆจากนั้นก็มีการโรยด้วยเศษผักโรยแกลบและใส่มูลวัวลงไปจากนั้นก็ใส่ไส้เดือนลงไปปิดด้วยตาข่ายซึ่งวิธีนี้จะช่วยในเรื่องของการประหยัดเนื้อที่ในการทำฟาร์มไส้เดือนในบ้านโดยผลิตภัณฑ์ที่ออกมานั้นก็จะมีปุ๋ยหมักไส้เดือนน้ำหมักฉีดผักผลไม้ต่างๆหรือแม้กระทั่งตัวไส้เดือนก็จะสามารถเอาไปทำเป็นอาหารล่อปลาได้

รายละเอียดไส้เดือน 4 สายพันธุ์ และราคาที่คุณรีย์จำหน่าย

1.สายพันธุ์แอฟริกัน จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 3,000 บาท ใช้ผลิตปุ๋ยปลูกผักสวนครัว

2.สายพันธุ์ลายเสือ จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท ใช้ขุนแม่พันธุ์สัตว์น้ำ

3.สายพันธุ์บลูเวริ์ม จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 6,000 บาท ใช้บำรุงพืชให้มีรสชาติความหวานเพิ่มขึ้น

4.ไส้เดือนพันธุ์ไทย จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 300 บาท ใช้เป็นเหยื่อตกปลา

นี้ตอนนี้สำหรับค่าใช้จ่ายในก็มีการแจกแจงว่าในตอนนี้มีการเช่าสถานที่โดยรายจ่ายทั่วไปก็จะมี 20,000 บาทค่าดูแลทีมงานอีก 15,000 ค่าจัดการเตรียมอาหารไส้เดือนและสัตว์ในฟาร์ม 3,000 บาท ค่าขนส่ง 2,000 บาท และช่องทางในการหารายได้นั้นก็มาจากการนำผลิตปุ๋ยน้ำหมักต่างๆและจำหน่ายสายพันธุ
ไส้เดือนอีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของไส้เดือนโดยการจะมีการจัดทุกๆเดือนเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจนอกจากนี้ “ฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์”เกิดมาได้ 7 ปี นอกจากเลี้ยงไส้เดือนครบวงจรแล้ว ยังเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผักสวนครัว” และยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มลุงรีย์เปิดให้เข้าชมอีกด้วย

นอกจากนี้เราจะพาไปพบอีกหนึ่งบุคคลที่สามารถสร้างรายได้จากการเลี้ยงไส้เดือนนั่นก็คือคุณเก่งหรือคุณ เดชาวัจน์ พันจันทร์โชติ อดีตฟรีแลนด์วงการโฆษณา ิ บอกเลยว่าอาชีพก่อนหน้านี้ของเขานั้นก็สามารถสร้างรายได้ได้ไงพอสมควรแต่เขาก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นผู้กำกับมาเป็นเกษตรกรแทนโดยมีการเริ่มต้นในการเลี้ยงเพียงแค่ 3 กะละมังเท่านั้น

นั้น โดยคุณเก่งมีความคิดที่อยากจะทำอาชีพ ที่สามารถเป็นประโยชน์ให้กับส่วนรวมและสังคมได้ซึ่งงานเดิมนั้นอาจจะมีรายได้ดีแต่นั่นก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตเพราะในอาชีพเก่าที่เขาทำนั้นวันวันเอาแต่คิดกลยุทธ์ในเรื่องของการขายสินค้าให้กับผู้บริโภคซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการโกหกจึงทำให้เขาไม่อยากเดินทางนี้ ไม่ต้อง โดยเขาสามารถหาจุดมุ่งหมายในชีวิตเขาต้องการในพื้นที่ที่มีอาหารดีๆอากาศดีๆจนได้พบว่าอาชีพเกษตรคือสิ่งที่เขาต้องการและมีความเชื่อที่ว่าเกษตรกรนั้นคืออาชีพที่สวยงามและถือว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่จำเป็นที่สุด

โดยมีความคิดที่จะเลี้ยงไส้เดือนโดยเป้าหมายในการเลี้ยงนั้นก็คืออยากจะให้มีความรู้ส่งต่อส่งเสริมให้กับชาวเกษตรกรและให้ความสำคัญในเรื่องของดินเพราะทุกวันนี้เกษตรกรทำเกษตรแต่ไม่เคยมองเห็นไม่เคยเห็นผลผลิตและไม่รู้ว่าใส้เดือนแล้วก็มีคุณประโยชน์ต่อดีมากมายแค่ไหน .

