สอนปลูกมะเขือเทศ ไว้ทำเป็นอาชีพ พร้อมวิธีอย่างละเอียด

ซึ่งมะเขือเทศนั้นก็คือเป็นผักอีกชนิดหนึ่ง…ที่มีติดอยู่ทุกครัวเรือน อีกทั้งยังกลายเป็นสิ่งที่ต้องการทางการตลาดและมีร้านอาหารหลากหลายล้านจำเป็นที่จะต้องใช้มะเขือเทศในการผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าจึงไม่แปลกที่มะเขือเทศนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งพืชผักที่ได้รับความนิยมทางการตลาดเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีตลาดรองรับอีกด้วย

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองดูวิธีการปลูกมะเขือเทศโดยจะมาบอกขั้นตอนแบบละเอียดยิบ เพิ่งบอกเลยว่าถ้าหากใครได้ลองทำตามรับรองว่าออกลูกดกสวยอย่างแน่นอน

แต่สิ่งแรกที่เราจะต้องทำความเข้าใจนั้นเราก็จะต้องทำความเข้าใจว่ามะเขือเทศนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ทั้งลำต้นและใบโดยจะมีการออกดอกได้ตลอดทั้งปีและมีการติดผลมะเขือเทศนั้นจะอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นเท่านั้นและเหมาะสมโดยอุณหภูมิที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่างที่ 25 ถึง 30 องศาแต่ถ้าสูงกว่า 22 องศาจะทำให้ไม่ติดผลตั้งเองและฝนกับความชื้นก็ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคต่างๆกับมะเขือเทศได้ดังนั้นในการที่เหมาะสมกับการปลูกมะเขือเทศที่สุดจะอยู่ที่ประมาณตุลาคมถึงธันวาคมจะเป็นสภาพอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกมะเขือเทศเพื่อให้ออกดอกออกผลได้อย่างสวยงามนั่นเอง

โดยวิธีการปลูกนั้นมีด้วยการสอนวิธี

1. เป็นการเพาะต้นกล้าระยะไปที่ปลูก

โดยวิธีนี้จะเป็นการเตรียมแปลงมาอย่างปราณีตและยกแปลงสูงประมาณ 1 คืบจากนั้นก็นำปุ๋ยดอกมาคลุกเคล้าประมาณ 1-2 บุ้งกี๋และใช้ประมาณต่อ 1 ตารางเมตรใช้เมล็ดประมาณ 40 กรัมหยอดลงไปในแปลงยาวประมาณ 10 เมตรซึ่งก็จะได้ต้นกล้าพอสำหรับปลูกในพื้นที่ 1 ไร่โดยการหยอดเมล็ดนั้นควรหยอด ห่างกันประมาณซัก 10 เซนติเมตรและลึกไม่เกิน 1 เซนติเมตรเมื่อหยอดเสร็จแล้วก็กดด้วยดินผสมปุ๋ยมากและคุมด้วยแป้งข้าวฟางจากนั้นประมาณ 3 วันก็พยายามลดน้ำอย่างสม่ำเสมอและอยากให้ผิวหน้าดินแห้งอย่างเด็ดขาดและถ้ามีแดดจัดหรือฝนตกหนักจะต้องคลุมด้วยผ้าไนลอนหรือผ้าพลาสติกและในช่วงที่กล้ามะเขือเทศอายุประมาณ 22 วันควรลดประมาณน้ำลงิ พระเพื่อให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่และต้นกล้าจะแข็งแรงเหนียวขวบไม่ฉ่ำน้ำซึ่งทำให้รอดตายได้จากนั้นเมื่อต้นกล้าอายุประมาณ 25 วันก็จะเริ่มมีใบจริง

2. หยอดเมล็ดลงไปในแปลงปลูก

โดยวิธีนี้จะทำให้สามารถให้น้ำได้อย่างง่ายดายแต่จะเสียแรงงานในการปลูกเป็นอย่างมากรวมทั้งเวลาด้วยและดูแลรักษาก็จะยากกว่าด้วยเช่นกันซึ่งจะสามารถใช้เมล็ดพันธุ์มากขึ้นเป็น 100 กรัมต่อไร่โดยระยะการปลูกที่เหมาะสมจะมีระยะห่างประมาณ 1 แถว 1 เมตรระหว่างต้นก็ประมาณ 25 ถึง 50 เซนติเมตรซึ่งปลูก 1 ต้นต่อหลุมจะใช้ระยะปลูกแคบและได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากขึ้นแต่สามารถควบคุมโรคได้อย่างยากเย็น

