เงินก้อนสุดท้ายในชีวิต พลิกชีวิต หันเลี้ยงปูนา สร้างรายได้หลักล้านต่อเดือน

คนเรานั้นไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าจะต้องพบกับอะไรในบ้านในอนาคตซึ่งบางครั้งก็อาจจะพบกับอุปสรรคแต่อุปสรรคนี้อาจจะทำให้ได้พบกับโอกาสที่นำพาไปสู่ชีวิตอย่างยั่งยืนได้อย่างเช่นหนุ่มคนนี้นั่นก็คือคุณตูมตามหรือคุณ ปานศิริ ปาดกุล ที่เขานั้นสามารถสร้างรายได้หลักล้านต่อเดือน

ซึ่งหากย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้นนั้นคุณตูมตามก็ได้มีการบอกว่า ตัวขาวหลังจากที่เรียนจบระดับปริญญาตรีก็ได้มีการไปทำงานในแผนกบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่งจากนั้นก็ได้มีโอกาสได้ย้ายไปอยู่โรงงานผลิตอะไหล่ มือถือที่จังหวัดปทุมธานีจากนั้นก็ทำงานได้ประมาณสัก 5 เดือนก็ต้องลาออกเพราะว่าเกิดเหตุที่บ้านเกิดของตัวเองเพราะพ่อตกต้นไผ่ สูง2เมตร จนได้รับความเสียหายขาหักเดินไม่ได้ โดยในตอนนั้นเขาก็เลือกที่จะลาออกมาแล้วกลับมาดูแลเพื่อแบ่งเบาภาระของบุพการีและยังต้องเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยง คนในครอบครัวถึงสามปากท้องด้วยกัน

โดยในช่วงแรกๆก็ยังอยู่ได้แต่ผ่านไปสักระยะหนึ่งเงินเก็บที่เคยมีก็ไม่เหลือจนทำให้ต้องไปกู้เงินทั้งในและนอกระบบเพื่อมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอันเนื่องจากค่าใช้จ่ายนั้นเยอะขึ้นในทุกวันเพราะพ่อเดินไม่ได้แต่ต้องกินอาหารผ่านสายยางถึง 5 เดือนอีกทั้งยังประกอบกับแม่ป่วย จึงทำให้ช่วงนั้นเงินขาดมือเป็นอย่างมากเรียกได้ว่าทั้งบ้านเหลือเพียงแค่ 1,000 บาทในการประทังชีวิตเท่านั้น

โดยในตอนนั้นคุณตูมตามก็เลือกที่จะนำเงิน 1,000 บาทสุดท้ายไปลงทุนขายไก่ย่างและหมูปิ้งปรากฏว่าก็สามารถขายได้ดีเป็นอย่างมากและมีรายได้พอที่จะมาเลี้ยงคนในครอบครัวแต่ขายไปได้สักระยะก็เริ่มมีคู่แข่งจึงทำให้ต้องเลิกขายไปนะหันมาหาวิธีในการหารายได้โดยการพรีออเดอร์สินค้าผ่านทาง facebook และกินกำไรส่วนต่างเอา
โดยรายได้ที่จะได้จัดการพรีออเดอร์สินค้าจำพวกอาหารสดนั้นสามารถสร้างเม็ดเงินด้วยข้างๆดีมีเงินหมุนเวียนในครอบครัวได้เดือนละเป็นหมื่นแต่ก็อยากจะหาความยั่งยืนให้กับครอบครัวจึงได้เกิดความคิดที่อยากจะเลี้ยงปูนาขึ้นมาเพราะความชอบของตัวเองและปูนาถ้าหากไปหาตามท้องนาก็ไม่สามารถหากินได้ในทันทีจึงเกิดความคิดที่จะเพาะเลี้ยงขายขึ้นมา
ซึ่งในตอนนั้นคุณตูมตามก็นำเงินเก็บที่มีอยู่จากการพรีออเดอร์ 2 หมื่นกว่าบาทลงทุนเลี้ยงปูในบ่อปูนโดยมีการสั่งปูนาคละไซส์มาจากที่ต่างๆประมาณ 4 ตันในครั้งแรก แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จตายหมดเพราะว่ามีความเย็นมากจนเกินไปและใส่น้ำประปาที่มีคลอรีนลงไปจึงทำให้ปูนาไม่สามารถปรับสภาพไม่ทัน

แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้จะได้กลับไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเท่านี้ก็สั่งปูนามาเลี้ยงอีกครั้งหนึ่งแต่เลือกที่จะเลือกซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแทนที่จะซื้อตัวเล็กๆเพราะเขาได้เรียนรู้ว่าปูนาตัวเล็กนั้นตายง่ายกว่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ซึ่งในปัจจุบันนั้นก็มีการเลี้ยงอยู่ 2 สายพันธุ์นั่นก็คือ ปูนาธรรมดา และ ปูนาพันธุ์กำแพง

โดยหลังจากที่ได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแล้วก็ทำการเอาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเลี้ยงในบ่อดินเหนียวโดยการใส่น้ำให้แฉะๆสร้างบรรยากาศตามธรรมชาติและเลี้ยงต่อไปจนกระทั่งปูนานั้นสามารถกินอาหารได้เองจากนั้นประมาณ 5 วันก็ค่อยย้ายปูนาไปอยู่ในบ่อปูนโดยในบ่อปูนที่ใช้ในการเลี้ยงปูนั้นมีอยู่ด้วยกัน 70 บาทโดยมีขนาดประมาณ 2 X 3 เมตรซึ่งใน 1 บ่อนั้นจะสามารถเลี้ยงปูได้ถึงประมาณ 10000 ตัวเลยทีเดียว

และเรื่องของการให้อาหารนั้นก็จะมีการให้อาหาร วันละ 2 มื้อ ในช่วงค่ำและเช้ามืดโดยอาหารนั้นก็จะใช้เป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็กและมีโปรตีน 32 จากนั้นก็จะมีการเสริฟอาหารด้วยรำข้าวโดยการวางตามพื้นและช่วงเวลากลางคืนและเช้ามืดจะเป็นช่วงเวลาที่ปูนาออกมาหากินจึงถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดในการให้อาหารสวนอาหารของลูกปูนานั้นจะเป็นไข่แดงต้มสุกโดยให้วันละ 1 มื้อนี้ช่วงเช้า

ส่วนการเทคนิคผสมพันปีละ 3 ครั้งก็ได้มีการเปิดเผยว่าปกติแล้วปูนาจะสามารถออกรถได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้นคือในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนแต่เนื่องจากต้องการให้ปูนั้นมีขายในตลอดทั้งปีจึงมีการบังคับผสมพันธุ์และออกลูกได้ปีละ 2-3 ครั้งซึ่งก็จะใช้วิธีการหลังจากที่ปูนาได้ออกลูกไปแล้วในช่วงฤดูฝนก็ทำการปล่อยให้ดินนั้นแห้งแตกระแหงจากนั้นก็ทำการฉีดน้ำเข้าไปหลอกปูคิดว่าปูนั้นกำลังเข้าสู่ฤดูฝนอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ปู่เริ่มหันมาผสมพันธุ์กันอีกครั้ง

ในส่วนทางด้านการตลาดในการค้นหาเส้นทางการขายนั้นก็จะมีการขายทั้งปูสวนและปูดองและมีการนำมาแปรรูปเป็นกะปิปูและน้ำพริกเผาส่งขายตามร้านอาหารต่างๆซึ่งในบางเดือนนั้นก็สามารถสร้างรายได้ถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว และนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สามารถนำเอาความชอบมาสามารถสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน

Top