โดยการเลี้ยงไส้เดือนของคุณเก่งนะคนเก่งก็บอกว่าการเลี้ยงไส้เดือนมันก็ขึ้นอยู่กับเฉพาะแต่ละบุคคลและสถานที่โดยคุณเก่งก็ได้มีการแยกตัวอย่างออกมาเป็นข้อๆว่าในแต่ละข้อนั้นมีข้อดีและข้อเสียต่างกันมาเป็นอย่างไรและจะเหมาะสมกับใครอะไรยังไงบ้างโดยสิ่งที่สามารถตอบสนองกับความต้องการของเขานั้นก็คือ

+สะดวก เพราะไม่หนักเกินไป เล็กกะทัดรัดย้ายไปไหนต่อไหนได้ ไม่ต้องฟิกพื้นที่ว่าเราต้องเลี้ยงน่ะจุดนี้จุดเดียว แปลความหมายง่ายๆ ก็คือเหมือนเลี้ยงไส้เดือนมือถือ โยกย้ายสะดวก

+จัดการสิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์ ศัตรู เชื้อรา ปรสิต หรือสิ่งที่ไม่ต้องการได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่นสมมุติครั้งหนึ่งมีพวกมด พวกแมลงเข้าไปกวนไส้เดือน เราก็จัดการเป็นกะละมังๆไป มีปัญหาเรื่องไม่กินอาหารๆ ก็แก้ไขเป็นกะละมังๆไป ไม่ต้องเหมารวมเป็นชุดใหญ่ ส่วนวิธีแก้ไขกำจัดก็ตามที่ใครถนัดเลย

+เก็บเกี่ยวง่าย แค่ยกกะละมัง เอียง แล้วปาด เท่านี้เราก็ได้มูลไส้เดือนที่มีคุณภาพ และไม่ปะปนสิ่งที่ไส้เดือนกินไม่หมด ติดลงมามากนัก ที่เหลือก็เป็นเรื่องเบาสำหรับจะไปคัดแยก

+ตอบสนองกับผู้ที่มีพื้นที่น้อยๆควบคุมเรื่องพื้นสำหรับการผลิตในปริมาณที่มากๆ ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ 1 คอกในการเลี้ยงแบบนี้ มีพื้นที่ 1.2 m×2 m. สูง 1.6 m. หรือมีความสูง 5 ชั้นกะละมัง หรือใครจะสูงมากกว่านี้น้อยกว่านี้ก็ได้ ตามความสะดวก แต่ของผมสูงกว่านี้ไม่ได้เพราะเอื้อมไม่ถึง หรือพื้นที่คร่าวๆประมาณ 4 ตารางเมตรผมจะได้ 60 กะละมังใน 1 กะละมัง ผมจะได้ มูลไส้เดือน 5-7 กิโลกรัม หรือผมจะผลิตปุ๋ยได้ต่อเดือนต่อคอก ประมาณ 7×60 = 420 กิโลกรัมต่อเดือน แค่ 10 คอก ก็สามารถผลิตปุ๋ยได้ประมาณ 4 ตันต่อเดือน บอกได้เลยใครมีพื้นที่ 1 งานหรือ 100 ตารางวา บอกได้คำเดียวว่าได้มาก ซึ่งแหล่งที่มาของรายได้พอประมาณ

