รักของพ่อแม่ คือรักแท้ที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรเทียบได้

โดยในวันนี้เราก็จะเอาแนวคิดดีๆที่เกี่ยวกับความรักของพ่อแม่ที่บอกด้วยว่าความรักของพ่อแม่นั้นวิเศษยังยืนขนาดไหนซึ่งทุกคนก็จะทราบกันดีว่าพ่อแม่นั้นสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้และทุกอย่างที่ทำมันก็เพราะความรักล้วนๆฉะนั้นเราควร จะรู้จักความรักของพ่อแม่ให้ดีด้วยความรักตามพระพุทธศาสนานี้มีการแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ

แบบที่ 1 ความชอบใจในบุคคลหรือสิ่งที่จะเอามาบำรุงบำเรอความสุขของเรา : โดยการชอบใจนั้นก็เป็นเพราะว่าความชอบใจจะมาสนองความต้องการในส่วนของเรื่องบำรุงบำเรอทำให้คนเรานั้นมีความสุขได้และอะไรที่ทำให้คนเรามีความสุขชอบใจก็จะเป็นสิ่งที่เรานั้นต้องการบาง

แบบที่ 2 ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นมีความสุ โดยความรักแบบที่ 2 นี่แหละก็คือความรักที่พ่อแม่นั้นอยากจะมีให้ลูก

ซึ่งพออ่านแล้วเราก็จะเห็นกันเลยว่าความรักทั้งสองอย่างนี้ตรงข้ามกันเพราะแบบไม่ได้มันคือการบำรุงความสุขของตัวเองแต่แบบที่ 2 คืออยากให้เขาเป็นสุขฉะนั้นความรักจึงมี 2 แบบที่เรานั้นมักจะเห็นกันได้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่นความรักของหนุ่มสาวที่คือการชอบใจอยากจะให้มาสนองความต้องการของตนทำให้ตัวเองนะมีความสุข

แต่พอถ้าเราหาดูมุมมองในความรักของคนเป็นครอบครัวแล้วก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งคือความรักระหว่างพ่อแม่ที่มีให้กับลูกโดยเฉพาะโดยเป้าหมายความหวังสิ่งใดก็คืออยากจะให้ลูกมีความสุข

ฉะนั้นถึงเล็กๆว่าคนเรานั้นต้องแยกแยะระหว่างความรักทั้ง 2 แบบนี้ให้ได้ถึงจะรู้ว่ารักแบบไหนโดยความรักที่มาในรูปแบบของการบำรุงความสุขนั้นเรียกว่า ราคะ ส่วนความรักที่อยากจะให้คนอื่นนั้นเป็นสุขเขาเรียกว่า เมตตา โดยความรักทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันและมีผลต่อกันแตกต่างกันด้วย

ซึ่งถ้าหากมีความรักแบบแรกก็คือการต้องการที่จะเอาทุกอย่างนั้นมาเป็นของตนเพื่อทำให้ตนนั้น มีความสุขจึงเกิดการแก่งแย่งชิงดีและพึ่งมาด้วยความเห็นแก่ตัว

แต่ความรักในแบบที่ 2 นั่นคือการทำให้คนอื่นมีความสุขพยายามให้เขามีความสุข เหมือนกับความรักของพ่อและแม่ทำให้กับลูกเมื่อเห็นลูกมีความสุขพ่อแม่ก็สุขตาม

ฉะนั้นจึงเรียกว่าความรักของพ่อแม่คืออยากจะทำให้ลูกและมีความสุขอยู่ตลอดเวลาเพราะการมีความสุขของลูกนั้นก็คือทำให้ตัวพ่อแม่มีความสุขไปด้วยจึงไม่แปลกที่ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นอยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกและมีความสุขและวิธีการสำคัญอย่างที่ทำให้ลูกมีความสุขและก็คือ การเห็นแก่ลูกโดยพ่อแม่นั้นจะต้องมีความสุขให้แก่ลูกและทำให้ลูกมีความสุขมากที่สุด

หรือเรียกอีกอย่างว่าการเสียสละก็ได้ซึ่งการเสียสละนั้นคือการเสียสละด้วยความเต็มใจแต่การยอมเสียไปนั้นคือการเปลี่ยนใจและทำให้เกิดทุกข์ฉะนั้นเมื่อมีความรักแบบที่ 2 การเสียสละด้วยความเต็มใจในก็เกิดขึ้นโดยความเสียสละนี้ก็จะทำให้เกิดความสุขและตามด้วยความเมตตาจึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่อง

และความรักอีกประเภทหนึ่งนั่นก็คือต้องได้จึงจะเป็นสุขจะตายเป็นกระแสกิเลสของบุคคลทั่วไปที่เรานั้นมาจะเห็นกันอยู่ในบนโลกนี้เมื่อได้มาแล้วก็รู้สึกเป็นสุขแต่ถ้าเสียไปก็จะรู้สึกเป็นทุกข์นี่คือวิถีชีวิตของมนุษย์แต่ถ้าหากเรามีแต่ทุกข์นั้นก็จะทำให้เกิดคุณธรรมไม่ได้ว่าหนูจะเกิดความเบียดเบียนการแก้ปัญหาสังคมไม่ได้แต่เมื่อไหร่ถ้าหากเรามีความสุขจากการให้ก็จะทำให้แกเป็นความสุขที่ดีปัญหาสังคมนั้นลดลงและสามารถแก้ไขได้ในทันทีเพราะมนุษย์จะเกิดความเกื้อกูลซึ่งกันและกันแบ่งปันซึ่งกันและกันเกิดความรักและความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาด้วยกันและกัน

