‘ช่วยกันอุดหนุน’ คุณตาวัย 91 ตัวคนเดียว เร่ขายลูกอมริมทาง หาเงินซื้อข้าว ประทังชีวิต

กลายเป็นอีก1เรื่องราว ที่มีชาวเน็ตหน้าต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเรื่องราวนี้ได้เผยแผร์ผ่านทางผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Prapatsorn Sangchaiworakun ซึ่งผู้ใช้ Facebook รายนี้ได้มีการโพสต์ภาพของคุณตาท่านหนึ่งที่ใช้ชีวิตต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในแต่ละวันโดยมีการระบุข้อความไว้ว่า

”เจอลุงแกเดินมาขายลูกอม เลยอุดหนุนแกไป 1 ถุง 10 บาท แกนั่งพักตรงร้านก๋วยจั๊บเจ้ฮวย เลยถามว่าจะกินก๋วยจั๊บไหม แกบอกกินเลยสั่งมา 1 ชาม เจ้ฮวยกับเราก็จ่ายกันคนละครึ่ง เลยได้มีโอกาสคุยกับลุงแก เลยทราบว่า คุณตาสู้ชีวิตวัย 91 ปี เดินขายลูกอมอยู่รอบๆ ตลาดปักธงชัย ที่ตัวลุงได้ห้อยป้าเขียนว่า ลูกอม 10 บาท ช่วยซื้อ พอได้ซื้อข้าวกิน เดินขายไปเรื่อยๆไร้จุดหมาย”

โดยคุณลุงนั้นได้เป็นคนเล่าให้ฟังว่าเป็นคนอำเภอหนองกี่จังหวัดบุรีรัมย์โดยปัจจุบันนั้นอยู่ตัวคนเดียวเพราะว่าไม่มีภรรยาอยู่แล้วเงินที่เคยมีก็หมดไปกับการรักษาให้กับภรรยาของลุงจึงได้หลอกขายลูกอมเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวกินด้วยในปัจจุบันคุณลุงได้เช่าห้องพักที่อยู่หลังโรงพยาบาลมหาราชวันละ 50 บาทและมีรายได้จากเบี้ยเลี้ยงคนชราเดือนละ 800 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ก็ได้มี Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า ยุทธภูมิ รัตนพันธ์ ได้ออกมาเผยถึงเรื่องราวนี้ว่า “ใครติดต่อลุงได้ ช่วยบอกให้มาทานข้าวได้นะครับที่ร้าน เช็คอิน โคราช ลุงขายลูกอมเสร็จแวะมาทานได้ครับทุกวัน ผมดูแลค่าใช้จ่ายให้เอง”

ซึ่งก็ทำให้มีชาวเน็ตตั้งสนใจและคอยเชียร์ซาบซึ้งคุณงามความดีกันเป็นอย่างมาก

ชื่นชม! หนุ่มตกงานสุดซื่อสัตย์ เก็บเงินได้ 1 แสน ส่งคืนเจ้าของ ไม่คิดเอาเป็นของตัวเอง

ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมไทยในปัจจุบันนี้ก็มีเรื่องราวที่เริ่มเสื่อมถอยลงไปในทุกทีแต่บอกเลยว่าก็ยังมีเรื่องดีๆโผล่มามีสังคมกันอยู่บ้างอย่างเช่นเรื่องนี้ ที่ได้มีการเผยแพร่เรื่องราวผ่านทาง facebook ที่มีชื่อว่า อลงกรณ์ พยัคฆ์บูรพา ซึ่ง Facebook รายนี้ก็ได้มีการแชร์เรื่องราวน่าประทับใจอีกด้วย

เรื่องราวดังกล่าวนี้นั่นก็คือเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งที่มาพร้อมกับแฟนสาวของตัวเองได้เก็บเงินของผู้ที่ทำหล่นเอาไว้บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อในบริเวณบ้านบึงจังหวัดชลบุรีซึ่งเงินในนั้นมีถึง 9,000 บาทโดยหนุ่มคนนี้ไม่รอช้ารีบนำเงินก้อนนี้ไปส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตามหาเจ้าของในทันที

ซึ่งหนุ่มคนดีดังกล่าวนี้ก็ได้มีการเปิดเผยอีกว่าตัวเองนั้นแม้จะเดือดร้อนในปัจจุบันไม่มีงานทำตกงานแต่ก็ไม่คิดจะเอาของใครมาเป็นของตัวเองอย่างเดเ็ดขาด แล้วเรื่องเก็บเงินได้จำนวนมากขนาดนี้ก็จึงมีการชวนแฟนสาวนำไปส่งให้ กับเจ้าหน้าที่อย่างโดยด่วน

ซึ่งทาง พ.ต.ต. วันชัย แสงอ่วม สารวัตรสอบสวน สภ.บ้านบึง ได้ประกาศตามหาเจ้าของ ก่อนที่ต่อมา กำนันปลาย สิงห์โตทอง ผู้เป็นเจ้าของเงิน ได้เข้าไปสถานีตำรวจเพื่อติดต่อรับเงิน ถ้ามีการแสดงหลักฐานรูปถ่ายถุงเงินลักษณะภาพที่ถือถุงเงินเดินเข้าร้านซึ่งเจ้าตัวก็ได้มีการเปิดเผยว่าตัวเองนะได้ทำหายไว้ในบริเวณที่หน้าร้านสะดวกซื้อดังกล่าวในตอนกลางคืนมารู้ตัวอีกทีก็ตอน

เช้าว่าเงินหายไปทีแรกก็ไม่คิดว่าจะได้คืนด้วยซ้ำซึ่งตัวเองนั้นก็ต่างรู้สึกปลื้มใจและขอบคุณในความซื่อสัตย์ของหนุ่มรายดังกล่าวพร้อมกับมอบเงินอีก 10000 บาทเพื่อตอบแทนความดีให้กับหนุ่มคนนี้

และหลังจากเรื่องราวอันน่าประทับใจเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกมาก็ได้มีการเปิดเผยข้อมูลในภายหลังอีกว่าได้มีบริษัทต่างๆมากมายต่างติดต่อสนใจอยากจะรับชายหนุ่มคนนี้ไปร่วมงานหลายบริษัทเลยทีเดียว

นี่แหละหนาสิ่งที่เรียกว่าทำดีก็ต้องได้ดีเป็นอย่างนี้นี่เอง

ลูก ๆ ทั้งหลาย ‘ถ้ารักพ่อรักแม่’ 5 เรื่องที่ไม่ควรพูดกับท่าน หากท่านยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งแน่นอนว่าลูกหลายคนนั้นมักจะไม่ค่อยฟังพ่อแม่ในเวลาที่พ่อแม่คอยจ้ำจี้จ้ำไชเนื้อเรื่องต่างๆนานาคอยเป็นห่วง จนในบางครั้งความเป็นห่วงนี้ก็ทำให้ลูกกลับกลายเป็นรำคาญนี่แหละตะคอกใส่พ่อแม่ ซะอย่างนั้นๆ ทั้งๆที่ท่านหวังดีกับเราแท้ๆ

มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นรู้ว่าเรื่องอะไรที่ควรพูดกับพ่อแม่และไม่ควรพูดกับพ่อแม่ ในวันนี้เรานั้นก็จะมาบอกในเรื่องของ 5 เรื่องนี้อย่ากล่าวโทษพ่อแม่เด็ดขาด โดยจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลยดีกว่า

1.อย่าบอกว่าพ่อแม่เป็นคนไร้ความสามารถ

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนเกิดมานั้นความถนัดของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันไปเช่นเดียวกับตัวคุณเองซึ่งคุณก็ไม่ได้เก่งไปซะทุกเรื่องและไม่มีใครทำอะไรได้สมบูรณ์ไปซะทุกอย่างแน่นอนพ่อแม่เองก็คนเช่นกันแต่พ่อแม่นั้นก็คอยดูแลและทุ่มเทเลี้ยงดูให้ลูกทุกคนนั้นเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งบอกเลยว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อยฉะนั้นควรเป็นลูกก็อย่าควรไปว่าพ่อแม่อย่าเอาพ่อแม่ไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่คนนั้นคนนี้อย่างเด็ดขาดเพราะน่าจะทำให้ท่านเสียใจแล้วมันก็จะกลายเป็นตราบาปให้คุณไปทั้งชีวิต

2.อย่าไปบอกว่าพ่อแม่เป็นคนจู้จี้จุกจิก

พ่อแม่ทุกคนนั้นก็มีความเป็นห่วงและอยากจะให้ลูกได้ดีก็มีความจำจี้จ้ำไชคอยดูแลลูกอยู่เสมอคอยเตือนให้กินข้าวคอยเตือนให้ใส่เสื้อผ้าดีๆคอยเตือนให้ใส่หมวกกันน็อคก่อนขับขี่สารพัดสารภีทุกอย่างคอยพูดว่าให้จัดเก็บข้าวของของตัวเองต่างๆนานาบ่นไปซะทุกเรื่องแต่สิ่งเหล่านี้นั้นก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆที่พ่อแม่ต้องการจะเตือนเท่านั้นเอง

3.อย่าไปบอกพ่อแม่ว่า บ่นว่าทำไม

ซึ่งการบ่นว่าของพ่อแม่นั้นก็ลองคิดดูว่าการบ่นว่าของท่านนั้นเพราะเรานั้นทำตัวไม่ดีใช่หรือไม่ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูกของตัวเองและไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่อยากจะให้รูปของตัวเองเจริญก้าวหน้าพ่อแม่ทุกคนนั้นก็อยากจะให้ลูกทุกคนประสบความสำเร็จ

4.อย่าไปบอกพ่อแม่ว่าทำอะไรชักช้า

ซึ่งคนเราเมื่ออายุมากแน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องเสื่อมถอยลงไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับพ่อแม่ของเราก็ต้องมีวันแก่เฒ่าพฉะนั้นถ้าหากท่านทำอะไรชักช้าเราก็คอยอย่างใจเย็นอย่าไปขึ้นเสียงตะคอกใส่เพราะท่านก็ใช้ความอดทนมาอย่างมากมายในการเลี้ยงดูเราทั้งสองเรากินต่อเราอาบน้ำสอนสารพัดจนเราและสามารถดูแลตัวเองได้

5.อย่าไปโทษพ่อแม่อย่างที่พ่อแม่เราป่วยไข้

ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ทุกคนนั้นก็มักจะใช้แรงกายแรงของตัวเองในการทำนู่นทำนี่เพื่อไม่ให้เป็นภาระหน้าที่ของลูกในเมื่อเราเจ็บไข้ได้ป่วยพ่อแม่ก็จะทิ้งงานการไปทำการดูแลลูกอย่างทันที นะท่านไม่เคยบ่นเหนื่อยในการดูแลเราเลยแล้วทำไมเราถึงต้องไปบ่นเหนื่อยเวลาที่พ่อแม่ของเราเจ็บป่วยกันด้วยเล่า

ซึ่งในตอนนี้ถ้าหากใครมีพ่อแม่อยู่ก็อยากจะให้ทุกคนนั้นลองกลับไปดูแลท่านให้ดีๆเพราะถ้าหากวันใดที่สร้างจากเราไปแล้วเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจว่าเราไม่เคยทำสิ่งดีๆให้กับท่านสิ่งแรกที่ควรจะทำได้ก็คือควรพูดด้วยถ้อยคำที่สบายปู่มาทำให้ท่านสบายใจก็พอ

พลิกชีวิต! กับเงิน 1 พันบาทสุดท้าย หันเลี้ยงปูนา สร้างรายได้หลักล้าน

ชีวิตของคนเรานั้นไม่แน่นอนเลยจริงๆซึ่งในบางครั้งอะไรที่เราคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้แต่สุดท้ายก็เป็นไปได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและความตั้งใจของแต่ละคนที่สามารถมองหาหนทางไปสู่ความสำเร็จได้อย่างเช่นคุณปานศิริ ปาดกุล หรือ คุณตูมตามด้วยวัยเพียง 22 ปีของเขานั้นจนจำเป็นทำให้เขานั้นกลายเป็นเสาหลักของบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวและต้องยากจนถึงไม่มีเงินเพื่อซื้อข้าวสารในกิโลกรัมละ 33 บาทได้อีกทั้งยังเป็นหนี้ก็นอกระบบอีกมากมายนะต้องสู้ชีวิตทำสารพัดอาชีพเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่และตัวเองแต่สุดท้ายก็สามารถจับทางได้ถูกต้อง

โดยคุยกับคุณตูมตามจึงได้มีการบอกว่าตัวเขานั้นหลังจากที่เรียนจบจากระดับชั้นปริญญาตรีจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ก็ได้ทำงานในแผนกบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่งจากนั้นก็ได้ย้ายไปอยู่ในโรงงานผลิตอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานีทำงานประจำได้ประมาณ 5 เดือนก็ลาออกเพราะต้องการที่จะกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดในจังหวัดสิงห์บุรีเพื่อไปดูแลพ่อที่ประสบอุบัติเหตุจากการพลัดตกต้นไม้ที่มีความสูงเกือบ 2 เมตรจนทำให้ขาหักเดินไม่ได้เป็นเดือน

โดยรายได้ของคุณตรงตามในตอนนั้นได้รับเงินเดือน 2 หมื่นกว่าบาททำอยู่ได้ประมาณ 5 เดือนแต่พอรู้ว่าพ่อวัย 60 ปีประสบอุบัติเหตุจึงเลือกที่จะลาออกแล้วกลับมาดูแลที่บ้านเพื่อต้องการแบ่งเบาภาระพ่อแม่และต้องการเป็นเสาหลักเพื่อหาเลี้ยงดูพ่อแม่

เมื่อเวลาผ่านไปเงินเก็บที่มีก็ไม่พอใช้จนจำเป็นต้องเป็นกู้เงินทั้งในและนอกระบบอีกครั้งเพราะยังเดินไม่ได้ต้องกินอาหารทางสายยางอยู่ 5 เดือนและแม่ก็ป่วยจึงทำให้ทั้งบ้านนั้นเหลือเพียงแค่ 1,000 บาท

โดยเงิน 1,000 บาทก้อนสุดท้ายนั้น คุณตูมตาม ได้เอาเงินก้อนนี้ลงทุนขาย ขายไก่ย่าง หมูปิ้ง ปรากฏว่าสามารถขายได้เป็นอย่างดีและพอมีรายได้มาหล่อเลี้ยงครอบครัวแต่ขายไปได้สักพักก็มีคู่แข่งมากขึ้นจึงต้องเลิกขายไปแล้วหันมาใช้วิธีการพรีออเดอร์ผ่านสินค้าผ่านทาง facebook และกินกำไรส่วนต่างแทน

ซึ่งรายได้จากการพรีออเดอร์สินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพรีออเดอร์อาหารสดซึ่งสามารถถ่ายข้างดีจะมีเงินมาหมุนเวียนคนในครอบครัวเดือนละหมื่นแต่นานวันก็อยากจะหาความยั่งยืนให้กับครอบครัวแล้วก็มีความคิดที่จะเลี้ยงปูนาขึ้นมา

ด้วยตัวขาวที่ได้มองปูนานั้นเพราะเป็นคนที่ชอบกินปูนาและเคยไปหาตามท้องนา 5-6 ชั่วโมงไม่สามารถหาได้จึงเกิดจากเอามาเลี้ยงขายจึงใช้เงินเก็บที่ได้มาจากการพรีออเดอร์ไปลงทุนเลี้ยงปูนาในบ่อบนพื้นที่ดินที่มีอยู่ประมาณ 1ไร่ 44 ตารางวา โดยใช้เงิน 20,000 บาทซื้อปูนา คละไซซ์มาจากหลายจังหวัด ประมาณ 4 ตัน

โดยในการเลี้ยงครั้งแรกนั้นไม่สำเร็จเพราะปูนาทั้งหมดตายเพราะว่าการเลี้ยงในบ่อปูนนั้นมีความเย็นอีกทั้งยังใส่น้ำประปาลงไปซึ่งมีคลอรีนผสมอยู่จึงทำให้ปูนาไม่สามารถปรับสภาพไม่ทันและตายเกลี้ยงบ่อ แต่ด้วยความที่ไม่ยอมแพ้ตัวเขาจึงได้หันไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและสั่งปูนามาอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้เขาพัฒนามาสั่งพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแทนโดยมีการเลือกปูนา 2 สายพันธุ์นั่นก็คือ ปูนาธรรมดา ตัวจะมีขนาดเล็ก และ ปูนาพันธุ์กำแพง ตัวใหญ่ รสชาติมัน

โดยเริ่มแรกหลังจากที่ได้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแล้วก็จะนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยงในบ่อดินเหนียวก่อนโดยการใส่น้ำให้แฉะๆสร้างบรรยากาศให้เหมือนธรรมชาติจากนั้นปูนาก็จะเริ่มหาอาหารกินเองประมาณ 5 วันก็ค่อยย้ายปูนาไปอยู่ในบ่อปูนโดยบ่อปูนจะมีอยู่ประมาณ 70 บ่อลักษณะแต่ละบ่อ มีขนาดประมาณ 2×3 เมตร 1 บ่อเลี้ยงปูได้ประมาณ 10,000 ตัว

สำหรับการให้อาหารปูนานั้นจะให้วันละ 2 มื้อคือช่วงเช้ามืดและช่วงค่ำโดยอาหารที่ใช้เลี้ยงจะเป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็กที่มีโปรตีน 32 หรือจะเสริมด้วยรำข้าววางตามพื้นโดยที่ให้ช่วงกลางคืนและช่วงเช้ามืดนั้นเป็นช่วงที่ปูนาจะออกมากินอาหารสวนอาหารของลูกปูนาที่ไม่เกิน 3 เดือนนั้นจะใช้อาหารเป็นไข่แดงต้มสุกแทนและให้อาหารเพียงเพียงวันละ 1 มื้อในช่วงเช้าเท่านั้น

นอกจากนี้คุณตูมตามยังมีเทคนิคในการผสมพันธุ์ปูให้บังคับผสมพันธุ์ได้ปีละ 3 ครั้งซึ่งปกติแล้วปูนานั้นจะผสมพันธุ์เพียงแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้นนั่นก็คือช่วงประมาณ ต้นเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน แต่เพื่อที่จะให้มีปูนาจำหน่ายขายได้ตลอดทั้งปีจึงมีการบังคับผสมพันธุ์และสามารถให้ออกลูกได้ปีละ 2-3 ครั้งโดยวิธีนั้นก็คือหลังจากที่คุณออกลูกเป็นช่วงฤดูฝนก็ปล่อยให้ดินในบ่อแห้งแตกระแหงจากนั้นก็ฉีดน้ำเข้าไปเต็มที่ทำให้ปูนาคิดว่าเข้าสู่ฤดูฝนอีกครั้งหนึ่งซึ่งในตอนนั้นพวกมันก็จะออกมาผสมพันธุ์กันเอง

สำหรับช่องทางการขายนั้นโดยคุณตูมตามก็จะมีการเอาปูมาดัดแปลงเป็นปูดองและปูสดปูแปรรูปต่างๆเช่นน้ำพริกเผากะปิปูและส่งขายตามร้านอาหารต่างๆซึ่งสามารถสร้างรายได้ถึงหลักล้านบาทและก็มี

บ้านหลังเล็กสุดเรียบง่าย บรรยากาศชิลล์ ๆ กลางทุ่งนา เหมาะกับคนงบน้อย

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะเอาบ้านหลังเล็กที่อยู่กลางทุ่งนาออกแบบอย่างเรียบง่ายอยู่ทั้งกลางธรรมชาติมาฝากกันซึ่งเป็นบ้านหลังน้อยเหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณจำกัดและชอบใช้ชีวิตอย่างพอเพียงเป็นอย่างมาก

โดยบ้านหลังเล็กๆที่ว่านี้จะเป็นบ้านหลังกระทัดรัดมีมุมพื้นที่นอกระเบียงด้านกว้างเหมาะสำหรับออกมาพักผ่อนบริเวณระเบียงบ้านได้และสามารถทอดสายตามองไปยังอยู่ทุ่งท้องนาได้อย่างสวยงามอีกทั้งบริเวณรอบบ้านยังมีพื้นที่ใช้สอยต่างๆอีกมากมายเหมาะสำหรับปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานกินเอง

โดยบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่มีเอกลักษณ์ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงามอีกทั้งยังใช้วัสดุที่สามารถประหยัดงบประมาณได้และมีมุมพักผ่อนบริเวณกว้างสามารถนำมาทำกิจกรรมต่างๆยามว่างได้แล้วอยู่ท่ามกลางทุ่งนาจึงทำให้บ้านหลังนี้ดูสงบ สงบเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีระเบียงไว้เปิดรับภาคอากาศเย็นสบายได้อีกด้วย

โดยในบริเวณพื้นบ้านด้านกว้างก็จะมีมุมพักผ่อนสามารถเอาโต๊ะเก้าอี้มานั่งทำงานได้โดยการทำงานไปทอดสายตามองวิวสวยๆไปก็ทำให้มีแรงบันดาลใจในการทำงานไม่น้อยเลยจริงๆ

สำหรับการตกแต่งภายในบ้านนั้นก็จะมีการเลือกใช้ม่านสีขาวสวยงามบางๆปิดประตูทับอีกชั้นหนึ่งเพื่อเพิ่มความสว่างให้กับภายในบ้านอีกทั้งยังสามารถมองเห็นวิวผ่านจากผ้าม่านสีบางได้ส่งอิฐฉันก็จะเป็นผ้าม่านสีทึบซึ่งสามารถบังสายตาให้บ้าน กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวได้จากบ้านหนาทึบได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ภายในบ้านนั้นก็ยังมีการตกแต่งอย่างเรียบง่ายมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศยังมีบริเวณห้องน้ำที่ออกแบบอย่างสวยงามฟังชั่นครบครันเหมาะสำหรับการใช้งานเป็นอย่างมาก

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบ้านหลังนี้นั้นน่าอยู่เป็นอย่างมากเป็นบ้านที่เหมาะสำหรับอยู่กลางทุ่งนาอีกทั้งยังเป็นไอเดียดีๆที่ช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นอย่างดีซึ่งบ้านหลังแค่นี้ก็สามารถอยู่ได้แล้ว

เปิดแล้ว! เทศกาลทุ่งดอกกระเจียวบาน ปี62 สีม่วงชมพูบานสะพรั่งเต็มผืนป่า

ซึ่งถ้าหากใครนั้นกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวแบบชิวๆและมีบรรยากาศสวยๆอยู่ใกล้ป่าเขาแล้วละก็บอกเลยว่าคุณนั้นจะต้องไม่พลาด! กับสภานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นอันขาด นั้นก็คือ… “เทศกาลทุ่งดอกกระเจียว 2562” นั้นเอง

โดยเทศกาลทุ่งดอกกระเจียว ในปี 2562 ที่จะจัดขึ้นที่ จังหวัดชัยภูมิ นี้จะจัดขึ้นในจังหวัดชัยภูมิโดยจะเริ่ม 1 มิถุนายน ไปจน ถึง 31 สิงหาคม ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม อำเภอเทพสถิต และอุทยานแห่งชาติไทรทอง อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ โดยจะออกดอกสีม่วงชมพูสวยหวานเต็มผืนป่า ทั้งนี้จะเริ่มเปิดงานอย่างเป็นทางการวันที่ 15 มิถุนายน 2562

เกร็ดการท่องเที่ยวทุ่งดอกกระเจียวที่จังหวัดชัยภูมิ

สำหรับผู้ที่สนใจไปเที่ยวนั้นควรเที่ยวชมในช่วงเวลาช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ๆเพราะจะไม่เจออากาศที่ร้อนจัดคนจนเกินไปแต่ถ้าหากเป็นช่วงเช้าหลังฝนตกก็จะพบกับบรรยากาศเย็นสบายได้ด้วยเช่นกันและที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงามสามารถเข้าเที่ยวชมได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 18.00 น. ที่สวนอุทยานแห่งชาติไทรทองสามารถเที่ยวชมได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนถึง 17.00 น.

สำหรับค่าธรรมเนียมการเข้าชมมีดังนี้

+คนไทย | ผู้ใหญ่ 40 บาท | เด็ก 20 บาท

+ชาวต่างชาติ | ผู้ใหญ่ 200 บาท | เด็ก 100 บาท

การเดินทาง

+ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

คนที่จะไปต้องนั่งรถรางเข้าไปยังทุ่งดอกกระเจียว โดยมีค่ารถรางราคา คนละ 30 บาท เด็ก 20 บาท

+ อุทยานแห่งชาติไทรทอง

นั่งรถกระบะของชาวบ้านเข้าไปยังบริเวณทุ่งดอกกระเจียว ไป-กลับคนละ 60 บาท

ข้อห้ามในการเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียว ที่ต้องพึงกระทำ

+ห้ามเด็ด/ถอน/โน้มกิ่ง/สัมผัสดอกกระเจียว

+ห้ามเดินเหยียบย่ำเข้าไปยังพื้นที่ทุ่งดอกกระเจียว

+ห้ามทิ้งขยะให้ทิ้งในจุดที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้เท่านั้น

+ปฏิบัติตามกฎระเบียบของอุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด

สามารถสอบถามรายละเอียดของกิจกรรมนี้เพิ่มเติมได้ที่ …

+อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม | 04-405-6141, 082-131-3371

+อุทยานแห่งชาติไทรทอง | 089-282-3437

คันจิ๋วแต่แจ๋ว รถกระบะไฟฟ้าคันจิ๋ว บรรทุกหนักได้ถึง 500 กก. ราคา 155,000 บาท

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปพบกับสิ่งเล็กๆที่บอกว่าจิ๋วแต่แจ๋วซึ่งสิ่งที่เราจะพาไปจะพบว่าในวันนี้นั่นก็คือรถกระบะไฟฟ้าคันจิ๋วที่สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 500 กิโลกรัมเลยทีเดียวซึ่งรูปร่างบอกเลยว่าจะแตกต่างจากรถกระบะทั่วไปที่มีความดุดันความเท่ต่างๆแต่บอกเลยว่ารถกระบะไฟฟ้าคันเขียวคันนี้กลับมาแทนที่ด้วยความน่ารักและขนาดกะทัดรัดนั่นเอง

รถกระบะคันนี้เป็นรถกระบะคันเล็กสีแดงที่มีชื่อว่า Kaiyun Pickman เป็นรถกระบะไฟฟ้าสัญชาติจีนจากบริษัท Kaiyun Motors โดยรายละเอียดของมันนั้นก็จะมีดังนี้

+ มิติตัวถัง (กว้างxยาวxสูง): 1,170×3,475×1,550 มม.

+พื้นที่กระบะหลัง (กว้างxยาว): 1,245×1,620 มม.

+ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 4 แรงม้า

+ทำความเร็วสูงสุดได้ 45 กม./ชม.

+วิ่งได้ไกลสุด 120 กม./การชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง

+รับน้ำหนักบรรทุกได้มากสุด 500 กก.

