ถูกถามจบด็อกเตอร์ แต่ทำไมมาเลี้ยงไก่ ทำนา

หลายคนนั้นแม้จะเรียนจบมาสูงสักแค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าใบปริญญาที่เราได้มานั้นจะสามารถต่อยอดอาชีพให้เราหาเลี้ยงไปได้ทั้งชีวิตซึ่งก็มีบางคนนั้นแม้แต่เรียนจบมาตำแหน่งส่วนสูงแต่ก็ยังหันไปทำไร่สวนพืชนาอย่างเช่นดรหนุ่มวัย 31 ปีคนนี้ที่มีชื่อว่า สิริกร ลิ้มสุวรรณ

โดยตัวเขานั้นไม่สนใจใบปริญญาและเลือกหันมาทำอาชีพชาวนานายต้องการเปลี่ยนความคิดคนในสังคมจนได้รับตำแหน่ง ผอ.สถาบันPostบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต…

โดยมองเพลินแล้วหนุ่มคนนี้นั้นจะเป็นเพียงแค่ชาวเกษตรกรบ้างและที่ใครเห็นทั่วไปแต่บอกเลยว่าดีของเขานั้นเป็นถึงอาจารย์หมาที่อะไรซึ่งตอนอยู่ในคณะนวัตกรรมการเกษตรมหาวิทยาลัยรังสิตและยังคงดำรงตำแหน่งผอ. สถาบันบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหารในวัยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้นโดยหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจในการสอนตัวเขาก็จะกลับไปเป็นชาวเกษตรกรและใช้ชีวิตในไร่ท้องทุ่งนาในฉบับแบบคนรุ่นใหม่

ย้อนไปในวัยเด็กมัธยมนั้นตัวขาวนั้นจบจากโรงเรียนสมเด็จย่าหรือโรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี โดยตัวขาวนั้นชื่นชอบในการเรียนรู้โครงการพระราชดำริละครซึมซับอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์และเมื่อจบมาก็ได้ทำงานอยู่ทางด้านฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่งโดยในตอนนั้นทั้งชีวิตและเงินเดือนก็ไปได้ด้วยดีแต่ในตอนนั้นก็เกิดความคิดว่านี่ใช่ความสุขจริงหรือไม่

เพราะดร.หนุ่มคนนี้ได้มีความรู้สึกว่า ตัวเขานั้นรู้สึกไม่มีความสุขกับงานแบงค์สักเท่าไหร่เพราะเขาต้องสวมชีวิตแบบคนเมืองแต่ในจริงๆแล้วในใจเขาแสวงหาชีวิตแบบชาวไร่ชาวนาเขาต้องการใช้ชีวิตแบบที่ใน 1 วันไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำสามารถหากินในส่วนของตัวเองก็ได้

ย้อนกลับไปอีกทีในปี 2548 ในสมัยที่เขานั้นยังได้เรียนอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยรังสิตก็ได้มีการเกิดการชุมนุมของชาวเกษตรกรจะได้เข้าไปพูดคุยและเริ่มสนใจในการทำเกษตรอย่างจริงจังและสิ่งแรกที่อยากจะทำมันก็คืออยากจะทำกิจกรรมเพื่อชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการและอยากจะพัฒนาบ้านเกิดให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้นแต่อีกทางหนึ่งก็สวยกับความคาดหวังของคนในครอบครัวเพราะว่าด้วยความเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านอีกทั้งคุณพ่อนั้น ยังทำงานการไฟฟ้าและแม่ยังเป็น รองผอ. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี จึงทำให้ท่านทั้งสองนี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกชายของตัวเองนั้นกำลังลงมือทำ

โดยเวลาว่างจากการเรียนนั้นเขาก็ใช้เวลากลับไปที่บ้านเสมอเสมอโดยเริ่มจากการลงมือเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยขายเนื้อวัวและศึกษาการทำนาและมีการปลูกผักคะน้าผักกาดแก้วผักกวางตุ้งซึมซับและเรียนรู้จักคุณยายวัย 80 ปีอีกทอดหนึ่ง แต่แล้วชีวิตของเขาก็ได้ไปทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่ง

แต่ถ้าว่าด้วยระบบงานที่พาดชีวิตไปจากครอบครัวแม้กระทั่งเวลาที่แม่ป่วยก็ยังหาเวลาลางานมาไม่ได้จึงทำให้เกิดความคิดว่าตัวเขานั้นจำเป็นจะต้องที่มีเวลาให้กับครอบครัวมั้ง และมีความคิดที่อยากจะลาออกจากงานมาทำเกษตรโดยนัยตอนนั้น คุณพ่อก็ได้มีการเตือนว่าให้คิดดีๆเพราะการทำเกษตรนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดยิ่งทำยิ่งเหนื่อยทางที่จะรวยนะมันยาก

