เปิดความจริง! เลิกเรียกคดี ‘ตายายเก็บเห็ด’ ที่จริงแล้วเป็นขบวนการมอดไม้

ซึ่งหลายคนก็คงจะรู้จักกับคดีนี้กันเป็นอย่างดีกับคดีสองสามีภรรยาที่ถูกจับกุมในข้อหาร่วมกันบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งก็ได้ถูกเรียกชื่อเคสนี้กันว่าคดีตายายเก็บเห็ดโดยในวันนี้นั้นก็ได้บทสรุปทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยโดยจุดเริ่มต้นของมันนั้นจะมีอะไรบ้างนะแล้วทำไมทางโลกออนไลน์ถึงได้เรียกกันว่าตายายเก็บเห็ดการซึ่งก็จะทำให้รู้ว่าความจริงแล้วมันไม่สมควรที่จะเล่นอย่างนี้นั่นเองจะได้เลิกใช้คำนี้กี่นาที

1) คนที่ถูกเรียกว่า “คุณตา” ในคดีนี้ คือ นายอุดม ศิริสอน ในวันที่ก่อเหตุ อายุ 48 ปี

2) คนที่ถูกเรียกว่า “คุณยาย” คือ นางแดง ศิริสอน อายุ 48 ปีเช่นกัน ทั้งสองคนมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี

3) เหตุการณ์เกิดขึ้น ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ได้เบาะแส ว่ามีคนกำลังตัดไม้ทำลายป่า ในป่าสงวนแห่งชาติดงระแนง จึงนำกำลังเข้าไปจับกุม แต่คนร้ายหนีไปได้หมด เจอแต่มอเตอร์ไซค์จอดไว้ในที่เกิดเหตุ 1 คัน โดยสภาพที่เกิดเหตุ มีต้นไม้ที่โดนตัด หรือโค่น จำนวน 700 ต้น มีพื้นที่ป่าเสียหายมากถึง 72 ไร่ ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจอย่างยิ่ง

4) เจ้าหน้าที่ ได้นำมอเตอร์ไซค์ในที่เกิดเหตุไปขยายผล และพบว่านี่คือ ยานพาหนะของ นายอุดม ศิริสอน จึงทำการสอบสวนคู่สามีภรรยาอย่างจริงจัง

5) นายอุดม และ นางแดง อ้างว่า ไม่ได้อยู่ในขบวนการตัดไม้ แต่เข้าไปเก็บเห็ดกันในป่าสองคน แต่โชคร้ายที่จุดใกล้เคียงกับที่เก็บเห็ด มีขบวนการตัดไม้ มาอยู่ใกล้ๆพอดี แล้วจังหวะที่เจ้าหน้าที่มาจับกุม กลัวโดนจับไปด้วย เลยหนีไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งมอเตอร์ไซค์ของตัวเองเอาไว้

6) แต่จากการตรวจค้นบ้านพักของนายอุดม และนางแดง เจ้าหน้าที่พบไม้สัก และไม้กระยาเลย ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. เป็นจำนวนรวม 1,148 ท่อน เป็นเงินมูลค่ารวม 552,160 บาท ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญว่า มีความเกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า

7) เจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า นี่เป็นการตัดไม้ทำลายป่าอย่างเป็นขบวนการ โดยต้องการให้เขตป่าสงวนแห่งชาติ กลายเป็นพื้นที่ป่าที่ไร้ต้นไม้ และมีความเสื่อมโทรม โดยคาดหวังว่า เมื่อป่ากลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรมแล้ว ราชการ จะถอดพื้นที่ออกจากการเป็นป่าสงวน เพื่อออกเอกสารสิทธิ์ให้ชาวบ้าน ไปจับจองทำมาหากินกันต่อไป

8 ) พนักงานสอบสวน แจ้งข้อหากับ นายอุดม และนางแดง โดยชี้ว่าทั้งคู่ทำงานเป็นกลุ่ม “มอดไม้” หรือขบวนการที่ลักลอบตัดไม้ แล้วแอบขนไปทีละเล็กทีละน้อย เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่จับได้ เป็นความผิดใน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507

9) นายอุดม และนางแดง เผยว่า ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนบ้าน ว่าให้รีบสารภาพความจริงกับศาล เพราะจะเสียค่าปรับนิดหน่อย แล้วสามารถกลับบ้านได้ทันที ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจสารภาพว่าเข้าไปตัดไม้ในป่าสงวนจริง โดยอ้างว่า ไม่มีความรู้เรื่องคดีความ และคิดว่าจะทำให้ทุกอย่างจบโดยเร็วตามที่เพื่อนแนะนำ


เมื่อมีคำสารภาพ ทำให้ศาลชั้นต้นพิจารณา พิพากษาว่าจำเลยทั้งคู่ มีความผิดจริง โดนลงโทษข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 11 ปี และ ครอบครองไม้หวงห้าม จำคุก 19 ปี รวมเป็นจำคุกคนละ 30 ปี แต่จำเลยทั้งสองให้การสารภาพ ทำให้โทษลดลงกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก คนละ 15 ปี