โดยรูปลักษณ์ของมันนะบอกเลยว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะฝาท้ายกระบะของมันนะสามารถเปิดได้ทั้ง 4 ทิศทางในส่วนของห้องโดยสารนั้นจะมีจอแสดงผลที่ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายหน้าจอขนาดเล็กทางด้านขวามือ

สำหรับราคารถกระบะไฟฟ้าคันนี้มีการตั้งจำหน่ายราคาในประเทศจีนประมาณ 18,000 หยวน หรือตีเป็นเงินไทย 81,000 บาท) โดยมีแผนที่ตั้งค่าจัดส่งออกรถกระบะคันต่างๆนี้ไปตีตลาดในสหรัฐประมาณ 10,000 คัน ราคาจำหน่ายจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 155,000 บาท

และส่วนในเรื่องของราคาการจำหน่ายในบ้านเรานั้นถ้าหากมีการจำหน่ายเข้ามาจริงๆเรานั้นจำเป็นจะต้องหวังพึ่งจากบริษัทนำเข้ารถยนต์ต่างๆ ซึ่งคาดว่าราคาน่าจะสูงกว่าเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในประเทศจีนกันอย่างแน่นอนซึ่งต้องขึ้นอยู่กับอัตราภาษีต่างๆซึ่งหากโชคดีอาจจะได้ในราคาที่พอๆกับรถที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาก็ได้

หิวเลย! พาชมวิธีการทำ ‘กุ้งอบวุ้นเส้น’ สูตรคุณยาย ทำเลี้ยงบ้านพักคนชรา

อาหารพูดถึงกุ้งอบวุ้นเส้นแน่นอนว่านี่คือหนึ่งเมนูในใจของใครหลายๆคน กับเมนูที่มีกุ้งอบวุ้นเส้นนุ่มๆรสชาติอร่อยทานเปล่าๆก็อร่อยหรือทานกับข้าวก็อร่อย จึงไม่แปลกที่เมนูนี้นั้นต่างถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่และมีราคาแพงเป็นพิเศษ สาหัสอร่อยก็มีคนพร้อมที่จะทุ้มซื้อกิน

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนไปชมกับฝีมือการทำอาหารของยายปริกอายุ 70 ปีที่มีประสบการณ์การทำอาหารไว้อย่างยาวนานและได้มีการรังสรรค์เมนูอร่อยไว้ให้ลูกหลานได้รับประทานอาหารมาโดยตลอดโดยกรรมวิธีการทำอาหารแบบดั้งเดิมและเมนูที่เราจะพาไปชมกันในวันนี้ของคุณยายปริกนั้นก็คือเมนูกุ้งอบวุ้นเส้นนั่นเองซึ่งคุณยายนะได้จัดทำขึ้นเพื่อเลี้ยงบ้านพักคนชรามีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้างและรับรู้เรื่องราวกับเล็กกว่า

โดยคุณยายปริกนั้นมันจะมีคนมาอุดหนุนให้ยายไปทำกับข้าวเลี้ยงบ้านพักคนชรากันอยู่สม่ำเสมอโดยให้ทำเดือนนึง 5-6 เมนู โดยจะมีตายายบ้านพักคนชราช่วยกันคิดแล้วบอกให้ทำโดยรอบนี้คุณยายปริกเลือกที่จะทำกุ้งอบวุ้นเส้นกับต้มแซบขาหมูไปเลี้ยงคน

คุณยายปริกก็ได้มีการบอกว่าเคยทำกุ้งอบวุ้นเส้นมาก่อนเพราะเคยทำงานอยู่ที่พนักงานจีนและมีรสชาติที่อร่อยมากๆและช่วงวัยกลางคนเคยไปเป็นแม่บ้านของว่านเศรษฐีก็มีการจัดเลี้ยงบ่อยๆและยายจำเป็นจะต้องอบกุ้งอบวุ้นเส้นเป็นประจำทำที่ครั้งละมากๆจึงมีความมั่นใจในฝีมือเมนูนี้อย่างมาก

โดยคุณยายปิกมีการเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้และเริ่มออกตอน 13:30 นเพราะมีการเลี้ยงตอนเวลา 16:00 นโดยเริ่มจากเอากระเทียมไทยและพริกไทยตำรากผักชีตำเข้าร่วมกันจากนั้นคุณยายก็จะแยกออกเป็น 3 ถุงเพราะจะอบ 3 หม้อ กุ้งอบวุ้นเส้นแบบดั้งเดิมจะต้องใส่ ชวงเจีย ยายไปซื้อมาจากร้านขายยาจีน นำมาคั่วให้หอม

จากนั้นก็มาหมักวุ้นเส้นและเอากระเทียมพริกไทยรากผักชีโขลกไว้มาปรุงรสด้วยน้ำมันหอยซีอิ๊วดำรูป เค็มตราเสือ ซีอิ้วดำสูตรมืออาชีพ ผงรสดีนิดหน่อย นมจืด น้ำมันพืช น้ำมันงาอย่างดีนิดหน่อย เอารวมกันและเรียนก้นหม้อด้วยหมูสามชั้นด้วยหรือจะใช้เบคอนก็ได้จากนั้นตามด้วยขิงแก่ทุบและวางวุ้นเส้นที่หมักไว้ด้านบน จากนั้นตั้งไฟไม่ต้องแรง ตั้งไว้จนเดือดค่อยคนกลับสักครั้งสองครั้งเป็นอันใช้ได้

เพียงเท่านี้เมนูกุ้งอบวุ้นเส้นของยายปริกก็เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าขั้นตอนการทำจะดูง่ายๆแต่บอกเลยว่าหน้าตาออกมาน่ารับประทานกันเป็นอย่างมากรสชาติกลมกล่อมด้วยเคล็ดลับของยายนั้นก็คือจะไม่มีการเติมน้ำลงไปก่อนเพราะว่าวุ้นเส้นนั้นมีน้ำอยู่ในตัว มันเอง เมื่อสุกแล้ว ก็จะได้เส้นที่สุกมาพอดี

เมื่อเรารับประทานดูแล้วบอกเลยว่าอร่อยกว่าเจ้าเดิมเป็นไหนพอถึงเวลา 14:00 นกว่าก็ช่วยกันอีก 3 หม้อ โดยหม้อนึงใช้เวลาประมาณ10นาทีและจัดแบ่งใส่ถุงเป็น 50 ชุด ซึ่งปรากฏว่าคนชราก็ต่างรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อยบ้างขอเติมกันเลยทีเดียวนอกจากนี้ทางเจ้าของกระทู้ยังมีการจองเพิ่ม ให้ยายปริกทำอีกมื้อตอนสิ้นเดือน (เดือนนี้มี 6มื้อ) เลยซื้อไก่ย่างกับไส้กรอกไปเสริมมื้อเย็น

ตอนแจกข้าวมียายคนนึงพูดออกมาว่ามาหางานเพิ่มให้ยายปริกอีกแล้วหรอ

ยาย : คุณซันรู้มั้ย สมัยก่อนยายปริกเป็นนักเล่นพนันตัวยง จนผัวขอแยกทาง

จขกท. : ครับ ผมรู้ แล้วยังไงต่อครับ

ยาย : เออ ไม่มีอะไรหรอก

เจ้าของกระทู้ก็บอกว่าเขารู้ทุกเรื่องแต่ไม่พูดเองเพราะยายปลีกจะยอมเล่าหมดทุกอย่างแล้วลำบากมามากหลายสิบปีแต่ทุกวันนี้ก็ยังทำงานหนักเพื่อหมาแมวที่รักแต่มันก็ควรถึงเวลาที่ยายจะสบายบ้างส่วนการพนันยายก็เลิกอย่างเด็ดขาดแล้วซึ่งกล้าพูดได้เต็มปากว่าคนชราทั้งหมดที่สถานสงเคราะห์นอกจากคุณยาย สุวพร คนอื่นจิตใจเทียบยายปริกไม่ได้เลย และถ้าหากไม่ติดเรื่องของที่ยายเลี้ยงหมาแมวไว้เยอะทางเจ้าของก็อยากจะรับมาอยู่บ้านเช่าที่เขาได้ทำเอาไว้เพื่อให้ยายได้ทำทำกับข้าวอร่อยๆไว้ทาน

นี่ก็คือฝีมือเมนูของยายปริกและเรื่องราวของยายปริก ที่เจ้าของกระทู้ สมาชิกจากเว็บไซต์ pantip ที่มีชื่อว่า jin leng ได้มีการออกมาเผยแพร่ให้ทุกคนได้ทราบเรื่องราวเหล่านี้

อยากได้! คุณตาประดิษฐ์บ้านกระปุกออมสิน สุดน่ารัก หาเงินส่งหลานเรียนหนังสือ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปชมกับอีกหนึ่งไอเดียที่สามารถหาเงินได้อีกทั้งยังเป็นไอเดียที่แสนน่ารักอีกด้วยซึ่งที่ว่านี้นะก็คือการประดิษฐ์บ้านกระปุกออมสินขายจากคุณตาวัย 70 ปี โดยคุณตารายนี้ต้องการเงินเพื่อส่งเสียหลานสาวเรียนเมื่อมีครูได้ทราบเรื่องก็มีการนำเรื่องราวเหล่านี้มาโพสให้กับชาวเน็ตได้รับรู้กัน

โดยคุณครูรายนี้มีชื่อว่า ครูสุกัญญา สุมาลี อายุ 39 ปี เป็นคุณครูอยู่ที่โรงเรียน โรงเรียนชนแดนวิทยาคม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมีการนำเรื่องราวของคุณตาวัย 70 ปีที่มีการประดิษฐ์บ้านออมสิน โดยคุณครูสุกัญญามีการโพสต์เรื่องราวของคุณตาวัย 70 ปีคนนี้ผ่านทาง facebook ส่วนตัวของตัวเองที่มีชื่อว่า “สุกัญญา สุมาลี” โดยมีการระบุข้อความไว้ว่า

“วันนี้ออกเยี่ยมบ้านนักเรียน​ชั้นม.4​ และ​ ม.5​ ทำให้เราได้รู้ชีวิตความเป็นอยู่ว่าเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร​ สิ่งหนึ่งที่เราพบคือ​ คุณตาซึ่งเป็นผู้ปกครองของนักเรียนชั้น​ ม.​ 5​ ซึ่งอายุมากแล้วต้องดูแลหลานเล็กๆ​ แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจที่สุดคือ​ คุณตาไม่ได้อยู่เฉยๆ​ พยายามหาเงินเลี้ยงหลาน​ โดยการประดิษฐ์บ้านออมสิน​ขาย​ เป็นงานฝีมือค่ะ​ ขายไม่แพงด้วย​ ขนาดที่เราเห็นใหญ่มากใช่ไหมคะ​”

ซึ่งนี่ก็ทำให้ชาวเน็ตนั้นเกิดความประทับใจและสนใจเป็นอย่างมากจึงมีออเดอร์หาเข้ามาอุดหนุนออมสินของคุณตากันเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยเป็นสินค้างานประดิษฐ์และเป็นผู้สูงอายุที่สายตาไม่ค่อยดีคุณตาและขอจะทำไปเรื่อยๆโดยมีหลานสาวช่วยเป็นลูกมือส่วนวัสดุในการใช้ก็จะเป็นเศษไม้ไผ่และด้านในของกล่องกระดาษของขนาดออมสินมีขนาดประมาณสูงราว 10-12 นิ้ว

ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็สามารถสั่ง Order ได้โดยขายเพียงหลังละ 300 บาทเท่านั้นหากใครสนใจก็สามารถ inbox ไปได้ที่สุกัญญา สุมาลี ได้เลยโดยเงินทุกบาททุกสตางค์จะเป็นค่าใช้จ่ายของนักเรียนและคนในครอบครัวหรือจะติดต่อไปที่เบอร์โทร TEL 062-4367585 ครูสุกัญญา ยาก็ได้

ภาพประทับใจ เมื่อ ‘แฟนหนุ่มไปรษณีย์’ แขนเจ็บ ทำเอายิ้มตาม ๆ กัน

ซึ่งทุกคนก็จะทราบกันดีว่าบุรุษไปรษณีย์ทุกคนนั้นมีหน้าที่คอยส่งจดหมายให้กับปลายทางตามกำหนดเวลาให้ไวที่สุดแต่จะเป็นอย่างไรถ้าหากไปรษณีย์ไม่สามารถขับขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของตามบ้านได้ ? กะบอกเลยว่าก็มีเรื่องราวน่ารักๆแบบนี้ขึ้นเมื่อมี Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Aom Aom AJ Butwong ในหลวงภาพโพสต์ลงในกลุ่ม ฮาฮักลำพูน ซึ่งภาพนี้ก็เป็นภาพที่สร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก

เพราะนี่คือการแก้ปัญหาด้วยวิธีน่ารักๆของไปรษณีย์คนหนึ่งที่มีการให้แฟนมาขับขี่มอเตอร์ไซค์ให้จนได้รับเสียงชื่นชมจากชาวเน็ตอย่างมากมาย โดยมีการระบุข้อความไว้ว่า “สุดยอดไปรษณีย์บ้านพี่ แขนใส่เฝือกขี่รถเครื่องเองไม่ได้แต่ยังคงทำหน้าที่ส่งของให้ถึงลูกค้า โดยให้แฟน (คิดว่าคงใช่แฟน) ขี่รถให้ รักนะไปรษณีย์ไทย ♥♥♥ พิกัดหลังโรงเรียนวัดขี้เหล็ก”

ชมภาพสุดน่ารักนี้กันเลย

ความเห็นของชาวเน็ต

แบ่งปันวิธีปลูก ‘กระเทียมคอนโด’ พื้นที่น้อยก็ปลูกได้

กระเทียมถือเป็นพืชอีกทีหนึ่ง ที่เรานิยมเอามาใช้ในการประกอบอาหารและปรุงเมนูได้หลากหลายชนิด และยิ่งปูรถด้วยอาหารชนิดใดจะมีรสชาติอร่อยมากเป็นพิเศษจึงไม่แปลกที่กระเทียมนั้นจะทำเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่นิยมมีติดบ้านกันและในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมาบอกผลการประหยัดที่ทำให้คุณไม่ต้องไปเสียเงินซื้อกระเทียมเพราะมีไอเดียเจ๋งๆมาฝากนั่นก็คือการปลูกกระเทียมคอนโดในขวดน้ำนั่นเองซึ่งไม่ต้องใช้พื้นที่มากอยู่ในคอนโดก็สามารถปลูกได้ใช้เพียงแค่ขวดน้ำเก่าที่เหลือชาวนาดัดแปลงโดยวิธีการทำจะมีอย่างไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

ขั้นตอนการปลูก

ขั้นตอนที่ 1 เอาขวดพลาสติกมาเจาะรูไว้เพื่อเป็นช่องให้กระเทียมเติบโต

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นนำกระเทียมที่จะปลูกมาแกะเปลือกกระเทียมให้เป็นกลีบกลีบและนำไปหอในสำลีหรือผ้าชุบน้ำ จากนั้นใส่ในภาชนะทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วันก็จะสังเกตได้ว่ามีกระเทียมรากงอกออกมา

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็นำกระเทียมใส่ลงไปในขวดตามรู้ที่จะเตรียมไว้และรดน้ำให้ชุ่มปกติใส่ดินผ่านดูที่จะเอาไว้ลงไปโดยเอาด้านลากลงและด้านหนอยื่นออกมา

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นพยายามรดน้ำให้ชุ่มในทุกวัน

ขั้นตอนที่ 5 เมื่อไหร่เริ่มงอกแล้วก็สามารถนำเอาออกไปตั้งแต่ไม่ได้เพื่อให้กระเทียมด้วยสังเคราะห์แสงช่วยเร่งการเจริญเติบโต

สำหรับอายุของกระเทียม นั้นสามารถเก็บเกี่ยวได้โดยขึ้นกับพันธุ์โดยพันบาททั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 75 ถึง 90 วันพันกลางจะใช้ประมาณ 90 ถึง 120 วันและพรรณนาจะใช้เวลาในการปลูกประมาณ 150 บาทขึ้นไปและในการเก็บเกี่ยวนั้นควรจะสังเกตว่าหัวกระเทียมแก่แก่เต็มที่หรือไม่ให้สังเกตดูว่าไปเริ่มแห้งหรือก้านดอกชูขึ้นมากหรือไม่แต่หากทิ้งไว้ให้แก่นานเกินไปเมื่อขุดหัวออกมาใช้งานผลิตจะร่วงออกจากกันได้ง่ายและคุณภาพก็จะลดลงไปด้วย

สำหรับการปลูกกระเทียมนั้นเคล็ดลับของวันนั้นก็ง่ายๆเพราะกระเทียมรากสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่รวมและต้องการความชื้นในดินสูงในช่วงแรกของระยะการเติบโตแต่ต้องการดินและแห้งในตอนที่เหมาะแก่การเก็บเกี่ยวและต้องการปลูกในที่มีแสงแดดตลอดทั้งวันและอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตมากที่สุดอยู่ในระหว่าง 23-24 องศาจึงทำให้ปลูกได้ดีในเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมนั้นเอง

วิธีและขั้นตอนค่าใช้จ่าย ‘การรังวัด-รวม-แบ่งแยกโฉนด’ และสอบเขตที่ดิน

สำหรับใครนั้นที่มีที่ดินเป็นของตัวเองรู้หรือไม่ว่าตายจะมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกันรังวัด ที่เกี่ยวข้องกับ โฉนดที่ดิน ในวันนี้เราก็จะรวบรวม วิธีและขั้นตอนค่าใช้จ่าย ‘การรังวัด-รวม-แบ่งแยกโฉนด’ และสอบเขตที่ดิน ฝากทุกคนกัน โดยจะมีอะไรบ้างนะมาดูกันเลยดีกว่า

สิ่งที่ทุกคนนั้นควรจะรู้มันก็มี ควรจะรู้นั้นก็มี

+ ที่ดินที่ครอบครองอยู่มีหลักฐานอะไรบ้าง และต้องมีการนำหลักฐานที่มีไปประกอบการยื่นคำขอ รังวัดที่ดิน

+ที่ดินตั้งอยู่ หมู่ที่เท่าใด ตำบล อำเภอ อะไร

+เจ้าของที่ดินข้างเคียงเป็นผู้ใดบ้าง ติดที่สาธารณประโยชน์หรือไม่

+สภาพที่ดินเป็นอย่างไร เช่น ที่นา ที่สวน ที่ไร่ ที่อยู่อาศัย

สำหรับการยื่นคำขอ รังวัดที่ดิน สามารถไปยื่นได้ที่สำนักงานเขตที่ดินประจำจังหวัดสำนักงานจังหวัดและสาขาหรือสำนักงานที่ดินอำเภอ ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่

หลักฐานประกอบการขอรังวัด แบ่งแยก หรือสอบเขตโฉนดที่ดิน

+บัตรประจำตัว ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวชื่อสกุล (ถ้ามี)

+โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ • หลักฐานประกอบการขอรังวัดรวมโฉนดที่ดิน

+บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล (ถ้ามี)

+โฉนดที่ดินที่จะขอรวม ต้องมีลักษณะดังนี้

(1 ) ต้องเป็นหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ประเภทเดียวกัน เว้นแต่ โฉนดแผนที่ กับโฉนดที่ดินให้รวมกันได้ ​

(2 ) ต้องมีชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในโฉนดที่ดินเหมือนกันทุกฉบับและต้องยังมีชีวิตอยู่ทุกคน ​

( 3 ) ต้องเป็นที่ดินติดต่อผืนเดียวกัน ในจังหวัดและสำนักงานที่ดินเดียวกัน

ขั้นตอนการรังวัด แบ่งแยก รวม สอบเขตที่ดิน

1.รับบัตรคิวจากประชาสัมพันธ์

2.รับคำขอสอบสวน ชำระเงินค่าธรรมเนียมคำขอ

3.ส่งฝ่ายรังวัดดำเนินการ นัดวันทำการรังวัด กำหนดตัวช่างรังวัด กำหนดเงินมัดจำรังวัด

4.ค้นหารายชื่อเจ้าของที่ดินข้างเคียง และพิมพ์หนังสือแจ้งข้างเคียง

5.รับหนังสือแจ้งข้างเคียง วางเงินมัดจำรังวัด รับหลักเขตที่ดิน

6.ช่างรังวัดออกไปทำการรังวัดตามวันที่กำหนดไว้

7.คำนวณเนื้อที่ และเขียนรูปแผนที่ในโฉนดที่ดิน

8.ส่งเรื่องรังวัดคืนฝ่ายทะเบียน เรียกผู้ขอมาจดทะเบียน

9.สอบสวนจดทะเบียนแบ่งแยก

10.ตรวจอายัด

11.ชำระเงินค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน และค่าโฉนด

12.แก้รายการทะเบียน และจดทะเบียนแบ่งแยก

13.สร้างโฉนดที่ดินแปลงแบ่งแยก

14.เสนอเจ้าพนักงานที่ดินลงนามและประทับตรา

15.แจกโฉนดที่ดินแปลงแบ่งแยก

ขั้นตอนการขอแบ่งแยกตรวจสอบเนื้อที่ และรวมหนังสือรับรองการทำประโยชน์

1. เจ้าของที่ดินนำหนังสือรับรองการทำประโยชน์และเอกสารต่าง ๆ ไปยื่นคำขอ

2. ให้ถ้อยคำในการนัดรังวัด เพื่อ – กำหนดวันทำการรังวัด

– กำหนดค่าใช้จ่ายในการรังวัด

– กำหนดเจ้าหน้าที่และสถานที่นัดพบ

3. รับเจ้าหน้าที่ไปทำการรังวัดและปักหลัก จนเสร็จการ

4. ลงนามในเอกสารต่าง ๆ

5. รอรับหนังสือแจ้งให้ไปดำเนินการจดทะเบียน ฯ ล ฯ

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย

1. ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์

– ที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ แปลงละ 30 บาท

– ที่ดินเนื้อที่เกิน 20 ไร่ ส่วนที่เกิน( เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่) ไร่ละ 2 บาท

2. ค่าธรรมเนียมการพิสูจน์สอบสวนหรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์

– ถ้าเรียกเป็นรายแปลง แปลงละ 30 บาท

– ถ้าเรียกเป็นรายวัน วันละ 30 บาท

– ค่าคัดหรือจำลองแผนที่ แปลงละ 30 บาท

– ค่าคำนวณเนื้อที่หรือสอบแส แปลงละ 30 บาท

– ค่าจับระยะ แปลงละ 10 บาท

3. ค่าธรรมเนียมออกโฉนดที่ดิน

– ที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ แปลงละ 50 บาท

– ที่ดินเนื้อที่เกิน 20 ไร่ ส่วนที่เกิน( เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่ ) ไร่ละ 2 บาท

4. ค่าธรรมเนียมรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน

– ถ้าเรียกเป็นรายแปลง แปลงละ 40 บาท

– ถ้าเรียกเป็นรายวัน วันละ 40 บาท

– ค่าคัดหรือจำลองแผนที่ แปลงละ 30 บาท

– ค่าคำนวณเนื้อที่หรือสอบแส แปลงละ 30 บาท

– ค่าจับระยะ แปลงละ 10 บาท

5. ค่าธรรมเนียมเบ็ดเตล็ด

– ค่าคำขอ แปลงละ 5 บาท

– ค่ามอบอำนาจ เรื่องละ 20 บาท

– ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ 10 บาท

– ค่าพยานให้แก่พยาน คนละ 10 บาท

– ค่าหลักเขต หลักละ 15 บาท

6. ค่าใช้จ่ายการรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดินหรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์

+ค่าพาหนะเดินทางให้แก่เจ้าพนักงาน พนักงานเจ้าหน้าที่ และคนงานจ้างไปทำการรังวัด ให้จ่าย

ในลักษณะเหมาจ่ายตามระเบียบ

+กระทรวงมหาดไทยด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

+ค่าเบี้ยเลี้ยงให้แก่เจ้าพนักงาน พนักงานเจ้าหน้าที่ และค่าจ้างคนงานที่จ้างไปทำการรังวัด ให้จ่ายในลักษณะเหมาจ่ายตามระเบียบ

+กระทรวงมหาดไทย ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง

+ค่าป่ายการให้แก่เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ หรือผู้แทนที่ไปในการรังวัด ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

+ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในการรังวัดให้จ่ายในลักษณะเหมาจ่ายตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง เรื่องละ 100บาท

การคิดค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดิน

1. ค่าธรรมเนียมรังวัด

– เกี่ยวกับโฉนดที่ดิน แปลง/วัน/ละ 40 บาท

– เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แปลง/วัน/ละ 30 บาท

2. ค่าหลักเขตที่ดิน หลักละ 15 บาท (ตามที่ใช้จริง)

3. ค่าใช้จ่ายในการรังวัดลักษณะเหมาจ่าย ดังนี้

3.1 ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าส่งหมายข้างเคียงทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ 200 บาท

3.2 ค่าป่วยการเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ ไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

3.3 ค่าพาหนะพนักงานเจ้าหน้าที่และคนงานรังวัด วันละไม่เกิน 1,600 บาท

3.4 ค่าคนงานรังวัด คน/วัน 420 บาท (ตามเขตจังหวัดที่กระทรวงการคลังกำหนด)

ทั้งนี้ การกำหนดวันทำการรังวัดตามข้อ 3.3 และ 3.4 กำหนดตามจำนวนเนื้อที่ ดังนี้

การรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน

1. เนื้อที่ไม่เกิน 5 ไร่ เวลาทำการ 1 วัน ค่าใช้จ่ายจะเรียกได้ไม่ 3,480 บาท

2. เนื้อที่ไม่เกิน 15 ไร่ เวลาทำการ 2 วัน ค่าใช้จ่ายจะเรียกได้ไม่เกิน 6,760 บาท

3. เนื้อที่ไม่เกิน 30 ไร่ เวลาทำการ 3 วัน ค่าใช้จ่ายจะเรียกได้ไม่เกิน 10,040 บาท

4. เนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ เวลาทำการ 4 วัน ค่าใช้จ่ายจะเรียกได้ไม่เกิน 13,320 บาท

การรังวัดเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์

+เนื้อที่ไม่เกิน 20 ไร่ เวลาทำการ 1 วัน ค่าใช้จ่ายจะเรียกได้ไม่เกิน 2,640 บาท

+เนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ เวลาทำการ 2 วัน ค่าใช้จ่ายจะเรียกได้ไม่เกิน 5,080 บาท

ข่าวดี! รถไฟฟ้า BTS เปิดรับสมัคร จนท. สถานี 300 อัตรา สัมภาษณ์รู้ผลทันที

สำหรับใครที่กำลังมองหางานอยู่แถวนั้นบอกเลยว่าในตอนนี้ทางรถไฟฟ้า BTS ไม่ได้มีการประกาศรับสมัครเจ้าหน้าที่ประจำสถานีเป็นจำนวน 300 อัตราเดี๋ยวจะมีการสมัครงานพร้อมสัมภาษณ์ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ โดยคุณสมบัติที่ต้องการนั้นมีดังนี้

1. ชาย/หญิง อายุไม่เกิน 28 ปี บุคลิกดี

2. วุฒิการศึกษา ปวส. / ปริญญาตรีทุกสาขา

3. มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความอดทนและมีใจรักงานบริการ

4. ทำงานเป็นกะ

5. สามารถไปปฏิบัติหน้าที่ตามสถานีต่างๆ

สวัสดีก่ารสิทธิประโยชน์และมีดังนี้

1.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

2.สหกรณ์ออมทรัพย์

3.ทุนการศึกษาบุตร

4.ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพ

5.ตรวจสุขภาพประจำปี

6.ห้องพยาบาล

7.เครื่องแบบพนักงาน

8.เงินช่วยเหลือพนักงาน

9.ค่าทำงานกะ

10.เบี้ยภาระงานและเบี้ยขยัน

11.การปรับอัตราจ้างประจำปี การจ่ายโบนัส

12.ศูนย์ออกกำลังกาย / สนามกีฬาในร่ม

13.ห้องอาหาร

14.ศูนย์รับฝากบุตรพนักงาน

15.ฝึกอบรม

16.ประกันสังคม

17.กองทุนเงินทดแทน

โดยถ้าหากใครสนใจที่จะสมัครงานนั้นก็สามารถสมัครสมัครพร้อมสัมภาษณ์ในวันที่ 21 มิถุนายน 2562 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.00 น. ที่ อาคารบีทีเอสไม่สามารถ Resume มาในวันสัมภาษณ์ด้วย

พี่ตูนเริ่มวิ่งแล้ว เพื่อพี่น้องชาวอีสาน เงินบริจาควันแรกทะลุ 20 ล้าน

มาอีกแล้วกับโครงการวิ่งคนละก้าวของตูน-อาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ที่ใน ตอนนี้มีแต่สตาร์ทเริ่มวิ่ง ตั้งแต่ วันที่ 15 มิถุนายน เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลชุมชนใน 8 แห่งของทางภาคอีสานโดยมีแฟนสาวอย่างก้อยรัชวินร่วมวิ่งเคียงข้างไปด้วย

โดยถือเป็นกิจกรรมวิ่งทางการกุศลครั้งที่ 1 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 15 – 16 มิถุนายน 2562 โดยเริ่มวิ่งจากจังหวัดหนองคายที่สุดที่จังหวัดหนองแขมระยะทางร่วมประมาณ 175 กิโลเมตร รายได้ที่ได้จากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะมอบให้กับโรงพยาบาลทุกแห่งที่ประกอบไปด้วย

1. โรงพยาบาลบึงกาฬ จ.บึงกาฬ

2. โรงพยาบาลสระใคร จ.หนองคาย

3. โรงพยาบาลสังคม จ.หนองคาย

4. โรงพยาบาลนาวังเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.หนองบัวลำภู

5. โรงพยาบาลหนองหาน จ.อุดรธานี

6. โรงพยาบาลกุมภวาปี จ.อุดรธานี

7. โรงพยาบาลพล จ.ขอนแก่น

8. โรงพยาบาลขอนแก่น จ.ขอนแก่น

ซึ่งปรากกฏว่ายอดเงินบริจาคในช่วง 11.30 น. สามารถรับยอดวิ่งไปแล้วกว่า 19 ล้านกว่าบาทแล้วและบรรยากาศมีความสนุกสนานมีชาวบ้านออกมารอเพื่อบริจาคเงินและร่วมเชียร์เป็นจำนวนมากจึงทำให้ไปวันเดียวมียอดทะลุถึง 20 ล้านเป็นที่เรียบร้อย

จุดเริ่มต้น การวิ่งนั้นก็มี นักแสดงและพิธีกรร่วมวิ่งด้วยคือ ทนงศักดิ์ ศุภการ และ ต๊ะ ภิภู ทั้งหมดออกจากจุดเริ่มต้นคือเส้นทางด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ไปตามถนนมิตรภาพจนถึงปั๊มน้ำมัน ปตท.อัศวรรณ หนองคาย ระยะทาง 10 กิโลเมตร ก่อนจะเปลี่ยนผลัดเซตที่ 1 ให้กับ โดม-ปกรณ์ ลัม เป็นผู้นำทีมวิ่ง