แต่เช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเขาก็ได้ลาออกจากงานธนาคารและลงมือดำนาปลูกข้าวหอมมะลิเป็นจำนวน 3 ไร่ด้วยตัวเอง มีการต่อสู้กับการทำนาแบบเคมีแปลงใกล้เคียงโดยมีการลองดูว่าจะรอดหรือไม่รอด

หลังจากนั้นเมื่อผ่านไป 4 เดือนเขาก็ได้ข้าวเปลือก 1 ตันและสีออกมาได้เข้าศาลประมาณ 800 กิโลเมตรโดยครึ่งนึงเก็บไว้กินอีกครึ่งนึงนำไปบดเป็นผงเพื่อจำหน่ายเป็นผงพอกหน้าโดยตัวเขานั้นไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณข้าวแต่แขนการที่นวัตกรรมในการทำข้าวซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมีเพราะมีผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากจะทานอะไรที่เป็นอินทรีย์เกษตรกันทั้งนั้น

“…ก็อยากจะลองดูว่า เสื้อผ้าเกาหลียังรอพรีออเดอร์กันได้ แล้วทำไมสินค้าเกษตรของคนไทยถึงจะรอกันไม่ได้ จึงตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อเปิดตลาดออนไลน์แล้วได้ใช้ความรู้จากปริญญาโทสาขาวิชากฎหมายมหาชน จัดตั้งบ้านรักษ์ดินเป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน ปลูกผัก ปลูกผลไม้อย่างไร เลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงไส้เดือน โดยเฉพาะเลี้ยงไก่ขายไข่ขบถ และต่อยอดถึงปริญญาเอก จนกระทั่งพ่อกับแม่เปิดใจยอมรับ กับคำถามและความสงสัยที่ว่า…ที่นั่งพิมพ์อยู่หน้าจอมันจะมีเงินเข้ามาในบัญชีได้อย่างไร”

เลยนอกจากนี้เขาก็ได้มีการนำมาเผยแพร่การเลี้ยงไข่ไก่แบบ อินทรีย์วิถีไทยที่บอกเลยว่าชาวเกษตรภายในไม่ควรพลาดขอการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์วิถีไทยนั้นจะเรียกได้ว่าเป็น ไข่ขบถ. โดยมีความหมายมาจาก “ขบถ” มาจากคำว่า “กบฏ” เพื่อฉีกกฎหวังเปลี่ยนแปลงระบบเดิม ๆ โดยจุดมุ่งหมายนั้นคือต้องการสร้าง Impact ต่อสังคมให้กระทบใจผู้บริโภคจึงเกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ไข่ไว้รับประทานเองในครัวเรือนและจะไม่ใช้สารเร่งโตแต่อย่างใดไม่ใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้หัวอาหารสำเร็จรูปไม่ใช้ข้าวโพดหรือถั่วหรือตัดต่อพันธุกรรมขังในกรงเล็กๆแต่ไก่ที่เลี้ยงน้ำจะต้องได้ใช้ชีวิตตามวิถีของมันคุ้ยหาอาหารตามพื้นดินธรรมชาติที่เปิดโล่งจึงทำให้ไข่ไก่ที่ได้นั้นไม่มีความคราว

โดยการเลี้ยงแบบนี้ จะเป็นการขบถ ฟาร์มปิดกระแสหลัก เพราะระบบฟาร์มแบบปีกนั้นจะถามแม่ไก่อยู่ในกรงที่แออัดมีหน้าที่ในการป้อนไข่เพื่อนำไปขายในตลาดทุนนิยมเท่านั้นจึงทำให้แม่ไก่เหล่านี้อ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดโรคและได้รับการดูแลต่ำโดยใช้ฮอร์โมนและสารเร่งไข่แดงและยาปฏิชีวนะต่างๆเมื่อเกิดโรคติดต่อในฟาร์มปิดแม่ไก่ก็จะถูกฆ่าและนำลูกไก่ทั้งหลายไปทิ้งเมื่อเกิดโรคระบาด

โดยตัวเขานั้นได้พยายามทำตามที่แม่ไก่นั้นมีพื้นที่ในการวิ่งเล่นและเดินอิสระหากินได้ด้วยตัวเองไม่ใช้ยาเร่งด้วยใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไรดอยอาหารที่นำมาให้แม่ไก่นั้นก็เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายเช่น ผักตบชวา ต้นกล้วย รำข้าว ผักและผลไม้ แมลงต่าง ๆ รวมถึงใช้สมุนไพรรักษาโรคก็สามารถใช้ได้ด้วยเช่นกัน

