ชื่นชม! จากหนุ่มดอยอาศัยในเพิงไร้น้ำไร้ไฟ พลิกชีวิตสู่ทนายความ

บอกเลยว่าคนเรานั้นมาจะเลือกเกิดไม่ได้แต่เรานั้นก็เลือกที่จะเป็นได้โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาพบกับชีวิตเด็กดอยคนหนึ่งที่บอกเลยว่าเขานั้นฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายในชีวิตศึกษาเล่าเรียนตำราต่างๆ จนได้กลายเป็นทนายความแต่บอกเลยว่าชีวิตนั้นก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด…

โดยเด็กดอยคนนี้ มีชื่อว่า ปี ปานคำ โดยในปัจจุบันมีอายุประมาณ 30 ปีแล้วโดยกล่าวนั้นย้อนกลับไปในสมัยเด็กเคยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารไม่มีถนนไม่มีไฟฟ้าไม่มีประปาใช้อาศัยด้วยการอยู่ใกล้ๆแหล่งน้ำและลำคลองตามธรรมชาติโดยคุณปีนั้นเป็นลูกคนเล็กของบ้านโดยมีพ่อแม่เป็นชนเผ่าไทยใหญ่มีอาชีพรับจ้างหาเลี้ยงลูกทั้งหมด 7 คนเพราะท่านทั้งสองไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือ

และด้วยความจน…. จึงทำให้พี่ 5 คนแรกนั้นต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือเพื่อให้น้อง 2 คนสุดท้องได้เรียนนั่นก็คือปีและพี่สาวโดยทั้งคู่นั้นได้ร่ำเรียนหนังสือและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆที่เรียกว่าบ้านบนดอย โดยบ้านหลังนี้เป็นทางที่อยู่อาศัยเป็นทั้งสถานพยาบาลที่หมอตำแยใช้ทำคลอดให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นมาในปัจจุบัน

ตอนเด็กๆนั้นเขาต้องออกไปหาปูหาปลามากินประทังชีวิตโดยมีพ่อแม่สอนให้รู้ในเรื่องต่างๆส่วนพี่ๆ อีก ที่เหลือก็ต่างแยกย้ายไปทำงานต่างถิ่นแล้วเรื่องที่จะต่อสู้ไปมีครอบครัวจึงทำให้คนในบ้าเหลือเพียงอยู่แค่ 4 คน โดยในตอนนั้นคุณปีก็มีความคิดที่อยากจะเรียนสูงนำความรู้มาพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวแต่บอกเลยว่าการเรียนของเขานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเขาไม่มีเงินซื้อกับข้าวกินที่โรงเรียนต้องอาศัยเพื่อนที่โรงเรียนกินข้าวเพราะครอบครัวนั้นไม่มีจริง

โดยในตอนแรกเขาเลิกเรียนวิชาช่างยนต์เรียนในระดับชั้นปวชที่วิทยาลัยการอาชีพฟางแต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งใหญ่จึงทำให้เขานั้นได้เข้าสอบคณะครุศาสตร์สาขาวิชาควรศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจเดินเข้ากรุงเทพฯหันมาเรียนในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยสมัครชิงทุนนักกีฬาฟุตบอลได้เป็นที่สำเร็จได้ตัวเขานั้นต้องการที่จะนำวิชาความรู้ทางด้านกฎหมายไปช่วยเหลือคนในหมู่บ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลให้ได้

“จริงๆ ผมไม่รู้จักกรุงเทพฯ เห็นครั้งแรกก็ร้องอ้อ…หน้าตาเป็นแบบนี้เองเหรอ ผมยอมเหนื่อยกว่าคนอื่น 2 เท่าเพื่อฝึกซ้อมพัฒนาร่างกาย ว่างจากเรียนหนังสือก็ไปหางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ตลอด 4 ปีผมใช้เงินอย่างประหยัด ไม่นั่งแท็กซี่ แต่นั่งรถเมล์ 8 บาท และไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลย เพราะมันคือโอกาสพิสูจน์ตัวเอง และโชคดีที่มีเพื่อนที่มาหางานทำที่กรุงเทพฯ ช่วยแชร์ค่าห้อง ทำให้จากเด็กขี้อายวันนั้น แค่ออกไปยืนหน้าเสาธงก็ร้องไห้แล้ว กล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำ กล้าลงมือที่จะกำหนดชีวิตที่ดีกว่า”

ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตในเมืองหลวงมันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดทำให้เขาเจอทั้งความท้อและร้องไห้เหนื่อยใจบางครั้งก็เหงาคิดถึงบ้านอยากกลับไปหาพ่อแม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ซึ่งเขาก็เลือกที่จะสร้างแรงบันดาลใจสู้อย่างสุดชีวิตเพื่ออนาคตของคนในครอบครัว

ในตอนนั้นทางบ้านพ่อแม่และพี่ก็ทำงานเก็บเงินตลอด 10 ปีจนสามารถซื้อที่ดินประมาณ 3-4 ไร่โดยเอาที่ดินตรงนั้นทำสวนส้มโดยในปัจจุบันมีพื้นที่ดินละประมาณ 20 ไร่นามีบ้านเป็นของตัวเองไม่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆหรือเช่าบ้านคนอื่นอีกต่อไปเพราะที่ดินในสมัยนั้นเนื้อราคาไม่แพงมากแต่ก็ใช้จะหากันง่ายๆด้วยเงินหลักหมื่นพอทุกอย่างพ่อแม่นั้นต้องแลกมาด้วยความลำบากอย่างถึงที่สุด

จนกระทั่งเขาเรียนจบชั้นปริญญาตรีที่สำเร็จเขาจึงได้โทรบอกกลับไปหาแม่ว่าเขาจบป. ตรีแล้ว โดยแม่ก็ถามว่าป. ตรี คืออะไร เขาก็ตอบแม่เพียงแค่ว่ามากรุงเทพฯเดี๋ยวแม่ก็จะรู้เอง โดยมีวันที่เขารับปริญญาเขาได้พบกับรอยยิ้มได้กำลังใจพ่อแม่จากพี่ๆทุกคนที่เสียสละให้น้องได้เรียน ได้เห็นน้ำตาแห่งความดีใจ แต่ความสำเร็จนี้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของการเรียน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทางชีวิต เพราะหนทางข้างหน้ายังมีอะไรให้บันทึกอีกมากมาย.

โดยเขานั้นได้มีการนำความรู้ที่มีการศึกษาและการทำกระดาษใช้เป็นช่องทาง กระต่ายบนโลก Social Media ในการขายส้มจากไร่ผลจากครอบครัวของตัวเอง และเมื่อมีกินอิ่มท้องก็รู้จักแบ่งปันให้กับเด็กในหมู่บ้านเพราะเขารู้ดีว่าเด็กในหมู่บ้านนั้นขาดโอกาสอีกเยอะถ้าหากได้รับการเติมเต็มที่ดีแต่เขาจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีอย่างเช่นเขาในปัจจุบันและความหวังสูงสุดของเขานั้นก็คือการเป็นทนายความ

โดยเขาก็สามารถสอบผ่านภาคทฤษฎีเป็นที่สำเร็จซึ่งในตอนนี้กำลังขะมักเขม้นกับการสอบภาคปฏิบัติและก้าวสู่ขั้นตอนสอบปากเปล่าเพื่อให้ไปถึงจุดหมายที่ตั้งเอาไว้นั่นก็คืออาชีพทนายความนั้นเองโดยเขาต้องการใช้อาชีพนี้เพื่อช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งให้กับคนในหมู่บ้านชาวดอยของตัวเอง ..