ผู้ว่าในดวงใจ! จากเด็กถีบสามล้อสู่ผู้ว่าฯ เรียบง่าย ใช้ชีวิตติดดิน

โดยในวันนี้แล้วก็จะเอาอีก 1 ตัวอย่างดีๆมาฝากทุกคนกันซึ่งแน่นอนว่าหลายครั้งก็จะมีชีวิตของคนลาวที่ออกมาเผยแพร่กันผ่านเพจนี้กันอย่างมากมาย และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมารู้จักกับอีกบุคคลหนึ่งที่น่ายกย่องนั่นก็คือ ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นเป็นผู้ว่าจังหวัดเลยโดยทุกคนนั้นมักจะเห็นผู้ว่ารายนี้สวมชุดเครื่องแบบข้าราชการไปทำงานโดยการปั่นจักรยานในทุกๆวันซึ่งนั่นก็กลายเป็นภาพที่เรียกว่าเป็นต้นแบบที่ดีแต่นั่นก็ทำให้มีอีกกลุ่มบุคคลหนึ่งกลับมองว่านี่เป็นการสร้างภาพหรือเปล่าจนเกิดคำถามมากมายว่า จะปั่นได้สักกี่วัน / ทำไมไม่ทำอย่างอื่น ทำแบบนี้ดีจริงหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่าคนเรานั้นไม่สามารถหยุดความคิดของคนได้จริงๆแต่วันนี้เราก็จะพาให้ไปรู้จักว่าบุคคลนี้เขาทำจริงหรือสร้างภาพกันแน่

ผู้ว่าจังหวัดเลยคนนี้นั้นมีชื่อว่าติ๊กและเป็นผู้ว่าจังหวัดเลยคนที่ 49 โดยเขานั้นเกิดอยู่ที่ บ้านบุงคล้า หมู่ 5 ต.วังสะพุง อ.วังสะพุง จ.เลย โดยสมัยก่อนครอบครัวนั้นก็เป็นชาวบ้านธรรมดาธรรมดาทำนาทำไร่ประกอบอาชีพ โดยในระดับชั้นประถมศึกษาได้เรียนจากโรงเรียนบ้านวังสะพุง ในชั้นระดับประถมศึกษาปีที่ 4 หาหลังจากที่ได้ใบสุทธิหลังจากที่เรียนจบครูประจำชั้นก็มีการระบุว่ามีความประพฤติที่เรียบร้อยและมีสุขภาพที่แข็งแรง และได้ไปเรียนป 5 และป 6 ที่โรงเรียน ชุมชนวังสะพุง ห่างจากที่เดิม 2 ก.ม. แต่ก็ไม่ได้เรียนในชั้นระดับมัธยมศึกษาเพราะว่าฐานะทางบ้านนั้นค่อนข้างยากจน

จึงเรียกได้ว่าผู้ว่าคนนี้นั้นจะต้องใช้ชีวิตดิ้นรนจนสามารถค้นคว้าไปสมัครสอบเทียบชั้นม 3 จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเลยได้เป็นที่สำเร็จและในขณะเดียวกันก็มีการศึกษาผู้ใหญ่ภาคค่ำเพื่อให้ได้วุฒิม 3 มาจนสามารถได้วุฒิม 3 มา 2 ใบพร้อมกันได้ระหว่างเรียนก็ทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้สามารถได้เรียนหนังสือและรับจ้างทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ปั้นอิฐ ถีบสามล้อรับจ้าง แม้แต่กระเป๋ารถ เรียกว่าหนักเอาเบาสู้ทุกงาน

จนกระทั่งท่านช่วงเรียนต่อมัธยมนั้นก็ไม่มีทุนเรียนจึงจำเป็นต้องย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในตัวเมืองและไปอาศัยขอวัดศรีสุธาวาส หรือวัดเลยหลง วัดอารามหลวงเพื่ออยู่อาศัยซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากหลวง ปู่คำดี วัณณาโก ท่านเจ้าอาวาส ที่เมตตาให้อาศัยให้ที่พักและให้ข้าวก้นบาตรเย็นจึงทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้การศึกษาที่โรงเรียนผู้ใหญ่ โรงเรียนเลยพิทยาคม ภาคค่ำ คล้ายกับการเรียน กศน.ในปัจจุบัน จนสามารถเรียนจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นที่สำเร็จ

ต่อมาในปีพ.ศ 2529 ทางจุฬาฯก็ได้มีการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีฐานะยากจนแต่มีผลการเรียนที่ดีทั่วประเทศเข้ามาสมัครสอบตรงทุกคณะจึงทำให้เป็นโอกาสที่สามารถเข้าสอบได้คณะรัฐศาสตร์และเรียนจบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 2 โดยผู้ว่ารายนี้บอกว่าตนนั้นไม่ได้เป็นคนเรียนเก่งแต่มีการวางแผนการเรียนที่เหมาะสมและในระหว่างที่เรียนอยู่นั้นก็มีการหาทุนระหว่างการเรียนไปด้วย

ซึ่งการหารายได้นั้นก็มี 3 ประเภทโดยประเภทแรกนั้นก็จะเป็นการสมัครเป็นผู้ช่วยวิจัยให้กับทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงได้มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดเกือบทุกจังหวัดจะได้รับรู้ข้อมูลความรู้ประสบการณ์และความเป็นอยู่ต่างๆรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนในระดับในท้องถิ่นจึงทำให้มีข้อมูลเก็บมาใช้ในอนาคตได้นอกจากนี้ก็ยังมีการรับจ้างเก็บหนังสือในห้องสมุดจึงได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือทุกประเภทและรับรู้ข้อมูลจากการอ่านและในระหว่างที่ปิดเทอมนั้นก็ได้รับงานจากรุ่นพี่ที่เรียนปริญญาโทให้ไปเก็บข้อมูลและเก็บผลงานวิจัยจึงทำให้ได้รับทั้งเงินและความรู้เพิ่มขึ้นมาอย่างมากมาย