ตัวในส่วนเซตที่ 2 ก็จะมี ดีเจพุฒ และ จุ๋ย วรัทยา เป็นผู้นำทีมวิ่งต่อไปจนถึงเขตจังหวัดอุดรธานีตัวระหว่างทางในการวิ่งก็จะมีชาวบ้านต่างออกมาส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก


นะคะหากใครไม่สามารถไปร่วมบริจาคให้กับมือก็สามารถบริจาคผ่านทางช่องทางดังต่อไปนี้ได้ด้วยเช่นกัน…

บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารัชโยธิน ชื่อบัญชี มูลนิธิก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลขบัญชี 111-393-891-0 บัญชีกระแสรายวัน

SMS ครั้งละ 10 บาท *พิมพ์ T แล้วส่งมาที่ 4545099 ทุกเครือข่าย หมายเหตุ : ทุกยอดเงินบริจาคไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม7% และไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงิน

SCB EASY APP และ SCB ATM สามารถบริจาคผ่านเมนู “บริจาค”และเลือก มูลนิธิก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มใช้ 15 มิถุนายน 2562

เคาน์เตอร์เซอร์วิส ของ 7-11 ทุกสาขา และร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ เคาน์เตอร์เซอร์วิส

ผักพื้นบ้านอีสาน 4 อย่าง ต้านมะเร็ง เกิดตามท้องไร่ท้องนา สรรพคุณเกินตัว

บอกเลยว่าในสมัยนี้ โรคภัยไข้เจ็บเริ่มเข้าถึงตัวผู้คนมากยิ่งขึ้น ยิ่งโรคมะเร็งนั้น บอกเลยว่า เริ่มมีมากขึ้นในทุกๆที… ซึ่งมันจะดีกว่าใหม่ถ้าหากเรานั้นหากรู้จักผักที่สามารถป้องกันได้ โดยวันทางทีมงานนั้นจะพาทุกคนนั้นไปพบกับผักอีสาน ที่สามารถช่วยเรื่องจองการต้านโรคมะเร็งได้ โดยจะมีผักอะไรบ้างนั้น ลองดูกันได้เลย …

1.ผักแขยง

ถือเป็นอีกผักชนิดหนึ่งที่ขึ้นในตามภาอีสาน และภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นผักที่นิยมนำมาทำอาหารกันเป็นอย่างมากโดยเฉพาะ ผักจิ้มน้ำพริก ลาบ ลู่ แกงอ่อม หรือใส่กินในแกงหน่อไม้ก็แซ่บ ก็ได้…

สรรพคุณ

+มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยในเรื่องของมะเร็งได้เป็นอย่างดี ทั้ง มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้

+ต้านการเจริญของเชื้อโรคต่างๆ

+ช่วยลดไข้ที่เกิดจากการอักเสบ

+แก้อาการบวม

+แก้คัน

+แก้ฝี

+แก้กลาก

+เป็นยาระบายอ่อนๆ

ข้อควรที่ควรระวัง

+สตรีมีครรภ์ควร ควรระวังอาจจะส่งผลร้ายต่อลูกในครรภ์ได้

2.ผักติ้ว

ผักติ้วเป็นอัหอีกชนิดหนึ่งที่นิยม รับประทานกันในทางภาคอีสาน ซึ่งมีประโยชน์มากมาย อีกทั้งยังนำมาทำเมนูได้อย่างหลากหลาย และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

สรรพคุณ

+มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ชื่อว่า กรดคลอโรเจนนิคเป็นสารที่ป้องกันการทำลายดีเอ็นเอได้

+มีฤทธิ์หยุดยั้งการเจริญของของเซลล์มะเร็งตับ แต่ ไม่สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งตับ (HepG2 / cells) ได้

3.สะเดา

สะเดาถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่มักจะมาทานกับน่้ำพริกต่่างๆกัน อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรพื้บ้านที่นิยมนำมารับประทานอีกด้วย นอกจากนี้ ยังสามารถช่วป้องกันในเรื่องโรคมะเร็ง และมีสรรพคุณต่างๆมากมาย อีกทั้งยังหาซื้อรับประทานได้ง่ายอีกด้วย

สรรพคุณ

+ช่วยลดอาการแก้ไข

+ช่วยเรื่องของการเจริญอาหาร

+ลดอาการอักเสบต่างๆ

+มีวิตามิน สารสำคัญต่างๆ

+ช่วยลดภูมิคุ้มกันต่างๆ

+มีสารช่วยต้านมะเร็ง

4.ผักชีลาว

ถือเป็นผักอีกชนิดหนึ่งที่เรามักจะเห็นว่ามันถูกนำไปใส่ในอาหารองภาคอีสาน ซึ่งบอกเลยว่าผักชนิดนี้ มีประโยชน์หลากหลายอย่างที่น่าสนใจ สามารถช่วยเพิ่มความน่ารับประทานด้วยกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของมันอีกด้วย

สรรพคุณ

+หยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

+ช่วยในเรื่องการลดลดคอเลสเตอรอล

+ช่วยลดโรคกรดไหลย้อน

+สามารถบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ เพราะมีสารฟลาโวนอยด์และวิตามินบี

+มีแคลเซียมในผักสูง จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

+สามารถช่วยลดอาการไข้หวัดได้

+สามารถลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์ได้อย่างรวดเร็ว

+สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในอวัยวะต่าง ๆ ได้ เพราะ มีสารโมโนเทอร์ปีน ที่ต่อสู้กับการโจมตีของเซลล์มะเร็งและช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

+บำรุงสุขภาพผู้หญิงทำให้ระยะตกไข่ยาวนานขึ้น และช่วยให้ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนทำงานในร่างกายเพิ่มขึ้น

+มี ไฟเบอร์ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย

+ช่วยรักษาระดับอินซูลินในเลือดรักษาระดับน้ำตาลในเลือด

+ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระ

ข้อควรที่ควรระวัง

+ทานมากเกินไป ทำให้ผิวหนังไวต่อแสงและอาจทำให้เป็นผื่นแดง

ไอเดียเก๋ ‘ผลิตจานกาบหมาก’ ออร์เดอร์ข้ามปี ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย

โดยในปัจจุบันนี้โลกร้อนขึ้นทุกวันและมีมลพิษต่างๆมากมายจึงไม่แปลกใจที่มีผู้คนหลายคนนั้นต่างหากหาหนทางในการช่วยเหลือในเรื่องของโลกร้อนกันมากขึ้น โดยมีการออกแบบนวัตกรรมหรือของใช้ต่างๆจากสิ่งที่เหลือใช้มาก่อให้เกิดประโยชน์หรือสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ซึ่งก็ทำให้เรานั้นได้พบกับทางเลือกมากมายในการช่วยลดโลกร้อนได้

โดยล่าสุดนี้ก็ได้มีคุณ สุมาลี ภิญโญ หญิงสาวโคราช ซึ่งเธอนั้นก็ได้มีไอเดียดีๆในการสร้างแบรนด์ที่ชื่อว่า วีรษา VEERASAโดยได้มีการนำ ใบกาบหมาก มาเพิ่มมูลค่าและสร้างรูปแบบดีไซน์ให้เป็นภาชนะใส่อาหารคาวหวานได้โดยขายได้ในราคา ใบละ 5 – 9 บาทวัสดุจากธรรมชาติพี่ผู้ชายชาวรักโลกเป็นอย่างมาก

โดยจุดเริ่มต้นของการนำใบกาบหมากมาทำเป็นผลิตภัณฑ์รักษ์โลกนั้นก็เริ่มจากที่ตอนปี 2519 เธอนั้นได้รับมอบหมายให้จัดงานเลี้ยงอาหารขันโตกที่อำเภอโนนสูงจังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นงานประเพณีทางภาคอีสานที่น่ากินอาหารกันบนพื้นในช่วงค่ำโดยสมัยนั้นพักภาชนะส่วนใหญ่ก็จะเป็นโฟมซึ่งสวนทางกับธีมงาน ที่ได้มีการจัดกันแบบย้อนยุคอีกทั้งโฟมที่นำมาใช้กันนั้นถือเป็นขยะที่กำจัดยาก

จึงทำให้ในปีต่อมานั้นก็มีการเปลี่ยนมาใช้เป็นกระทงและใบตองแทนแต่กลายเป็นว่าใบตองนั้นสามารถใส่อาหารได้น้อยและอาหารที่มีน้ำก็รั่วเสียออกมา จึงทำให้ต้องเริ่มหาทางในการกำจัดปัญหาเหล่านี้และได้มาพบกับใบกาบหมากจากต้นหมากและมีการทดลองนำใบกาบหมากมาขึ้นรูปเป็นจานชามปรากฏว่าสามารถนำมาใส่ อาหารได้ทุกเมนู จึงได้มีการต่อยอดเรื่อยมาจนกลายเป็นธุรกิจ

ก็คือเธอได้พบกับใบ กาบหมากอยู่บนพื้นซึ่งปกติชาวสวนนั้นก็จะนำไปกลับมาคราวนี้ไปเผากันแต่ก็ได้มีการสังเกตจากตัวไปว่าใบนี้มีลักษณะแข็งจึงได้ร้องไห้สามีที่เป็นช่างลองขึ้นรูปให้กลายเป็นจาน ปรากฏว่าจานนี้สามารถใส่อาหารร้อนและเย็นได้ใส่น้ำก็ไม่รั่วสามารถเข้าไมโครเวฟได้อีกด้วยจึงได้มีการทำขายมาตั้งแต่ปี 2540 และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เรื่อยมาจนกระทั่งในปี 2547 ได้มีการส่งเข้าประกวด สินค้าโอท็อปได้ 4 ดาว และได้มี OTOP ที่เมืองทองธานีสามารถขายได้ดีจนสินค้าไม่พอขายต่อความต้องการของลูกค้าจึงได้มีการรับทำตาม Order แทน

และตั้งแต่นั้นมาไปกลับมาของคุณสุมาลีก็ได้มีการกล่าวถึงมากยิ่งขึ้นและรู้จักกันมากขึ้นตั้งแต่ในปีพศ 2558 และมีการใช้ชื่อแบรนด์ว่าวีรศาโดยชื่อนี้มาจากชื่อคุณปู่คุณย่ารวมกันซึ่งที่ใช้ชื่อนี้นะเพราะมองว่าเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่ายและชาวต่างชาติออกเสียงได้ไม่ยาก

ซึ่ง Order ของการสั่งไปกลับมาก็มีมากขึ้นแต่ทว่าทางโรงงานของคุณสุมาลีไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันต่อความต้องการเพราะมีเครื่องจักรเพียงแค่เครื่องเดียวและในปีต่อมาปี 2560 ได้มีการตัดสินใจขอสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เป็นจำนวนเงิน 900 บาทลงทุนซื้อเครื่องจักรและเครื่องมือในการผลิตภาชนะจากกาบหมากเพื่อหวังขยายกิจการให้มั่นคงมากยิ่งขึ้นและผลของการซื้อเครื่องจักรดังกล่าวนี้ก็สามารถเพิ่มศักยภาพในการผลิตและทำให้มีสินค้าออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้นโดยในปัจจุบันนั้นกำลังผลิตอยู่ที่ประมาณ 5-6 หมื่นชิ้นต่อเดือน

ของภาชนะได้กลับมาจากนั้นมาจากธรรมชาติแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ปราศจากสารเคมีและการฟอกสีอีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่แตกหักง่ายน้ำหนักเบาสามารถใส่อาหารได้ทุกเมนูแนะนำเข้าไมโครเวฟได้โดยไม่ออกตัวและทนต่อความร้อนได้ดีอีกครั้งที่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถย่อยสลายได้เองภายใน 45 วัน

สำหรับการหาวัสดุในการนำมาทำนั้นจะได้มีการปลูกต้นหมากเองอีกส่วนหนึ่งก็รับซื้อกระชายเกษตรกรหรือซื้อในราคากิโลกรัมละ 8 บาทแต่เนื่องจากวัสดุมีไม่พอต่อความต้องการจึงได้มีการส่งเสริมให้ชาวเกษตรในตำบลปลูกมากเลยจะรับซื้อทั้งหมดและดำเนินการได้ที่ตำบลหนองสาหร่ายอำเภอปากช่องประมาณ 1 ไร่พืชสามารถปลูกต้นกลับมาได้ประมาณ 1 พันต้นและมีการยกระดับให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งการเรียนรู้อีกด้วย

ผลิตจำหน่ายในการผลิตน้ำสามารถผลิตได้ประมาณ 1200 ชิ้นชิ้นต่อวันแต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าแต่อย่างใดเพราะมีลูกค้าติดต่อเขาเรียกเข้ามามีความต้องการประมาณเดือนละทั้งหมด 500000 ชิ้น ในด้านราคา จำหน่าย ต้นทุนต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณชิ้นละ 5 บาท ปัจจุบันส่งขายอยู่ที่ ท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต 50 สาขา และตามออร์เดอร์เท่านั้น

หากใครสนใจสินค้าชนิดนี้ ก็สามารถติดต่อไปได้ที่ บริษัท ภิญโญวานิช จำกัด หรือโทรไปที่เบอร์ 0895792112 และเว็บไซต์ veerasa.com กันได้เลยคะ..

จากเด็กเหลือขอข้างถนน ไม่ยอมแพ้โชคชะตา เก็บขยะเรียนปริญญาจนจบดอกเตอร์

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีอีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าชื่นชมเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องราวของดรจากกองขยะหรือเป็นเรื่องราวของคุณ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศว กรรมอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปชมชีวิตของดรกุลชาติที่บอกเลยว่าเป็นความทรงจำในวัยเด็กกันข่มขืนและก็ว่าได้โดยสามารถอ่านผ่านหนังสืออัตชีวประวัติที่มีชื่อว่า ดอกเตอร์จากกองขยะ

โดยก่อนที่จะมาเป็น ด็อกเตอร์มาจนถึงปัจจุบันนั้นตัวเขาเคยเป็นคนแย่ๆ ที่เป็นเด็ก ขอทานที่ร้องขอเศษเงินตาม บขส. อีกทั้งยังเป็นเด็กขี้ขโมย ที่ขโมยตั้งแต่ ผลไม้ไปจนถึงเงินในตู้เกม และเด็กสู้ชีวิตตามลำพังเพราะไม่มีใครให้พึ่งพาได้แม้แต่คนเดียว ก่อนที่จะได้พบแม่ของตนกลับมาจึงเรียกว่าในสมัยก่อนนั้นตัวเขาก็เหมือนแก้วใบหนึ่งที่ตัวเมียโคลนตมเน่าแต่แล้วเมื่อแม่กลับมาแม่ก็หยิบขึ้นมาแล้วล้างทำความสะอาดพื้นกลายเป็นแก้ไขใบเดิมซึ่งนั่นก็ทำให้เขานอนนึกถึงบุญคุณและต่อสู้สลัดคราบเด็กแย่ๆที่คนเขาคอยดูถูกเหยียดหยาม ประนามใส่ทั้งเขาและแม่ จนประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้

“ผมตัดสินใจอยู่นานกว่าหนังสือเล่มนี้จะสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ไม่มีใครอยากรื้อฟื้นอดีตอันแสนลำบากมาเล่าใหม่ ซ้ำยังเป็นหนังสือที่แต่ละวลีต้องคิดทบทวนแล้วทบทวนอีก ผมอ่านหนังสือเรื่องไล่ตงจิ้นแล้วคิดถึงตัวเอง ยิ่งอ่านยิ่งเศร้า จึงไม่อยาก ให้หนังสือผมเป็นนิยาย เพียงอยากให้เห็นถึงชีวิตจริง คนเราลำบากด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับใครอดทนสู้แก้ปัญหามากกว่ากัน จึงอยากให้หนังสือเล่มนี้ สร้างกำลังใจแก่ผู้อื่น”

โดยสำหรับการเก็บขยะของเขานั้นถือเป็นการสร้างพื้นฐานชีวิตในเรื่องของความพยายามให้กับเขาเป็นอย่างมากซึ่งเปรียบเสมือนเป็นขวดน้ำขวดหนึ่งก็คือขยะชิ้นเดียวที่ไม่มีราคาแต่ขวดพลาสติกตอนนั้นกิโลกรัมละ 4 บาทซึ่งอาหารเก็บได้ร้อยกว่าจะได้ถึง 4 บาทดังนั้นขยะชิ้นเดียวจะไม่มีค่าแต่ถ้าหากสะสมไข่อะไรหลายชิ้นจึงมีน้ำหนักปริมาณมากพอที่จะมีราคาก็เรียกได้ว่าสามารถสร้างราคาได้ด้วยเช่นกันฉะนั้นจึงได้เรียกว่าอาชีพการเก็บขยะนั้นสอนให้รู้จักความพยายามที่เหมือนการบ่งบอกว่าความพยายามเพียงครั้งเดียวนั้นไม่อาจนำไปสู่ความสำเร็จได้แต่ต้องพยายามถึงรายครั้งก็สามารถประสบความสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน

และในเรื่องของการเรียนหนังสือนั้นก็สามารถทำให้เขานั้นได้เห็นโอกาสมากยิ่งขึ้นและคิดว่าการศึกษานั้นก็คือการการไปสู่พัฒนาชีวิตจึงมีความคิดที่อยากจะสอนเด็กรุ่นใหม่ทุกคนให้ตั้งใจเรียนและคอยนึกถึงความลำบากของพ่อแม่เพราะเด็กสมัยนี้สอนอย่างเดียวไม่ได้ต้องให้คิดย้อนกลับไปว่าผู้ใหญ่ได้สอนเด็กแบบเดิมหรือไม่เคยโดนเคี่ยวเข็ญมากกว่าโดยผู้ใหญ่สมัยนี้ชอบปล่อยให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วยหนังสือของดร.กุลชาติ ก็ถือเป็นหนังสือที่สามารถสอนให้เด็กต่อสู้มากหรอรอโอกาสกับคนอื่นได้

จึงเรียกได้ว่าถ้าหากคนเรานั้นมีความอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นเสมอแต่ต้องควรจะพยายามทำสิ่งต่างๆซึ่งเรานั้นก็ไม่สามารถทราบได้ว่าความสำเร็จนั้นจะมาช้าหรือเร็วมากแค่ไหนแต่ถ้าหากเรามีความพยายามเราก็จะประสบความสำเร็จอยู่ดีเพราะขนาดเด็กเรือขอที่โดนคนประนามและรังเกียจเหมือนไม่ใช่คนต้องรอเล่นของการเก็บขยะเป็นนักขโมยเป็นคนรังเกียจสามารถประสบความสำเร็จมีอนาคตที่ดีได้

ไม้มงคลปลูกไว้ในบ้าน เพื่อความเจริญรุ่งเรือง

ซึ่งบางคนนั้นก็พยายามหาต้นไม้ต่างๆมาตกแต่งบ้านให้บ้านมันดูมีชีวิตชีวากันมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นรู้จักไม้มงคลที่เอาไว้ปลูกในบ้านเพื่อเพิ่มความเป็นมงคลให้กับคนในบ้านและผู้อยู่อาศัยซึ่งในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะมีการรวบรวมเอาแบบดอกไม้และใบไม้มงคลที่สามารถเอามาใช้ปลูก หรือวางตกแต่งตามมุมต่างๆภายในบ้านหรือตามสำนักงานที่ทำงานเพื่อเพิ่มความมงคลให้กับผู้ปลูกได้เช่นกันซึ่งจะมีไม้มงคลชนิดไหนบ้างนั้นไปดูกันเลยดีกว่า

1.ต้น ธรรมรักษา

สำหรับดอกไม้นี้ถือเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดลำปางซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาไทยที่แตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น ธรรมรักษา ก้ามกุ้ง ก้ามกั้ง สร้อยกัทลี และ มีชื่ออีกชื่อว่า ฮลิโคเนียนำมาจากชื่อ เฮลิคอน ที่เป็นภูเขาสถิตของเทพธิดา 9 พระองค์ที่เรียกว่า มิวส์ (Muses) ซึ่งมีความงามเป็นอมตะเช่นเดียวกับ เฮลิโคเนียที่มีอายุยืนยาว นั้นเอง

2.ไผ่กวนอิม

ไผ่กวนอิมนั้นถือเป็นต้นไม้ที่คล้ายแหละคนรู้จักและมีหลากหลายประเทศนิยมกันรวมถึงในประเทศไทยเองซึ่งก็มีความเชื่อในเรื่องของโชคลาภว่าจะนำความมงคลมั่งคั่งและความร่ำรวยมาสู่นั่นเอง

3.โป๊ยเซียน

สำหรับต้นโป๊ยเซียนนั้นถือเป็นต้นไม้แห่งโชคลาภและมีความเชื่อที่เชื่อกันมาอย่างยาวนานว่าต้นไม้ต้นนี้ให้เรื่องของโชคลาภกันเป็นอย่างดีและมีอิทธิพลความเชื่อในแบบฉบับของคนจีน

4. ต้นบอนสี

บอนสี เธอเป็นใบไม้สวยงามและมีความมงคลมีเอกลักษณ์ที่แปลกตาและได้รับยกย่องว่า เป็นราชินีแห่งไม้ใบ อีกทั้งยังเป็นไม้มงคลพันธุ์ไม้เก่าแก่ที่ปลูกไว้คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยมาอย่างยาวนานโดยมีความเชื่อที่ว่าบ้านใดปลูกต้นวันเสียไว้จะทำให้ช่วยคุ้มครองและเกิดความสงบสุขโดยใช้เงินเป็นวิ่งขวัญและสิริมงคลแก่ผู้อยู่อาศัยในบ้าน

5.ต้นเล็บครุฑ

ต้นเล็บครุฑนั้นมีมากกว่า ถึง 100 ชนิด และยังถือเป็นอีกหนึ่งไม้มงคล ที่ปลูกไว้แล้วจะช่วยในเรื่องของการให้รอดพ้นจากอันตรายต่างๆและปลูกควรปลูกในวันอังคารเท่านั้น

น่าไปเที่ยว! รถไฟสายใหม่ กรุงเทพ-สัตหีบ เที่ยวเกาะล้าน เกาะแสมสาร เกาะขาม ในราคาหลักร้อย

สำหรับใครที่ชื่นชอบในการไปเที่ยวในแบบฉบับชิวๆบอกเลยว่าวันนี้เราก็จะมีอีกเส้นทางหนึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัยกันซึ่งเราจะพาทุกคนไปชมกับรถไฟสายใหม่กรุงเทพ- สัตหีบกัน ซึ่งได้มีการเปิดใช้งานมาตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยรถไฟสายนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยก็จะมีการเปิดให้บริการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างภูมิภาค

จึงเรียกได้ว่านี่ถือเป็นอีกเส้นทางหนึ่งรถไฟไปพัทยาสัตห*บตอบโจทย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการไปเที่ยวทะเลเป็นอย่างมากอีกทั้งค่าโดยสารนั้นก็ไม่แพงแต่อย่างใดโดยมีราคาแพงสุดเพียงแค่ 170 บาทเท่านั้นเองเดินรถไฟขบวนนี้จะให้บริการเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้นเริ่มเดินทางจากหัวลำโพงไปสู่ปลายสายที่อู่ตะเภาสัตห*บใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

สำหรับความสะดวกสบายนั้นบอกเลยว่ารถขบวนนี้มีความสะดวกสบายเป็นอย่างมากมีทั้งที่นั่งเบาะนั่งสบายและมีเครื่องปรับอากาศทุกรุ่นทุกบทที่ที่ไม่ทำให้คุณร้อนแต่อย่างใด

โดยในระยะแรกก็ได้มีการเปิดทดลองเป็นเวลา 6 เดือนโดยมีให้บริการวันละ 2 ขบวนคือไปและกลับโดยขาดไปจะเป็นขบวนที่ 997 กรุงเทพฯ-บ้านพลูตาหลวง รถออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ เวลา 06.45 ถึงสถานีบ้านพลูตาหลวง เวลา 09.50 น. ส่วนขากลับขบวนที่ 998 บ้านพลูตาหลวง-กรุงเทพฯ รถออกจากสถานีบ้านพลูตาหลวง เวลา 15.50 น. ถึงสถานีรถไฟกรุงเทพฯ เวลา 18.55 น.

หากใครสนใจที่จะใช้บริการรถไฟไปเที่ยวสัตหีบพัทยาบอกเลยว่าต้องรีบจองตั๋วล่วงหน้าก่อนวันเดินทางเพราะในช่วงวันเสาร์อาทิตย์นั้นมีผู้คนนั้นต่างต้องการเดินทางไปเที่ยวกันอยู่และมีการเปิดบริการใหม่จึงทำให้มีผู้ติดต่อรอคิวใช้บริการในแต่ละวันแน่นหนาพอสมควร

และนี่ก็คืออีกหนทางหนึ่งสำหรับใครหลายคนที่อยากจะไปเที่ยวแต่ไม่สะดวกที่จะเอารถไปหรือไม่มีรถไปกันเองก็สามารถไปเที่ยวกันแบบชิวๆด้วยรถไฟสายนี้เพราะใหม่สะอาดสะดวกสบายปลอดภัยไม่ต้องทนลำบากทนรออีกต่อไปใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงก็ถึงสัตหีบแล้วบอกเลยว่าถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก…

ขั้นตอนการแจ้งเบาะแส สลากเกินราคา ได้เงินรางวัลคดีละ 1,000 บาท

ล่าสุดนี้ได้มีทางราชกิจนุเบกษาได้มีการเผยแพร่เกี่ยวกับระเบียบสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในเรื่องของการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคาโดยสำหรับประชาชนได้มีการแจ้งเบาะแสจะได้รับรางวัลนำจับคดีละ 1000 บาท ซึ่งสามารถขอรับเงินได้ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

โดยจะมีการสมควรแก้ไขปรับปรุงระเบียบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่าด้วยในเรื่องของการจ่ายเงินรางวัลในการนำจับหรือเงินสินบนผู้แจ้งเบาะแสกับผู้ที่ขายสลากเกินราคาในปีพศ. 2549 วิ่งงานกับเพื่อให้การจ่ายเงินรางวัลในการนำจากผู้ขายสลากกินแบ่งเกินราคา.. โดนมีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และอัตราการจ่ายเงินรางวัลนำจับผู้ขายสลากเกินราคาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยจะอาศัยอำนาจมาตรา 3 (6) แห่งพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และมิติคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลในการประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2560 จึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคา พ.ศ.2560”

ข้อ 2 ระเบียบนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่ วันประกาศ เป็นต้นไป

ข้อ 3 ให้ยกเลิก ระเบียบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลในการนำจับหรือเงินสินบนผู้แจ้งเบาะแสผู้ขายสลากเกินราคา พ.ศ. 2549

ข้อ 4 ในระเบียบนี้ “เจ้าหน้าที่” หมายความว่า พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจ รวมถึงเจ้าพนักงานอื่นๆ ซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจในการจับกุม ส่วน “สลาก” หมายความว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลรวมถึงสลากอื่นใดที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการจัดพิมพ์และจัดจำหน่าย

“ผู้แจ้งความนำจับ” หมายความว่า ผู้แจ้งความว่ามีการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการขายสลากเกินราคา จนนำไปสู่การจับกุม และ “เงินรางวัล” หมายความว่า เงินที่จ่ายให้แก่ เจ้าหน้าที่ผู้จับกุม และผู้แจ้งความนำจับผู้ขายสลากเกินราคา

ข้อ 5 ให้ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลรักษาการตามระเบียบนี้

ข้อ 6 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะได้พิจารณาจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้แจ้งความนำจับและเจ้าหน้าที่ ผู้จับกุมผู้ขายสลากเกินราคาในเมื่อคดีถึงที่สิ้นสุดแล้ว โดยกำหนดอัตราดังนี้

(6.1) เจ้าหน้าที่จับกุมได้รับคดีละเท่ากับจำนวนเงินที่เปรียบเทียบปรับ แต่ไม่เกินคดีละสองพันบาท

(6.2) ผู้แจ้งความนำจับได้รับคดีละหนึ่งพันบาท

การขอรับเงินรางวัลในการจับผู้ขายสลากเกินราคาผู้แจ้งความนำจับหรือเจ้าหน้าที่จะต้องมาขอรับเงินที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยมีหนังสือจากหัวหน้าส่วนงานที่ทำการจับกุมซึ่งมียศพันตำรวจเอก พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอก หรือข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษ หรือระดับ 8 ขึ้นไป

ข้อ 7 ให้ผู้จับกุมหรือผู้แจ้งความนำจับ เสนอเรื่องต่อหัวหน้าหน่วยที่ทำการจับกุมตาม

