เขาหาว่าผมบ้า ลาออกจากงาน กลับบ้านสานฝันทำเกษตร

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นมาพบกับประสบการณ์ของคนหนึ่งที่ได้ออกจากพนักงานบริษัททำการสินค้าขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ตัดสินใจชีวิตของตัวเองนั้นออกมาทำเกษตรและก็ได้มีการออกมาเผยแพร่ในเว็บไซต์ pantip โดยใช้ชื่อสมาชิกว่า xela

ด้วยตัวเขานั้นได้ทำเกษตรพอเพียง 180 ตารางวาและเป็นสิ่งที่เขาทำให้เห็นว่าความฝันของเขานั้นมันยิ่งใหญ่มากแค่ไหนซึ่งในต่างระบุเอาไว้เขานั้นได้ทำตามความฝันมาแล้ว 4 เดือนและต้องการจะแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันเพื่อทบทวนว่าการเลือกทำตามความฝันนั้นมันสำคัญมากแค่ไหน

โดยเบื้องต้นทางเจ้าของกระทู้นะได้พูดถึงสามีที่เป็นคนทำงานบริษัทเหมือนกับบริษัทอื่นๆและชอบทำโอเลิกดึกเข้า 8:00 นเป็นประจำและเกิดความคิดที่อยากจะทำการเกษตรอยากปลูกพืชผักสวนครัวเลี้ยงปลาเลี้ยงไก่และได้มีการเปลี่ยนหนังสือที่อ่านจากหนังสือแฟชั่นหัวนอกมาเป็นหนังสือนิตยสารเกษตรเพื่อดูเคล็ดลับการปลูกพืชผักผลไม้การทำเกษตรอินทรีย์การทำน้ำหมักไว้ใช้และมีการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับการเกษตรและเปลี่ยนจากการซื้อข้าวของราคาแพงนะซื้อต้นไม้พรรณไม้เมล็ดแตกต่างๆมาสะสมไว้แทน

โดยในตอนนี้ทั้งคู่นั้นก็เรียกได้ว่าถูกคนหลายคนมองว่าเป็นคนบ้าเพราะทั้งคู่ได้ยื่นใบลาออกจากบริษัทเพื่อมาทำศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งในตอน

นั้นคนรอบข้างก็เป็นห่วงกลัวว่าจะลำบากเพราะเคยทราบว่าทั้งคู่นั้นทำงานอยู่ในห้องแอร์จับปากกาเซ็นต์เอกสารอย่างเดียวจากคอมพิวเตอร์นั่งพิมพ์รายงานไม่เคยตากแดดตากลมและคิดว่าไม่น่าจะทำการเกษตรได้รอดแต่ทั้งคู่นั้นไม่เคยเปลี่ยนใจและมุ่งมั่นด้วยความตั้งใจเต็มร้อย

โดยทั้งคู่นั้นได้มีการคิดโลโก้เป็นของตัวเองและมีการบอกข้อดีของการทำอย่างนี้ก็คือในเรื่องของสุขภาพเพราะตอนนั้นที่เคยทำอยู่ในออฟฟิศก็เคยเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมจนกระดูกสันหลังเสื่อม 1 ข้อเพราะว่าทำงานอยู่กับพี่มากเกินไปและเป็นโรคไมเกรนที่ต้องปวดหัวทุกครั้งจากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกทั้งยังพบกับโรคกล้ามเนื้อกระดูกอักเสบต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นจากการทำงานจนเกิดปัญหาในเรื่องของสุขภาพ

จึงได้มีการบอกกับที่บ้านว่าถ้าหากไม่รอดจริงๆก็จะกลับไปทำงานอีกครั้งหนึ่งเพราะในตอนนี้คิดว่าตัวเองยังอายุไม่มากเพียงแค่ 30 ต้นๆถ้าหากล้มเหลวก็สามารถเริ่มต้นชีวิตในการเป็นพนักงานใหม่อีกครั้งได้ในตอนนี้ขอพักผ่อนร่างกายเสียก่อนและต้องการทำเกษตรด้วยความตั้งใจเต็ม เต็มที่อีกด้วยซึ่งก็ทำให้ไม่มีใครนั้นไปบังคับความคิดหรืออะไรของเขาได้

โดยข่าวนั้นได้กลับมาบริเวณที่บ้าน ในจังหวัดขอนแก่นและต้องพบว่าพื้นที่ที่จะทำสานฝันนั้นพบแต่ความแห้งแล้งมีหญ้ารกเต็มไปหมดแต่ทั้งคู่ก็ตั้งใจและคิดจะลงมือทำกันอย่างเต็มที่ไม่อย่างนั้นถ้าหากไม่ได้ทำก็คงนอนตาไม่หลับโดยมีการตั้งชื่อว่า บ้านสวนเบญจมงคล” มาจากเบญจวรรณ และศุภมงคล และมีความหมายว่า สิ่งดีๆ 5 อย่าง คือ กินดี อยู่ดี สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี มีความสุขดี มีชีวิตที่พอเพียง

โดยทั้งคู่นะเอาเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้จากการซื้อที่ดินมาปลูกบ้านส่วนหนึ่งก็มาซื้ออุปกรณ์ทำเกษตรและแบ่งเอาไว้ใช้จ่ายในระหว่างที่ยังไม่มีรายได้โดยคิดว่าในช่วง 3 ถึง 6 เดือนนั้นจะเป็นช่วงที่ยังไม่มีรายได้เข้ามาจึงทำให้ต้องเป็นต้องเก็บเงินส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อใช้จ่ายในส่วนนี้โดยการปลูกพืชผักนั้นส่วนใหญ่ก็จะให้ผลผลิตภายใน 2-3 เดือนแต่ก็ไม่มีอะไรนะสามารถมารับประกันได้เลยว่าผักที่ปลูกไว้จะโตหรือแห้งตายหรือไม่จึงได้มีการเริ่มวางแผนในการจัดทำพื้นที่สวนเกษตรของตัวเอง

โดยพื้นที่นั้นมีทั้งหมด 180 ตารางวาซึ่งการปลูกบ้านมีไปแล้วประมาณ 120 ตารางเมตรและจำเป็นต้องหาแหล่งน้ำโชคดีว่าที่หมู่บ้านนั้นมีหนองน้ำที่ใหญ่มากประมาณ 700 กว่าไร่แต่ก็ประสบพบเจอปัญหาเพราะว่าแรงดันน้ำมาไม่ถึงซึ่งจะได้นัดอีกทีต้องมาเปิดไว้ตั้งแต่อีกทีตอนตี 2 ตี 3 ตอนเช้าถึงจะได้อาบ

และด้วยความห่างไกลและจึงได้มีการลงมือทำเจาะน้ำบาดาลด้วยตัวเองโดยมีการเสียค่าต่อไปทั้งหมด 12,000 บวกปั๊มน้ำ บวกถัง และอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 30,000 บาท คราวนี้มาดูถึงทางด้านเรื่องกิน โดยทั้งคู่ก็ได้มีการนำความรู้จากการที่ได้ไปศึกษางานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นและพบว่าน้องนักศึกษาเอาลูกปลาหมอแปลงเพศมาขายถุงละ 100 บาทดอย 1 ถุงมี 30 ถึง 50 ตัวซึ่งทั้งคู่ก็อุดหนุนมา 5 ถุงและมีการลงทุนซื้อพลาสติกปูบ่อปูน 1 ม้วน ใน ราคา 1,050 บาท กว้าง 3.6 หลา ยาว 40 หลา เมตร หนา 0.12 มิล โดยพลาสติกผืนนี้นั้นบอกเลยว่าสามารถทำประโยชน์ได้อย่างไรอย่าง และสามารถเป็นบ่อปลาไว้เลี้ยงปลาได้

โดยทั้งคู่นั้นก็จะมีการวางแผนต่างๆออกแบบแผนผังส่วนของตัวเองให้ได้เกิดผลประโยชน์มากที่สุดซึ่งถ้าหากวางแผนไม่รอบคอบเกิดวัสดุไม่พอก็จะพบปัญหาอีกยาว โดยนอกจากการทำบ่อปลาหมอแล้วพลาสติกปูพื้นก็ยังเหลืออีกเยอะจึงสามารถนำมาประกอบใช้พื้นที่ทางสวนเกษตรที่เหลือได้จึงได้มีการทำบ่อปลาดุกเพิ่มอีกบ่อที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันโดยมีขนาดประมาณ 2 เมตร x 3 เมตร ใส่ปลาดุกลงไป ประมาณ 200 ตัว พอเลี้ยงปลาดุกโตก็สามารถนำมารับประทานได้

และเมื่อมีปลาแล้วก็ต้องมีไข่โดยได้มีการซื้อไก่เป็ด ไข่ มาอย่างละ 15 ตัวโดยเป็นไก่สาวและเป็ดสาว มาเลี้ยงนะทำเล้าไก่ให้หนาแน่นและมีบริเวณพื้นที่ให้ไก่นั้นสามารถเดินคุ้ยเขี่ยหากินเองได้นอกจากนี้การทำเล้าไก่นั้นไม่ทำให้ไก่นะไปบุกพื้นที่ของคนอื่นอีกด้วย

สวนพืชผักสวนครัวนั้นก็จะเน้นผักที่ตัวเองชอบกินโดยทางเจ้าของกระทู้นะชอบกินบวกจึงได้ผูกบวกเอาไว้ด้วยการทําค้างบวบ นอกจากนี้ยังมีการปลูกพืชผักหลากหลายชนิดและจะใช้ท่อ PVC ในการทําค้างบวบแทน โดยท่อนี้ได้มาจากการทำบ่อบาดาลของตัวเองเหลือเยอะเป็นอย่างมากจึงจะนำมาทำได้อย่างง่ายดายและไม่ผูกพันด้วย

โดยในทุกๆวันทั้งคู่นั้นจะมานั่งจับเข่าคุยกันว่าพรุ่งนี้จะทำอะไรเดือนนี้จะทำอะไรและหน้าที่ของใครจะทำอะไรเพราะบางงานนะสามารถทำคนเดียวได้และอีกคนนั้นสามารถไปพักผ่อนได้ด้วยการทำงานและมีการตั้งข้อสังเกตว่าใช้คนให้ถูกงานเรื่องงานให้ถูกคน

หน่วยพืชผักสวนครัวที่ปลูกนั้นก็จะมี ชะอม กระเพรา โหระพา แมงลัก ต้นหอม ผักชี มะเขือ ผักหวานบ้าน รับผักที่ชอบปลูกหมดโดยต้องซื้อที่เขาชำในถุงมาปลูกก่อนเมื่อชุดแรกหมดชุดต่อไปก็จะพอทันกินพอดีและมีการติดตั้งระบบน้ำ แบบสปริงเกอร์เพื่อให้น้ำอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการหาพลังงานทดแทนมาใช้งานเพราะมองถึงอนาคตข้างหน้าว่าถ้าหากมีผักเยอะและพวกหนอนแมลงนั้นจะต้องเยอะจึงจำเป็นจะต้องทำน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้เองจึงได้ไปซื้อถังขนาด 200 ลิตรมา 1 ใบในราคา 500 บาทมีท่อใยหินเหลือจากทำห้องน้ำพอดี ประหยัดไปได้อีก ตั้งใจทำแบบแนวนอน ขอเป็นแนวที่สามารถนำทางออกมาได้ง่าย

และไม่ได้มีการลงมือทำน้ำส้มควันไม้อยู่ 3 ครั้งจึงจะสามารถได้ในสิ่งที่ต้องการจึงให้รู้ว่าทฤษฎีที่เรียนมากับภาคปฏิบัตินั้นต่างกันต้องลงมือทำถึงจะรู้ซึ้งในตอนนี้ทางเจ้าของบ้านก็จะมีทาง บ่อปลาหมอ บ่อปลาดุก เล้าไก่ไข่ ไก่บ้าน เป็ดไข่ เตาเผาถ่าน แปลงผัก อุโมงค์พันร้าน โรงเพาะกล้า

จากนั้นไม่นานทางเจ้าของกระทู้ก็ได้มีความคิดที่อยากจะปลูกเห็ดด้วยตัวเองจึงได้มีการจัดทําโรงเพาะเห็ดโดยแบ่งแยกกับ เห็ดขอนขาวกับเห็ดนางฟ้า เพราะเหตุทั้งคู่ในใช้อุณหภูมิต่างกันโดย ห็ดขอนขาว ต้องการอุณหภูมิประมาณ 35-38 องศา ความชื้นที่ 80-90 เห็ดนางฟ้า ต้องการอุณหภูมิประมาณ 30-35 องศา ความชื้นที่ 70-90

ในเริ่มแรกมีการลงเห็ดขอนขาวจำนวน 300 ก้อนโดยได้ในราคาก้อนละ 8 บาทและเห็ดนางฟ้าภูฐานประมาณ 200 ก้อนได้ในราคาก้อนละ 7 บาทพอเหลือกินก็สามารถนำไปเก็บขายได้ซึ่งลงทุนกับค่าเห็ดทั้งหมด 4000 กว่าบาทและค่าโรงเรียนต่างๆด้วยการนำพลาสติกปูบ่อปลาที่เหลือมาทำเป็นโรงเรือนเห็ดขอนขาวได้โดยเหตุนั้นสามารถนำไปขายในหมู่บ้านได้ราคา 400-500 บาท ทำเป็นถุงละ 20 บาท ใส่ 2 ขีด เท่ากับกิโลละ 100 บาท

นอกจากนี้จะมีการแบ่งเด็ดใบแมงลักใส่ให้ด้วย ทำให้น่าซื้อ ลูกค้าก็ซื้อง่าย โทรหามากยิ่งขึ้นและเมื่อนำไปขายที่ตลาดนัดก็สามารถขายได้เป็นอย่างดีมีเท่าไหร่ก็ขายหมดและไข่ไก่นั้นก็สามารถออกได้เรื่อยๆและมีลูกค้าไปอุดหนุนเป็นอยู่เป็นประจำบ้างก็มีคนมาขอซื้อปลาหมอไปป่นก็สามารถได้กำไรเล็กๆน้อยๆไปจึงทำให้ในส่วนนี้มีรายได้เริ่มมาเรื่อยๆและทำให้ทั้งคู่ในเรื่องมีกำลังใจมากยิ่งขึ้น

โดยในตอนนี้เจ้าของกระทู้นั้นก็ได้มีการปลูก ปลูกฟักทอง ข่า ตะไคร้ แตงกวา บวบหอม ฟักหอม น้ำเต้า ถั่วฝักยาว แตงไทย บวบงู บวบเหลี่ยม พริก มะเขือ อย่างละแปลงสองแปลง เพื่อเพิ่มผลผลิตและจะมีตลาดนัดเป็นของตัวเองที่ขายได้อย่างละ 10 บาท 20 บาท

และสวนเกษตรแห่งนี้นั้นก็บอกเลยว่าสามารถลบล้างคำดูถูกคำถักถาง กล่าวหาว่าเป็นคยบ้าของใครหลายๆคนได้ นี่จึงกลายเป็นเรื่องราวของคนบ้าที่ทิ้งเงินเดือนราคาสูงในตำแหน่งหัวหน้าทั้งสองไปทำไร่งาน ต่างๆที่มีคนหลายคนต่างออกมาทำแล้วเจ๊งเจ๊งแต่ถ้าหากทำเกษตรแบบทฤษฎีแบบพอเพียงโดยไม่ได้เอาเงินทองไปลงเกษตรแบบเชิงเดียวก็สามารถสร้างผลผลิตได้อย่างเรื่อยๆมีขายในทุกๆวันได้

โดยในครั้งนี้ทั้งคู่นั้นตั้งใจที่จะทำศูนย์การเรียนรู้การเกษตรเมื่อต้องการมอบประโยชน์ให้กับส่วนรวมแบ่งปันความรู้แบ่งปันความคิดและกำลังใจให้กับผู้อื่นที่คิดจะออกมาทำเหมือนกันโดยในทุกวันนี้ทั้งคู่นั้นไม่จำเป็นต้องซื้อผักแล้วข้าวปลาอาหารก็สามารถหากินเองได้จากในสวนไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้ออีกทั้งยังมีเงินเก็บเป็นจำนวนมากอีกด้ว