สุดยอดวิสัยทัศน์ ปลูกไม้พะยูง 20,000 ต้น เตรียมตัดขายกลายเป็นเศรษฐีได้เลย

ซึ่งถ้าหากพูดถึงหมาที่แพงที่สุดในโลกทุกคนเข้ามาตัดกิ่งไม้พยุงกันอย่างเป็นแรกๆซึ่งมัธยมนั้นถือเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีสีสันสวยงามและกลายเป็นที่ต้องการในตลาดโลกเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางจริงฮ่องกงสิงคโปร์และไต้หวันจึงทำให้เห็ดนี้นี่เองกลายเป็นปัญหาของการรับลอบตัดไม้ภายในประเทศขึ้นมาได้

ซึ่งในประเทศไทยนั้นเป็นไม้ที่หวงห้ามปลูกได้แต่ตัดหญ้าซึ่งจะมีการประเมินว่าการรับรองซื้อขายไม้พยุงนั้นจะอยู่ที่ลูกบาศก์เมตรละสองแสนถึง 6 แสนบาทแต่อย่างไรก็ตามจะมีการตัดใช้สอยหรือจำหน่ายก็จะยุ่งยากตามไปด้วยแต่ก็ยังมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ปลูกเพื่อเป็นการปลูกป่าเพื่อสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติอยู่อีกทั้งยังเป็นการสร้างเงินออมให้กับตัวเองหรือลูกหลานอนาคตได้

เช่นเดียวกับคุณ ทรงเดช บุญอุ้มวัย 65 ปีที่อำเภอหนองบัวลำภูจังหวัดหนองบัวลำภูโดยตัวเขานั้นเป็นประธานศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าทางเกษตรก็ได้มีการเล่าว่าตัวเองนั้นมีพื้นที่การทำเกษตรอยู่หลายแปลงรวมทั้งหมดแล้วมีพื้นที่ประมาณ 89 ไร่ โดยส่วนใหญ่นั้นก็จะเป็นการทำนา 30 ไร่ปลูกพืชผสมผสานต่างๆทั้งกล้วยน้ำว้า 600 กล้วยหอมทอง 600 เพกา 130 ต้นมะพร้าวหอมกว่า 100 ต้น

นอกจากนี้ตัวเขาก็ยังมีการปลูกพืชล้มลุกต่างๆเช่นข้าวโพดข้าวเหนียวถั่วลิสงและยังมีสระน้ำประมาณอีก 5 ไร่มีการปล่อยปลาต่างๆทั้งปลาตะเพียนปลายี่สกปลานิลรวมกันแล้วประมาณ 5000 ตัวและยังมีการใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไก่เลี้ยงวัวซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้เขานั้นสามารถกินอยู่ในรั้วบ้านของตัวเองได้อย่างสบายใจอีกทั้งยังเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายอีกด้วยถือเป็นกิจการที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก

แน่นอกจากทางเกษตรแล้วเขาก็ยังต้องการสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติและการสร้างเงินออมให้กับตัวเองนั่นคือการปลูกไม้พยุงโดยใช้พื้นที่ในการปลูกประมาณ 49 ไร่หรือประมาณ 19600 ต้นโดยได้มีการเริ่มปลูกตั้งแต่ปี 2537 ในพื้นที่ 2 ไร่ซึ่งใช้ระยะในการปลูกประมาณ 2 คูณ 4 เมตรตกประมาณ 200 ต้นต่อไร่สามารถปลูกไม้สักประมาณ 5 ไร่โดยใช้ระยะการปลูกประมาณ 2 คูณ 4 เมตรซึ่งมีทั้งนี้ก็จะมีกรมป่าไม้ได้เข้ามาสนับสนุนต้นกล้าและมอบเงิน 3000 บาทต่อไร่แบ่งจ่ายไปประมาณ 5 ปีด้วย

ตัวไหนต่อมาก็ได้มีการเขียนว่าไม้พยุงนั้นมีความโตเร็วและมีมูลค่าสูงจึงน่าจะเป็นเงินออมที่มีมูลค่าจึงได้หันมาปลูกขึ้นในปีประมาณ 2557-2558 ซึ่งแน่นอนว่าในขั้นตอนนี้ก็จะอยู่ในเรื่องของการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ที่ได้ประมาณ 3,000 ไร่และยังมีการแบ่งจ่ายประมาณ 3 ปีโดยใช้ระยะในการปลูกประมาณ 2 คูณ 2 เมตรหรือตกประมาณ 400 ต้นต่อไร่ซึ่งนับว่าจะเตรียมพื้นที่ประมาณ4 9 ไร่