ข้อ 6 เพื่อพิจารณาขอรับเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคาต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ข้อ 8 การขอรับเงินรางวัลในการจับกุมผู้ขายสลากเกินราคา ให้ขอได้ภายในหนึ่งปีนับแต่คดีถึงที่สุดโดยยื่นเอกสาร ตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้

ข้อ 9 ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้นำเสนอผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อวินิจฉัยสั่งการเป็นกรณีไป

ประกาศ ณ วันที่ 3 เม.ย.พ.ศ.2560 พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานกรรมการคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล

คนไทยหนี้พุ่ง! หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาสเเรก โผล่สูงสุดในรอบ 5 ปี หวั่นกู้หนี้นอกระบบ

ซึ่งนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนเกี่ยวกับสังคมไทยในตอนนี้เป็นอย่างมากและได้รับความสนใจกันเป็นอย่างดีเพราะในตอนนี้ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ได้มีการระดับ 1 เรื่องระดับหนี้ครัวเรือนไตรมาสแรกของปีนี้ซึ่งกลับกลายเป็นว่ามีหนี้ที่เพิ่มสูงในรอบ 5 ปีและมีการจับตาหนี้เสียพี่จะเพิ่มขึ้นในทุกครั้ง

โดยทางนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเริ่มมีการกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวว่าปัญหานี้ส่งผลทำให้หนี้ครัวเรือนในไตรมาสแรกของปี 2562 ถูกปรับตัวสูงขึ้นในระดับร้อยละ 76.8 ต่อ GDP จึงเรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 2 ไตรมาสโดยก็มียอดที่ค้างชำระในสินเชื่อเพื่อการอุปโภคของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จุดหนึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี

เนื่องจากมีการเล่นตัวก่อนที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยและความต้องการของการซื้อรถยนต์เพิ่มเติมโดยนี่นะรายนี้จำเป็นจะต้องจับตาดูแลอย่างใกล้ชิดเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจนั้นมีความจะรอตัวและอาจจะส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้ของแต่ละคน

โดยระดับนี้จะไม่ก่อเกิดรายได้และขยายตัวจากร้อยละ 9.0เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 ในไตรมาสแรกของปี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.75 ต่อสินเชื่อรวม และสัดส่วนร้อยละ 27.8 ต่อเอ็นพีแอลรวม ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 เป็นต้นมา

ผศ.ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ระดับหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากนโยบายนำหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ ขณะเดียวกันภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ประชาชนมีแนวโน้มหันไปกู้หนี้นอกระบบมากขึ้น เนื่องจากวงเงินกู้ในระบบเต็มเพดาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาหาสาเหตุการก่อหนี้ที่ลงลึกรายละเอียดมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม

มีลูก 6 คนพึ่งพาไม่ได้! สองตายายนั่งเป่าแคนหาเลี้ยงชีพ แลกเงินประทังชีวิต

บอกเลยว่าชีวิตของคนเรานั้นเกิดมาก็ไม่ได้มีความเหมือนกันแต่อย่างใดทุกคนล้วนแต่มีเส้นทางของตัวเองบางคนเกิดมาจนบางคนเกิดมารวยแน่นอนว่าชะตาชีวิตของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วยเช่นกัน ตัวไหนล่าสุดที่ผ่านมานี้ก็ได้มีทาง Facebook ที่มีชื่อว่า นิกกี้ คาเรน ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องราวของตายายสองคนที่ได้เข้าไปพบเจอที่ ตลาดสดสีคิ้ว อ. สีคิ้ว จ. นครราชสีมา ปิดระบบข้อความประกอบภาพไว้ว่า …

“ตาวัย 82 ปี กับยๅยวัย 80 ปี สองเฒ่าชราคู่ชีวิต เดินทางจากห้วยแถลงขึ้นรถไฟ มาเป่าแคนตามสถานที่ต่างๆ เพื่อแลกกับเศษเงิน เอาไปประทังชีวิตและเลี้ยงชีพ ยๅยเล่าว่าตาถูกใบอ้อยบาดตา จนตาต้องบอด และมองไม่เห็นจนมาถึงทุกวันนี้ ชีวิตบั้นปลาย ตากับยๅยเลยต้องอยู่แบบอดๆอยากๆ ตากับยๅยมีลูกทั้งหมด6คน แต่ทุกคนต่างล้วนไปมีชีวิตเป็นของตัวเองหมด”

”ไม่ค่อยได้กลับมาดูแลพ่อแม่เพราะว่าเค้าก็มีครอบครัวและสิ่งสำคัญ ที่สุดคือพวกเค้าก็ไม่มีเงินเหมือนกัน หัวอกคนเป็นพ่อแม่ก็เลยไม่อยากไปรบกวนลูกให้เกิดความลำบากใจ จึงต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสู้กับชีวิตในวัยชรา ในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายเลยสำหรับคนชราวัย 80 ปี ยๅยเล่าว่าอดมื้อกินมื้อบ้าง บางวันก็กินไม่อิ่ม และบางวันก็ไม่ได้กินเลย”

”อันที่จริงแล้วคนอายุวัยขนาดนี้ควรที่จะพักผ่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้พัก ก็เพราะคำว่าไม่มีนั่นเอง ตากับยๅยจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนเร่ร่อนเดินทางมาเป่าแคน ด้วยเสียงเพลงเพื่อแลกกับเศษเงิน เพื่อมาประทังชีวิตและหล่อเลี้ยงชีวิตเอาไว้ อย่างน้อย ที่ทำให้เราได้เห็น ชัดเจน นั่นก็คือ คำว่าคู่ชีวิต สำหรับตากับยๅยคู่นี้”

”ที่ไม่ว่าจะลำบากสักเท่าไหร่ก็ไม่มีวันปล่อยมือ ซึ่งกัน และกัน ยังต่อสู้จับมือไปด้วยกันทุกหนแห่ง และไม่มีวันทิ้งกัน ถ้าใครผ่านไป แถวตลาดสดสีคิ้ว ใครพอจะมีก็ช่วยกันหยิบยื่นช่วยเหลือตากับยๅยกันด้วยนะคะ แกทั้งสองจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้ จากที่ได้นั่งคุยกับตาและยๅยแล้ว คือตากับยๅยแก ทั้งสองคนน่าสงสารจริงๆสิ่งสำคัญที่สุด ถึงตากับยๅยจะเป่าแคนแลกเศษเงินอย่างน้อยก็เป็นอาชีพที่สุจริตไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อนให้ใคร และไม่ได้เป็นภัยต่อสังคมดีกว่าพวกที่มีครบ 32 ประการ ก่อเรื่องวุ่นวายให้กับสังคม ประเทศชาติก็มีถมเถไป เป็นกำลังใจให้ตากับยๅยค่ะ ขอให้ตากับยๅยทั้งสองมีชีวิตดีขึ้นมากกว่านี้”

ซึ่งข้อความดังกล่าวนี้ก็ทำให้มีผู้คนนั้นจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นและมีการแชร์ไปแล้ว กว่า 300 ครั้ง เลยทีเดียว

เส้นทางชีวิต! ‘ต่าย อรทัย’ จากดอกหญ้า สู่ ราชินีลูกทุ่ง แต่งตัวมิดชิดก็ดังได้

แน่นอนว่าถ้าหากพูดถึงพระราชินีลูกทุ่งในสมัยนี้ทุกคนเกิดมาก็นึกถึงต่ายอรทัยกันซึ่งเรียกว่าเธอคนนี้แกเป็นขวัญใจชาวพุทธต้องเป็นอย่างมากอีกทั้งยังเป็นราชินีของวงการลูกทุ่งไทยอีกด้วยโดยมีฉายาที่ชื่อว่า สาวดอกหญ้าและราชินีลูกทุ่ง โดยคนตายนั้น ก็แสดงให้ถึงกับความพยายามในวงการเพลงของเธอโดยการสร้างผลงานจนทำให้เธอนั้นสามารถประสบความสำเร็จและมียอดขายสูงสุดในวงการของเพลงลูกทุ่งเลย ซึ่งเรียกได้ว่าเมื่อปล่อยเพลงไหนออกไปเพลงนั้นก็ดังไปเสียหมด และยังสามารถทำยอดขายได้ทะลุถึง 1 ล้านตลับ ทั้งหมด 3 อัลบั้มติดต่อกัน ก็มี

ถ้าหากพูดถึงภาพลักษณ์ที่เรียกว่าเป็นการยื่นความเป็นตัวเองของเธอได้เป็นอย่างดีนะก็คือเธอเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวเรียบร้อยตามขนบธรรมเนียมประเพณีไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายตอนอยู่กับบ้านในชุดวันสบายสบายหรือเวลาที่ขึ้นคอนเสิร์ตยิ่งบอกเลยว่าเวลาที่เธอแต่งตัวไปทำบุญนะดูสวยสง่าเป็นอย่างมากเลยจริงๆ

ในล่าสุดเธอก็ยังไม่ควรทิ้งคาแรคเตอร์ของเธอซึ่งเธอนั้นได้ขึ้นเวทีแสดงคอนเสิร์ตด้วยการสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงขายาวตามสไตล์ของสาวต่าย อรทัยคนนี้ จึงได้มากนักร้องลูกทุ่งสาวคนนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับ ศิลปินรุ่นหลังหลังเป็นอย่างมากซึ่งเธอนั้นก็แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าตื่นไม่ต้องแต่งตัวโป๊แต่ก็สามารถ ดังและเป็นดาวค้างฟ้าได้ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้มีแต่คนถูกใจจะยกย่องเธอไปตามๆกัน

สำหรับเรื่องการเดินทางของเธอที่ทำให้เธอนั้นได้มาถึงจุดนี้นั้นมันก็มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่เธอนั้นได้เข้าไปประกวดร้องเพลงตอนมัธยม แล้วพบกับ “พี่บ่าวข้าวเหนียว” กับ “พี่สาวบ้านเชียง” ซึ่งเป็นผู้ที่ชักนำคุณต่ายอรทัยเข้าสู่วงการเป็นคนแรกจึงได้มีการกระทำเพลงกันตอนที่เข้ามาอยู่ในกทมและมีการเปิดตัวในรายการวิทยุโดยในตอนนั้นก็มีผู้คนรู้จักมีแค่บางส่วนเท่านั้นจากนั้นก็ได้มีพี่ที่รู้จักกับครู สลา คุณาวุฒิ ที่แต่งเพลงให้กับ พี่ไมค์ ซึ่งพี่คนนี้ก็เอาเทปของคุณต่ายอรทัยที่ทำกันมาไปเสนอดูว่าเป็นโอกาสไหม

แล้วเมื่อ สลา คุณาวุฒิ ได้ฟังก็ได้มีการนำพาคุณต่ายอรทัยเข้าไปสู่บริษัทแกรมมี่โกลด์เพื่อ Casting จนสามารถผ่านการแคสติ้งได้โดยจะมีการทำอัลบัมมีชุดที่ 1 ขึ้นมาในชื่อว่า ดอกหญ้าในป่าปูน เปิดอัลบั้มนี้สามารถสร้างยอดขายได้ถึงล้านตลับให้กับเธอได้ทั้งๆที่เป็นเพียงแค่อัลบั้มแรกเท่านั้น

แต่กว่าที่จะทำให้เพลงติดหูคนนั้นเธอนั้นก็ต้องตะเวนให้การสัมภาษณ์ออกทีวีรายการโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆทั่วประเทศและในที่สุดคือในช่วง 3 ปีแรกซึ่งจากที่เธอเป็นแค่เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งที่มีความฝันแต่ก็ยังเป็นคนหนึ่งที่พอไม่รู้ว่าเมื่อได้รับโอกาสตามความฝันแล้วมันจะเป็นอย่างไร

แต่สุดท้ายเธอก็เดินตามความฝันได้อย่างสง่างามด้วยบทเพลงทางเลี่ยงที่ประพันธ์โดยคุณครู สลา คุณวุฒิ ที่อยู่ภายใต้สังกัดแกรมมี่โกลด์ในเครือของ จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ แล้วต่อจากนั้นก็มีการฝึกฝนขัดเกลาให้ต่ายอรทัยยังคงแรงได้โดยมีการสร้างอัลบั้มชุดที่ 2 ที่มีชื่อว่า ขอใจกันหนาว และอัลบั้มชุดพิเศษ อยู่ในใจเสมอ ก็ขายได้เกิน 1 ล้านตลับ เช่นกัน จะทำให้เธอนั้นสามารถสร้างยอดขายได้เรื่อยๆอีกทั้งยังมีแฟนคลับมากมายจนเธอทำผลงานจนมาถึงอั้มล่าสุดชุดที่ 12 นั้นก็คือ “ซังได้ ซังแล้ว” เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว

นอกจากนี้คุณต่ายอรทัยนั้นยังสามารถกวาดรางวัลนักร้องลูกทุ่งหญิงยอดนิยมและยอดแย่ทุกสถาบันมาได้และในเมื่อปี 2554 “ต่าย อรทัย”ได้เป็นผู้หญิงที่มีผู้ค้นหาสูงสุดของปี 2554 โดยกูเกิลไทยแลนด์ และได้รับรางวัลผู้หญิงต้นแบบผู้สร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมประจำปี 2554 อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจและน่ายกย่องเป็นอย่างมาก

ผักแขยง ปลูกง่ายใช้น้ำน้อย ไม่ต้องดูแล ทำเงินเดือนละ 60,000 บาท

ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้คนนั้นหากหมดภายในการทำเกษตรกันมากขึ้นโดยส่วนใหญ่นั้นก็อาจจะเริ่มต้นจากการปลูกอะไรเล็กๆน้อยๆเพื่อหารายได้ให้กับตัวเองซึ่งในบางคนถ้าประสบความสำเร็จอาชีพเกษตรกรนั้นก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวของตัวเองได้ไม่น้อยใจจริงๆอีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย


และในวันนี้ทางทีมงานมันก็จะพาทุกคนไปชมเกษตรที่มีแนวคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งเราจะพาไปพบกับชาวบ้านที่อยู่ในตำบลบุ่งหวายอำเภอวารินชำราบจังหวัดอุบลราชธานีจึงได้มีการเรียนรู้และแนวทางการทำเกษตรภาครัฐจะได้มีการปลูกผักสมุนไพรอย่างผักแขยงขึ้นมาได้ผักชนิดนี้นั้นคุณสมบัติโดดเด่นนั่นก็คือมีอายุสั้นใช้น้ำในการเลี้ยงน้อยอีกทั้งยังสามารถเก็บเกี่ยวได้และทำให้มีรายได้ได้แบบวันต่อวันเลยทีเดียว

โดยการปลูกปลูกผักแขยงนั้นชาวบ้านในหมู่บ้านก็จะมีการใช้พื้นที่หลักการทำนาซึ่งก็จะใช้หลังจากที่มีการเก็บเกี่ยวแล้วหรือในบริเวณพื้นที่บ้านของตัวเองซึ่งจะมีพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบ้านไว้ปลูกผักขยันกันทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้ก็จะมีการรวมตัวกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อสร้างรายได้เพื่อให้แนวคิดการดูแลต่างๆรวมถึงการจำหน่ายจึงกลายเป็นการสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อครัวเรือนได้จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ถูกเรียกขานกันว่าหมู่บ้านแห่งผักแขยงเงินล้านนั่นเอง

เราก็จะพาไปชมเกษตรตัวอย่างนั้นก็คือคุณแพรหรือพรหมวิจิตร โดยคุณแพรนั้นอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้และมีการทำอาชีพปลูกผักแขยงกับใบบัวบกซึ่งอาชีพนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ถึง 10 ปีเลยทีเดียวโดยก่อนหน้านี้เคยไปทำงานที่ต่างจังหวัดแต่ก็ประสบปัญหาในเรื่องของรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในครอบครัวจึงได้มีการหาหนทางเพื่อสร้างรายได้ให้กับตัวเอง

โดยในตอนแรกนั้นก็มีการเริ่มต้นผักแขยงในพื้นที่เพียงแค่ 2 ไร่และมีการแบ่งพื้นที่เป็น 2 งานเลยจะมีการปลูกข้าวนาปรังเอาไว้บริโภคครัวเรือน 1 งานและปลูกผักแขยงโดยจะมีการเริ่มปลูกในเดือนมีนาคมซึ่งจะเริ่มจากการปรับถ่ายพื้นที่พรวนดินและนำต้นกล้าจับปลาไปเพราะปลูกโดยจะมีการเว้นระยะประมาณสัก 1 คืบและยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย

จากนั้นก็ทำการปล่อยน้ำเข้าไปในพื้นที่ประมาณสัก 2 ข้อนิ้วรอไปซักประมาณ 1 สัปดาห์ก็สามารถใส่ปุ๋ยได้โดยปุ๋ยที่ใส่นั้นก็คือสูตร 16-16-16 ซึ่งใช้ประมาณ 1 ครั้งต่อ 1 พื้นที่งานจากนั้นก็จะมีการหว่านปุ๋ยอีกครั้งหนึ่งเมื่อพบว่าใบสีแดงของมันมีสีเหลืองแนะแนวเรื่องของการปล่อยน้ำนานก็ไม่ควรปล่อยในทันทีนักเรียนจะสังเกตระดับน้ำร้านอาหารพื้นแห้งก็ให้มีการเติมน้ำเข้าไปในเรื่อยๆ โดยใช้น้ำในระดับต่ำ

สำหรับสิ่งที่ต้องระวังนะก็คือ ระวังในเรื่องของศัตรูพืชเสื้อศัตรูพืชของผักแขยงมันก็จะเป็นตัวบุ้งโดยจะต้องทำการใส่ยาป้องกันจำนวน 1 ช้อนต่อน้ำ 20 ลิตรและฉีดพ่นลงบนพืชส่วนในเรื่องของโรคต่างๆนั้นก็ไม่พบแต่อย่างใดเพราะผักแขยงหรือเป็นผักที่มีความแข็งแรง อยู่พอสมควร

หลังจากนั้นหนูไปได้ประมาณซัก 15 วันผักแขยงก็จะเจริญเติบโตเป็นกอใหญ่ก็ให้ทำการเก็บผลผลิตโดยการดึงออกมาทั้งกอและปล่อยเหลือไว้ประมาณสัก 4-5 ต้น เพื่อที่จะทำให้ปากอย่างนั้นมีการขยายพันธุ์และจัดนั้นก็ใส่ปุ๋ยจำนวนหนึ่งทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ก็ทำให้เรานะสามารถมีผักแขยงรุ่นต่อไปไว้เก็บเกี่ยวกันได้

ซึ่งในผลผลิตในแต่ละครั้งนั้นสามารถเก็บขยะได้ถึง 200 ถุงโดยตกถุงละ 100 กรัมน้าสามารถขายได้ในราคาถุงละ 50-60 บาทแล้วจะขายดีอย่างยิ่งในช่วงหน้าร้อนซึ่งมีราคาที่สูงขึ้นเพราะเป็นช่วงที่ปลูกได้ยากซึ่งสำหรับชาวบ้านที่อาศัยในหมู่บ้านแห่งนี้ก็มีการปลูกผักไชยากันทุกครัวเรือนเอาผักชนิดนี้นั้นมีความต้องการทางการตลาดสูงและสามารถสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ด้วยราคาขายที่ราคาสูงสุดน่าจะขายได้ประมาณวันละ 200 บาทโดยจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่วันที่เข้าเดือนเมษายนหาราคาต่ำสุดจะอยู่ที่ประมาณ 40 บาทต่อถุงแต่อย่างไรก็ตามผักแขยงก็ถือเป็นผักที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างเรื่อยๆและมีผลผลิตออกมาแทบจะทุกๆวัน

นอกจากนี้บางบ้านมันก็จะมีการปลูกใบบัวบกอีกด้วยเพราะใบบัวบกนั้นถือเป็นอีกพืชผักสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันเพราะเชื่อว่าสามารถสร้างรายได้ต่อจากผักแขยงได้ดีซึ่งเป็นการสร้างรายได้อีกหนึ่งทางเลือกก็ว่าได้ โดยใช้ที่พื้นที่ในการปลูกประมาณ 1 ไร่และใช้เมล็ดใบบัวบกในครั้งแรกในการทำซื้อเมล็ดพันธุ์โดยครั้งต่อไปที่ปลูกได้ก็จะมีการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกเอง

สำหรับการดูแลต้นใบบัวบกนั้นสามารถดูแลได้ตัวที่จะต้องลดน้ำเพียงแค่วันละ 1 ครั้งเท่านั้นจากนั้นก็ใส่ปุ๋ยขี้ไก่ลงไปโดยใช้ระยะเวลาทิ้งไว้ประมาณ 5 10 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยใส่ถุงก็ได้ถุงละ 5 กิโลกรัมโดยขายได้ในราคาถุงละ 50 บาทซึ่งในการสร้างรายได้ในแต่ละครั้งนั้นสามารถสร้างรายได้ถึงครั้งละพันเลยทีเดียว

เพิ่งถึงเรียกว่าผักขยันนั้นถือเป็นอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับในการสร้างรายได้เพราะเป็นผักที่ใช้น้ำน้อยอีกทั้งยังมีความทนทานต่อโรคต่างๆและมีความต้องการทางการตลาดสูงอีกด้วย

อานิสงส์เหมือนกัน! สร้างบุญ ทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปวัดก็ทำบุญได้

หากพูดถึงการทำบุญแล้วนั้นทุกคนก็มักจะถึงนึกถึงวัดกันสินค้าส่วนใหญ่ซึ่งแน่นอนทุกคนก็จะทราบกันดีว่าวัดนั้นถือเป็นสถานที่ศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธเป็นสถานที่รวบรวมความเชื่อความศรัทธาแต่ความจริงแล้วนั้นการทำบุญไม่จำเป็นต้องทำที่วัดแต่อย่างใดเพราะคนเรานั้นสามารถทำบุญได้ทุกที่ทุกเวลา

โดยวันนี้เราก็จะมาบอกวิธีการทำบุญกันว่าเราจะสามารถทำบุญได้แบบไหนโดยที่ไม่ต้องไปวัดเลยโดยจะมีอะไรบ้างเรามาดุกันเลยดีกว่า

1.ดูแลผู้ใหญ่ในบ้านเช่นคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายทำให้ท่านมีความสุขเพราะพ่อแม่นั้นคือพระในบ้านอย่าให้เดือดร้อนใจหรือเป็นทุกข์ใจถ้ามีโอกาสทำดีก็ควรทำให้เวลากับท่านบ้าง

2. ตักบาตรตอนเช้าก่อนไปทำงานซึ่งอาจจะทำให้ชีวิตของคุณนั้นมีความสุขมากยิ่งขึ้นและรู้สึกสดใสมากยิ่งขึ้น

3. สามารถสร้างสมาธิด้วยการสวดมนต์แค่วันละ 1 บทซึ่งทำให้พระธรรมนั้นช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้นโดยการสวดมนต์นั้นอาจจะเป็นบทสวดมนต์แบบง่ายๆอย่างเช่นกันท่องอิติปิโสหรือการแผ่เมตตาหรือถ้าหากใครมีเวลาหน่อยแล้วนั้นก็ลองสวดสวดพระคาถาชินบัญชร 1 จบ

4. ถวายน้ำเปล่าหรืออาหารคาวหวานให้กับพระพุทธรูปที่บ้านซึ่งเป็นพระประจำบ้านซึ่งพระที่บ้านของเรานั้นจะเป็นสิ่งที่คอยช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีของคนในบ้านฉะนั้นเราควรจะดูแลท่านให้ดี

5. นั่งสมาธิวันละ 5-10 นาทีลองให้เวลากับตัวเองด้วยการนั่งสมาธิเสียบ้างมีแค่ 5-10 นาทีเท่านั้นเรียกว่าเสียเวลาไปหรอก

6. ไม่รับประทานเนื้อสัตว์สัก 1 วันต่อสัปดาห์ซึ่งเป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์ดูซึ่งวิธีนี้จะได้ทั้งบุญและสุขภาพที่ดีในเวลาเดียวกัน

7. พูดคุยในเรื่องของธรรมะพระธรรมต่างๆซึ่งจะทำให้รอบรู้มากยิ่งขึ้น

8. ทำบุญกับพระสงฆ์ที่พบระหว่างทางเช่นหากพบพระสงฆ์ยืนรอรถเมล์อยู่ก็รับท่านไปส่งที่วัดก็ได้

9.ให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่เดือดร้อนด้วยความเต็มใจและจะต้องไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนไปด้วยเช่นการช่วยคนแก่ข้ามถนนให้เงินกับคนที่ไม่มีเงินกินข้าวหรือให้ข้าวก็ได้

10. ขอให้คำปรึกษายินดีกับผู้ที่มีความทุกข์หรือผู้ที่เดินเข้ามาขอคำแนะนำจากเราและคำแนะนำของเรานั้นควรจะไม่ทำให้ผู้นั้นเดือดร้อนด้วย

11. ช่วยคนที่เขาเอาของมาขายกับเรา

12.ดูแลสัตว์เลี้ยงในบ้านเป็นอย่างดีเช่นดูแลเอาใจใส่จานชามให้สะอาดอาบน้ำดูแลความสะอาดเรียบร้อยของกรง นะอย่าเห็นว่าเขาเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง

13. จาน ชาม แก้วน้ำต่างๆ กินแล้วควรล้างในทันที อย่ารอให้ใครมาล้าง อย่าให้มดจาน เพราะถ้าหากเวลาล้าง เราก็ราดน้ำใส่หมดที่อยู่จานซึ่งนั้นเป็นการฆ่าสัตว์แบบไม่ได้ตั้งใจ

14. ถือศิล 5

ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์

ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์

ศีลข้อ 3 ไม่ทำตัวประพฤติผิดในกาม

ศีลข้อ 4 ไม่พูดปด

ศีลข้อ 5 ไม่ดื่มสุรา

15.รู้จักการให้อภัย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม เพราะการอภัยทาน ถือเป็นบุญกุศลแรงมาก!