“ปัญหาของเกษตรกรทุกวันนี้ คือ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องซื้อทุกอย่างแบบผูกขาดจากนายทุน แต่ทำไมขายแล้วเจอช่วงราคาตกต่ำ ขาดทุนจึงวนอยู่แบบนี้ ไม่สามารถหลุดออกจากห่วงโซ่ตรงนี้ได้ ก็ต้องไปกู้เงินทุนจากภาครัฐหรือเอกชนมาหมุน ฉะนั้นทำอย่างไรให้พวกเขาหลุดออกจากวงจรอุบาทว์นี้”

ด้วยอันดับแรกของการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์วิถีไทยจำเป็นจะต้องมาเปลี่ยนการปลูกพืชผักต่างๆในแบบหัวไร่ปลายนาโดยข้าวโพดมะละกอกล้วยจะนำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อให้อาหารแม่ไก่สวนสมุนไพรก็สามารถใช้รักษาแม่ไก่ในยามที่ป่วยในช่วงฤดูกาลได้หรือสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ปลูกนั้นก็จะมี ฟ้าทะลายโจร รางจืด ลูกยอ มีสรรพคุณแก้พิษตกค้าง โดยจะนำใบไปอบแห้งบดเป็นผงผสมน้ำกับอาหารให้ไก่กิน จะช่วยรักษาโรคได้อย่างธรรมชาติ

อีกครั้งการปลูกพืชแบบหัวไร่ปลายนานั้นจะไม่ได้เน้นปริมาณแต่อย่างใดจึงไม่แปลกที่วัตถุดิบในการใช้ผลิตให้แม่ไก่รับประทานนั้นไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องหาผักตบชวา โดย ผักตบชวา 1 กก. สามารถให้โปรตีนได้สูงถึง 25% เมื่อเทียบกับหัวอาหารในปริมาณที่เท่ากัน แต่ต้องสังเกตดูดี ๆ ว่า ไม่มี “ไข่หอยเชอรี่” ติดอยู่ที่ราก เพราะมียางที่เป็นสารพิษต่อสัตว์ปีก..

ซึ่งการผลิตอาหารให้กับแม่ไก่ในก็ทำได้ไม่ยากโดยไก่ 100 ตัวให้เอาต้นกล้วยที่มีความยาว 2 เมตรนะผักตบชวา 3 กิโลกรัมนำมาส่งเอากันให้วันละ 2 ครั้ง เช้า 07.00 และบ่าย 14.00 จากนั้นก็โยนมะละกอผักตบชวาสดน้ำผสมสมุนไพรให้กับแม่ไก่หากินได้ตามอิสระโดยไข่ที่ได้นั้นจะมีสีเข้มและฟองใหญ่

สำหรับโรงนอนหรือร่างของไก่นั้นก็จะทำจากยางรถยนต์เก่าโดยใช้ไฟฟ้าที่ได้จากแปลงนามาปูรองพื้นให้นิ่มโดยนัยหนึ่งดังนั้นเหมาะสำหรับแม่ไก่ 5 ตัวส่วนไข่ไก่ที่ได้จะไม่ฟ้าออกมาเป็นตัวเนื่องจากไม่มีการผสมพันธุ์รับน้ำเชื้อจากไก่ตัวผู้แต่อย่างใด

และสิ่งนี้นี่เองจึงทำให้การผลิตไข่ไก่หน้าแตกต่างจากการผลิตไข่ไก่แบบอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากเพราะการเลี้ยงในระบบฟาร์มปิดหลัก 8 เดือนแม่ไก่ที่ให้ขายนั้นก็จะต้องถูกปลดระวางเป็นไก่เนื้อแทนแต่การเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์วิถีไทยนั้นสามารถให้แม่ไก่มีอายุได้นานถึง 2 ปี จนกระทั่งแม่ไก่มีจำนวนการออกไข่ครบอายุ 3 ปีก็จะถูกปลดระวาง แปรเป็นอาหารกลางวันให้น้อง ๆ โรงเรียนต่าง ๆ ได้แทน

นอกจากนี้เทคนิคการเลี้ยงไก่งั้นก็ยังมีการเปิดบทสวดมนต์ให้แม่ไก่ฟังเบาๆมาได้มีผลการวิจัยออกมาว่าการเปิดเพลงไม่ได้ช่วยลดความเครียดแม่ไก่อย่างใดแต่เสียงเพลงนั้นจะมีผลต่อการเกิดออกไข่ของแม่ไก่นั่นเอง

และนี่ก็คือวิถีชีวิตแบบธรรมชาติแบบเกษตรพอเพียงแบบเกษตรอินทรีย์ที่ปราศจากสารเคมีปราศจากสารพิษที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งเรียกว่าเป็นการทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ที่ในตอนนี้ใครหลายคนก็หันมานิยมในการรับประทานสิ่งดีๆต่อร่างกายกันมากยิ่งขึ้นฉะนั้นเกษตรแบบนี้ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เรียกมากมายที่ในนับวันก็จะมีเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง