ยิ่งอยากยิ่งไม่มี…..ยิ่งทำยิ่งได้….ยิ่งให้ยิ่งมี

1.ยิ่งอยากยิ่งไม่มี

คุณเคยสังเกตไหมว่าเวลาที่คุณนั้นอยากจะได้อะไรก็กลับหลุดหายไปแล้วรออยากไปทุกที่ซึ่งการที่อยากจะได้ในข้อใดเป็นสิ่งที่ยากเย็นซะเหลือเกินในบางครั้งคุณอาจจะอยากให้ถึงจุดหมายไวๆแต่ทำไมนะทำไมจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้มันไม่ถึงสักที

เช่นเดียวกับสาวๆที่อยากสวยหุ่นนางแบบที่สำคัญของหญิงสาวสมัยนี้ก็ว่าได้ เพราะมันไม่เพียงแต่ทำให้เธอกลุ้มอกกลุ้มใจและรังเกียจเรือนร่างตนเอง (ทั้งๆ ที่สวยอยู่แล้ว) มันอาจทำให้เธอกลายเป็นคนไม่สวยไปจริงๆ เลยก็ได้ คือผอมกระหร่องจนซี่โครงบานเนื่องจากไม่ยอมกินอาหาร หรือหน้าตาดูไม่ได้เพราะคลุ้มคลั่งจากพิษยาลดความอ้วน เคยคิดบ้างไหมว่ามันไม่ใช่เพียงแค่ความสวยที่คุณอยากได้แต่ความรักนั้นก็เช่นกัน ทุกคนอยากจะหาให้ได้แต่ก็ไม่เคยได้เลยสักที

คนนั้นอยากจะได้ความรักจากผู้ปกครองของตัวเองไม่ให้มีจำนวนน้อยลงแต่สุดท้ายที่ของตัวเองนั้นก็กลับตีจากไปเพราะทนไม่ได้กับการเรียกร้องเกิดความพอดีทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจอีกฝ่ายและค่อนแคะตัดเพ้อว่าเธอไม่รักฉันแล้วซึ่งสุดท้ายการพูดอย่างนั้นก็ตามก็ทำให้เกิดความจริงขึ้นมาทำให้เขาทนไม่ไหวที่จากไป

ฉะนั้นจึงไม่แปลกคนที่อยากได้ความรักจากคนอื่นมากๆแต่ไม่เคยรู้สึกพอใจพอกับความรักที่มีอยู่กลัวสูญเสียความรักจึงพยายามติดตั้งเกจ์ตั้งกฎต่างๆเพื่อให้เขานั้นรักและในขณะเดียวกันก็เกิดความระแวงกลัวว่าเขาไปมีคนอื่นเกิดอาการหึงหวงต่างๆมากมายซึ่งอาหารเจอมากๆอีกฝ่ายนั้นก็ทนไม่ไหวก็ทิ้งจากไปอย่างแน่นอน

โดยในจุดจุดนี้ มันครอบคลุมไปถึงความสัมพันธ์ของแม่ลูกด้วยซึ่งในบางครั้งพ่อแม่นะก็อยากได้ความรักลูกมากแต่ก็เผลอไปตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆมากมายเพื่อให้ลูกเดินตามทางความต้องการของพ่อแม่และชี้ว่านี่คือเครื่องพิสูจน์ความรักที่มีต่อพ่อแม่เมื่อเจอบ่อยๆเข้าร่วมก็รู้สึกอยากจะหนีห่างจากความรักของพ่อแม่ให้ไกลที่สุดแต่ก็ไม่อาจขัดขืนได้เพราะพ่อแม่จะร้องทุกข์ใจจะเกิดความทุกข์ให้กับตัวเอง

สังเกตไหมว่าความอยากทั้งหมดที่กล่าวว่า ล้วนเป็นความอยากชนิดที่มุ่งเอาเข้าตัว ความอยากชนิดนี้ยิ่งมีมากเท่าไร ก็ยิ่งคิดถึงตัวเองมากเท่านั้น เลยไม่แคร์ว่าคนอื่นจะเป็นอย่างไร จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่ความสัมพันธ์จะแย่ลง หรือเกิดความทุกข์มากขึ้นทั้งกับเราและเขา

จึงสามารถสรุปได้ว่ายิ่งใหญ่แต่ความสุขมากเท่าไหร่ก็จะกลายเป็นความทุกข์มากเท่านั้นเพราะยิ่งอยากได้ก็ยิ่งค้นหายิ่งกดดันจนกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่รักในความคิดเห็นไม่รักในสิ่งที่เป็นของคนอื่นจึงไม่แปลกที่คนนั้นจะหาสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ยาก

2.ยิ่งให้ยิ่งได้

แต่ในทางกลับกันในบางครั้งในสิ่งที่เรามอบให้กับคนอื่นนั้นในบางครั้งว่าไปมากๆแล้วก็จะได้คืนมาก็ได้ เหมือนอย่างเช่นคนเรานั้นเมื่อเกิดความคิดก็จะปลูกขึ้นมาอยู่ในใจโดยความคิดเหล่านั้นจะดึงคนที่คิดเหมือนกันให้มาพบเจอกันรวมกลุ่มกันจนเกิดความคิดสร้างสรรค์และเกิดสิ่งมหัศจรรย์มากมหาศาลประสานกลมกลืนได้อย่างลงตัวแต่ถ้าหากคนที่คิดจะเอา เห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวก็มาเจอคนพวกนี้พวกเดียวกันมาอยู่ด้วยกันก็จะพบกับปัญหากระทบกระทั่งกันอย่างมากมาย

โดยเรามาดูว่าถ้าหากเรานั้นยิ่งให้ยิ่งได้จริงหรือไม่

เช่นเดียวกับตามหลักศาสนาพุทธที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้มีการแบ่งการให้เป็น 3 ประเภทนั้นก็คือ

1.วัตถุทาน

2.วิทยาทาน

3.อภัยทาน

เรามาดูว่าทั้ง 3 ส่วนนี้ยิ่งให้ยิ่งได้จริงหรือไม่

1.วัตถุทาน

ถ้าหากมองในมุมมองของทางด้านธุรกิจแล้วธุรกิจนั้นทำขึ้นมาเพื่อแสวงหาผลกำไร เมื่อธุรกิจไหนมีการผลิตสินค้าออกมาขายถ้าหากคิดจะเอาแต่ได้ทำในสิ่งที่ประหยัดๆวัสดุเกรดแย่ๆมาขายให้กับลูกค้าหรอกลูกค้าขายในราคาแพงเพื่อที่จะได้กำไรเยอะๆซึ่งในระยะยาวไปเมื่อคนนั้นได้ไปพบเจอสินค้าที่มีคุณภาพราคาประมาณเดียวกันแต่คุณภาพดีกว่าคนก็จะหายไปหาสิ่งนั้นมากกว่าธุรกิจที่เอาเปรียบผู้อื่น

เปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งก็ได้อย่างประเทศญี่ปุ่นที่เข้ามาช่วยเหลือประเทศไทยโดยมีคณะวิศวกรรมการเกษตรการจัดการเกษตรให้แทรกเตอร์ให้เครื่องจักรต่างๆให้มาให้นักศึกษาได้ลองจะต้องใช้เรียนฟรีจนศึกษาค้นเคยแต่พอจบแล้วเวลาสั่งเครื่องเหล่านี้ควรจะสั่งเครื่องแบบนี้จากที่ไหนแน่นอนว่าคนก็จะเน้นไปยังยี่ห้อที่ตัวเองใช้คนเมืองจะดีกว่าเพราะยิ่งความเคยชินนั่นเองก็เทียบกับว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเมื่อให้ไปเท่าไหร่จะได้รับผลตอบรับทั้งภาพลักษณ์ ยอดขายต่างๆ

2.วิทยาทาน

อันนั้นก็คือการให้ความรู้ถ้าหากคนที่คิดของความรู้นั้นยิ่งเกลียดความรู้ไปมากเท่าไหร่ความรู้มันก็จะหดไปมากเท่านั้นจะทำให้คนเรารู้แค่เท่ากับที่ตัวเองทำเท่านั้นเองแล้วจะไม่ได้รับความคิดอื่นๆเพิ่มกลับมา 1 ชิ้นดูกระบวนการถ่ายทอดความรู้ของทางด้านตะวันตกว่าทำไมทางด้านตะวันตกถึงสามารถคิดได้อย่างไรอย่างแต่งเช่นเข็มทิศคนจีนก็เป็นคลิปได้คนแรกของโลก ระบบการพิมพ์ประเทศจีนก็คิดได้ก่อนแต่ทำไมถึงไม่ได้เป็นมหาอำนาจของโลกและทำไมตะวันตกเป็นผู้นำความรู้ในรอบ 500 ปีที่ผ่านมาซึ่งมันเกิดอะไรขึ้นกัน

โดยสิ่งที่กล่าวมานี้มันก็คือการถ่ายทอดกระบวนความรู้ของทางด้านตะวันออกนั้นจะมีลักษณะเป็นจำกัดเฉพาะวงในเครือญาติของตัวเองสิทธิ์ของตัวเองสำนักของตัวเองจะสอนเฉพาะในของตัวเองเท่านั้นจะไม่เผยแพร่ให้กับผู้อื่นเพราะหวงความรู้และถ้าหาอาจารย์ตายก่อนความรู้ในก็ไม่ถูกถ่ายทอดออกไปก็เท่ากับว่ามันก็สูญสิ้นนั้นเอง