16.เอาของเหลือใช้สภาพดีเช่นเสื้อผ้า หนังสืือ ของใช้ในชีวิตประจำวัน บริจาคให้กับผู้ยากไร้

คนไทยก็ทำได้! ‘ควายทอง’ รถเมล์ไฟฟ้า ฝีมือคนไทย

บอกเลยว่าคนไทยนั้นก็มีความคิดและฝีมือ ไม่แพ้ชาติใดในโลกเพราะในตอนนี้บอกเลยว่าก็มีคนไทยได้คิดค้นรถรถเมล์ไฟฟ้าแบรนด์คนไทยที่มีชื่อว่าควายทองเป็นที่เรียบร้อย ตัวนี้เป็นเป็นผลงานของบริษัทควายทองมอเตอร์จำกัดเลยก็ว่าได้

โดยคุณ สัก กอแสงเรือง ประธานบริษัทควายทองมอเตอร์ก็ได้มีการกล่าวถึงรถไฟฟ้าว่าได้มีการศึกษาและมีการสนใจเดียวเรื่องของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในระยะหนึ่งแล้วแล้วมองเห็นว่ายานยนต์ไฟฟ้านั้นมีโอกาสที่จะสามารถเติบโตได้ในอนาคตอีกทั้งพลังงานไฟฟ้าก็ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงต้องการที่จะขยายธุรกิจสู่ตลาดมากยิ่งขึ้นโดยจะมุ่งเน้นไปที่ตลาดของรถเมล์ไฟฟ้าของไทยซึ่งได้มีการเปิดตัวรถเมล์ไฟฟ้าในบ้านคนไทยที่มีชื่อว่าควายทองขึ้นมานั้นเอง

รถเมล์ไฟฟ้าควายทองนั้นขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเทียมไททาเนตซึ่งผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีสมรรถนะสู้ง อีกทั้งยังประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วยนอกจากนี้ก็ได้มีบริษัท ไฮบริด คิเนติก กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยววชาญในเรื่องของการออกแบบและพัฒนาค้นคว้าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับยานยนต์เข้ามาร่วมด้วย

โดยรถเมล์ควายทองนี้เป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และควันพิษออกมาอีกครั้งอย่างไรมลภาวะทางเสียงอีกด้วย โดยขนาดของแบตเตอรี่นั้นมีขนาดความจุประมาณ116 กิโลวัตต์ / ชั่วโมง มีแรงดันไฟฟ้าประมาณ 600 โวลต์ และยังมีจุดเด่น นั่นก็คือใช้ระยะเวลาในการชาร์จสั้นมากเพราะสามารถชาร์จแบตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 10-15 นาทีนั้นก็สามารถชาร์จแบตเต็มได้และสามารถทำให้รถเมล์ออกวิ่งรับผู้โดยสารได้อีกวันละหลายรอบเพราะตัวแบตเตอรี่สามารถใช้ได้อีกยาวนานนับเป็นสิบปีและมีอายุในการใช้ประมาณ 35000 ครั้ง ทั้งแบตเตอรี่ได้มีการทดสอบความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อย

สำหรับการขับเคลื่อนสูงสุดนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 200 กิโลเมตรหรือประมาณ 268 แรงม้าโดยมอเตอร์ก็มีการใช้เทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาและสำหรับตัวรถมีความยาวประมาณ 12 เมตรกว้าง 2.5 3 เมตรและสูงประมาณ 3.3 4 เมตรโดยตัวถังของรถนั้นมีการออกแบบแบบ โมโนค็อกแชสซี โดยใช้เทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำจากบริษัทเอ็มเอเอ็นจากประเทศเยอรมนีจึงทำให้รถไฟฟ้าควายทองปีนี้มีโครงสร้างที่เสถียรและทนทานสามารถรับน้ำหนักผู้โดยสารได้เกินถึง 80 คนและมีความปลอดภัยสูง

มะม่วงมหาชนก สรรพคุณต้านมะเร็ง ยิ่งกิน ยิ่งดี

โดยมะม่วงนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่ใครหลายคนมักจะชอบรับประทานกันอีกทั้งยังสามารถทานได้อีกหลายแบบทั้งดิบและทั้งสุขและแน่นอนว่าก็มีใครหลายคนนั้นจะต้องรู้จักมะม่วงมหาชนก กันอย่างแน่นอน ซึ่งขอเกริ่นก่อนว่าในปัจจุบันนี้ได้มีงานวิจัยเข้ามาทำการวิจัยกันอย่างมากมายและมีการพบว่าพืชผักผลไม้หลากหลายชนิดมีสารที่สามารถช่วยป้องกันโรคร้ายอย่างมะเร็งได้เป็นอย่างดีอย่างเช่น ส้ม แอปเปิล มะเขือเทศ องุ่น มะละกอ มะขามป้อม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี

และนายล่าสุดนี้ก็ได้มีผลงานการวิจัยของนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนเรศวรที่ได้มีการเปิดเผยว่ามะม่วงมหาชนกนั้นก็ถือเป็นอีกผลไม้ชนิดหนึ่งที่สามารถช่วยต้านโรคมะเร็งร้ายและลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้เป็นอย่างดีด้วย

ซึ่งมะม่วงพันธุ์นี้นั้นเป็นมะม่วงที่ได้รับพระราชทานชื่อ มาจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเป็นมะม่วงที่ได้มาจากการปลูกต้นเพาะพันธุ์แม่พันธุ์มะม่วงพันธุ์ ซันเซท กับพันธ์ุหนังกลางวัน ที่สวนของอาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ อําเภอ สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางคุณเดชทิวทองก็ได้มีการทดลองปลูกไว้ในสวนในอำเภอจังหวัดลำพูนเป็นที่แรกซึ่งถือว่าที่นั่นกลายเป็นต้นกำเนิดของมะม่วงมหาชนกนั้นตั้งแต่นั้นมา

และสำหรับสรรพคุณของมะม่วงมหาชนกนั้นบอกเลยว่ามีมากเพราะได้มีการถูกยืนยันจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยนเรศวรนะว่าถึงแม้มะม่วงนี้จะมีสีสันแปลกตาแต่ก็มีสารอาหารชั้นดีที่ได้มีการค้นพบในการวิจัยอีกครั้งก็จะมีการพัฒนาเพื่อไปสู่กระบวนการการผลิตเชิงพาณิชย์เพราะเล็งเห็นว่าในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการอาหารที่มาจากธรรมชาติอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆและป้องกันโรคมากกว่าเดิม

โดยการศึกษางานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานของโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ที่ได้มีการจับมือร่วมกับนายรัฐพงษ์ เมืองเอก ผู้ที่เป็นนักศึกษาจากปริญญาเอกคณะเกษตรศาสตร์และ ผศ. ตร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท อาจารย์จะคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวรซึ่งได้มีการศึกษาวิจัยในปัจจัยเกี่ยวกับการเกิดแสงสีแดงในปริมาณ แอนโธไซเป็นยานิน ในมะม่วงมหาชนกซึ่งจะมีการพบว่าเมื่อมีการฉีดสารเมธัสจัสโมเนส ประมาณ 80 ไมโครลิตรอเมริกันเข้าไปในผลมะม่วง ก็จะช่วยในเรื่องของการปรับปรุงคุณภาพอย่างวิตามินซีปริมาณน้ำตาลกลูโคสซูโครสและเพิ่มปริมาณแคโรทีนอยด์ถึง 1.43 มิลลิหรัม / 100กรัม

อีกทั้ง เมทิลจัสโมเนสและเอทิฟอนจะมีผลในการเพิ่มระดับของแคโรทีนอยด์ระหว่างการสุกแก่มากกว่ามะม่วงที่ไม่ใช้สาร 50% โดยพบมากที่สุดในช่วงวันที่ 5-6 ของการเก็บรักษา ร้านยังนำมาประยุกต์กับการใช้สาร มทิลจัสโมเนสและเอทิฟอนยังสามารถควบคุมกระบวนการสุกและปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการของผลมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

และยังไม่จบเพียงเท่านี้ในงานวิจัยนั้นก็ได้มีการค้นพบอีกว่ามะม่วงมหาชนกที่ได้รับแสงรวมกับการฉีดสารเมทิลจัสโมเนส จะทำให้เปลือกของมะม่วงนะมีพื้นที่สีแดงเพิ่มมากขึ้นถึง 25% แถมยังมีปริมาณของ แอนโทไซยานินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ซึ่งตรงนี้เราก็จะเห็นได้ชัดว่านักวิจัยนั้นก็จะให้ความสนใจในเรื่องของสาร แคโรทีนอยด์เป็นพิเศษมันก็เป็นคำว่าสารชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์เป็นอย่างมากโดยสารแคโรทีนอยด์นั้นจะช่วยให้สามารถส่งเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ดีมากยิ่งขึ้นและทำหน้าที่เช่นเดียวกับวิตามินบีคือการประสานตัวเองเข้ากับเยื่อหุ้มเซลล์ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งทั้งหลายชนิดและยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้ยังไม่หมดแค่นั้นยังช่วยสามารถลดความเสี่ยงในเรื่องของโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้เป็นอย่างดีด้วย

นอกจากนี้ก็ยังมีเนื้อเรื่องของข้อมูลสารต่อต้านอนุมูลอิสระนั้นก็คือสาร แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารที่ให้สีแดง สีม่วง หรือสีน้ำเงินกับพืช โดยสารชนิดนี้จะช่วยยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ไม่ดีในระบบทางเดินอาหาร ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และยังสามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจลดความเสี่ยงการเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบเส้นเลือดในสมองซึ่งแน่นอนว่าเจ้าสารต่อต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้จะสามารถหาได้ในมะม่วงมหาชนกซึ่งถือเป็นมะม่วงพันธุ์ปึกผลเมื่อแก่หรือสุกแล้วจะมีผิวสีแดงขึ้น นั้นเอง

ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าในมะม่วงมหาชนกนี้มีทั้งสาร แอนโธไซยานิ สารแคโรทีนอยด์ที่เป็นสารที่สามารถช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งโรคความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจฉะนั้นการที่รับประทานมะม่วงมหาชนกนั้นก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งสองโรคนี้ได้นั้นเอง…

วิธีใหม่! ปลูกกล้วยหัวกลับ โตไว เครือใหญ่ ผลผลิตเพิ่มหลายเท่าตัว

วันนี้เราจะมาพูดถึงการปลูกกล้วยกัน โดยส่วนใหญ่ในการปลูกกล้วยนั้นเราก็จะใช้ต่อในการฝึกการและมีการขยายพันธุ์โดยใช้วิธีนี้มากกว่าการใช้เมล็ดซึ่งการขยายพันธุ์ด้วยหน่อกล้วยนั้นจะทำให้ได้เหง้าที่สมบูรณ์ และในวันนี้นั้นเราก็จะมาแนะนำ กล้วยแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใครอีกทั้งยังสามารถออกผลผลิตได้เป็นอย่างดีอีกด้วยโดยการปลูกกล้วยด้วยวิธีนี้เป็นวิธีที่คิดค้นมาจากคุณ สงวน มงคลศรีพันเลิศ โดยคุณสงวนนั้นเป็นปราชญ์ชาวบ้านและเป็นประธานศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านเขากลม ตำบลหนองทะเล อำเภอเมือ งจังหวัด กระบี่

การปลูกกล้วยแบบใหม่นี้นั่นก็คือการปลูกกล้วยกลับหัวกล้วยหรือปลูกพืชตีกลับซึ่งมีข้อดีของการปลูกดังนี้

+ตกหน่อได้มากขึ้น โดยสามารถนำหน่อไปขยายพันธุ์ต่อได้

+ออกผลผลิตได้เร็วกว่าเดิม

+ลูกกล้วยที่ออกมา จะได้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

วิธีการปลูกกล้วยกลับหัว

ปลูกกล้วยกลับหัวนั้นถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการปลูกกล้วย โดยกล้วยนั้นจะอาศัยการหาอาหารจากยอดของตัวเองตามธรรมชาติฉะนั้นเริ่มต้นควรเลือกหน่อกล้วยออกจากต้นที่มีความพร้อมในขยายพันธุ์โดยให้เลือกหนอที่ห่างออกจากลำต้นอย่างเพื่อที่จะได้ส่วนที่เป็นเหง้ากล้วยมากที่สุด

เพราะว่าตรงส่วนของ เหง้าถือเป็นส่วนที่สำคัญในการปลูกหน่อกล้วย ถ้าได้เหง้ามาครบกล้วยหน่อนั้นก็จะต้องปลูกขึ้นแน่นอน เมื่อได้หน่อกล้วยมาแล้ว ก็ให้ทำการ วัดจากโคนต้นขึ้นมาประมาณ 20 เซนติเมตรต้องการตัดส่วนเกินออกไปจากนั้นก็ไปขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่และเล็กกว่าน้อยกล้วยสักเล็กน้อยแล้วทำการฝังหน่อกล้วยลงไปแบบที่เอาเหง้าชี้ขึ้นฟ้าและเอาโคนจิ้มลงดิน

จากนั้นก็ให้กลบดินให้มิดต้น แล้วรดน้ำให้ชุ่มตามทันที แต่เมื่อปลูกไปได้ประมาณ 15 วันก็จะมีหนอนออกมาจากพื้นดินซึ่งในตอนนั้นก็ให้ทำการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักและมีการดูแลรดน้ำอย่างสม่ำเสมอโดยหน่อกล้วยที่โผล่ออกมาจากดินนั้นจะทำให้เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและสามารถแตกออกมามากถึง3 ถึง 4 หน่อ

เมื่อกล้วยเริ่มเป็นสาว ให้เอาไม้ขนาดเท่าหัวแม่มือมาแทงขวางเข้ากลางลำต้น เพื่อที่จะเป็นการบังคับให้ต้นกล้วยไม่สูงและบังคับให้ต้นกล้วยออกลูกข้างต้น ถือเป็นวิธีการบังคับให้ผลกล้วยออกกลางต้นจากันั้นราวๆ 6 เดือน กล้วยก็จะออกผลให้ได้เก็บเกี่ยว ซึ่งมักจะเร็วกว่ากล้วยทั่วไปที่ต้องใช้เวลาในการปลูกถึง 8 เดือน

เช็ควันเงินเข้าบัตรคนจน ประจำเดือนมิถุนายน

ซึ่งบอกเลยว่าตอนนี้ถ้าหากใครมีบัตรคนจนบอกเลยว่าได้ชัวร์เพราะทางมิถุนายนต์นี้จะมีเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคอยทยอยโอนเงินเข้าบัตรเพื่อให้ผู้ใช้สิทธิ์ได้เอาเงินนี้ไปซื้อสินค้าเครื่องใช้บริโภคต่างๆซึ่งก็มีทั้งค่าเบี้ยพิการค่าเบี้ยผู้สูงอายุค่าน้ำค่าไฟ และเดินทางต่างๆ

โดยล่าสุดนี้ก็ได้มีทางเพจ Facebook ของพรรคประชารัฐ ไม่มีการวิเคราะห์ข้อมูลในการปฏิทินวันโอนเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประจำเดือนมิถุนายนโดยมีรายละเอียดดังกล่าวนี้เลย…

วันที่ 1 มิถุนายน 2562

+เงินซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ได้คนละ 500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 2 เดือน (เดือน พ.ค.-มิ.ย. 62) / ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทุกคน

วันที่ 2 มิถุนายน 2562

+เงินให้ผู้ผ่านการอบรมพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกคนละ 100-200 บาทต่อเดือน / ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ร่วมโครงการมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิต

วันที่ 9 มิถุนายน 2562

+เพิ่มเบี้ยคนพิการขึ้นจากเดิม เป็นคนละ 200 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 5 เดือน (เดือน พ.ค.-ก.ย. 62) / ผู้พิการที่ขึ้นทะเบียนมีบัตรประจำตัวผู้พิการถูกต้อง ราว 16 ล้านคน

วันที่ 12 มิถุนายน 2562

+เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้านผู้สูงอายุ คนละ 400 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 10 เดือน (เดือนธ.ค. 61-ก.ย.62) / ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

วันที่ 15 มิถุนายน 2562

+เงินสงเคราะห์ยังชีพเพื่อผู้สูงอายุ 50-100 บาท / ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

วันที่ 18 มิถุนายน 2562

+เงินช่วยเหลือ ค่าน้ำประปา ไม่เกินคนละ 100 บาทต่อ

ในทั้งนี้ปัจจุบันทั่วประเทศไทยก็ได้มีผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 14.5 ล้านราย โดยทาง พรรคพลังประชารัฐล ก็มีแนวโน้มว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนี้จะได้รับการขยายเวลาออกไปอีกด้วยซึ่งถ้าหากใครมีใบนี้อยู่ในมืออย่าลืมเตรียมไปกดกันดูนะคะ

ไอเดียดี! พานไหว้ครูหม้อจิ้มจุ่ม อร่อยด้วยอิ่มใจด้วย

ซึ่งแน่นอนว่าตอนนี้ตามโรงเรียนต่างๆก็ไดมีการจัดงานไหว้ครูกันแล้วอย่างแน่นอนว่าเป็นช่วงที่ได้มีนักเรียนทั้งหลายได้มีการแสดงความคิดสร้างสรรค์เอาสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาประยุกต์สร้างสรรค์เกิดเป็นพานไหว้ครูของตัวเองกันและในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นประชุมพานของโรงเรียนวัดผางจังหวัดชัยนาทซึ่งก็มีการจัดทำพานในรูปแบบหมวดของกินและมีไฮไลท์จุดเด่นที่ทุกคนสนใจกันเป็นอย่างมาก

ไฮไลท์ของพานนั้นก็คือ พานไหว้ครูจิ้มจุ่มหม้อแม่นาค ของนักเรียนชั้น ป.5 จุดเริ่มต้นนั้นก็ได้มีการจัดทำพิธีไหว้ครูเนื่องในโอกาสเปิดเทอมใหม่จุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้มีการแสดงความเคารพนับถือและระลึกถึงพระคุณบูชาของครูอาจารย์ซึ่งก็จะมีนักเรียนแต่ละระดับชั้นแต่ละห้องมาไหว้ครูฃ การตามปกติ

ซึ่งในปีนี้ก็ได้มีนักเรียนทั้งหลายคิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำพานไหว้ครูกันมาโดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นโหมดของที่นำไปทำทานได้เช่น พานขนมหวาน พานเงาะ พานสับปะรด แต่ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์เด็ดก็คือ พานไหว้ครูจิ้มจุ่มหม้อแม่นาค ของนักเรียนชั้น ป.5นั้นเอง

ซึ่งพานไหว้ครูจุ่มหม้อแม่นาคนั้นต้องมีการตกแต่งด้วยหม้อดินโดยภายในหม้อดินนั้นก็มีผักต่างๆอย่างเช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด การแสดงความเคารพนับถือครูด้วยการใส่รูปดอกไม้เทียนดอกรักดอกมะเขือหญ้าแพรกลงไปมอบให้กับครูอีกด้วย

โดยภายหลังจากที่มีการนำพานไหว้ครูเสร็จเรียบร้อยนักเรียนก็ผ่านตรงนั้นมารับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยซึ่งเรียกได้ว่านี่ถือเป็นการสร้างสรรค์ไอเดียน่ารักๆเป็นการสร้างสีสันให้กับโรงเรียนให้เด็กนักเรียนได้มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในแบบฉบับของตัวเองอีกทั้งยังมีประโยชน์อีกด้วยบอกเลยว่าน่ารักมากๆ

วิธีเพาะกล้าข้าวแบบใหม่ ต้นเรียงสวย ถอนง่าย ไม่เปลืองแรง

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาพบกับการเพาะกล้าข้าว แบบใหม่กัน ซึ่งแน่นอนว่าการวัดค่าแบบวิธีเดิมของกันทำนายนั้นชาวนาก็จะเอาค่าไปปักดำในแปลงนาซึ่งน่าจะทำให้เสียเวลาถอนและเปลืองแรงในการเตะกล้าเพื่อเอาดินออกด้วยซึ่งวิธีนี้นอกจากจะใช้กำลังมากแล้ว มันเป็นวิธีที่สิ้นเปลืองเวลาอีกด้วยโดยในวันนี้เราก็ได้มีไอเดียในการเพาะต้นกล้าจากผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า ลิเวอร์ เอ็ม มาฝากกันซื้อบอกเลยว่านี่คือเทคนิคที่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวข้างบนมาทั้งหมดโดยไม่ต้องเหนื่อยนะประหยัดเวลาอีกด้วยเดี๋ยวจะเป็นอย่างไรบ้างนะมาดูกันเลย

โดยนี่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่แห่งการเพาะต้นกล้าไปพูดว่าได้อีกครั้งไม่จำเป็นต้องมานั่งถอดหลังขดหลังแข็งให้ลำบากตากแดดอีกต่อไปเพียงแค่คุณเอาตาข่ายสีฟ้ามาวางกลางทุ่งนาและโรยเมล็ดข้าวลงไป เมื่อต้นข้าวโต ก็สามารถถอนง่ายดีไม่ติดมากจนเกินไปเพราะสามารถนำดินออกจากรากต้นกล้าได้ง่ายและสามารถดึงออกได้ง่ายอีกทั้งยังทำให้ต้นกล้ามีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นและประหยัดเวลาประสิทธิภาพได้อย่างมากมาย

โดยวิธีการทำนั้นมีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมแปลงสำหรับเพาะต้นกล้าจากนั้น เตรียมแปลงหว่านกล้าเหมือนการหว่านกล้าปกติทั่วไปทุกขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 2 เอาตาข่ายพลาสติกสีฟ้ามาปูลงในแปลงเพาะกล้าให้ทั่วแปลง และเอาไม้แหลมปักตามมุม และตามจุดต่างๆเพื่อตึงตะข่ายไว้กับที่

ขั้นตอนที่ 3 ว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวและดูแลไปตามปกติ

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อต้นกล้ามีอายุ 30 วันหรือสมบูรณ์ก็สามารถถอนได้เลย

สำหรับการถอน วิธีการถอดนั้นก็ง่ายแสนง่ายเพียงแค่ถอดไม้แหลมที่อยู่ตามมุมต่างๆจากนั้นก็ดึงตาข่ายพลาสติกขึ้นทีละผืนโดยเราจะสังเกตเห็นได้ว่าต้นกล้าที่ขึ้นนะจะถูกถอนขึ้นมาติดอยู่บนตาข่ายได้อย่างง่ายดายจากนั้นเราก็นอนพักหายไปแช่น้ำเพื่อล้างเศษดินเอาต้นกล้าไปปักดำได้เลย

ประโยชน์ของการใช้วิธี

+ช่วยในเรื่องของการประหยัดแรงงานในการถอนต้นกล้าด้วยเป็นอย่างมากอีกทั้งยังช่วยในเรื่องของเวลาที่ประหยัดไปได้โขอีกด้วย

ขุดบ่อสู้แล้ง! มีน้ำไว้ใช้ตลอดปี กักตุนไว้ใช้ตอนหน้าแล้ง

ซึ่งน้ำนั้นถือเป็นเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการทำเกษตรเป็นอย่างมาก ฉะนั้นตามไร่นาต่างๆนั้นก็จะจำเป็นอย่างมากที่จะต้องที่จะต้องมีแหล่งน้ำกักเก็บไว้ใช้ในยามหน้าแล้งกันเพราะการมีน้ำก็เหมือนมีประกันชีวิตไว้สำหรับพืชผักต่างๆที่เราปลูกอันนั้นเองด้วยนะทุกคนนั้นก็อย่าไปคิดว่าการขุดสระน้ําจะทำให้เสียพื้นที่ในการทำเกษตรแต่การขุดสระน้ำต่างหาก จะทำให้เรานั้นมีเครื่องมือทำมาหากินมากยิ่งขึ้น

ในวันนี้เราก็จะมีการเอาวิธีการขุดบ่อน้ำร้อนมาฝากกันซื้อได้มีทาง รศ.ดร บัญชา ขวัญยืน รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การกล่าวถึงเรื่องการขุดน้ำว่าอย่าขุดเหมือนที่ผ่านมา เพราะใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ เก็บน้ำไม่ได้ บางแห่งปล่อยทิ้งให้รกร้างไปเกือบ 50% ซึ่งถ้าหากเรานั้นขุดน้ำโดยที่ไม่คำนึงถึงความจริงของธรรมชาติและไปขุดบนพื้นที่ดอนและยังมีการทำที่คั่นบ่อสูงซึ่งนั่นก็ไม่ช่วยในการจัดเก็บน้ำได้แต่อย่างใดเพราะน้ำจะไม่ไหลเข้าไปสู่บ่อ ซึ่งแทนที่จะได้บ่อน้ำก็จะกลายได้หลุมรกร้างแทน

และการขุดบ่อน้ำนั้น จำเป็นต้องมีเนื้อทีประมาณ 1 ไร่ ถึงจะเพียงพอใช้ในหน้าแล้ง นอกจากนี้ยังสามารถเลี้ยงปลาได้อีกด้วย โดยพื้นที่เลือกขุดจะเป็นพื้นที่ ลุ่มต่ำ วิธีการสังเกตงานก็ง่ายเพียงแค่ดูว่าเวลาฝนตกกลัวน่าจะถูกผลัดมารวมกันที่ไหน จากนั้นก็ทำการขุดลงไป โดยข้างล่าง จะมีดินดานช่วยเก็บน้ำ

โดยความลึกนั้นควรจะมีประมาณ 4-5 เมตรโดยวัดวัดความลึกจากพื้นดินเดิม ไม่ใช่ขุดแบบราชการ จะขุดกันแค่ 3เมตรแต่อย่างใด โดยวิธีนี้จะทำให้มีน้ำเพียงพอต่อหน้าแล้งก็หักน้อยกว่านี้จะทำให้น้าออกเลยออก เพราะน้ำมีการระเหยออกไปวันละ 3 มม. คิดดูแล้วกันหน้าแล้ง 7 เดือน (พ.ย.-พ.ค.) 200 กว่าวัน น้ำจะหายไปแค่ไหน ไม่เหมือนกับขุดลึก 4-5 ม. ถึงจะระเหยไป น้ำยังเหลืออีกเยอะ จริงไหม ? สำหรับการวางกองดินข้างขอบสระ ควรอยู่ห่างประมาณ 1-2 เมตร เพื่อกันดินไหลลงสู้บ่อน้ำของเรา แต่อย่าปิดหมด

สำหรับการขุดสระน้ำนั้นควรจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีพื้นที่น้อยที่สุดและควรมีลาดเอียงประมาณในอัตรา 1 : 1 แต่ถ้าสระลึก 4 เมตร ขึ้นไป จะต้องขุดแบบให้มีตะพัก เพื่อป้องกันตลิ่งชันทรุดในช่วงน้ำน้อยด้วย

โดยในทางนี้ก็มีกองทุนหมู่บ้านที่ได้รับเงินทุนในการทำสระน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งซึ่งจะมีการให้ชาวบ้านนั้นสามารถกู้เงินไปใช้ในส่วนที่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดโดยมีการทำโครงการพัฒนาพื้นที่การเกษตรซึ่งจะได้มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการประมาณ 40 รายและใช้งบประมาณทั้งหมด 6 แสนกว่าบาทโดยงบประมาณนี้มีทั้งสระน้ำและนาโดยจะมีบ่อแบบไหนบ้างนะมาดูกันดีกว่า

และนี่ก็คือหนึ่งตัวอย่างสำหรับชาวเกษตรที่ได้มีการนำงบประมาณที่กู้มาทำสระน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง เลยเลยว่านอกจากจะมีน้ำใช้ได้ยังหน้าแล้งแล้วยังสามารถนำบ่อน้ำนี้ใช้เลี้ยงปลาและสามารถเอาปลามารับประทานสร้างรายได้ได้ด้วยเช่นกัน

พิพากษา ‘เปรมชัย’ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ จำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

หลังจากคดียืดเยื้อมานานสำหรับคดีเปรมชัย ซึ่งมีคดีย่อยที่พิพากษาไปก่อนหน้านี้ ในคดีนี้เป็นการอ่านคำพิพากษา กรณีเปรมชัยพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ วันนี้มีคำพิพากษามาแล้ว ซึ่งหลายคนก็คงติดตามอยู่ ไปดูกันเลยว่า คำพิพากษาเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.นี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 นัดฟังคำพิพากษากรณีพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 7 ยื่นฟ้อง นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และนายยงค์ โดดเครือ จำเลยที่ 2 ข้อหาร่วมกันให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 (เสนอให้สินบนเจ้าพนักงาน)

โดยศาลอาญาคดีทุจริตคดีมิชอบภาค 7 ได้พิจารณา คดี เปรมชัย จำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ ให้จำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และนับโทษต่อจากศาลจังหวัดทองผาภูมิ ส่วนนายยงค์ ศาลพิจารณาแล้วว่า ไม่เกี่ยวข้อง ให้ยกฟ้อง

สำหรับคดีดังกล่าวเกิดจากกรณี นายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก เข้าจับกุมนายเปรมชัย พร้อมพวกรวม 4 คน ขณะลักลอบตั้งแคมป์พักแรมในจุดบริเวณห้วยปะชิ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ทับซ้อนป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาน้ำโจน อยู่ระหว่างหน่วยพิทักษ์ป่าทิคองกับหน่วยพิทักษ์ป่ามหาราช เป็นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรไม่อนุญาตให้ตั้งแคมป์

พร้อมตรวจพบซากเสือดำและสัตว์ป่าคุ้มครองอีกหลายชนิด เหตุเกิดเมื่อวันที่ 4-5 ก.พ.2561 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน ซึ่งระหว่างถูกควบคุมตัว นายเปรมชัย และนายยงค์ โดดเครือ ได้ร่วมกันเสนอว่าจะให้รับสินบนแก่เจ้าพนักงานผู้จับกุม เพื่อแลกกับการปล่อยตัวไม่ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว

ต่อมา นายวิเชียรได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปปป.เพื่อให้ดำเนินคดีกับ 1.นายเปรมชัย 2.นายยงค์ ในความผิดฐานร่วมกันให้ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชนอื่นใดแก่เจ้าพนักงาน เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตาม ป.อาญา มาตรา 144 ประกอบมาตรา 83 โดยพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ ตามคดีอาญาที่ 1/2561 ลงวันที่ 8 ก.พ.61

กะเพราต้นสูง ออกใบเยอะ แข็งแรง อายุยืน

ซึ่งแน่นอนว่ากะเพรานั้นถือเป็นผักชนิดหนึ่งและเป็นผักยอดนิยมสำหรับการทำเมนูรังสรรค์เมนูกะเพราาอย่างแน่นอนเพราะด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของกระเพราที่มีรสชาติความเผ็ดร้อนจึงทำให้กระเพรานั้นกลายเป็นผักยอดนิยมที่มีติดอยู่กันในครัวเรือน

แต่ด้วยความในปัจจุบันมีผู้ที่รักสุขภาพกันมากขึ้นและการไปซื้อกะเพราเป็นมาจากตลาดนั้น เราก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะมีสารพิษอะไรแฝงอยู่ในนั้นหรือไม่เช่นนั้นมันจะดีกว่าไหม ถ้าหากเราสามารถปลูกกระเพราได้เองอีกทั้งการปลูกกระเพรานี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งคนภายในการสร้างรายได้ก็เป็นได้ถึงแม้ว่ากระเพรานั้นจะมีข้อเสียที่ว่าเป็นพืชอายุสั้นเก็บผลผลิตได้ไม่นานก็เหี่ยวแต่บอกเลยว่าก็ยังมีวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้นั่นก็คือการทำสาวกระเพรานั่นเองโดยการทำสารกระเพรานั้นเป็นการคิดค้นวิธีของอ.กลมสุวุฒโทได้มีการเปิดเผยความรู้ดีๆมาฝากทุกคนกัน

ข้อดีของการกระทำสาวกระเพรามีดังนี้

+สามารถควบคุมขนาดพุ่มของกระเพราได้และทำให้มีการแตกใบอ่อนได้อย่างสม่ำเสมอ

+ สามารถทำให้แสงแดดส่องทั่วถึงได้และลดโรค

+ยืดอายุของต้นกระเพรา

+กระตุ้นรากต้นกระเพราให้มีการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น

+ทำให้กะเพราเกิดการสะสมอาหารได้มากยิ่งขึ้น

โดยกะเพราที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้นมี 2 ชนิดก็คือ.. กะเพราแดง กับ กะเพราขาว

การทำสาวกะเพรา

บอกเลยว่าเป็นวิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยากวิธีนี้จะทำให้ต้นกับข้าวที่เราปลูกนั้นมีอายุยืนเก็บเกี่ยวได้นานกว่าเดิมสูงและใบเยอะซึ่งถ้าหากเราสังเกตว่าปกติแล้วเมื่อกระเพราออกดอกมันก็จะเหี่ยววเฉาและวิธีที่จะทำนั่นก็คือทุกคนนั้นจะต้องเด็ดยอดใบกระเพราออกในทุกๆวันเพื่อไม่ให้ต้นกระเพราออกดอกโดยวิธีนี้จะเป็นวิธีการสกัดไม่ให้ออกดอกจึงทำให้ต้นกระเพราไม่หมดอายุนั่นเอง

และหลังจากเด็ดยอดทุกวันแล้วจะต้องมีการใส่ปุ๋ยบำรุงรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยวิธีนี้จะสามารถยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานถึง 2 ปีซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใครที่ไม่อยากปลูกกะเพราบ่อยๆและสามารถเลี้ยงได้นานๆลองดูกันเลย

ชื่นชม! จากคนเก็บพริกขาย สู่ปลัดหญิง มุมานะจนทำสำเร็จ!