+ตอบสนองระยะยาวกับผม ซึ่งเป็นผู้ชายตัวเล็ก วิธีนี้ผมว่าเหมาะกับผมระยะยาว เพราะกะละมัง 1 ใบ พร้อมมูลไส้เดือนกับแบดดิ้งใหม่ๆ (Bedding หมายถึง ที่อยู่ ที่อาศัยของไส้เดือนที่เหมาะสม) มีน้ำหนักไม่มาก ถ้าทำบ่อยๆทุกวันๆ ก็ใช้ร่างกายไม่เยอะมาก และที่สำคัญเวลาเก็บเกี่ยวมูล ผมก็ไม่ต้องก้มๆเงยๆ นานๆ อาจจะช่วยป้องกันสุขภาพของสันหลังได้มากกว่าวิธีอื่นหน่อย อันข้อนี้ หมายถึงสุขภาพระยะยาว ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นอาชีพหลัก ประกอบเป็นธุรกิจ มองไปถึงระยะ 5 ปี 10 ปีข้างหน้า

+ควบคุมความชื้น ความร้อนหรือ อุณหภูมิ ได้ดี เพราะแบดดิ้งไม่โดนกดทับมากไป

+ควบคุมคุณภาพของปุ๋ยได้เป็นจุดๆไป น้ำถึงมั้ย แห้งไปมั้ย ง่ายต่อการควบคุมคุณภาพ

ฃโดยคุณเก่งก็ยังบอกอีกว่าจุดแข็งและจุดอ่อนของธุรกิจการเลี้ยงไส้เดือนนั้นบอกเลยว่าไส้เดือนนั้นถือเป็นธุรกิจที่มีจุดแข็งอย่างมากมายส่วนจุดอ่อนของธุรกิจส่วนใหญ่ก็มักจะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตเองที่ไม่ค่อยสนใจในการพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆเพราะว่าการทำตลาดควรจะทำแบบที่ไม่ใช่การตลาดควรจะมีการเน้นการศึกษามีการเรียนรู้และมีการบอกต่อเพราะจะต้องเรียนรู้ในเรื่องของไส้เดือนด้วย

ช่องทางของการสร้างรายได้ของคุณเก่งนั้นก็จะมี ตัวไส้เดือนที่ส่งขายให้กับคนเลี้ยงรุ่นใหม่ ราว 100-200 กิโลกรัมต่อเดือน ตกกิโลละ 400 เป็นเงินเฉลี่ย 40,000-80,000 บาท/ มูลไส้เดือน 15-20 ตันต่อเดือน ตกตันละ 10,000 บาทต่อเดือน เป็นเงินราวๆ 150,000-200,000 บาท สรุป รายได้ โดยรวมจะตกอยู่ที่ 200,000 บาทต่อเดือน

เรื่องปัญหากับอุปสรรคในเรื่องหลักๆที่เจอส่วนมากกับชาวเกษตรที่มีการเลี้ยงไส้เดือนนั้นก็ก็คือ

+เรื่ององค์ความรู้กับความเข้าใจของเกษตรกรที่ยังไม่กว้างขวางมากพอ ต้องอาศัยการบอกต่อ ทำอย่างไรให้เกษตรกรเปลี่ยนความคิด กล้าเลิกกับเสพติดสารเคมี เปลี่ยนความเชื่อ

+วัตถุดิบที่บางฤดูกาลที่ไม่เพียงพอต่อการผลิต

+อุปสรรคแอบแฝงจะมีบ้างก็แค่มีกลุ่มหน่วยงาน ที่พยายามสร้างข้อมูลผิดเกี่ยวกับไส้เดือน อย่างเช่น ไส้เดือนทำให้ต้นไม้ตายบาง ไส้เดือนกินรากอ่อนพืชบ้าง ทำให้ต้นข้าวล้มบ้าง ทำให้พืชบ้าใบบ้าง ฯลฯ

+อุปสรรคเรื่องความเข้าใจของการเลี้ยง ที่มุ่งหาตลาด ไม่ค่อยทำความเข้าใจ อยากขายมากกว่าการอยากรู้ สนใจปัญหาตัวเองมากว่าปัญหาเกษตรกร