มนุษย์มีความสุขจากการให้จะกลายเป็นความสุขทั้งสองฝ่ายด้วยกันเมื่อผู้ใด สุขก็จะเห็นคนที่ให้สุขด้วยเช่นกัน จึงกลายเป็นความสุขแบบประสานกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นก็คืออยากเห็นลูกมีความสุขคือจะพยายามทำอะไรต่างๆเพื่อตอบสนองความสุขของลูกเมื่อเห็นว่าลูกมีความสุขและพ่อแม่ก็จะสุขตามแต่งั้นก็แปลว่า อแม่จึงมีความสุขในการที่ได้ให้แก่ลูก ในขณะที่คนทั่วไปต้องได้จึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ให้แก่ลูกก็มีความสุข แม้ตัวเองจะต้องทุกข์เดือดร้อนพ่อแม่ก็ยอม

แต่ในบางครั้งการที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนแต่พอเห็นลูกมีความสุขแล้วก็กลับเป็นความสุขที่มาซะอย่างนั้นแต่ในทางตรงข้ามกันถ้าเห็นลูกไม่สบายหรือตกทุกข์ยากลำบากก็จะทำให้เกิดความสงสารแต่ก็ไม่มีความรังเกียจความเบื่อหน่ายแต่อย่างใดและจะยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อลูกด้วยกัน รักของพ่อแม่นี้เป็นรักแท้ที่ยั่งยืน ลูกจะขึ้นสูง ลงต่ำ ดีร้าย พ่อแม่ก็รัก ตัดลูกไม่ขาด ลูกจะไปไหนห่างไกล ยาวนานเท่าใด จะเกิดเหตุการณ์ผันแปรอย่างไร แม้แต่จะถูกคนทั่วโลกรังเกียจ ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก็ยังเป็นอ้อมอกสุดท้ายที่จะโอบกอดลูกไว้

นี้แหละที่ว่า เป็นการแยกความหมายของความรักเป็น ๒ แบบ พ่อแม่มีความรักแบบที่ ๒ ซึ่งเป็นรักแท้ คนทั่วไปเริ่มต้นก็มีความรักแบบแรก คืออยากได้เขามาทำให้ตัวเรามีความสุข แต่คนควรจะพัฒนาจากความรักแบบที่หนึ่งไปสู่ความรักแบบที่สอง คือ ให้ความรักแบบที่สองเกิดมีขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างดุลยภาพในเรื่องความรัก เช่น ระหว่างหนุ่มสาว ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่งอย่างเดียวจะไม่ยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน เพราะว่าความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องการที่จะเอาเขามาเป็นเครื่องบำรุงบำเรอตัวเองเท่านั้น ถ้าเมื่อไรตนไม่สมใจปรารถนา เมื่อนั้นก็จะเกิดโทสะ มีความชิงชัง หรือไม่ก็เบื่อหน่าย แล้วปัญหาก็จะเกิดขึ้น

ฉะนั้น คนเราอาจจะเริ่มต้นด้วยความรักแบบที่หนึ่งได้ ตามเรื่องของปุถุชน แต่จะต้องรีบพัฒนาความรักแบบที่สองให้เกิดขึ้น พออยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว ถ้ามีความรักแบบที่สองเข้ามาหนุน ก็จะทำให้อยู่กันได้ยั่งยืน ความรักแบบที่สองจะเป็นเครื่องผูกพันสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตครองเรือนมีความมั่นคง ดังนั้นปุถุชนนี้อย่างน้อยก็ให้มีความรัก ๒ แบบ มามีดุลยภาพกันก็ยังดี ขอให้ได้แค่นี้ก็พอ

ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าถ้าหากคนเรานั้นมีจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ก็จะสามารถเกิดความสุขได้อย่างมากมายบนโลกนี้เพราะเมื่อไหร่ที่เราได้เห็นเพื่อนมนุษย์มนุษย์มีความสุขเราก็จะมีความสุขตามด้วยเช่นกันด้วยคนที่สามารถพัฒนามาถึงระดับนี้นั่นก็คือ พระโสดาบัน เป็นต้น พระโสดาบันนั้นไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีความตระหนี่ ไม่มีความหวงแหน มีความพร้อมที่จะให้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือเมตตาก็เจริญมากขึ้นด้วย และท่านก็มีความสุขยิ่งขึ้นมากมาย จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ก็มีแต่สุข ไม่มีทุกข์เหลืออยู่เลย

ความรักของพ่อแม่ถึงแม้จะจำกัดอยู่กับลูกก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการหวงแหนอย่างความรักแบบที่หนึ่ง คือพ่อแม่รักลูก ความหวงนั้นจะมีแต่ในแง่ที่อยากให้ลูกมีความสุข ไม่ยอมให้ใครมาทำให้ลูกทุกข์ แต่ไม่ได้หวงแหนที่ว่าต้องการครอบครองเอาไว้เป็นของตัว เพื่อบำเรอความสุขของตัว ไม่มีความหึง คือไม่ได้หวงผัสสะไว้เพื่อตัว และไม่ได้หวงใจ แต่ตรงกันข้าม ถ้าลูกมีคู่ครองที่ดีมีความสุข พ่อแม่ก็พลอยมีความสุขไปด้วย