10) ในช่วงเกิดเหตุ มีสื่อมวลชน 1 ช่อง ที่เล่นประเด็นข่าวด้วยวลีว่า “ตายายเก็บเห็ด” พร้อมทั้งนำเสนอภาพความเศร้าโศกเสียใจของญาติๆ นายอุดม และนางแดง ทำให้เกิดกระแสสังคมขึ้น ว่า ศาล และเจ้าหน้าที่รัฐ รังแกคนจน แค่เขาเข้าไปเก็บเห็ดเพื่อประทังชีวิต ทำไมถึงรุนแรงกันขนาดนี้

11) ประชาชนส่วนหนึ่งมีความไม่พอใจ การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งพอมีประเด็นเรื่อง ตายายเก็บเห็ด ขึ้นมาอีก ทำให้ ภาพของนายอุดม และนางแดง กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ที่โดนรังแกขณะที่คดีนี้ จึงเป็นที่รู้จักกันของสังคมในชื่อ “คดีตายายเก็บเห็ด”

12) หลังจากโดนโทษ 15 ปี จากศาลชั้นต้น ผู้ก่อเหตุทั้งสองคน ไม่ยอมเข้าคุก 11 พฤศจิกายน 2554 ทนายผู้ต้องหาขอประกันตัว เพื่อขอสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

13) จำเลยให้เหตุผลว่า การสารภาพในครั้งแรก เป็นเพราะโดนเพื่อนบ้านหลอก ให้สารภาพ เป็นการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นอกจากนั้นจำเลย นายอุดมยังอ้างว่า ตัวเขาก่อนมาขึ้นศาลชั้นต้น ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนสลบไปประมาณ 2-3 วัน พอตื่นขึ้นมา เลยมีความรู้สึกสับสน พูดไม่รู้เรื่อง ดังนั้นตอนที่ศาลชั้นต้น ถามอะไรไป จึงเออออ สารภาพไป โดยไม่ได้สมัครใจอย่างแท้จริง

14) วันที่ 25 เมษายน 2555 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา “ยืน” คำตัดสินของศาลชั้นต้น สั่งจำคุก 2 ผู้ต้องหาเป็นระยะเวลา 14 ปี 12 เดือน โดยระบุว่า คำสารภาพของทั้งคู่ มาจากความสมัครใจ และ ข้ออ้างเรื่องโดนอุบัติเหตุก่อนวันขึ้นศาลนั้นฟังไม่ขึ้น

15) อย่างไรก็ตาม ทางทนายของผู้ต้องหายังไม่ยอมแพ้ และขอสู้คดีอีกครั้งในศาลฏีกา โดยส่งเรื่องไป เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555

16) นางแดง เริ่มต้นรับโทษในเรือนจำกาฬสินธุ์ ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2558 ส่วน นายอุดม เริ่มต้นรับโทษในเรือนจำ ตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2558 ขณะที่ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2560

17) หลังจากนายอุดม ติดคุกไป 1 ปี 8 เดือน และนางแดง ติดคุกไป 1 ปี 9 เดือน วันที่ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาก็มาถึง โดยศาลพิจารณาพยานหลักฐานอย่างละเอียด และมีคำตัดสินว่า ทั้งคู่ลักลอบตัดไม้จริง ไม่ใช่เก็บเห็ดอย่างที่มีการสื่อสารออกไป

18) ศาลฎีการะบุว่า การกระทำความผิดของจำเลย ส่งผลกระทบต่อสภาพนิเวศน์ทางธรรมชาติ และยากที่จะทำให้ป่าไม้ฟื้นคืนสมบูรณ์ได้ในเร็ววัน จึงถือเป็นเรื่องร้ายแรง และสั่งจำคุกทั้งคู่ทันที อย่างไรก็ตาม จากการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่าย จึงลดโทษ เหลือจำคุกคนละ 5 ปี ขณะที่เรื่องของความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ กรมป่าไม้เรียกร้องจากผู้ต้องหาเป็นจำนวนเงิน 2.5 ล้านบาท

19) จำเลยทั้งคู่ หลังจากรับโทษไปแล้ว 1 ปี 8 เดือน กับ 1 ปี 9 เดือน ตามลำดับ และเมื่อศาลฏีกาตัดสินโทษแล้ว ให้เข้าเรือนจำต่อ จนกว่าโทษจะครบ ตามที่ศาลระบุ

20) โทษจำคุก 5 ปี ของนายอุดมนั้นจะ สิ้นสุด ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 หรืออีก 1 ปีข้างหน้า เช่นเดียวกับนางแดง ที่จะพ้นโทษในปี 2563 เช่นเดียวกัน แต่ล่าสุด เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 จึงได้รับการพระราชทานอภัยโทษ และทั้งคู่จะถูกปล่อยตัวจากเรือนจำทันที ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2562 ถือว่าลดโทษเร็วกว่ากำหนด 1 ปีเศษ

21) บทสรุปของคดีนี้ ความผิดที่ สองสามีภรรยา โดนศาลลงโทษ แม้จะถูกตั้งชื่อคดีจากสื่อว่า “ตายายเก็บเห็ด” แต่ความจริงคือ ไม่มีการเข้าไปเก็บเห็ดใดๆเกิดขึ้น ทั้งคู่โดนคดี เรื่องการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และมีไม้สงวน (ไม้สัก-ไม้กระยา) ไว้ในครอบครอง

Top