ต่างๆที่ได้เรียนจบชั้นระดับปริญญาตรีก็ได้ไปสมัครเป็นพนักงานในเครือ SCG หรือปูนซีเมนต์ซึ่งเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลแห่งหนึ่งและไม่เอารัดเอาเปรียบพนักงานจนสามารถสอบได้ทุนปริญญาโทในคณะรัฐศาสตร์สาขารัฐศาสตร์การปกครองในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและได้รับสิทธิ์ยกเว้นค่าหน่วยกิตอีกทั้งยังได้ทุนค่าใช้จ่ายส่วนตัวโดยคณะที่เรียนอยู่นั้นยังไม่ทันเรียนจบก็ได้ไปสอบของกรมพัฒนาชุมชนจนสามารถได้เข้ารับราชการเป็นนักพัฒนาชุมชนที่อำเภอปากชมและสามารถเข้าสอบปลัดอำเภอโดยได้เป็นปลัดอำเภอที่แรกคือ อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย เมื่อได้เป็นปลัดอำเภอนายก็รู้สึกชอบชอบใจเป็นอย่างมากจึงทำให้มุ่งมั่นที่จะมาสายนี้

จนกระทั่งได้เข้าเรียนโรงเรียนนายอำเภอรุ่นที่ 19 แต่ยังไม่ทำเป็นนายอำเภอก็มีการปฏิรูปการปกครองโดยมีการตั้งกรมส่งเสริมปกครองท้องถิ่นจึงได้สมัครมาเป็นผู้ตรวจการท้องถิ่นโดยมีความรับผิดชอบ เทศบาล อบต. และเห็นว่าองค์กรการปกครองท้องถิ่นนั้นถือเป็นงานที่ใกล้ชิดกับประชาชนได้เป็นอย่างมากและจะมีการช่วยส่งเสริมท้องถิ่นการปกครองของตัวเองและจะสามารถพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถบริหารงบประมาณได้ด้วยตัวเองจนสุดท้ายได้มาเป็นผู้อำนวยการและผู้อำนวยการพัฒนาบุคคลบุคลากรท้องถิ่นและได้รู้จักกับผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่นเกือบทั่วประเทศจากนั้นก็ได้เข้ามารับการเรียนและอบรม

ประวัติการทำงาน ระหว่างปี 2535-2546 เป็นปลัดอำเภอ จ.หนองคาย อุดรธานี เลย ขอนแก่น นครราชสีมา ต่อมาปี 2547-2551 เป็นผู้ตรวจการส่วนท้องถิ่น หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จ.บุรีรัมย์ จากนั้นปี 2551-2555 เป็นท้องถิ่นจังหวัด บุรีรัมย์ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ระหว่างปี 2555-2557 เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างปี 2557-2558 เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย ในปี 2558 เป็นรองผวจ.นครราชสีมา ระหว่างปี 2558-2559 เป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างปี 2559-2560 เป็นที่ปรึกษาด้านการปกครองสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และปี 2560 เป็น ผวจ.ราชบุรี ก่อนย้ายมาเป็น ผวจ.เลย ในปัจจุบัน

“ผมเป็นชาวเลยโดยกำเนิด ส่งเสริมใช้ภาษาไทเลยท้องถิ่นสื่อสาร ไม่ว่าจะไปราชการ เปิดงาน ปาถกฐา ประธานพิธีในวาระต่างๆ ขอความร่วมมือ ข้าราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น พ่อค้าและชาวบ้านเข้า โครงการ “สวมผ้าฝ้าย ใส่ผ้าซิ่น เว้าภาษาถิ่น ภาษาเลย” เพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอันดีงาม ใส่ทุกวันศุกร์ หรือจะใส่ทุกวันยิ่งดี ผมไม่ได้เป็นนายอำเภอ-ปลัดจังหวัดมาก่อนหน้า แต่การที่ได้เป็นผู้ช่วยนักวิจัย รับจ้างเก็บหนังสือในห้องสมุดประสบการณ์ ได้เห็นพฤติกรรมเรียนแบบ ฟุ้งเฟ้อ ขาดความรอบคอบ สุรุ่ยสุร่าย ผิดไปจากในอดีตที่เคยเห็นมาจึงคิดโครงการหลายอย่างที่ยังไม่เคยมีคนคิดมาก่อน”

โดยในทั้งนี้ผู้ว่าติ๊กมันก็ต้องการที่จะเป็นผู้ว่าที่ดีจะขอทำงานให้ได้ที่สุดในระหว่างที่อยู่ในจังหวัดเลยและนอกจากนี้ก็ยังมีการประกาศอีกว่าให้ข้าราชการทุกพื้นที่ไม่ให้มีรถน้ำไม่ต้องแต่งตั้งขบวนต้อนรับและงดกระเช้าของขวัญไม่ต้องมีการจัดงานเลี้ยงแต่อย่างใดเพราะจากการที่ผ่านความยากจนยากลำบากแสนเข็ญและการดำเนินชีวิตอย่างมุ่งมานะอุตสาหะทำให้ผู้ว่ารายนี้ได้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นผู้ว่าเป็นที่สำเร็จจึงไม่แปลกใจที่ท่านนั้นสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสมถะประหยัดและติดดินใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไปซึ่งถ้าหากใครนั้นคิดว่าท่านปั่นจักรยานเพื่อสร้างภาพก็บอกเลยว่านั่นไม่ใช่เรื่องจริงแต่อย่างใด