โดยในวันนี้เราก็จะขอนำเสนออีกหนึ่งเรื่องราวที่บอกเลยว่ากำลังได้รับความนิยมชื่นชมจากโลกโซเชียลเป็นอย่างมา โดยที่ตำบลเด่นชัยอำเภอเด่นชัยจังหวัดแพร่ได้มีชาวบ้านเป็นจำนวนมากเข้ามาร่วมแสดงความยินดีให้กับนางสาว ณัชชา อินต๊ะรัตน์ ซอย 36 ปีโดยเธอนั้นกลายเป็นว่าที่ปลัดหญิงคนใหม่ของประเทศ

ซึ่งกว่าเธอนั้นจะมาประสบความสำเร็จอย่างในทุกวันนี้นั้นก็ได้ผ่านอะไรหลายๆอย่างมากมายโดยเธอนั้นหลังจากที่เรียนจบจากคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อประมาณปี 2548 ก็มีความฝันที่อยากจะเป็นฝ่ายปกครองเป็นปลัดอำเภอซึ่งเธอนั้นก็ตั้งต้นทำความฝันของเธอให้เป็นที่สำเร็จซึ่งเรื่องราวของเธอที่เราจะมาถ่ายทอดในวันนี้ก็ทำให้ใครหลายคนในงานร้องไห้โดยเฉพาะกับแม่ป้าผู้เป็นกำลังใจให้กับเธอคนนี้อยู่เสมอ

จุดเริ่มต้นของข้าราชการคนนี้นั้นก็เริ่มจากการเป็นข้อสอบปลัดอำเภอเมื่อปีประมาณ 2551 โดยเธอนั้นสามารถจำวันสอบได้เป็นอย่างดีก็คือวันที่ 17 สิงหาคม 2551 ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ยายเสียหลังจากการสอบเสร็จเธอก็รีบนั่งรถกลับบ้านแต่ในการสอบครั้งนั้นผ่านภาคก แต่ไม่ผ่านภาคข.

ซึ่งในปีนั้นเป็นปีที่ทางกรมการปกครองได้มีการสอบทั้ง 2 ภาคในวันเดียวกันโดยข้อสอบในก็จะมีแต่อส . ซึ่งในตอนนั้นตัวเธอนั้นก็ยังไม่รู้จักว่าอสคือใครและมีความสำคัญอะไรกับภารกิจของกรมการปกครองอย่างไรทำไมถึงได้มีการออกข้อสอบเยอะมากมายขนาดนี้ และยิ่ง ไม่เคยอ่านหนังสือเลยในตอนนั้นก็ทำให้เธอนั้นสามารถสอบผ่านเข้า ไม่เคยอ่านหนังสือเลยในตอนนั้นก็ทำให้เธอนั้นสามารถสอบผ่านเข้ามส ไม่เคยอ่านหนังสือเลยในตอนนั้นก็ทำให้เธอนั้นสามารถสอบผ่านเข้าภาคก. ความล้มเหลวในครั้งนั้นจึงทำให้เธอไม่คิดจะสอบข้าราชการอีกจึงได้แต่ทำงานเอกชนเป็นฝ่ายบุคคลโรงแรมต่อไป

แต่เราก็ถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตเมื่อปีประมาณ๒๕๕๔เธอได้กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวจะสามารถท้องได้ 7 เดือนก็มีแม่มารับกลับไปอยู่บ้านช่วยพี่สาวทำขนมจีนซึ่งเธอก็ทำอย่างนี้จนถึงวันคลอดและอยู่บ้านกับลูกอีก 2 เดือนพาลูกไปยังตราดอีก 7 เดือน

ได้ก่อนที่เธอจะได้เป็นฝ่ายบุคคลในโรงแรมนั้นเป็นช่วงหนึ่งที่เธอนั้นไม่สามารถหางานทำได้ซึ่งเธอนั้นก็ทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการเก็บพริกขายเดี๋ยวจะมีแม่ย่าปลูกพริกและให้เธอนั้น เอาพริกไปขายเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงลูกอีกทั้งยังมีการรับจ้างเก็บมังคุดเก็บเม็ดยางขายเก็บผักตามธรรมชาติไปนั่งขายตามตลาดนัด

จนวันหนึ่งได้มีโอกาสพาลูกกลับมาอยู่ที่บ้านและที่มีโอกาสสอบเข้าเป็นลูกจ้าง สย. ที่อำเภอตั้งแต่ 21 มกราคม 2556 จนถึง 12 กันยายน 2560 โดยในระหว่างนั้นลูกของเธอยังเล็กและไม่เข้าเรียนจึงจำเป็นจะต้องจ้างคนอื่นเลี้ยงลูกจนกระทั่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลและจากประสบการณ์ที่การเป็นลูกจ้างก็ทำให้มีการซึมซับกับการทำงานมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งยังได้ความรู้มากมายไม่ที่ไม่สามารถหาได้จากในหนังสือที่อ่านเมื่อปีประมาณ 2558 และ 2559 จึงทำให้เธอนั้นได้มีการตระเวนสอบปลัดอำเภอไปเรื่อยๆตามความรู้ที่มีแต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านสักที่

ซึ่งเธอก็มีความรู้สึกท้อแท้และร้องไห้นับไม่ถ้วนเพราะเวลาสอบทีก็ต้องฝากลูกไว้กับคนนู้นคนนี้ทีอีกครั้งเงินเดือนแค่ 8,000 บาทแต่ค่ารถนั้นก็มากมายเหลือเกินไหนจะต้องค่าเลี้ยงดูลูกค่าใช้จ่ายในบ้านซึ่งทำให้ท้อแต่เธอก็ไม่หยุดเพราะยังมีคนข้างหลังรออยู่หลังจากที่ปี 2559 ประกาศผลสอบปลัดอำเภอก็ยังไม่ผ่านแต่แล้วก็มีเสียงสวรรค์ที่บอกให้เธอนั้นให้ทำการเริ่มอ่านสรุปของตัวเองทีละ พ.ร.บ. จึงทำให้เธอนั้นลองอ่านในทุกๆวันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แล้วเมื่อเข้าสู่ปี 2560 ทางกรมการปกครองก็เริ่มมีการเปิดสนามสอบให้กับพนักงานราชการซึ่งเธอนั้นก็ได้มีการลงสนามระหว่างรอสนามก่อนสอบปลัดสภาพอากาศสมผลสอบกับกลายเป็นว่าเธอได้เป็นที่หนึ่งเจ้าหน้าที่ปกครองซึ่งในตอนนั้นเธอก็รู้สึกเครียดร้องไห้แต่ก็ดีใจแต่ก็คิดว่าจะทำอย่างไรพอจะต้องทิ้งลูกไปทำงานหรือแล้วจะเลี้ยงลูกอยู่กับใครเพราะในตอนนั้นแม่ของเธอนะทำงานอยู่ในกรุงเทพฯจนมีป้าของเธอตกปากรับคำที่จะดูแลลูกให้ก่อนจึงทำให้เธอนั้นมีการตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯไปทำงานทั้งน้ำตาจนกระทั่งปี 2556 เธอนั้นก็สามารถพิชิตสนามปลัดอำเภอได้เป็นที่สำเร็จ

จึงเรียกว่าการสอบนั้นเธอก็ฝ่าฟันทุกอย่างมาล้มเหลวตั้งหลายครั้งแต่สุดท้ายก็สามารถประสบความสำเร็จได้ซึ่งเธอนั้นก็ได้ทั้งกำลังใจจากคนรอบข้างเสมอไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูกและพี่น้องทุกคนที่คอยให้กำลังใจซึ่งทำให้เธอมีวันนี้โดยในตอนนี้เธอจะรับตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอที่จังหวัดเชียงรายและจะต้องจัดการในเรื่องของอนาคตของลูกให้ได้เพราะเธอเป็นห่วงลูกที่สุด

อันนี้ก็คืออีกหนึ่งตัวอย่างของความพยายามความไม่ยอมแพ้ที่เธอนั้นสามารถพิชิตใจตัวเองฝ่าฟันอุปสรรคแม้จะล้มเหลวกี่ครั้งก็สามารถตอบโจทย์ทำตามความฝันได้สำเร็จ

กะเพราต้นสูง ออกใบเยอะ แข็งแรง อายุยืน

ซึ่งแน่นอนว่ากระเพรานั้นถือเป็นผักชนิดหนึ่งและเป็นผักยอดนิยมสำหรับการทำเมนูรังสรรค์เมนูกระเพราอย่างแน่นอนเพราะด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของกระเพราที่มีรสชาติความเผ็ดร้อนจึงทำให้กระเพรานั้นกลายเป็นผักยอดนิยมที่มีติดอยู่กันในครัวเรือน

แต่ด้วยความในปัจจุบันมีผู้ที่รักสุขภาพกันมากขึ้นและการไปซื้อกระเพราเป็นกรรมการมาจากตลาดนั้นก็ไม่มั่นใจเลยว่าจะมีสารพิษอะไรแฝงอยู่ในนั้นหรือไม่เช่นนั้นมันจะดีกว่าไหม ถ้าหากเราสามารถปลูกกระเพราได้เองอีกทั้งการปลูกกระเพรานี้อาจจะเป็นอีกหนึ่งคนภายในการสร้างรายได้ก็เป็นได้ถึงแม้ว่ากระเพรานั้นจะมีข้อเสียที่ว่าเป็นพืชอายุสั้นเก็บผลผลิตได้ไม่นานก็เห*่ยวแต่บอกเลยว่าก็ยังมีวิธีที่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้นั่นก็คือการทำสาวกระเพรานั่นเองโดยการทำสารกระเพรานั้นเป็นการคิดค้นวิธีของ อ.กลม สุวุฒโท อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ซึ่งได้มีการเปิดเผยความรู้ดีๆมาฝากทุกคนกัน

ข้อดีของการกระทำสาวกระเพรามีดังนี้

+สามารถควบคุมขนาดพุ่มของกระเพราได้และทำให้มีการแตกใบอ่อนได้อย่างสม่ำเสมอ

+ สามารถทำให้แสงแดดส่องทั่วถึงได้และลดโรค

+ยืดอายุของต้นกระเพรา

+กระตุ้นรากต้นกระเพราให้มีการเจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น

+ทำให้กะเพราเกิดการสะสมอาหารได้มากยิ่งขึ้น

โดยจกระเพราที่นิยมปลูกในบ้านเรานั้นมี 2 ชนิดก็คือ..

+กระเพราแดงที่มีรสชาติร้อนแรงซึ่งกับชีวิตนี้จะถูกนำไปใช้ในการปรุงสมุนไพรมากกว่าการทำอาหาร

+กระเพราขาวมีรสชาติร้อนแรงน้อยกว่ากระเพราแดง จึงมีความนิยมในการนำไปประกอบอาหารกันมากกว่า

การทำสาวกะเพรา

บอกเลยว่าเป็นวิธีที่ง่ายและไม่ยุ่งยากวิธีนี้จะทำให้ต้นกับข้าวที่เราปลูกนั้นมีอายุยืนเก็บเกี่ยวได้นานกว่าเดิมสูงและใบเยอะซึ่งถ้าหากเราสังเกตว่าปกติแล้วเมื่อกระเพราออกดอกมันก็จะเหี่ยววเฉาและวิธีที่จะทำนั่นก็คือทุกคนนั้นจะต้องเด็ดยอดใบกระเพราออกในทุกๆวันเพื่อไม่ให้ต้นกระเพราออกดอกโดยวิธีนี้จะเป็นวิธีการสกัดไม่ให้ออกดอกจึงทำให้ต้นกระเพราไม่หมดอายุนั่นเอง

แนะนำจากเด็ดยอดทุกวันแล้วจะต้องมีการใส่ปุ๋ยบำรุงรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยวิธีนี้จะสามารถยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานถึง 2 ปีซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับใครที่ไม่อยากปลูกกะเพราบ่อยๆและสามารถเลี้ยงได้นานๆลองดูกันเลย

สวย เก่ง ไม่ธรรมดา ลูกสาว ไมค์ ภิรมย์พร ดีกรีเกียรตินิยมเมืองนอก

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นก็จะรู้จักกันเป็นอย่างดีอย่างดีกับไมค์ภิรมย์พรผู้เป็นเจ้าของบทเพลงขวัญใจคนใช้แรงงานทั้งหลายที่บอกเลยว่านอกจากผลงานเพลงจะดีแล้วเขาก็ยังมีลูกสาวที่น่าปลื้มใจเป็นอย่างมากตัวไหนล่าสุดที่ผ่านมานั้นได้มีลูกสาวคนรองที่ชื่อว่าน้อง น้องแกรมมี่ หรือ กาญจนา พิทะปะกัง ได้รับความสำเร็จจากการเรียนจบระดับชั้นปริญญาตรีเกียรตินิยมที่ คณะบริหารธุรกิจ ที่ University of British Columbia ประเทศแคนาดา

ซึ่งในครั้งนี้ทางไมค์ ภิรมย์พรก็ได้มีการเดินทางไปยังประเทศแคนาดาเพื่อไปฉลองความสำเร็จของลูก โดยเขาก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ลูกสาวนะสามารถเรียนจบระดับชั้นปริญญาในประเทศแคนาดาได้ถึงขั้นได้รับเกียรตินิยมเลยทีเดียว

ซึ่งนี่ก็สร้างความภาคภูมิใจให้ขอบคุณไมค์ ภิรมย์พรเป็นอย่างมากและยิ่งปราบปลื้มใจเข้าไปอีกเพราะลูกสาวคนเก่งก้มลงกราบแทบเท้าพ่อและในอนาคตคุณไม้ก็อยากจะให้ลูกสาวคนนี้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองอีกด้วย

ครูปรีชาฟ้อง ลุงจรูญ เรียกค่าเสียหาย 3 แสน พร้อมให้มาขอขมา

ถือว่าเป็นอีก 1 คดีที่มีประชาชนให้ความสนใจและเป็นคดีที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานจริงๆในกรณีของคดีหวย 30 ล้านซึ่งมีคดีอยู่ระหว่าง นายปรีชา ใคร่ครวญ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ร.ต.ท.จรูญ วิมูล แน่นอนทุกคนทราบว่าในตอนนี้ทางศาลชั้นต้นพิพากษาได้มีการยกฟ้องซึ่งจะได้มีการระบุว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำไปสืบสวนมีแต่ข้อพิรุธน่าสงสัยและขัดแย้งกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในหลักหลายประการจึงทำให้มีข้อเท็จจริงที่รับฟังไม่ได้ว่าโจทก์นั้นซื้อสลากรางวัลที่ 1 มาจากนางสาว รัตนาพร สลากที่จำเลยนำไปขอรับเงินรางวัล ไม่ใช่ทรัพย์สินของโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย

แต่ทว่าในล่าสุดนี้ทาง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความของ ร.ต.ท.จรูญ มีการโพสภาพ Facebook และมีการเขียนระบุไว้ว่า “#ไม่จบ ล่าสุดครูปรีชาฟ้องคุณลุงจรูญข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 3 แสนบาท ให้ลุงจรูญขอขมาครูปรีชาออกสื่อติดต่อกัน 7 วัน”

โดยแน่นอนว่าข่าวนี้ก็มีประชาชนนั้นต่างเข้ามาให้ความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายเลยทีเดียว….

คราวนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะเราลองตามข่าวนี้กันไปดู ว่าจะจบอย่างไรกันแน่!

แนวคิด ‘ปลูกพืชคอนโดฯ 9 ชั้น’ ภูมิปัญญาของปราชญ์ชาวบ้าน

จะพาทุกคนไปชมอีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งแนวคิดที่ว่านี้เป็นการทำเกษตรที่น่าสนใจซึ่งเป็นแนวคิดของคุณ สมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล อายุ 66 ปี เกิดเป็นชาวเกษตรกรต้นแบบที่อยู่ในอำเภอช่องไม้แก้วจังหวัดชุมพรโดยผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่ก็จะเป็นทุเรียนซึ่งมีมากกว่าประมาณ 700 ต้น โดยลุงนิลนั้น ถือเป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรเป็นอย่างมาก

โดยทุกคนส่วนใหญ่จะรู้จักในนามของชาวเกษตรกรที่เป็นผู้คิดค้นเกษตรคอนโด 9 ชั้นถึงแกเป็นจุดเด่นและได้รับความสนใจและมีผู้ที่เข้าไปศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของการทำเกษตรแบบผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่โดยเน้นใช้พื้นที่ของตัวเองมาก่อประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยการนำพืชผักสวนครัวต่างๆและพืชแซมพร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจในตัวนอกจากนี้ก็มีการทำสวนแล้วก็ยังเป็นหนึ่งในผู้ดูแลในโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย

โดยแนวคิดในการทำเกษตรผสมผสาน 9 ชั้นเกิดขึ้นเพราะว่าในอดีตลุงเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานานและหลังจากที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและต้องการที่จะมีรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่จึงมีความคิดที่อยากจะสร้างรายได้ด้วยการปลูกทุเรียนเพราะคิดว่าทุเรียนน่าจะเป็นพืชที่ปลูกและสามารถสร้างรายได้ได้ซึ่งในช่วงแรกในการปลูกทุเรียนนั้นกรณีการลงทุนปลูกไปประมาณ 700 ต้นแต่ยังขาดประสบการณ์และการจัดสรรพื้นที่ต่างๆจึงทำให้การทำสวนทุเรียนนั้นเกิดสภาวะขาดทุนจึงทำให้มีหนี้สินติดตัวมาถึง 2 ล้านบาทซึ่งในตอนนั้นก็ทำให้ลุงนี้รู้สึกท้อแท้ถึงขั้นอยากคิดสั้น ตัดชีวิตเลยก็มี

“ในตอนนั้นทุกอย่างมันเหมือนจะไม่เหลืออะไรแล้ว และด้วยอารมณ์ชั่ววูบในตอนนั้น มันทำให้ผมเคยคิดที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ การฆ่าตัวตาย ในขณะที่กำลังใช้ปืนจ่อหัว ผมก็เห็นลูกชายของผมที่เดินมาและนั่นเลยทำให้ผมเลือกที่จะสู้กับปัญหาต่อไป และในตอนเย็น วันที่ 4 ธันวาคมปีนั้นเอง ผมได้ยินพระราชดำรัสของพระองค์ท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงในโทรทัศน์ เท่านั้นเอง ผมนี่ถึงกับน้ำตานองหน้า ก้มลงกราบกับพื้น และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นล้นพ้น” ลุงนิล กล่าว

แล้วพรุ่งนี้ก็ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องพระราชดำริของพระองค์ท่านเกี่ยวกับการทำเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งนั่นก็เกิดเป็นจุดประกายแห่งความหวังของลุงกลับมา จึงทำให้ลุงนิลมีสตินักคิดหาหนทางที่จะทำให้ลูกและครอบครัวอยู่ต่อไปนะมึงเดินต่อไปด้วยความหวังอันน้อยนิดได้มีการทำเกษตรผสมผสานมากขึ้นโดยดำเนินตามรอยเท้าพ่อของแผ่นดินตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สำหรับเกษตรคอนโด 9 ชั้นนั้นก็มีการทำในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 17 ไร่ซึ่งเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานโดยมีการตั้งแต่ปลูกผักเลี้ยงปลาต่างๆโดยละเอียดนั้นก็มีดังนี้

ชั้นที่ 1 เป็นชั้นล่างสุดของพื้นดินไว้ทำบ่อปลาหรือพืชผักต่างๆที่อาศัยอยู่ในน้ำ

ชั้นที่ 2 ปลูกพืชคลุมดินจำพวกกลอย มันหอม หรือจะเป็นพืชตระกูลหัวต่างๆ

ชั้นที่ 3 ปลูกพืชบนหน้าดินที่ไว้ใช้ในการประกอบอาหารในครัวเรือนแทนการใช้เงินซื้อ

ชั้นที่ 4 ปลูกส้มจี๊ด ที่มีประมาณ 1,000 ต้น สามารถเก็บได้ประมาณ 70 กิโลกรัม ต่อวัน ขายได้ประมาณ กิโลกรัมละ 20-60 บาท ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับท้องตลาด

ชั้นที่ 5 ปลูกกล้วยเล็บมือนาง 1,000 กอ สามารถสร้างรายได้ได้อาทิตย์ละประมาณ 5,000 บาท

ชั้นที่ 6 ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ประมาณ 700 ต้น

ชั้นที่ 7 ปลูกพริกไทย พืชเกาะเกี่ยว กระท้อน ขนุนและมีการเก็บผลผลิตหมุนเวียนไปทั้งปี ซึ่งสร้างรายได้ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี

ชั้นที่ 8 ปลูกต้นไม้ที่เรียกว่า ธนาคารต้นไม้ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ประมาณ 1,300 ต้น โดยส่วนใหญ่เป็น ไม้เศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากมีอายุประมาณ 20 ปีก็จะมีมูลค่าประมาณ ไม้เศรษฐกิจ100,000 บาท ต่อต้น

ชั้นที่ 9 ปลูกต้นไม้ยางนา เพื่อถวายแด่ในหลวงเป็นพิเศษ

    ยกตัวอย่างในการทำรายได้ของเกษตรของลุงนิลนั้นซึ่งบอกเลยว่า สามารถสร้างรายได้ได้อย่างงดงามเพราะใน 1 วันสามารถได้รายได้จากการจำหน่ายส้มจี๊ด พริกไทยสด วันละ ประมาณ 700-1,000 บาท ในส่วนของรายอาทิตย์ก็สามารถได้จากการขายกล้วยเล็บมือนางสมุนไพรต่างๆและเครื่องแกงซึ่งได้ประมาณ อาทิตย์ละ 10,000 บาทนอกจากนี้ก็ยังมีการจำหน่ายลูกหมูไว้เพาะพันธุ์ซึ่งสามารถสร้างรายได้เป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่า 50,000 บาทและยังมีพืชหลักผลผลิตอีกหลายชนิดที่สามารถนำมาสร้างเงินรายปีได้อย่างเช่นการขายทุเรียน ลองกอง มังคุด ลางสาด กลอย มันหอม และพริกไทยแห้ง รวมกว่า 305,000 บาท จึงเรียกได้ว่าใน 1 ปีนั้นลุงนิลสามารถสร้างรายได้จากส่วนของตัวเองรวมแล้วประมาณ 1,371,000 บาท

    โดยในส่วนของลุงนิลนั้นจะไม่มีการใช้สารเคมีใดๆเลยแม้แต่น้อยลืมแม้กระทั่งยาฆ่าหญ้าซึ่งวิธีนี้จะทำให้ดินนั้นมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีต่างๆแม้ว่าการใช้ปุ๋ยเคมีนั้นจะทำให้ได้ผลผลิตที่น่าพอใจอีกทั้งการปลูกพืช 9 ชั้นนี้จะสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างเคลือบปูนให้ความร่วมมือเราแก่กันบ้างก็จะเก็บน้ำและความชื้นให้กันและอยู่เติบโตไปพร้อมกัน

    สำหรับการปลูก พืชที่ใช้แนวคิดนี้นั้นจะต้องมีการจัดการในเรื่องของน้ำและแดดรวมถึงการดูแลดินให้มีความสมบูรณ์มากที่สุดจึงทำให้เกิดความหลากหลายและการทำให้ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดและได้ผลผลิตตามที่ต้องการด้วยนอกจากนี้การเกษตรของโรงเรียนก็ยังมีการเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่เลี้ยงปลาโดยมูลของหมูนั้น เอามาใช้เป็นอาหารปลาได้และหมูมนต์ไก่ก็สามารถให้เป็นพืชปุ๋ยให้กับพืชผักสวนครัว ได้เป็นอย่างดี

    โดยในส่วนของคุณนิลนั้นมีสินค้าที่เป็นที่นิยมมากที่สุดก็คือทุเรียนแม่สาเหตุที่นิยมมากนั้นเพราะว่ามีกรรมวิธีในการเพาะปลูกโดยปลูกแบบธรรมชาติโดยการจะใช้ปุ๋ยที่ผ่านการหมักจากพืช รวมถึงมูลสุกรมาทดแทนเท่ากับเป็นการประหยัดต้นทุนได้ไปในตัว และจะไม่ให้น้ำบ่อยๆ นี่คือเอกลักษณ์จากสวนทุเรียนของลุงนิล นั้นเอง…

    นอกจากนี้ที่จะขายเป็นลูกแล้วก็ยังมีการเก็บทุเรียนบางส่วนนั้นมาแปรรูปให้มีรสชาติหวานในการทำทุเรียนกวนโดยปราศจากสารปรุงแต่งกลิ่นทุกชนิดและมีการนำพืชผักสวนครัวผลไม้ต่างๆเอามาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างมากมายเช่น น้ำผึ้งแท้ ยาสมุนไพรลดความดัน สบู่สมุนไพร และอีกมากมาย

    อันนี้ก็คือนิยามความพอเพียงของลุงนิลที่ได้มีการทำเกษตรผสมผสานขึ้นมาโดยการทำเกษตรผสมผสานนี้สามารถสร้างความหวังให้กับเขาจนเขานั้นได้มีชีวิตอยู่อย่างทุกวันนี้และชีวิตของเขาในทุกวันนี้ก็จะแสดงถึงความสุขกายสุขใจที่อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียงโดยถ้าหากใครนั้นอยากจะเรียนรู้การทำเกษตรคอนโด 9 ชั้นก็สามารถติดต่อไปได้ที่เบอร์โทร (087) 466-0596, (087) 914-2142 ได้เลย

ลาแสงสีเมืองกรุง! ทิ้งชีวิตมนุษย์เงินเดือน หันมาทำการเกษตร ทำเงิน 20,000บาทต่อเดือน

ยังมีผู้คนอีกหลายคนที่จากบ้านเกิดของตัวเองมาหากินในเมืองใหญ่แต่ในบางครั้งก็ยังมีหลายคนนั้นที่คิดหาหนทางที่จะกลับไปหาหนทางสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในบ้านเกิดของตัวเองต่างเช่นคุณ อนงค์ บุญจิต ที่เคยเป็นพนักงานกินเงินเดือนมาก่อน แต่ด้วยความที่ตัวเองนั้นมีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงจากโรคประจำตัวจึงได้มีการผันตัวเองออกจากงานประจำมาที่บ้านเกิดของตัวเองที่ บ้านทรัพย์รวงไทร ต.นาเสียว อ.เมือง จ.ชัยภูมิ คิดจะหาหัวหน้าในการสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองแบบพอเพียง

ซึ่งทางคุณอนงค์นั้นก็ได้มีการยึดหลักแนวคิดที่ว่า ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก ทหารมาทำเศรษฐกิจพอเพียงชื่ออาชีพเกษตรของเธอนั้นก็ถือเป็นอาชีพใหม่ของเธอสำหรับสร้างรายได้ในการเลี้ยงตนเหมือนกับการทำงานเงินเดือนที่เคยทำแต่มีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำถึงปิ เดือนละ20,000บาท อีกทั้งยังได้สุขภาพที่ดีและเป็นสิ่งแวดล้อมแบบไร่นาสวนผสมที่เธอทำเองมากับมืออีกด้วย

โดยที่มาที่ไปของความสำเร็จแบบพอเพียงในรูปแบบของการทำนาสวนผสมนั้นก็ได้มีการเริ่มต้นจากที่ตัวคุณอนงค์นั้น หันมาจากอาชีพเกษตรอย่างจริงจัง ซึ่งในแต่ก่อนนั้นเคยทำงานอยู่ในตัวเมืองชัยภูมิทำงานอาชีพเป็นช่างเย็บผ้าและมีรายได้เพียงหลักหมื่นบาทต่อเดือนแต่ด้วยความที่เป็นโรคประจำตัวสุขภาพไม่ดีเหนื่อยง่ายทั้งๆที่เป็นคนที่ดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เลือกรับประทานอาหารปลอดสารพิษออกกำลังกายแต่สุดท้ายมันก็คงได้แค่ทุเลาลงและทำงานได้ต่อไปวันๆอีกทั้งครอบครัวกับสามีต้องการให้ลาออกจากงานเพื่อการฟื้นตัวอยู่ที่บ้านของตัวเอง..

แล้วด้วยการกลับมาบ้านของตัวเองนั้น เพื่อมาพักฟื้น แต่ด้วยความที่ไม่อยากจะอยู่เฉยๆจึงได้มองหาอาชีพในการทำเกษตรกรรมทั้งๆที่อาชีพเกษตรดูแล้วน่าจะเหนื่อยไม่แพ้อาชีพอื่นแต่ก็อยากจะทำดูด้วยเหตุผลที่ว่าตัวเองนั้นอยากจะบริโภคอาหารที่ปลอดสารพิษและสารเคมีตกค้างและลองปลูกพืชและรับประทานเองซึ่งตรงนี้เธอก็คิดว่าจะหน้าสามารถช่วยในเรื่องของสุขภาพของตัวเองได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

จึงได้มีการไปขอพื้นที่จากคุณตาซึ่งเป็นพื้นที่นาและพื้นที่สวนมะม่วงที่ปลูกไว้ให้เทวดาเลี้ยงมานานจำนวน 5 ไร่และมีการทำไร่นาสวนผสมผสานตามรอยแบบในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยหลังจากที่ได้พื้นที่มานั้นก็มีการปรับพื้นที่ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่นาเก่าให้เป็นพื้นที่ส่วนผสมเนื้อเรื่องจากการปลูกกล้วยและปรับปรุงบำรุงดินพอดีขึ้นก็มีการนำพืชอาหารทุกอย่างไปปลูกไว้

โดยในตอนนั้นคุณอนงค์ก็ได้มีเลือกปลูกผักที่ตัวเองไม่ชอบรับประทานนับเป็นผักที่จะต้องรับประทานเป็นประจำมาปลูก อีกทั้งยังมีการ ขุดสระน้ำไว้สำหรับใช้ในสวน พร้อมทั้งเลี้ยงปลาเบญจพรรณหลากชนิด และเลี้ยงไก่ไข่ไว้สร้างรายได้อีกส่วนหนึ่ง แล้วนี้ส่วนของสวนมะม่วงก็ได้มีการตัดแต่งกิ่งก้านและดูแลบริหารจัดการให้แบบปลอดสารพิษและเน้นการทำเกษตรแบบพึ่งพาตัวเองแทน

ซึ่งในปัจจุบันคุณอนงค์นั้นมีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ประกอบไปด้วย 100 กว่าต้น ที่มีทั้ง สวนแก้วมังกร ผักหวานป่า กล้วย มะนาว โหรพา ต้นชะพลูฯ มีไก่ไข่ 60 ตัว และบ่อปลา ซึ่งผลผลิตจากนั้นจะมีแม่ค้ามารับถึงสวนหากมีจำนวนเหลือมากพอก็นำไปขายในตลาดของหมู่บ้านพร้อมกับไข่ไก่และปลาโดยผลผลิตทั้งหมดนั้นสามารถทำให้มีรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ยังไม่หักต้นทุน แต่มีต้นทุนในการผลิตที่น้อยมากเลยทีเดียวเพราะปลูกแบบพึ่งพาตัวเอง…

การนอกจากที่ขายผลผลิตในไร่แล้วก็ยังมีรายได้ปีจากการปลูกอ้อยอีก 20 ไร่และมันสำปะหลังอีก 12 ไร่จึงเรียกได้ว่านอกจากจะมีรายได้ตลอดทั้งปีและยังมีรายได้ในปีไว้เป็นเงินเก็บออมอีกด้วย

“เหตุผลที่ตนเลือกที่จะปลูกในสิ่งที่ตนเองกิน นอกจากจะได้ความสดใหม่และไม่มีสารเคมีตกค้าง เพราะเราเลือกที่จะทำเกษตรกรรมแบบธรรมชาติพึ่งพาธรรมชาติ อีกส่วนหนึ่งยังช่วยลดรายในครอบครัวของตนลงไปได้เป็นอย่างมาก แถมสุขภาพที่เคยแย่ทำงานหนักก็เหนื่อย ก็กลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในภาพรวมสิ่งที่ได้จากอาชีพนี้ก็คือความสุขกาย สุขใจ กับอาชีพของตนเอง จากที่เริ่มทำเกษตรกรรมโดยยึดหลัก “ปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก” มาขณะนี้เราก็เริ่มมองเรื่องการค้าแล้วว่าตลาดมีความต้องการอะไร เราก็นำสิ่งนั้นมาปลูกเสริมเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในระยะยาวต่อไป”คุณอนงค์ ได้กล่าวไว้…

สำหรับการทำไร่นาสวนผสมของเธอนั้นเข้าสู่ปีที่ 4 โดยในตอนแรกนั้นจะไม่ได้รายได้มากนักแต่เมื่อประสบความสำเร็จปลูกผักเต็มพื้นที่ก็สามารถไล่รายได้มาอย่างเรื่อยๆแต่กว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ก็ได้คัดคานจากคนรอบตัว เพราะเห็นว่าป่วยแล้วไม่สามารถทำตรงนี้ได้แต่สุดท้ายก็ทำได้เป็นที่สำเร็จความดื้อรั้นและความอยากรู้ของตัวเองจึงได้มีโอกาสในการใช้ธรรมชาติมาเยียวยาในชีวิตจากโรคภัยต่างๆมีการทดลองลงได้กินอาหารปลอดสารพิษอย่างจริงจังทำให้ชีวิตมีความสุขและสุขภาพดีมากยิ่งขึ้นไม่เหนื่อยเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

เป็นความสำเร็จของคุณอนงค์สาวแกร่ง บ้านทรัพย์รวงไทร ตัวเธอนั้น 9 ขีดจำกัดของร่างกายคิดจะทำอย่างมั่นใจจึงทำให้วันนี้พื้นที่ 5 ไร่แกเป็นแหล่งเรียนรู้และตัวอย่างให้กับชาวเกษตรกรอีกหลายคนนำไปปฏิบัติได้อย่างน่าชื่นชมซึ่งสำหรับใครที่อยากจะไปดูสวนหรือต้องการสอบถามข้อมูลก็สามารถศึกษาดูงานหรือสามารถติดต่อเบอร์โทรได้ที่ 087-256-9938 ได้เลย

วันนี้หนักมาก! เตือน 39 จังหวัด ฝนถล่ม ระวังน้ำท่วมฉับพลัน

เดือนนี้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฝนตกหนักเป็นอย่างมากซึ่งทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการพยากรณ์อากาศในอีก 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่าบริเวณทางด้านตะวันตกของภาคกลางภาคตะวันออกและภาคใต้จะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องและฝนตกหนักบางแห่งจึงอยากจะให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวนั้นควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้นั่นเอง

โดยมรสุมทางด้านตะวันตกเฉียงใต้จึงมีการปกคลุมเข้าสู่ทะเลอันดามันและภาคใต้ซึ่งมีกําลังฟังการจึงทำให้ทางภาคใต้และภาคตะวันออกและภาคกลางมีผลอย่างต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่งโดยพยากรณ์อากาศในประเทศไทยของวันนี้ก็จะมีดังนี้…

ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-37 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-35 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-32 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส

เชื่อลุง! ทำมาแล้ว 1 ไร่สร้างรายได้ 6 แสนบาทต่อเดือน

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเพราะจะได้มีชาวเกษตรกรคนอย่างคุณ ประทีป มายิ้ม ซึ่งเป็นเกษตรกรเจ้าของสวนเรียนรู้วิถีชีวิตเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนสวนพออยู่พอกินบ้านมายิ้มอำเภอบางละมุงจังหวัดชลบุรีด้วยเข้าหน้าสามารถใช้พื้นที่เพียงแค่ 1 ไร่และทำเงินต่อปีได้หลากหลายแสนบาทโดยหลักการใช้ประโยชน์ในที่ดินของตัวเองให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่มากที่สุด

ในตัวเขานั้นได้มีการแบ่งออกเป็นที่ดินทั้งหมด 4 ส่วนด้วยกัน…

ส่วนที่ 1 ใช้พื้นที่ประมาณ 4 ตารางวา ทำเป็นพื้นที่ทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารกำจัดศัตรูพืช

ส่วนที่ 2 ปลูกพืชแบบเศรษฐกิจพอเพียง ยึด 10 เมนูยอดนิยมครัวไทยต้องใช้ เช่น ข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา และมีการปลูกผลไม้อย่างมะละกอ ที่ปลูกทั้งหมด 200 ต้น เก็บผลขายได้ทุกวัน วันละ 20 กก. กก.ละ 15 บาท สามารถสร้างรายได้ เดือนละ 24,000 บาท ตกปีละ สองแสนบาทเลยทีเดียว

ส่วนที่ 3 ใช้พื้นที่ประมาณ 2.5 ตารางวา โดยมีการทำคอกสัตว์เลี้ยงโดยแบ่งเส้นเลี้ยงเป็ด 10 ตัวเลี้ยงไก่อีก 10 ตัวซึ่งในแต่ละตัวจะมีการให้ไข่ในทุกวันจะมีแม่ค้าเข้าแกมารับซื้อในทุก 3 วันสามารถสร้างรายได้อีกเดือนละ 1,000 บาทตกปีละ 12000 บาทเลยทีเดียว

ส่วนที่ 4 ใช้ทำบ่อเลี้ยงปลา 2 บ่อ บ่อแรก 2 ตารางวา เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาดุก เพาะพันธุ์ขายลูกกับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ซึ่งสามารถเอามาให้เป็นอาหารปลาดุกได้แบบฟรีไม่ต้องเสียเงิน และเลี้ยวพ่อพันธุ์ 20 ตัว แม่พันธุ์ 100 ตัว ลูกพันธู์ขายได้ ตัวละ 1 บาท เดือนนึงได้ 10000 บาท ปีหนึ่ง สร้างรายได้เกินแสน บ่อที่ 2 เนื้อที่ประมาณ 11 ตารางวา ทำบ่อเลี้ยง 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย 4 โดยใน 1 ปี จะได้กุ้งก้ามแดงให้จับขายประมาณ 150000บาท และกุ้งก้ามกราม ปีหนึ่งจับได้ 2 หน เป็นเงิน 14,000 บาท กุ้งแม่น้ำได้ปีละหน 2,400 บาท

ลงทุนโดยจะขายเฉพาะตัวใหญ่ส่วนตัวเล็กก็จะเก็บแรงไว้ต่อเมื่อโตได้ขนาดที่ขายได้ก็จะนำมาขายอีกทั้งยังมีโอกาสให้พวกมันได้ผสมกัน ออกลูกออกหลานขายไปเรื่อยๆ ได้แบบไม่รู้จบในส่วนของปลาตะเพียนที่เลี้ยงไว้นานก็ไม่ได้หวังขายเพื่อสร้างผลกำไรแต่เลี้ยงไว้เพื่อตรวจวัดคุณภาพของน้ำ ส่วนปลานิลนั้นก็มีการเลี้ยงไว้ประมาณ 10 คู่ออกลูกออกหลานขายจับปีละ 3 หนผลละ 20 กิโลกรัมปีนึงขายได้ประมาณ 2400 บาท ยังมี ลาคาร์พ ซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาท มาเลี้ยง 4-5 เดือน เอาไปขายร้านปลาสวยงามได้ตัวละ 80 บาท

ในส่วนของข่อยนั้นก็จะเลี้ยงหอยขมและหอยโข่งซึ่งสามารถช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมของสกปรกบริเวณก้นบ่อได้เป็นอย่างดีอีกทั้งยังมีการปล่อยลูกทานอย่างน้อย 1-2 กิโลกรัมเลี้ยงจนโตและสามารถจับขายได้ในทุกสัปดาห์โดยหอยขมขายได้ในราคา 200 บาทหอยโข่งขายได้ในราคา 300 บาทปีนึงสามารถสร้างรายได้ประมาณ 26000 บาท

และนี่ก็คือเกษตรตัวอย่างที่นำเอาพื้นที่ 1 ไร่มาสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดทุกตารางเมตรของพื้นที่ซึ่งสามารถสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

บ้านเรือนไทยย้อนยุคสไตล์อีสาน สวยและมีเสน่ห์แบบดั้งเดิม

สถาปัตยกรรมไทยนั้นบอกเป็นสิ่งที่สวยงามเป็นอย่างมากและมีเอกลักษณ์ที่สามารถสะท้อนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทัศนคติของคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดีอย่างเช่นบ้านไม้เรือนไทยที่สามารถบ่งบอกอะไรหลายอย่างของความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนซึ่งในปัจจุบันนั้นบ้านเรือนไทยแบบในสมัยก่อนนั้นเริ่มหายากในทุกๆทีทั้งๆที่มันสวยงามเป็นอย่างมาก

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาไปวิเคราะห์ไอเดียในการสร้างบ้านอีกหนึ่งไอเดียซึ่งนั่นก็คือการสร้างบ้าน ฮือนโคราช จากคุณ Apple Devil โดยบ้านหลังนี้น้ำเป็นบ้านไม้ยกพื้นสูงมีใต้ถุนตามสไตล์ เฮือนเก่าทางภาคอีสานแบบดั้งเดิม คงเอกลักษณ์ ที่สวยงามไว้ ซึ่งบ้านหลังนี้จะสวยงามมากแค่ไหนนั้นลองไปดูกันเลยดีกว่า

สำหรับเจ้าของกระทู้แล้วนั้นจะเป็นคนที่ชอบบ้านไม้และอาศัยอยู่ในบ้านมาตั้งแต่เกิดโดยอาศัยบ้านไม้ของคุณตาคุณยายและพ่อก็เคยซื้อบ้านเรือนไทยเก่าหรือกฎหมายในพื้นที่ดินของตัวเองจึงทำให้เขานั้นมีความผูกพันกับบ้านไม้และบ้านไทยโบราณมากอยู่พอสมควรเกิดความคิดที่อยากจะอนุรักษ์บ้านเรือนไทยที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเอาไว้ไม่ให้หายไปตามกาลเวลาและยุคสมัยจึงได้มีการสร้างเฮือนอีสานโดยในตอนแรกในการสร้างบ้านหลังนี้ก็มีแต่คนคัดค้านและคิดว่าจะทำได้อย่างไรเพราะงบประมาณนั้นน้อยมากแต่ก็สามารถทำได้สำเร็จจึงได้มีการเผยเรื่องราวเหล่านี้ออกมาให้อ่านฟัง

นอกจากนี้ตัวเขานั้นเป็นคนที่ชอบวัฒนธรรมประเพณีทางภาคอีสานเป็นอย่างมากอาจจะเป็นเพราะพ่อชอบเปิดฟังเพลงแคน เพลงโปงลางกล่อมมาตั้งแต่เด็ก และก็ชอบอ่านงานเขีนของ อาจารย์คำพูน บุญทวีอย่าง “ลูกอีสาน” หรือ “นายฮ้อยทมิฬ” จึงทำให้มีการสั่งสอนความชอบนี้มาเมื่อโตขึ้นก็มักจะชอบนั่งรถไฟหรือรถประจำทางไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆของทางภาคอีสานอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะ ปราสาทหินต่าง ๆ ยิ่งได้ยินเสียงดนตรีทางภาคอีสานก็มักจะทำให้รู้สึกขนลุกซู่อยู่บ่อยๆ

และหลังจากที่ได้เรียนจบทำงานมาจนอายุล่วงเลยมาถึงเลข 4 จึงอยากจะมีการปลูกบ้านเป็นของตัวเองเพราะทางด้านของภรรยาของเขาและมีพื้นที่ดินเล็กๆอยู่ในอำเภอเล็กๆเงียบๆแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคกลางนั้น โดยในรั่วเดียวกันก็จะมีคุณยายและคุณป้าอาศัยอยู่ในรั้วเดียวกันอีกทั้งยังมีเพื่อนบ้านรายล้อมจึงทำให้ที่นี่ไม่เงียบเหงามากนักตามวิถีสังคมชนบท

งบประมาณในการทำตอนแรกนั้นมีเพียงแค่ 5 แสนกว่า ๆ ถึงหกแสนบาท จึงได้มีการหาแบบบ้านที่ชอบซึ่งเป็นแบบบ้านไทยอีสานจากอินเทอร์เน็ตโดยแบบแรกที่ได้มานะก็คือ คือแบบเรือนอีสาน และเรือนผู้ไท ราว ๆ เดือน พ.ย. ไปด้วยเอาลองมาถามในห้องชายคาในพันทิปว่าใช้งบประมาณนี้พอสร้างได้ไหมซึ่งเสียงก็ออกแต่เป็น 2 ส่วนคือ สร้างได้ และสร้างไม่ได้ จึงเริ่มมีความคิดต่างๆมากมายและเก็บแบบไว้ในใจอ่าน

จากนั้นก็พบแบบบ้านหลังที่ 2 คือ เรือนผู้ไท ซึ่งเป็นแบบบ้านที่ชอบมากกว่าแบบแรกแต่เนื้อเรื่องของงบประมาณนั้นถือว่าเกินไปมากแต่ก็ยังอยู่ข้างในพิจารณาแต่หลังจากนั้นไม่นานทั้งขาวและภรรยาได้มีการขับมอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวเขาใหญ่ขากลับ ก็ได้พบกับร้านขายไม้เก่าอยู่ข้างทางจึงได้มีโอกาสและเข้าถาม โดยสองร้านแรกที่แวะไปนั้นแทบไม่สนใจ ถามอะไรก็ไม่ตอบ… จนไปเจอร้านหนึ่ง ที่คุยถูดคอกัน และได้มีโอกาศสำหรวจราคาไม้ก่อนไว้อีกด้วย

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ได้มีโอกาสเปิดอินเทอร์เน็ตลองสืบราคามาจากโรงเลื่อยไม้ต่างๆเปรียบเทียบกับไม้เก่าที่ได้ราคามาสรุปว่าไม้เก่าที่เลี้ยงไว้นะมีราคาถูกกว่าเฉลี่ยมากถึง 50 เปอร์เซ็นต์แต่ต้องทำใจในเรื่องของตำหนิต่างๆเช่นพวกรอยตะปูความไม่เรียบร้อยแต่เมื่อลองบวกลบคูณหารแล้วบ้านในฝันนั้นก็สามารถเป็นไปได้ในงบที่ตัวเองมีประกอบกับที่ได้ประสบละคร นาคี พบกับฉาก เรือนที่กำนันแย้มจัดให้พ่อพระเอกอยู่ที่บ้านดอนไม้ป่า ซึ่งจากนั้นทำให้ทางเจ้าของกระทู้รู้สึกถูกต้องชะตาเหมือนรักแรกพบในทันที

จึงได้มีการค้นหาข้อมูลของบ้านหลังนั้นทั้งคืนซึ่งจะทราบว่าบ้านหลังนี้ชื่อว่า เฮือนนางเอื้อย และยังได้ภาพของ บ้านคำแก้ว ซึ่งเป็นเรือนโคราชเหมือนกัน ที่มีชื่อว่า เฮือนนางสาหร่าย บ้านหลังนี้เป็นบ้านโบราณที่อยู่ในไร่ จิมทอมป์สันฟาร์มอนุรักษ์เอาไว้ที่ไร่ในอำเภอปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ดีที่ได้มานั้นจึงอยากจะให้ทุกส่วนของบ้านเป็นไม้ทั้งหมดแต่ด้วยงบประมาณที่ไม่พอจึงจำเป็นจะต้องเปลี่ยนวัสดุบางอย่างไปและเปลี่ยนแปลงภายในอีกเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันแต่ก็ยังคงรูปร่างของเรือนโคราชไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยได้มีการเริ่มศึกษาโครงสร้างของเฮือน นางเอื้อยและเฮือนนางสาหร่าย เป็นอันดับแรก โดย เฮือนนางเอื้อยของไร่จิมทอมป์สันนั้น เป็นเรือนโคราช แต่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมและรูปแบบของช่างทางภาคอีสานอยู่มากกล่าวคือ เรือนนางเอื้อยนั้นหากมองจั่วและหลังคาจะไม่เหมือนเรือนโคราชหลังอื่นๆ เพราะจั่วเฮือนนางเอื้อยทำมุมที่ประมาณ 35 องศา (จากการคะเนด้วยสายตา) เหมือนเรือนไทยภาคอีสานทั่วไป

จึงทำให้ทางเจ้าของกระทู้มีการเลือก เฮือนนางเอื้อยเป็นโครงสร้างหลัก เพราะมีเพียงแค่จั่วเดียวเท่านั้นและสามารถประหยัดงบประมาณไปได้มากกว่าสำหรับ 4จั่ว แล้วก็ใช้วิชาในตอนปวสที่เคยมีการเรียนเรียนเขียนออกแบบมาบ้านถอดโครงสร้าง เฮือนนางเอื้อยออกมา และเปิดดูข้อมูลบ้านจากละครเรืองนาคีวนไป และหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม

วางแบบแปลนของเรือนนั้นก็จะมีการวางแบบแปลนเป็นรูป จั่วและระเบียงรวมไปถึงบันได ถอดเอาเฮือนนางสาหร่ายมาใช้ เพิ่มหน้าต่างเป็น 8 บาน และในครัวมีหน้าต่างอีก 2 บานสำหรับวัสดุทำเสาก็เปลี่ยนจากเสาไม้กลมเป็นเสาไม้สี่เหลี่ยมขนาด 6 นิ้วสำหรับเสาข้างล่างก็ใช้เป็นเสาไม้เสาปูนสำเร็จขนาด 7×7 นิ้ว จึงทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าใช้กับเสากลมแบบไม้เป็นจำนวนมาก

จากนั้นตัวเขาก็ได้มีโอกาสไปถามโครงสร้างบ้านเรือนไทยจากพ่อ ก็ออกมาสำเร็จเป็นแปลนเรียบร้อย จากนั้นส่งแปลนนี้ไปให้เพื่อนที่เป็นสถาปนิกดูให้ว่ามันโอเคหรือเปล่า เพื่อนที่เป็นสถาปนิกเห็นแบบก็บอกว่าโอเคจึงได้มีการส่งไปให้เพื่อนอีกคนนึงที่เป็นวิศวกรในจังหวัดขอนแก่นทำคำนวณโครงสร้างเมื่อคํานวณเศรษฐศาสตร์ก็ส่งกลับมาทางไลน์เป็นที่เรียบร้อย หลักจานั้นก็มีการทำโมเดลทำการถอดสเกลบ้านในกระดาษออกมาเป็นโมเดลในมาตราส่วน 1/50 โดยใช้ไม้บัลซ่า

จึงทำให้ทราบในถึงเรื่องวัสดุจำนวนไหมว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่เงินจะเพียงพอในการทำหรือไม่แต่การทำโมเดลในครั้งนี้ทำให้คำนวณพลาดโดยขาด กระดานปูพื้น ไปแค่ 6 แผ่นเท่านั้น นอกนั้นใกล้เคียงทั้งหมด จากนั้นก็ทำการหาช่างแต่กลายเป็นเรื่องยากเป็นอย่างมากเพราะเมื่อเช้าเห็นแบบแปลนก็จะเรียกค่าจ้างสูงจนเกินไปทำให้เกินงบประมาณแต่โชคดีที่ได้พบกับลุงซึ่งเป็นญาติของภรรยาเป็นช่างทำบ้านไม้มจึงได้ราคาืำบ้านใ นราคาที่ต่ำกว่างบประมาณหนึ่ง

เมื่อได้แบบที่ลงตัวก็ไปเลือกไม้ที่ร้าน ไม้กระดานเป็นตารางเมตร ตารางเมตรละ 1 พันบาท ประกอบไปด้วยไม้เก่าเนื้อแข็งสารพัดชนิด (ส่วนใหญ่จะเป็นไม้เต็ง) ความหนาของไม้ที่ร้านจัดให้หน้า 8 นิ้ว หนาถึง 1.8-2.2 นิ้ว ซึ่งอดีตไม้เก่ากองนี้เคยเป็นคาน เป็นตงมาก่อนแทบทั้งสิ้น ร้านบอกว่ากองนี้มีคนจะมาขอซื้อหลายคนแล้ว ดีที่ทางเจ้าของกระทู้ได้มีการจองไว้ก่อนจากนั้นก็มีการเลือกซื้อ วางเรือนที่ขัดกับความเชื่อโบราณของชาวโคราชวางเรือนตามตะวัน แต่บ้านของเจ้าของกระทู้นั้นก็มีการ หันเรือนขวางตะวัน เพราะทิศตะวันตกนั้นมีบ้านเพื่อนบ้านอยู่กลับกลายเป็นว่าเรือนนอนหันไปทางทิศตะวันตกการ

สำหรับบันได ขึ้นเฮือนย้ายตำแหน่งจากบันไดเดิมของเฮือนนางเอื้อย โดยเอาบันไดไว้ทางทิศเหนือ ซึ่งจะเดินขึ้นเรือนทางทิศใต้ ส่วนบันไดเล็กอีกด้านหนึ่งนั้น เดินขึ้นเรือนทางทิศตะวันออกและมีการเพิ่ม ฮ้านแอ่งน้ำ คือร้านหม้อน้ำที่เอาไว้หม้อดินเผาใส่น้ำดื่มซึ่งเอกลักษณ์ที่พบเห็นในเรือนไทยอีสานที่ระเบียงของชานแดดด้วย

โดยบ้านหลังนี้ไม่ได้มีการตอกเสาเข็ม แต่ทำฟุตติ้ง เรื่องเป็นต่อปูนสำเร็จสั่งรอไหมมาจากโรงหล่อขนาด 7 นิ้วฝากตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ และทางร้านไม้ร้านจัดไม้ขนาด 2×8 นิ้วมาให้(ได้ราคามาศอกละ 170 บ. ต่อราคาแล้วเหลือศอกละ 150 บ. เป็นไม้เต็ง) ตัดมาตามขนาดที่กำหนดไป (แต่ร้านก็จะเผื่อมาให้ราว 30-50 ซม.ต่อตัว) ส่วนตงเป็นไม้เต็งขนาด 1.5×6 นิ้ว ศอกละ 100 บ. อละทางเจ้าอกระทู้ ต่อราคาเหลือศอกละ 70 บ. เสาไม้เต็งหน้า 6 ศอกละ 250 บ. หน้า 5 ราคา 150 บ. ส่วนหน้า 4 ที่เอามาทำเสาครัวและเสาระเบียงนั้น แต่ทางเจ้าของกระทู้หักคอมาที่ศอกละ 100 บ.

