หลังน้อยสุดอบอุ่น ทำตามฝันสำเร็จ สร้างบ้านบนที่ดินส่วนส่วนตัว ใช้งบไม่เกิน 4 แสนบาท

หากใครคนไหนนั้นมีพื้นที่ดินเป็นส่วนตัวเองและอยากจะมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองเป็นบ้านในฝันแต่บอกเลยว่าบางคนนั้นก็ต้องประสบปัญหากับงบในการสร้างบ้านที่แพงเหลือเกินแต่ถ้าหากการมีพื้นที่อยู่ในมือนั้นก็จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ดินไปอีกมากและสามารถได้ค่าสร้างบ้านเพิ่มมากขึ้น

และในวันนี้นี่เองค่ะทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาดูเรื่องราวการสร้างบ้านในฝันของคุณสมาชิกเว็บไซต์พันทิปท่านหนึ่งที่มีชื่อว่า สมาชิกหมายเลข 2131465 โดยเขานั้นได้ออกมาแชร์เรื่องราวประสบการณ์ในครั้งนี้ให้กับเพื่อนๆได้ฟังเนื้อเรื่องของการสร้างบ้านในงบประมาณที่ไม่แพงเกินเอื้อมไว้สำหรับคนที่ต้องการสร้างบ้านและหาแรงบันดาลใจในการสร้างบ้านของตัวเองซึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า

โดยเจ้าของกระทู้ได้มีการเข้าพื้นเพของตัวเองว่าเจ้าของกระทู้นั้นเป็นคนกรุงเทพฯแต่มีญาติมาย้ายอยู่ในบริเวณจังหวัดนครปฐมอำเภอสามพรานและเห็นว่าอำเภอสามพรานนั้นอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯจะมีการร่วมหุ้นซื้อที่ดินเป็นจำนวน 130 ตารางวากับญาติและแบ่งให้กับทางเจ้าของกระทู้ประมาณ 30 ตารางวาเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกบ้านและใช้สอย

สำหรับจุดประสงค์ในการสร้างบ้านนั้นก็คือต้องการมาอยู่กันสองคนในอนาคตหรือต้องการไปมาพักผ่อนเพราะจากที่ไปมาอยู่หลายเดือนเจ้าของกระทู้กับย่าก็ได้มาซื้อที่อำเภอจังหวัดนครปฐมอำเภอสามพรานเหลืองสีพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนกล้วยจึงทำให้การเดินทางเข้ามานั้นไม่ลำบากมากและสามารถเข้ามาจากถนนหลักเพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้นและแปลงติดถนนสาธารณะและห่างจากตลาดสามพราน 4 กิโลเมตรถ้าขับรถมาจากกทมก็เพียงแค่ 50 นาทีเท่านั้นก็ถึงแล้ว

โดยการสร้างบ้านนั้นเริ่มต้นจัดการเคลียร์พื้นที่สวนหรือเจ้าของกระทู้กับญาติจะช่วยกันตัดกล้วยและลอกสว่างดูดน้ำออกจากแรงส่วนที่ไหนที่สุดก็คือการทำคันกั้นดิน และจากนั้นทางเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการพบว่าการจ้างรถแบคโฮนั้นมาจัดการจะสามารถช่วยประหยัดแรงงานได้อีกเยอะนอกจากนี้ยังมีการดูดน้ำออกและสั่งดินมาถมเกือบ 70 คันคันละ 1,800 บาทโดยใช้ดินดำ

หลังจากที่มีการถมพื้นที่ทางแยกเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการปลูกบ้านทันทีและมีการวางเสาเข็มทำคานส่วนเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการให้ช่างเทลานบ้านไว้ก่อนแต่ยังไม่ได้มีการปลูก Project ทำการปลูกบ้านจึงมีเพียงแค่ลานบ้านที่ทิ้งไว้เท่านั้น ในส่วนของที่ดิน+ค่าถม+จิปาถะ เมื่อแยกคำนวณเฉพาะค่าที่จำนวน 30 ตรว. ไม่เกิน 2 แสน (สงวนเลขที่แท้จริงครับ/ที่ตรงนี้บางคนได้ถูกแพงไม่เท่ากัน) ถ้าที่สวยๆ ริมคลองก็งานละ (100 ตรว.) 5-7 แสนแบบที่ยังไม่ถม

สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่นั้นมักจะเสียไปกับการข้าวรู้โดยที่ไม่ถึงการณ์ฉะนั้นการจะถมที่ดีหรือทำอะไรก็ควรศึกษาดีๆและมีการดำเนินการในเรื่องของสาธารณูปโภค ไว้ด้วยนะหลังจากที่ทำไปแล้วผ่านไปประมาณครึ่งปีจึงทำให้งบในการสร้างบ้านเหลือเพียงแค่ 150000 บาทเท่านั้นจึงทำให้เจ้าของบ้านนั้นเลือกบ้านในแบบน็อคดาวน์ขนาดเล็กเป็นหลักและได้มีการไปตระเวนหาบ้านน็อคดาวน์ทั้ง มีนบุรี นครปฐม ราชบุรี อยุธยา ปทุมธานี แต่สุดท้ายก็ไปพบเจอกับบ้านในฝันที่นครนายกเพราะถูกใจในเรื่องของราคาและวัสดุ

เวลาเลือกบ้านน็อคดาวน์หลักๆ ควรดูเรื่อง

– วัสดุที่ใช้ เช่น ขนาดเหล็ก/ความหนา ใช้เหล็กกัลวาไนซ์หรือเหล็กดำทาสี (ควรเลือกกัลวาไนซ์) เกรดวัสดุที่มาประกอบบ้าน ถ้าไม่ดีก็ข้ามไปเลยไม่ต้องคุยต่อกับเซลส์

– การออกแบบหรือรับออกแบบตามความต้องการของเรา มีความยืดหยุ่นในการออกแบบ จะปรับเปลี่ยนเพิ่มอะไรมีมาตรฐานราคาแจ้งไว้ชัดเจน

– ราคา/ความคุ้มค่า ประเมินจาก 2 ข้อข้างต้น บางที่บ้านอาจแพงต้องดูรายละเอียด เช่น บ้านที่มีฉนวนกันความร้อนในฝ้าหรือผนังย่อมแพงกว่าบ้านที่ใช้สมาร์ทบอร์ดหรือไม่มีฉนวน เลือกบ้านตามงบที่มีตามที่เราเลือก

เนื่องจากขนาดบ้านงานมีขนาดเล็กจึงได้มีการเลือกเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นรวมแล้วประมาณแค่ 4 อย่างเท่านั้นโดยมีการสั่งเฟอร์นิเจอร์มาจากอินเทอร์เน็ตและ IKEA แก่แล้วก็มีปัญหาในเรื่องการสั่งบ้านน็อคดาวน์พระเจ้าของกระทู้นะมีประสบการณ์การผิดพลาดเล็กน้อยจากการสื่อสารกับเซลล์จึงทำให้เซลล์นั้นเกิดการเขียนแบบผิดจ่ายพี่คิดว่าจะได้รับนิดหน่อยหรือตีเงินเป็นเงินไปเสียประมาณ 2,500 บาทโดยบ้านน็อคดาวน์เจ้านี้นะสร้างเสร็จก็จะมาให้ตรวจแก้และเอาบ้านมาตั้งและรับงานจึงทำให้เสียเงินค่าแก้งานเพิ่ม แล้วบ้านก็สร้างเสร็จพร้อมยกมาจากนครนายกสู่นครปฐม ค่ายก 15,000 ระบุรวมในสัญญาแล้ว

โดยบ้านที่ได้นำมาติดตั้งนั้นก็จะต้องมีงานเก็บบ้างบางอย่างก่อนที่จะติดตั้งไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดความเสียหายในระหว่างขนส่งได้เช่น ประตู สุขภัณฑ์ หลังคาด้านระเบียงหน้า เป็นต้น จึงจำเป็นต้องถึงที่หมายก่อนที่จะติดตั้งในอีกครั้งหนึ่งสำหรับในเรื่องของขนาดบ้านนั้นขนาดบ้านโดยมีทั้งหมดประมาณ 3 * 6 เมตรและมีการยกสูงประมาณ 50 เซนติเมตรโดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้…

– ระเบียงหน้า 3X1.5 เมตร มีพนักที่นั่งและบันไดขึ้น มีไฟโคมด้านหน้า

– ตัวห้อง มีขนาด 3X3 เมตร มีไฟดาวน์ไลท์แบบ LED ประตูบานเลื่อน และหน้าต่าง 2 บานพร้อมมุ้งลวดเหล็กดัด

– ระเบียงหลัง 1.5X1.5 เมตร+ห้องน้ำ 1.5×1.5 เมตร พร้อมสุขภัณฑ์

นอกจากนี้ทางเจ้าของกระทู้ก็ได้มีการให้ช่างมาเก็บงานและต่อเติมพื้นที่ที่เป็นที่เก็บของด้านหลังหรือต้องการเป็นพื้นที่ได้ไว้สร้างครัวในอนาคตโดยจะมีการทำโครงสร้างหลังคาเมทัลชีทพร้อมกับตีระแนงไม้แบบโปร่งจึงทำให้มีงบในการต่อเติมบ้านและรั้วบ้านทั้งหมดในราคา 150,000 บาท พอดี

เกิดจากแรงศรัทธา! เจดีย์ลอยฟ้าวัดพระพุทธบาทสุทธาวาส สวยเหมือนอยู่บนสวรรค์

โดยในวันนี้นั้นทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนไปดูสถานที่ที่สวยงามแห่งหนึ่งซึ่งบอกเลยว่าเป็นอีกสถานที่ที่น่าท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้อยู่ในอำเภอแจ้ห่มจังหวัดลำปางซึ่งนั่นก็คือ วัดพระพุทธบาทสุทธาวาส หรือ วัดเจดีย์ลอยฟ้าลําปาง นั้นเอง

วัดแห่งนี้นั้นตั้งอยู่บนพื้นที่หน้าผาสูงชันซึ่งประชาชนที่ต้องการจะเข้าไปนั้นสามารถเดินเท้าลัดเลาะผ่านหน้าผา ไปตามราวบันไดเหล็กกว่า 300 ท่านและใช้เวลาประมาณ 45 นาทีที่จะขึ้นไปชมความสวยงามชมวิวทิวทัศน์ของอำเภอแจ้ห่มจังหวัดลำปางนี้ได้นอกจากนี้ก็ยังได้ไปกราบนมัสการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลาดพระประธานบนยอดเขาอีกด้วย

วัดแห่งนี้นั้นสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวบ้านที่ร่วมกันกับหล่อพระสงฆ์โดยสร้างเครื่องขึ้นในเรื่องวาระโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 พระราชสมภพครบรอบ 200 ปีหรือวันที่ 18 ตุลาคม 2547 และมีการสร้างเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทยจึงทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

โดยในบริเวณทางด้านหลักด้านล่างของวัดจะมีการสร้างอุโบสถและเจดีย์และจุดหมายปลายทางก็คืออยู่บริเวณตั้งวัดที่อยู่บนยอดเขาจะมีการแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งฝั่งขวาจะมีพระองค์พระธาตุสีทองซื้อสามารถขึ้นไปกราบไหว้และยืนถ่ายรูปได้ส่วนอีกฝั่งจะเป็นศาลาสวดมนต์จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานซึ่งสามารถให้ประชาชนนั้นสามารถเข้าไปกราบไหว้ด้วยเช่นกันและนอกจากนี้ยังไปนั่งชมวิวกันได้อย่างเพลิดเพลินอีกด้วยบอกเลยว่าจุดนี้นั้นสามารถมองเห็นวิวของอำเภอแจ๊ห่มได้ถึง 360 องศา พี่บอกเราว่าน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก

ซึ่งถ้าหากว่าใครไปสัมผัสก็จะรับรู้ถึงความมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่งเพราะการที่จะสร้างเจดีย์อยู่บนยอดเขานั้นถือว่าเป็นเรื่องได้ยากเพราะว่าแค่ขนาดเดินเท้าก็ยังยากแล้วซึ่งทุกคนนั้นก็จะต้องรู้สึกกันอย่างแน่นอนว่าคนสร้างวัดนี้นะคะสุดยอดจริงๆสามารถทำเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้เกิดขึ้นได้อย่างมหัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

โดยด้านบนของยอดเขาแห่งนี้นั้นมีองค์พระธาตุสีขาวเรียงรายสวยงามเป็นอย่างมากอยู่บนยอดเขาหลายจุดซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปางเรียกได้ว่าเป็นอันซีนไทยแลนด์หนึ่งเดียวในไทยและก็ว่าได้

โดยถ้าหากมีประชาชนคนใดสนใจเมื่อไปถึงในบริเวณด้านล่างของมันก็จะมีรถปิคอัพมาพานักท่องเที่ยวและประชาชนเดินทางมาขึ้นสู่บริเวณหน้าผากอาเขาและนักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางขึ้นไปอีก 300 ท่านเมื่อไปถึงก็จะพบวิวทิวทัศน์อันสวยงามและสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีจึงทำให้ที่แห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามากันอย่างไม่ขาดสายโดยเฉพาะห้ามพลาดในช่วงอย่างหน้าหนาวเพราะในแต่ละปีนั้นจะมีทะเลหมออันสวยงามวิวทิวทัศน์งามบนยอดเจดีย์ที่บอกเลยว่าใครเห็นแล้วจะต้องถูกใจกันอย่างแน่นอน

เวลาเปิด – ปิด วันจันทร์ -วันศุกร์ 07.30 น. – 16.30 น.