สำหรับการดูแล

– สามารถเอาฟางมาคลุมแปลงเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการล้างผิวหน้าดินเมื่อฝนตกได้และยังลดเปอร์เซ็นต์ที่เกิดผลเน่าและการระบาดของโรคทางใบได้อีกด้วยและจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้นประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์นักการคุมฟางนั้นควรให้ห่างจากโคนต้นไม่ให้โดนคนต้นเพราะไม่อย่างนั้นจะมีความชื้นเกินไป

– ในเรื่องของการกำจัดวัชพืชนั้นก็จะใช้สารเคมีใช้ในอัตรา 80 ถึง 120 กรัมต่อพื้นที่ปลูก 1 ไร่ฉีดหลังจากที่ย้ายต้นกล้าขณะที่ดินกรณีความชื้นจะสามารถควบคุมวัชพืชได้เป็นอย่างมากแต่ก็ควรมีการพรวนดินพูนโคนหลังจากที่ใส่ปุ๋ยประมาณ 40 วันและไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีมาควบคุมวัชพืช

สำหรับในเรื่องของการใส่ปุ๋ยนั้นก็สามารถดูได้ดังนี้

1.ปุ๋ยรองพื้นประมาณใช้สูตร 15-15-15 ใน 30 กิโลกรัมต่อไร่ใช้รองก้นหลุมพร้อมกับปุ๋ยคอกประมาณ 200 กิโลและ โบแรก 4 กิโลต่อไร่

2. ปุ๋ยแต่งหน้าหลังจากที่มีอายุประมาณ 10 วันเหลือจากการย้ายที่ปลูกก็ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 หรือ 21-0-0 ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่

3.ปุ๋ยแต่งหน้าหลังจากที่มีอายุประมาณ 21 ถึง 25 วันโดยจะใช้ปุ๋ยสูตร 15– 15- 15 อัตราประมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่

4. ปุ๋ยแต่งหน้าหลังจากที่มีอายุประมาณ 40 วัน เดี๋ยวจะใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตราประมาณ 30 กิโลกรัมต่อไร่

5.ปุ๋ยแต่งหน้าอายุ 60 วัน ใช้ปุ๋ยสูตรชนิดและอัตราเดียวกันกับครั้งที่ 4 แล้วแต่สภาพของมะเขือเทศผสมน้อยโทรมมาก

และในกรณีที่จะสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมเช่นฝนตกบ่อยหรือมีอากาศร้อนจนเกินไปซึ่งสามารถช่วยได้โดยการฉีดพ่นทางใบโดยสูตรต่างๆตามระยะการเจริญเติบโตนอกจากนี้ควรหาปุ๋ยที่มีธาตุอาหารรองหลายชนิดเช่นแมงกานีสเ หล็ก สังกะสีโบรอนจะทำให้มะเขือเทศและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

-ในเรื่องของการให้น้ำนั้นซึ่งมะเขือเทศจะต้องการน้ำมากที่สุดคือช่วงระหว่างการเจริญเติบโตและเป็นช่วงที่พืชกำลังขยายผลหรือประมาณ 35-50 วัน และในช่วงของการที่ติดผลไม่จำเป็นต้องให้น้ำมากแต่จะเน้นการพรวนดินเป็นหลักเพื่อให้ร่างและสามารถเจริญเติบโตไปได้อย่างรากลึกและกระจายไปทางด้านข้างได้อย่างสะดวก

– เเรื่องของการปรับทางนั้นถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกมะเขือเทศในฤดูฝนหรือปลูกพันธุ์ที่เจริญเติบโตแบบเลื้อยโดยการปักทางนั้นจะสามารถใช้แบบเดียวหรือกระโจมก็ได้ซึ่งจะทำให้ผลผลิตของมะเขือเทศอยู่สูงกว่าการไม่ปักทางถึง 20 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียวและสามารถฉีดยาป้องกันศัตรูพืชได้และเก็บเกี่ยวไม่สะดวกมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้การปักข้างนั้นจำเป็นจะต้องปลูกมะเขือเทศติดกับทางด้วยไม่อย่างนั้นแขนงใหม่นั้นจะไม่สามารถเจริญเติบโตไปยังกับพื้นดินได้จะทำให้ผลนั้นมีความเสียหาย

การป้องกันโรค

1. โรคใบหงิกเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งสามารถเกิดได้ทุกฤดูเดี๋ยวจะมีวิทยากรและแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำเชื้อ

2. โรคใบไหม้เกิดจากความชื้นและอุณหภูมิโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนจะเกิดการระบาดของโรคนี้ได้

3.โรคเห*่ยวเป็นเพราะแบคทีเรียซึ่งจะทำให้มะเขือเทศนั้นเดี๋ยวตายได้อย่างรวดเร็ว

4. โรคเห*่ยวที่เกิดจากเชื้อ สเคลโรเดี่ยม เกิดขึ้นเมื่อดินมีความชื้นสูงจะพบราสีขาวทำลายบริเวณส่วนคนที่ติดกับดินจากนั้นก็จะเห็นเป็นสปอร์ขายเมล็ดผักก้าน