เรือนโคราชทั่วไปในที่มีความสูงไม่มากไม่น้อยอยู่ที่ประมาณ 2.50 เมตรแต่ก็ลดระดับลงมาเรื่อยๆตั้งแต่เดือนจนถึงฌานแดดเพราะในจังหวัดนครราชสีมาเมื่อถึงฤดูหนาวมีอากาศที่หนาวจัดซึ่งวิธีนี้จะทำให้เรือนที่มีความสูงไม่มากไม่ได้รับประทานลมแรงๆและส่วนที่ต่ำที่สุดก็คือ ใต้ถุนชานแดดนั้นปกติไม่ใช้อยู่อาศัยแต่จะเอาไว้เก็บของจำพวกฟืนหรือเครื่องมือในการทำมาหากิน

สำหรับการทำฝาบ้าน ซึ่งฝาเรือนของเจ้าของกระทู้เป็น ฝาเรือนโคราชซึ่งช่างที่ทำบ้านเรือนไทยบางแห่งก็ไม่รับทำ หรือถ้าหากรับทำก็จะมีราคาที่สูงมากจึงได้มีการแนะนำญาติมาให้ซึ่งเป็นช่างไม้ฝีมือดีที่แฝงตัวอยู่ในจังหวัดสระบุรีโดยมีการบุกป่าฝ่าดงไปหาถึงที่ซึ่งทางช่างก็ตกลงรับทำให้รวมทั้งสิ้นทั้งหมด 6 กระแบะพร้อมหน้าต่าง (ฝาด้านสกัด 2 กระแบะ ฝาเรือนเกย2 กระแบะ และฝาห้องหลังเรือนห้องละ 2.5 เมตร อีกสองกระแบะ ช่องว่างอีกห้องเอาไว้ทำห้องน้ำ)

สำหรับหน้าต่างนั้น ช่างได้ออกแบบใหม่เป็นแบบบานเดี่ยวเปิดออกนอกตัวบ้าน มีวงกบซ่อนอยู่ภายในเพื่อกันน้ำฝนซึม เมื่อปิดหน้าต่างสนิทแล้วก็จะดูคล้าย ๆ กับฝาเรือนโบราณและมีการทำสลักไม้จำลอง 4 ชิ้นติดไว้ที่ขอบบนล่างของหน้าต่างคล้ายของเฮือนนางสาหร่าย

สำหรับโครงสร้านบ้านนั้นเป็น เหล็ก เพราะไม้เนื้อแข็งมีราคาสูง จึงเป็นเปลี่ยนโครงสร้างหลังคาจากไม้ให้เป็นเหล็กทั้งหมด โดยอกไก่ ดั้ง เสและอะเสเป็นเหล็กกล่อง 2×5 นิ้ว จันทันเป็นตัว C ขนาด 4 นิ้ว วางระยะห่างที่ 1.25 เมตร ตรงชายคาหน้าจั่วเป็น C 3 นิ้ว โดยเหล็กทุกตัวมีความหนาประมาณ 2.3 ทั้งหมดและมีการทารองพื้นกันสนิม TOA หลังคาเปลี่ยนจากแป้นเกล็ดไม้มาเป็นเมทัลชีทลอนสเปนแทน ส่วนของจั่วบ้านนั่นก็มีการใช้ฝาไม้จริงจำลองจั่วของเฮือนคำแก้วในลักษณะที่เป็นการ ตีซ้อนเกล็ดมาใส่ไว้แทน และเชิงชายนั้น ใช้เชิงชายไม้เทียม Dura หน้า 8 นิ้วและซ้อนด้วยไม้ระแนงขนาด 3 นิ้ว เอาให้เหมือนเฮือนตัวอย่าง ทาสีด้วยสีน้ำเบเยอร์คูล

สำหรับตำแหน่งห้องครัวจะมีพื้นที่ว่างที่ถูกเรียกว่า “เสวียน” หรือ “แกระ”ที่เป็น ยุ้งข้าวขนาดเล็กที่เชื่อมติดกับตัวพะระเบียงหรือเกย ทำด้วยไม้ไผ่สาน จั่วตีไม้ทำเป็นจั่วพระอาทิตย์ มีรัศมีด้านละ 5 แฉก มีรางน้ำไม้รองรับน้ำฝนระหว่างหลังคาทั้งสองด้าน ห้องนี้เดิมไม่มีหน้าต่างเป็นห้องปิดทึบ แต่ก็มีการเพิ่มหร้าต่างลงไป แบบบานกระทุ้ง ทิศตะวันออกผมใช้หน้าต่างไม้สักเก่าที่ซื้อมือสองมาติดไว้เพื่อระบายอากาศ

สำหรับการแบ่งห้งต่างๆในบ้านนั้นเป็น ก็มีการแบ่งออกเป็น 3 ช่อง ห้องนอนสองห้อง เรือนโล่ง 1 ห้อง ใต้ไม้หน้า 3 โดยฝาภายในใช้ไม้ไผ่อัด ขนาด 4 มม. ทั้งหมด ซึ่งมีความหนาเหมือนไม้อัดจากนั้นก็เอาน้ำยากันมอดมาแล้ว ราคาพอ ๆ กับไม้อัดส่วนห้องน้ำ มีการต่อยื่นออกไปตรงเรือนห้องที่ 3 ออกไปนอกตัวเรือนในลักษณะปูนเปลือยโดยมีดารฉาบเรียบขัดมันเอาไว้ข้างใน ช้างนอกก็ฉาบเรียบธรรมดา

สำหรับเรื่องปลวกนั้นก็มีการทาน้ำยากันปลวกกับไม้ทุกชิ้น ฝาเรือนทุกกระแบะ ลำแพนทุกแผ่น (ทั้งสองด้าน) ด้วย Wood Preservative อย่างเชลไดร้ท์ CL ซึ่งยกแกลลอนขนาด 15 ลิตรมาเลย 3 แกลลอน (คุ้มกว่าซื้อกระป๋องเล็ก ๆ) ซึ่งเป็นสีใส (แต่กลิ่นก็แรงอยู่) สำหรับ ระเบียง หรือเกยมีการใส่หน้าต่าง บานเฟี้ยมช่องละ 6 บาน รวมแล้วสามช่อง 18 บาน ซึ่งสั่งทำในราคา าบานละ 700 บาท

และสไตล์การตกแต่งบ้านนั้นแทบไม่ต้องตกแต่งอะไรเบน ไม่มีเตียงโต๊ะจึงเรียกได้ว่า กิจกรรมทุกอย่างในบ้านนี้ออกแบบมานั่งกับพื้นเรือนทั้งหมด มีเพียงแค่ โต๊ะลักษณะโต๊ะญี่ปุ่นไว้นั่งทำงานเท่านั้น ระบบไฟฟ้าหลอดไฟใช้หลอด LED ขนาด 5Wยกเว้นดวงใต้ถุนบ้านจะใหญ่หน่อยคือ 12 W รวมทั้งหลังมีหลอดไฟอยู่ 13 ดวง

สำหรับการทำบ้านหลังนี้ ใข้งบประมาณทั้งหมด 7 แสนบาท โดยทางเจ้าของกระทู้มีการเขียนแบบเอง คุมงานเอง ซื้อวัสดุเองทุกอย่าง แม้จะเหนื่อยแต่ก็คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่เหมือนเฮือนโคราชดั้งเดิม 100% แต่ก็ยังคงความเป็น เฮือนโคราชไว้อยู่โดยในทั้งนี้ทางเจ้าของกระทู้ก็อย่างให้บทความนี้เป็นประโยชา์สำหรับคนที่รักบ้านไม้และอยากให้คนที่อยากได้บ้านไม้ได้ใช้เป็นแนวทางในการสร้างเรือนในฝันของตัวเอง

ปลูกผักไว้กินเอง ในสวนหลังบ้าน มีผักกินทุกวัน ปลอดภัยไร้สารเคมี

แน่นอนว่าส่วนใหญ่ถ้าหากแม่บ้านคนไหนมีเวลาบ้างและมีพื้นที่เหลือในบ้านนั้นก็อยากจะหากิจกรรมอะไรบางอย่างทำได้ยิ่งกว่านั้นปิดเทอมอยู่แต่ในบ้านก็อยากจะหาอะไรมาทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกหลานกันเพราะไม่อยากให้เด็กนั้นใช้เวลาอย่างเสียประโยชน์ไปกับเทคโนโลยีต่างๆมากมายกันใช่ไหมล่ะคะ

โดเรม่อนวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนนั้นไปดูอีกหนึ่งแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากหลังจากที่มีผู้ใช้ Pantip ที่เป็นชื่อว่า สมาชิกหมายเลข 3500615 ได้มีการบอกเล่าเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนทำสิ่งที่ก่อเกิดประโยชน์ซึ่งสิ่งที่เขาทำนั้นแตกต่างจากแหล่งทั่วไปเป็นอย่างมากโดยการใช้เวลาว่างมาทำแปลงปลูกผักเอาไว้รับประทานและขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวโดยผักที่ปลูกในเป็นผักปลอดสารพิษอีกด้วย โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนะลองมาดูกันเลยดีกว่า ไอเดียนี้มันเจ๋งมากแค่ไหน

โดยทางเจ้าของกระทู้ได้มีการเล่าว่าตัวเองนั้นได้มีการเริ่มใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนมาปลูกผักเพราะมักจะไม่ค่อยเล่นกับใครนะไม่ค่อยมีเพื่อนในทรายและมีพื้นที่หลังบ้านว่างจึงได้มีแนวคิดในการปลูกผักหลังเลิกเรียนด้วยแปลงผักแต่ละแปลงนั้นจะมีขนาดทั้งหมด 6×1.2 จำนวน 4 แปลง ออกแบบรองรับฤดูฝนด้วยครับ ปลูกขึ้นฉ่าย 1 แปลง คะน้า 1 แปลง ผักบุ้ง 2 แปลง

โดยมีการปลูกพืชอย่างขึ้นฉ่าย โดยจะมีการหว่านเมล็ดเสร็จก็เอาฟางข้าวมาปกคลุมบริเวณแปลง จากนั้น ก็ปลูกคะน้าตามอีกใน 7 วันหลังจากที่ปลูก ขึ้นฉ่าย ไปแล้ว โดยขึ้นฉ่ายย้ายปลูกได้ 2 แปลงๆแรก ปลูกได้ 1,260 ต้นหรือ 420 กอ แปลงสองปลูกได้ 240 กอ หรือ 480 ต้น

ในส่วนของผักยุ้งจีน จะมี ครบกำหนดเก็บขาย อายุ 24 วัน ถอนแล้วได้ทั้งหมด 60 กก. ราคา 10 บ.ต่อ กก. ราคาถูกมากๆ เพราะผักออกตลาดเยอะมาก สำหรับการปลูกในครังนี้สามารถนำไปทำกับข้าวไก้ อีกทั้งอย่างขายได้ด้วย โดย ใน 1 แปลงจะได้ผัก30 กก.ซึ่งขายในกก.ละ15 บาท โดยแปลงผักทุกแปลงจะไม่ใช่สารเคมีแต่อย่างใด โดยทุกอย่างเกิดขึ้นจากน้ำและความใส่ใจจากเจ้าของกระทู้นั้นเอง ล้วนๆ

ว่าแล้วเราก็มาชมแปลงผักของเขากันดีกว่า ว่าน่าสนใจมากแค่ไหน!

ไอเดียปลูกผักที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับเด็กที่มีเวลาว่างหลังเลิกเรียนแล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรซึ่งวิธีนี้นะนอกจากจะได้ผักไว้รับประทานกินเองที่บ้านนั้นยังสามารถนำออกไปขายได้อีกด้วยบอกเลยว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเลยจริงๆ…. ซึ่งบอกเลยว่า เป็นอีก 1 ไอเดียที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

เมนูสำหรับคนรักสุขภาพ ‘กล้วยน้ำว้าอบ’ อร่อยแบบคลีน รับรองไม่อ้วน

ซึ่งกล้วยนั้นถือเป็นผักผลไม้ที่มักจะเห็นกันได้แบบง่ายๆในประเทศไทยโดยกล้วยนั้นสามารถนำมาทำได้ทั้งของคาวและของหวานอีกทั้งยังทำนำมาทำแปรรูปใดๆอย่างมากมายซึ่งก็ทำให้ขนมหลายอย่างที่แปรรูปมาจากกล้วยนั้นได้รับความนิยมในระดับหนึ่งอีกด้วยนอกจากนี้กล้วยนั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่เหมาะสำหรับคนที่กำลังคิดจะลดน้ำหนักหรือตัวเองหรือรักสุขภาพกันอยู่…

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาทำอีกหนึ่งเมนูจากกล้วยกันซึ่งเป็นเมนูง่ายๆโดยการเอากล้วยน้ำว้ามาออกกัน ซึ่งเป็นเมนูเเพื่อสุขภาพ เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักเพราะเมนูนี้กินแล้วไม่อ้วน รักนั้นมีเพียงแค่ กล้วยน้ำว้า เป็นส่วนใหญ่ โดยสูตรนี้ได้มาจากNUTCHANART_CH ซึ่งวิธีการทำเป็นอย่างไรมาดูกันเลย

ส่วนผสม

+กล้วยน้ำว้า 1 หวี

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากการปลอกเปลือกกล้วยน้ำว้ามาวางพักไว้

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอากล้วยน้ำว้ามาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำ

ขั้นตอนที่ 3 เอากล้วยน้ำว้าไปอบด้วยหม้อลมประมาณ 5 นาทีโดยใช้ไฟ 225 นาที องศา

ขั้นตอนที่ 4 ใช้ช้อนส้อมกดกล้วยให้แบนๆ

เพียงแค่นี้ก็จะได้กล้วยอบน้ําว้าอบแบบคลีนมารับประทานไว้เป็นอาหารว่างสำหรับคนที่กำลังคิดจะลดน้ำหนักหรือไม่อยากทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงซึ่งกล้วยน้ำว้าอบนี้ก็ถือเป็นอีกหนึ่งขนมที่สามารถรับประทานได้อีกทั้งยังอร่อยและสุขภาพดีด้วย

น้ำพริกเผาสูตรโบราณ ทำกินเองง่าย ๆ เก็บได้นาน ไม่มีสารกันบูด

สำหรับคนไทยแล้วนั้นน้ำพริกนั้นถือเป็นอีกหนึ่ง\เมนูที่เรียกได้ว่าสามารถกินได้ทั้งปีเพราะเป็นเมนูที่กินง่ายทำได้ไม่ยากอีกทั้งยังอร่อยอีกด้วยและมีหลายสูตรหลายมากมายที่มีรสชาติที่แตกต่างกันโดยในวันนี้ทางทีมงานก็จะพาทุกคนมาลองทำน้ำพริกไว้กินกัน

โดยน้ำพริกสูตรนี้นะสามารถเก็บไว้นานได้เป็นปีซึ่งนั่นก็คือน้ำพริกเผาสูตรโบราณสามารถนำมารับประทานได้อย่างไรไม่ว่าจะเป็นนำมาคลุกปลาเค็มผักต้มกินกับกากหมู ทําผัดหอยลาย ยําถั่วพลู ใส่ต้มยำหรือเป็นเมนู basic อย่างทาขนมปังหรือใส่มาม่าก็อร่อยทั้งนั้นโดยวิธีการทำจะมีอะไรบ้างนั้นลองดูกันเลยดีกว่า…

ส่วนผสม

+พริกแห้งเม็ดเล็ก 60 เม็ด

+พริกแห้งเม็ดใหญ่ 10-15 เม็ด

+หอมแดงเผา 15 หัว

+กระเทียมเผา 15 กลีบ

+มะขามเปียก 1 ปั้น

+น้ำตาลปี๊บ 50-80 กรัม

+เกลือป่น 1 ชต

+น้ำมัน 1 ชต

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากเอาน้ำมัน 1 ชตลงไปในกะทะ จากนั้นเอาพริกไปคั่วในกะทะให้หอมๆ

ขั้นตอนที่ 2 เอาหอมกระเทียมลงไปคั่ว เมื่อคั่วเสร็จก็ตัดพักใส่จานรอไว้

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เอาพริกกระเทียมที่คั่ว มาตำไม่ต้องละเอียดมาก

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็เอาส่วนผสมมาผัดในกะทะ ใส่น้ำมันเล็กน้อยใส่น้ำตาล และเนื้อมะขามเปียกลงไป ปรุงให้ได้รสชาติที่ชอบ เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำพริกเผาอร่อยๆไว้ทานแล้ว

และนี่ก็คือสูตรน้ําพริกเผาโบราณที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งเป็นสูตรแบบทำได้แบบง่ายๆที่สามารถไว้ทำกินเองที่บ้านกันได้เพราะน้ำพริกเผานั้นสามารถนำมาประกอบได้อย่างหลากหลายเมนูกินกับอะไรก็อร่อยลองเลย

สูตรน้ำปลาร้าหอม รสชาติสุดนัว ไม่คาวใส่กับอะไรก็อร่อย

ถ้าหากพูดถึงความสะอาดของน้ำปลาร้าที่สามารถนำมาทำเมนูได้อย่างหลากหลายนั้นแน่นอนว่ายังคงเป็นเมนูที่ใครหลายคนนิยมชื่นชอบรับประทานกันเพราะความแซ่บนัวของน้ำปลาร้านะสามารถดึงดูดรสชาติให้มีความอร่อยมากยิ่งขึ้นได้

การที่จะได้น้ำปลาร้าแบบอร่อยๆมาไว้รับประทานนั้นบอกเลยว่าจะต้องผ่านกระบวนการหลังมาอย่างมากมายอีกทั้งยังมีการปรุงรสต่างๆเพื่อให้นักประดาน้ำมีความหอมความแซ่บและความอร่อยมากยิ่งขึ้น

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาคบกับสูตรปลาร้าหอมกัน โดยสูตรนี้น่าจะแตกต่างจากน้ำปลาร้าอย่างอื่นเพราะจะไม่มีกลิ่นคาวมีรสชาติที่อร่อย ซึ่งจะมีวิธีอย่างไรบ้างนั้นลองมาดูกันเลยดีกว่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

+น้ำปลาร้า 6 กิโลกรัม

+ใบหม่อน 1 กำมือ

+ก้านหม่อม 1 กำมือ

+กระทิน 1 กำมือ

+ใบเตยหั่น 1 กำมือ

+กะปิ

+น้ำตาลปิ๊บ ครึ่ง กิโล

+น้ำกระเทียวดอง 1 ขวด

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ใส่ใบเตยรองพื้นประมาณสัก 1 กำมือ

ขั้นตอนที่ 2 ใส่ใบกระถินก้านใบหม่อนและวางลงไปให้เต็มหม้อ

ขั้นตอนที่ 3 ใส่น้ำปลาร้าลงไปแล้วตั้งไฟ

ขั้นตอนที่ 4 ใส่กะปิ/น้ำกระเทียมดอง/น้ำตาลปี๊บคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 5 เติมน้ำเปล่าลงไปเคี่ยวไปอีกประมาณ 30 นาที

ขั้นตอนที่ 6 เมื่อครบ 30 นาทีแล้วใส่ใบเตยที่เหลือลงไปต้มอีกสักพักหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 7 เมื่อต้มได้ที่แล้วก็ตัดผักออกให้เหลือแต่น้ำ

เพียงเท่านี้เราก็จะได้น้ำปลาร้าหอมที่นำไปทำเมนูแซ่บๆต่างๆกันในบ้านได้แล้ว บอกเลยว่าสูตรนี้ ยิ่งทำส้มตำเด็ดนัวเป็นอย่างมาก !!! ของอร่อยต้องลองเลย!

ขวดเก่าอย่าทิ้ง ใช้ ‘เพาะถั่วงอก’ เพาะง่าย โตไว ปลอดภัยเอาไว้กินเอง

ซึ่งถั่วงอกนั้นถือเป็นผักชนิดหนึ่งที่มีกันอยู่ในทุกๆบ้านเพราะถั่วงอกสามารถนำมาประกอบอาหารได้อย่างไรอย่างไม่ว่าจะเป็นต้มหรือผัดก็ต่างใช้ถั่วงอก ในการประกอบอาหารได้ทั้งนั้นฉะนั้นมันจะดีกว่าไหมถ้าหากเรานั้นสามารถปลูกถั่วงอกได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องไปซื้อตามตลาดอีกต่อไปเพราะเราจะได้ส่งก็ดีๆไว้รับประทานเพราะปลอดสารพิษอีกทั้งยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆได้อีกด้วย

และในวันนี้เราก็จะมาบอกวิธีการปลูกถั่วงอกที่บอกเลยว่าจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปเพียงแค่มีขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ได้ใช้แล้วมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการเลี้ยงหัวงอกไว้กินได้โดยกรรมวิธีในการปลูกถั่วงอกในขวดพลาสติกที่ไม่ได้ใช้แล้วนั้นทำอย่างไรได้บ้างวันนี้เราก็จะมาบอกกัน

อุปกรณ์ที่ต้องมี

+ขวดน้ำดื่มพลาสติก

+คัตเตอร์

+หัวแร้งไฟฟ้า

+ตะแกรงไนลอนหรือตะแกรงเกล็ดปลา

+น้ำสะอาด

+ถั่วเขียว

ขั้นตอนในการเตรียมขวดไว้ปลูกถั่วงอก

ขั้นตอนที่ 1 เอาขวดพลาสติกมาเจาะรูด้วยหัวแร้งไฟฟ้าเพื่อเป็นรูระบายน้ำ การจัดการข้างเคียงด้านเดียวของขวด 2 แถวๆ ละ 5 รู

ขั้นตอนที่ 2 เจาะที่ฝาปิดขวดอีก 3 รู

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เอาคัตเตอร์กรีดเปิดช่องสี่เหลี่ยมไว้ใส่เมล็ดถั่วตรงข้ามกับรูที่เจาะ

ขั้นตอนในการปลูกถั่วงอก

ขั้นตอนที่ 1 ใส่เมล็ดถั่วเขียวลงไปในขวดประมาณ1 ใน 4 ของความสูงของขวด

ขั้นตอนที่ 2 เติมน้ำอุ่นซึ่งผสมน้ำร้อน 1 ส่วน ต่อน้ำธรรมดา 3 ส่วน

ขั้นตอนที่ 3 แช่เมล็ดถั่วทิ้งไว้ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้เมล็ดถั่วพองตัว

ขั้นตอนที่ 4 เมื่อแช่ครบแล้วก็นำไปล้างน้ำ 1-2 ครั้ง

ขั้นตอนที่ 5 จากนั้นวางขวดเป็นแนวนอนให้ถั่วเต็มไปทั่วขวด

ขั้นตอนที่ 6 ใช้ตะแกรงไนลอน หรือตะแกรงเกล็ดปลา มาหุ้มขวด

ขั้นตอนที่ 7 รดน้ำทุกๆ 6 ชั่วโมง จนผ่านไป 60 ชั่วโมงก็จะได้ถั่วงอกไว้รับประทาน

นี่ก็คือวิธีการปลูกถั่วงอกแบบง่ายๆเพียงแค่ใช้ขวดพลาสติกที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นวัสดุในการปลูกได้ซึ่งนอกจากจะได้ถั่วงอกที่ปลอดภัยไปรับประทานน้ำอย่างประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ได้มากมายนั้นยังสามารถนำเอาวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

แบ่งปันสูตร ‘ซอสผัดไทย’ รสชาติเข้มข้นดั้งเดิม ทำกินเองง่าย ๆ อิ่มทั้งบ้าน

สำหรับเมนูผัดไทยนั้นถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ขึ้นชื่อในประเทศไทยเป็นอย่างมากเพราะมีรสชาติที่อร่อยซึ่งทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งหาใครได้รับประทานแล้วก็ต่างติดใจไปตามๆกัน จนใครหลายๆคนต่างเอาเมนูนี้ยกเป็น 1 เมนูในดวงใจไปแล้ว

และในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะเอาสูตรการทำซอสผัดไทยมาฝากกันซึ่งสูตรนี้เป็นสูตรของ Nin is Cooking ซึ่งสามารถทำออกมาได้ประมาณ 1โหลใหญ่ และสามารถรับประทานได้อีกหลายๆมื้อโดยวิธีการทำนั้นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม

+หอมแดง 50 กรัม

+พริกแห้ง 30 กรัม

+ กระเทียม ประม 20 กรัม

+น้ำปลา 60 กรัม

+น้ำมะขามเปียก 100 กรัม

+น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม

+เครื่องปั่น

ขั้นตอนในหารทำซอสผักไทย

ขั้นตอนที่ 1 เรื่มจาการแกะพริกแห้งออกเอาเมล็ดออกจากพริกแห้งให้เรียบร้อย

ขั้นตอนที่ 2 ทำการใส่กระเทียม หอมแดง และ พริกแห้ง ใส่ลงไปในหม้อต้มน้ำจนเปื่อย

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นต้มให้จนเปื่อยและแยก พริกหอมกับกระเทียมออกจากน้ำ

ขั้นตอนที่ 4 ทำการใส่หอมกระเทียมลงไปในเครื่องปั่นน้ำปั่นให้ละเอียดที่สุด

ขั้นตอนที่ 5 มาปั่นเสร็จแล้วก็เทใส่หม้อต้มเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บน้ำมะขามเปียกและน้ำปลาจนส่วนผสมเข้ากันดี

เพียงเท่านี้ก็ได้ซอสผัดไทยแสนอร่อยที่ทำให้ย่ากันแล้วซึ่งทุกคนนั้นก็สามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้บอกเลยว่าเป็นซอสที่มีรสชาติเข้มข้นถึงใจอย่างแน่นอนลองดูกันเลย

ไม่ใช่วัชพืช! ผักแว่น ผักพื้นบ้านตามท้องไร่ท้องนา ช่วยบำรุงสายตา รักษาโรคเกาต์

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสัตว์กินเนื้อและพืชผักสมุนไพรต่างๆในสิ่งที่สำคัญต่อมนุษย์เช่นกันเพราะพืชผักต่างๆหลายอย่างในประเทศไทยนั้นก็อยากไปสมุนไพรชั้นดีอีกทั้งในสมัยโบราณนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับการกินผักอย่างมากมายซึ่งผักนั้นเป็นอาหารที่มาจากธรรมชาติและมักจะแฝงสรรพคุณที่แตกต่างกันมากมายและในวันนี้จะมาทุกคนรู้จักกับผักแว่นกัน

บางคนอาจจะรู้จักผักชนิดนี้กันดี แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่รู้จักซึ่งในสมัยนี้ก็ยังพอเห็นกันอยู่บ้านตามท้องไร่ท้องนาที่มีพื้นที่ค่อนข้างจะบริสุทธิ์ แต่ก็เริ่มหายากในปัจจุบันมากขึ้นทุกปีซึ่งในช่วงฤดูเดือนสิงหาคมกันยายน จะเป็นช่วงที่ ผักแว่น อวบสวยใส น่ากิน จึงทำให้มีรสชาติอร่อย มาก

โดยผักแว่นนั้นในบ้านเรามักจะนิยมกินเป็นผักเครื่องเคียงกับอาหารและน้ำพริกต่างๆเช่น น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกปลาปิ้ง น้ำพริกกะปิ ลาบ ก้อย ยำเตา แจ่วปูนา ยำหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ หรือนำมาทำน้ำแกงจืดให้เด็กและคนชรากินได้ ซึ่งเรียกได้ว่าสามารถนำมารังสรรค์เมนูอร่อยๆได้อยากหลากหลายเลยทีเดียว …

โดยในผักแว่นนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพและถือเป็นพืชเย็น ที่สามารถช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกาย สำหรับคุณค่าทางอาหารแล้วนั้น ผักแว้น 100 หรัมประกอบไปด้วย ไฟเบอร์ 3.3 กรัม แคลเซียม 48 มิลลิกรัม เหล็ก 25.2 มิลลิกรัม วิตามินเอ 12,166 IU. วิตามินบีหนึ่ง 0.10 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.27 มิลลิกรัม ไนอะซิน 3.4 มิลลิกรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม และแคลอรี 15 แคลด้วยกัน

โดยสรรพคุณของมันมีดังนี้…

+มีธาตุเหล็กสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง

+ช่วยลดไข้

+ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้

+ใช้ทั้งต้นผสมกับใบธูปฤาษี ทุบพอแตก ใช้แช่น้ำที่มีหอยขมเป็น ๆ อยู่ ประมาณ 2-3 นาที นำมาดื่มเป็นยาแก้ไข้ และอาการผิดสำแดงได้

+แก้อาการปวดหัว

+บรรเทาความร้อนในร่างกาย ระงับอาการร้อนใน แก้ร้อนใน แก้อาการกระหายน้ำ

+บำรุงสายตา รักษาโรคตาอักเสบ รักษาต้อกระจก

+ช่วยสมานแผลในปากและลำคอได้

+รักษาโรคปากเปื่อย ปากเหม็น

+แก้เจ็บคอ อาการเสียงแหบ

+แก้อาการท้องเสีย

+ช่วยป้องกันและแก้อาการท้องผูกได้

+ขับปัสสาวะ

+แก้ดีพิการ

+ช่วยรักษาแผลเปื่อย แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกและสมานแผล เร่งการสร้างเนื้อเยื่อ

+ลดการอักเสบ

+ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดหนอง

+การฆ่าเชื้อราอันเป็นสาเหตุของโรคกลาก

+รักษาโรคเกาต์

+รักษาแผลอักเสบหลังการผ่าตัด

หลายคนอาจกำลังสงสัยว่าทำไมผักชนิดนี้ถึงเรียกกันว่าผักแว่นซึ่งผักแว่นนั้นถือเป็นผักที่สามารถ พบเห็นได้ทั่วประเทศไทยแต่ในทางภาคใต้จะเรียกกันว่า ผักลิ้นปี่ โดยส่วนใหญ่จะเรียกกันตามขนาดใบ โดยคำว่า “แว่น” ภาษาไทยลักษณะนาม ของสิ่งของที่ได้รับการ หั่น ซอย เฉือน วงกลม และเป็นคำประกอบเครื่องใช้ วัสดุ อุปกรณ์ ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับใบที่จะเป็นแว่น แผ่นสี่แฉก และเวลาที่ผักชนิดนี้ลอยน้ำจะโปร่งใสสวยงามมาก

และนี้ก็คือผักแว่นที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ บอกเลยว่าสรรพคุณของผักแว่นนั้นมีมากมายเลยจริงๆ

*สำหรับผู้เป็นมะเร็งไม่ควรรับประทาน