แต่ทางด้านตะวันตกนะจ๊ะเปิดความรู้แบบเปิดกว้างเกิดการตั้งมหาวิทยาลัยที่มาสอนให้กับผู้ที่สนใจไม่จำกัดว่าใครนั้นจะมีอะไรมาจากไหนมาจากชนชั้นไหนเปิดกว้างให้สำหรับทุกคนเข้ามาเรียนรู้วิชาเก็บเกรดวิชาไปทำกันเมื่อไหร่วิชาได้ความคิดใหม่ๆก็จะรีบลงเขียนบทความวารสารวิชาการให้ไวมากที่สุดเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้กับตัวเองให้คนอื่นนั้นได้พบว่าตัวเขาเองเป็นคนค้นพบก่อนฉะนั้นจึงเรียกว่าหากใครมีอะไรดีก็จะไม่เก็บเอาไว้จะรีบส่งผลงานออกไปกระจายให้ได้เร็วที่สุดให้ได้ระบบลิขสิทธิ์ออกมาและรักษาสิทธิ์ของเขาไว้ให้กับตัวเองอีกทั้งคนอื่นแนะนำความรู้ที่ได้นำไปต่อยอดในแบบฉบับของตนเองได้ด้วย

3.อถัยทาน

ซึ่งเมื่อคนเรามันอยู่ในจำนวนหมู่มากนั้นก็ต้องมีการกระทบกระทั่งระหว่างบุคคลเป็นธรรมดาไม่ว่าจะเป็นทั้งระดับองค์กรระดับประเทศแต่ถ้าหากต่างฝ่ายต่างถึงตัวเองเป็นที่ตั้งปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่จบมีลุกลามมาจะนำไปสู่การเกิดสงครามก็ได้แบ่งเช่น อย่างอเมริกาไปบุกอิรัก โกรธกันก็แก้ปัญหาด้วยสงคราม อิรักเองก็เสียหายยับเยิน อเมริกาเองทหารตายไปหลายพันจะร่วมหมื่นแล้ว ทั้งเจ็บทั้งตาย แล้วก็เสียค่าใช้จ่ายเกือบ ๑ ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจของประเทศก็เริ่มทรุดลงแล้ว สหภาพโซเวียตไปบุกอัฟกานิสถาน พอยืดเยื้อประเทศตัวเองยังแตกออกเป็น ๑๕ ประเทศ ใช้ความรุนแรงเมื่อไรมันเสียทั้งคู่ แต่ถ้าเกิดจะให้อภัยกัน หาทางแก้ปัญหาด้วยความนุ่มนวลประนีประนอม หาจุดสรุปที่ทุกฝ่าย พอจะยอมรับได้ อย่างนี้ละก็จะไปได้ ระหว่างประเทศก็หลักการนี้ ระหว่างบุคคลก็หลักการนี้

3.ยิ่งให้ยิ่งมี

ซึ่งหากใตนเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นบอกเลยว่าบางทีและกฎแห่งกรรมนั้นก็ไม่ใช่ความเชื่อแต่อย่างใดและไม่ใช่เรื่องที่มาแต่งเล็กๆให้คนหัวกันซึ่งกฎแห่งกรรมนั้นความจริงนะมันเคยรักตามธรรมชาติที่ควบคุมสรรพสิ่งทุกอย่างในโลกให้เกิดความสมดุลและสมดุลทำมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของยิ่งทำยิ่งได้

ทำไมยิ่งทำยิ่งได้กัน ……. นั่นก็เป็นเพราะว่าการลงมือหรือการสร้างกรรมดีๆนะจะสร้างกุศลให้กับผู้สร้างกรรมทำให้พบแต่สิ่งดีๆและบุญนั้นก็ไม่เคยหายไปไหนไม่ว่าจะไปกี่ภพกี่ชาติก็ตามเช่นเดียวกับกรรมชั่วยิ่งทำเท่าไหร่มันก็ยิ่งส่งผลตามเท่านั้นซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็จะเกิดการเป็นกฎแห่งกรรมกฎแห่งความยุติธรรมที่จะย้อนคือในสิ่งที่กระทำของทุกคน

ในเรื่องของการยิ่งให้ยิ่งดีซึ่งเรียกได้ว่าหากคนนั้นมีการเสียสละช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าเรื่องใดสิ่งเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเกิดประโยชน์ต่อผู้รับอย่างแท้จริงและจะเกิดอย่างทันการทำประโยชน์และถูกคนโดยใจของผู้ที่เสียสละนั้นจะย่อมเกิดความสุขและความเบิกบานและทำให้คนนั้นเห็นแก่ตัวน้อยลง

หากมองในทางโลกก็เรียกได้ว่าเป็นกฎแห่งธรรมชาติยิ่งให้ความรักไม่ตามหาเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยเหลือค้ำจุนผู้อื่นได้มากเท่านั้นและผู้นั้นก็ได้รับความรักจากกลับมาได้รับความช่วยเหลืออุดหนุนมากยิ่งขึ้นยิ่งปราณีตและบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้มากเท่านั้น นั่นเอง..