การกำจัดโรคราโดยใช้สามารถใช้สารเคมีได้ดังนี้

– โดยในขณะที่ทำให้เกิดโรคนั้นจะสามารถใช้การฉีดยาป้องกันทุก 10 วันได้โดยใช้สารเคมีต่างๆเช่น cap Ten ไดเทนเอ็ม 45 คูปราวิทและคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์

– แต่ถ้าหากเกิดอาการแล้วก็ควรใช้สารเคมีประเภทดูดซึมเช่น รอฟรัล/ ดาโคนิล /บาวีซาน/เบนเลทโอดีควรใช้ติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป

การเก็บเกี่ยวผลสดจะสามารถเริ่มเก็บได้เมื่ออายุประมาณ 5 15 วันโดยการเก็บผลสอบนั้นจะเริ่มจากการที่มันนั้นเริ่มเปลี่ยนสีและหลีกเลี่ยงผลที่แตกและสุกเกินไปโดยในขั้นตอนนี้เราจะสามารถเก็บเมล็ดไว้ในการปลูกครั้งต่อไปได้ซึ่งการเก็บเมล็ดพันธุ์ควรเลือกเก็บเมล็ดจากแปลงปลูกที่เกิดในฤดูหนาวเท่านั้นและเก็บจากต้นที่มีความสมบูรณ์มีลักษณะผลตามที่ต้องการจึงจะได้เมล็ดสมบูรณ์ที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้นและมีเปอร์เซ็นต์ความอยู่รอดและออกนอกสวยงามซึ่งการเลือกเมล็ดพันธุ์นั้นสามารถทำได้ง่ายโดยการเก็บเกี่ยวผลที่สุดแดงและผ้าขวางผลบีบเมล็ดออกมาทิ้งไว้ในภาชนะพลาสติกประมาณ 36 ชั่วโมงจากนั้นก็นำไปล้างน้ำหลายๆครั้งเพียงเท่านี้เราก็จะได้เมล็ดมะเขือเทศที่ดีได้โดยสังเกตได้ถ้าหากเมล็ดที่ดีจะจมลงแต่ถ้าเมล็ดไหนไม่สมบูรณ์จะลอยขึ้นซึ่งเราก็เอาแต่ที่จมลงเท่านั้นจากนั้นก็นำไปผึ่งแดดบนตะแกรงประมาณ 3 วันจนเมล็ดแห้งสนิทและบรรจุใส่ถุงพลาสติกเพื่อเก็บเอาไว้ในที่เย็นโดยสามารถเก็บได้นานถึง 2-3 ปี

ซึ่งประโยชน์ของการปลูกมะเขือเทศนั้นบอกเลยว่ามีเป็นอย่างมากวิธีทำมะเขือเทศเองก็มีผลประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายอีกด้วยดังนี้

– มะเขือเทศสามารถช่วยดับกระหายและทำให้เจริญอาหารกระตุ้นกระเพาะอาหารลำไส้ไตให้ทำงานได้เป็นอย่างดีและยังช่วยขับพิษและเป็นยาระบายอ่อนๆได้เป็นอย่างดีอีกด้วยเหมาะสำหรับคนที่เป็นวัณโรค/ไทรอยด์โ/รคนิ่ว/เยื่อบุตาอักเสบ/หูอักเสบเป็นต้น

– ยารักษาผิวหนังที่โดนแดดได้โดยการตามให้ละเอียดและพาไปบริเวณนั้น

– ช่วยลดการแข็งตัวของผิวหนังผนังหลอดเลือดรักษาโรคลักปิดลักเปิดเลือดออกตามไรฟันและบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วยและสามารถช่วยบรรเทาอาการป่วยของผู้ที่เป็นโรคหัวใจได้

-พันธุ์มะเขือเทศศพนั้นก็สามารถนำมาดื่มเพื่อลดอาการอาหารไม่ย่อยรักษาโรคแผลร้อนในและท้องอืดท้องเฟ้อได้

-สามารถเอามะเขือเทศมาพอกหน้าได้ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าเต่งตึงมากยิ่งขึ้น

-นำรากของต้นมะเขือเทศและลำต้นกับใบแก่มาต้มน้ำและรับประทานจะสามารถช่วยรักษาอาการแก้ปวดฟันได้

และนี่ก็คือเคล็ดลับดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็อย่าลืมกดไลค์กดแชร์แล้วลองนำไปปลูกกันนะคะและนี่คือเคล็ดลับที่บอกเลยว่าละเอียดมากๆบอกเลยว่าเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนอย่างแน่นอน

Top