ซึ่งในเรื่องของการปลูกนั้นก็เริ่มจากการถ่ายเตรียมดินจากนั้นก็เกลียดหน้าดินให้เรียบแล้วปลูกเหมือนกับการปลูกป่าทั่วไปมีการขุดหลุมเท่าขนาดถุงต้นกล้าไม้ซึ่งไม่ได้ขุดใหญ่มากนักโดยใช้ระยะในการปลูกประมาณ 2 คูณ 2 เมตรจะมีการเริ่มปลูกในช่วงฤดูฝนเพราะว่าไม่จำเป็นต้องให้น้ำอยู่ตลอดหลังจากที่ปลูกไป 1 เดือนก็ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตราต้นละ 1 ช้อนแกงและใส่อีกครั้งในช่วงปลายฤดูฝนหรือช่วงประมาณสิงหาคมกันยายน

แล้วเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งก็จะเป็นการปลูกพืชแซมในระหว่างต้นจึงทำให้สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวโดยการนี้ยังเป็นการให้น้ำแก่ไม้พยุงไปในตัวได้อีกด้วยโดยพืชที่ปลูกนั้นมันก็จะมี ถั่วลิสง 10 ไร่ ปอเทือง 22 ไร่ ปลูกหญ้าเนเปียร์ 2 ไร่ และข้าวโพดข้าวเหนียว

ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็จะทำให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดปีและมีการสังเกตพบว่าหากไม้พยุงได้รับน้ำในช่วงฤดูแล้งประมาณ 2-3 ปีก็จะมีการเจริญเติบโตได้ดีมากขึ้นแต่จะทำได้เพียงแค่ไม่กี่ไร่เพราะจากการที่สังเกตเห็นน้ำฤดูแล้งประมาณซัก 2-3 ปีเมื่ออายุ 20 ปีก็จะมีขนาดพอๆกันฉะนั้นปลูกแบบอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียวประมาณ 25 ปีก็พอ

โดยในครั้งนี้ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้หนองบัวลำภูสำนักงานที่ตั้งอยู่ชั้น 2 ศาลากลางก็ได้มีการส่งเสริมให้ชาวเกษตรกรมีการปลูกป่าตามโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เพื่อเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งก็จะมีจุดประสงค์ดั่งนี้

1. เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกไม้เศรษฐกิจ สำหรับการใช้สอยให้เพียงพอภายในประเทศ และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

2. เพื่อสร้างอาชีพด้านป่าไม้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น

3. เพื่อเพิ่มจำนวนต้นไม้ที่จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ

โดยมีหลักเกณฑ์ในการสนับสนุนจากภาครัฐ ได้แก่

1. สนับสนุนกล้าไม้คุณภาพตามความต้องการชนิดต่างๆ จำนวน ไร่ละ 200 ต้น

2. สนับสนุนเงินทุนแก่เกษตรกร ไร่ละ 3,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 3 ปี ตามหลักเกณฑ์ดังนี้

ปีที่ 1 จ่ายไร่ละ 1,500 บาท โดยปลูก 200 ต้น ต่อไร่ เมื่อสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ตรวจสอบผลการปลูกต้นไม้ตามโครงการถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ต้องมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 90 ขึ้นไป ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 2 จ่ายไร่ละ 800 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 80 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

ปีที่ 3 จ่ายไร่ละ 700 บาท เมื่อตรวจสอบผลการปลูกซ่อมบำรุงรักษาต้นไม้และมีจำนวนต้นไม้ที่ปลูกเฉลี่ย ร้อยละ 70 ของพื้นที่ที่ร่วมโครงการ

สำหรับการปลูกต้นไม้ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของตัวเองหรือว่าเป็นการครอบครองไม่ว่าจะเป็นไม้สักไม้ยางนาหรือไม้พยุงหรือไม่หวงห้ามต่างๆก็สามารถนำไปขึ้นทะเบียนสวนป่าตามพระราชบัญญัติสวนป่าพ.ศ 2535 ได้หรือจะใช้เพื่อความสะดวกในการแจ้งตัดฟันเพื่อทำไปทำใช้ส่วนตัวหรือการค้าก็ได้

และในปัจจุบันทางกรมป่าไม้ก็มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเจ้าของพื้นที่ที่มีการปลูกต้นไม้หวงห้ามในพื้นที่ดินของตัวเองว่าให้สามารถจัดฟันเพื่อนำไปแปรรูปได้โดยจะใช้ขั้นตอนไม่ยุ่งยากมากนักในการขออนุญาตจึงทำให้มีประชาชนมากมายหน้าต่างเข้ามาสนใจในการปลูกไม้เศรษฐกิจมากขึ้นในเรื่องของการค้าอีกครั้งจะทำให้ประชาชนและสามารถออมทรัพย์ในรูปแบบของต้นไม้ได้มากขึ้นอีกด้วย

อยู่ในขั้นตอนนี้ก็จะมีกรมป่าไม้เข้ามาส่งเสริมทั้งหลายรูปแบบทั้งสนับสนุนในเรื่องวิชาการเงินอุดหนุนต่างๆพี่บอกเลยว่าถ้าหากใครสนใจนั้นก็สามารถประสงค์เข้าร่วมโครงการโดยการติดต่อไปที่หน่วยงานกรมป่าไม้ได้ทุกแห่งหรือสอบถามข้อมูลไปยังเบอร์โทร (042) 311-554 ทุกวันในเวลาราชการ

Top