+ปัญหาด้านกฎหมาย บ้านเราหน่วยงานภาครัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญเกี่ยวกับไส้เดือนมากนัก บางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามูลไส้เดือนอยู่จุดไหน ส่งเสริมแต่ผิดวิธี ให้ความสำคัญเรื่องเงินเป็นที่ตั้ง ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องการนำไปใช้

+ส่วนเรื่องปัญหาอื่นๆเป็นเรื่องยิบย่อย ทะเลาะกันเองบ้าง ผลักกันให้ล้มบ้าง คนโน้นเก่งกว่าคนนี้ มันคือปัญหาที่เจอกันทุกวงการ

แต่ถ้าถามว่าอะไรคือจุดที่ทำให้มีถึงวันนี้ได้ก็น่าจะมีปัจจัยหลักๆดังนี้ ความเพียร ความรักในงาน การให้ เรียนรู้ ขยัน อดทน ความจริงใจ ในตัวสินค้า

โดยเป้าหมายของคุณเก่งที่มีต่อธุรกิจนี้ก็มีทั้งหมดเป็น 3 ระยะ

ระยะที่ 1 จะเป็นระยะที่ให้เวลากับไส้เดือนโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปีเพื่อเรียนรู้และการเป็นไปได้ของธุรกิจโดยจะมีการศึกษาอย่างจริงจังทำความเข้าใจอย่างจริงจังเพื่อในการสร้างรายได้และของที่สามารถใช้เองในระบบโดยการทำปุ๋ยเองลดต้นทุนทุกอย่างให้ได้มากที่สุด

ระยะที่ 2 คือระยะแห่งการเรียนรู้โดยจะมีการเพาะปลูกไว้กินปลูกไว้ขายปลูกไว้แปรรูปปลูกไว้สร้างความรู้โดยจะใช้ระยะเวลาในการปลูก 5 ปีเพื่อเรียนรู้

ระยะที่ 3 คือระยะการเรียนรู้ที่จะแปรรูปสร้างโรงแปรรูปต่อยอดสินค้าและสามารถป้อนสินค้าเข้าสู่ตลาดโดยสามารถวางจำหน่ายได้โดยทำสินค้าให้ดีที่สุดและสามารถเก็บได้นานมากที่สุดและมีคุณภาพที่สุด

จึงเรียกได้ว่าระยะทั้งหมดนั้นจะใช้ระยะเวลาประมาณ 15 ปีในการที่สามารถสร้างเกษตรกรที่สมบูรณ์โดยจะมีการรีไทร์ตัวเองเพื่อชุมชนทำให้สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทุกคนและสามารถนำองค์ความรู้ในการเรียนและองค์ความรู้ในการใช้งานให้กับชาวเกษตรกรเพื่อให้ชาวเกษตรกรนั้นสามารถเลี้ยงตัวเองและสร้างรายได้เพิ่มมากขึ้นและสามารถได้ยินดีๆในการเพาะปลูกและนำความรู้นี้ส่งไปยังลูกหลานได้และยังทำให้แผ่นดินที่มีอยู่นั้นไม่เป็นพิษและมีความตั้งใจที่อยากจะให้ เมืองไทยเป็นจุดศูนย์รวมในการผลิตมูลไส้เดือนสู่ตลาดโลกถ้าหากมีคนทำความเข้าใจก็จะทำให้มีมูลไส้เดือนที่มีคุณภาพและสามารถส่งออกตลาดโลกได้และอยากจะให้คนไทยเป็นครัวโลกที่แท้จริง

โดยถ้าหากใครสนใจในการเลี้ยงไส้เดือนหรือต้องการที่จะเรียนรู้ในการเลี้ยงไส้เดือนก็สามารถไปได้ที่ D farm ฟาร์มไส้เดือน 209/14 หมู่ 2 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี หรือ เฟสบุ๊ค เดชาวัจน์ พันจันทร์โชติได้เลย