วันเสาร์ – อาทิตย์ – นักขัตฤกษ์ 07.00 น. – 17.00 น.

ค่ารถโดยสาร + ค่าเข่าชม คนละ 100 บาท

ที่ตั้ง : หมู่บ้านทุ่งทอง หมู่ที่ 7 ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง

เบอร์โทร: 054-271270 , 082-7666964

เปิดเรื่องจริง กับ 9 ปี คดีแพรวา สุดอัดอั้นไม่เคยเหลียวแล

กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวคราวที่ผ่านมาแล้วประมาณ 9 ปีซึ่งแน่นอนว่าใครหลายคนนั้นจะต้องคุ้นเคยกับข่าวนี้กันเป็นอย่างดีกับใช้ยาของเขาที่มีชื่อว่าแพรวา 9 ศพโดยในตอนนี้คดีนี้ได้ลากยาวมาถึง 9 ปีแล้ว ซึ่งในล่าสุดเธอนั้นก็ใช้ชีวิตตามปกติเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งและทราบข่าวคราวว่าแต่งงานไปเรียบร้อย

โดยในล่าสุดนี้เมื่อเวลาผ่านมา 9 ปีก็มีผู้เสียหายรายหนึ่ง ไม่อาจทนต่อความเพิกเฉยเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้จึงได้ออกมาแชร์เรื่องราวผ่านทางทวิตเตอร์ที่มีชื่อว่า tintin ที่ได้มีการระบุว่าตัวเองนั้นเป็นหนึ่งบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวโดยมีการเขียนเรื่องราวผ่านทาง Twitter และได้มีการเผยแพร่ทางผ่าน Facebook ที่มีชื่อว่า View Itsarin Klongkleaw โดยได้มีการระบุข้อความไว้ว่า

เรื่องมันเป็นเช่นนี้เอง

#แพรวา9ศพ

จากคนที่รอดในวันนั้น

อยากรู้อะไรมากกว่านี้ไปส่อง ในทวิต

*****#ออกความเห็นกันแบบสุภาพ

#ไม่เหยียดหน้าตาเค้านะ

#จะเม้นอะไรระวังพรบคอมด้วยค่ะ

นางทำผิด เราเหยียดการกระทำเค้าได้แต่เราก็ไม่ควรไปเหยียดหน้าตาเค้าเน้อ บางเม้นด่าหน้าตาเค้าเราว่ามันเกินไป เราสนใจในการกระทำเค้าดีกว่านะ

โดยได้มีการโพสต์ข้อความพร้อมแนบภาพจากทวิตเตอร์โดยมีเนื้อหาดังภาพดังต่อไปนี้ ….

โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ได้มีผู้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายและยังมีหลายคนที่ยังไม่ลืมเรื่องราวเหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลอีกครั้งหนึ่งโดยคดีจะเป็นอย่างไรต่อนะต้องติดตามกันต่อไปดู

นายกเตือนฝ่ายค้าน ‘ห้ามอภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ขอให้รู้จักหน้าที่ด้วย

โดยล่าสุดมีทางพลเอกประยุทธ์จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการพูดถึงนโยบายใหม่ของรัฐบาลใหม่ว่าคำนโยบายของรัฐบาลนั้นทุกคนต้องเข้าใจว่าถึงเป็นแบบฟอร์มอย่างหนึ่งเหมือนกับการทำงานที่จะต้องตอบรับการทำงานของทุกพรรคการเมืองโดยจะมีรัฐมนตรีมาทำงานร่วมกัน

แต่ในการทำงานมันก็ต้องมีมาตรการหลายเรื่องที่ต้องระมัดระวังโดยนโยบายต่างๆนั้นจะต้องสอดคล้องกับงานด้านความมั่นคง แผนสภาพัฒน์ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท แผนการปฏิรูป โดยจะมีทั้งนโยบายเร่งด่วนและระยะยาวที่ต้องดำเนินการ จึงขอให้ทุกคนเข้าใจ

การแถลงนโยบายกำหนดไว้วันที่ 25 กรกฎาคม ยังคงเป็นไปตามนั้น ขอให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องการแถลงนโยบายและการเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นคนละเรื่อง คนละวาระกัน

ขอกราบเรียนสมาชิกผู้ทรงเกียรติต่างๆไว้ด้วย เพราะผมเห็นว่าหลายอย่างยังไม่ตรงกับหน้าที่ในการทำงาน เพราะมันไม่ใช่เรื่องการอภิปรายการทำงานของรัฐบาล ถือเป็นคนละเรื่อง ผมเคารพทุกคนให้เกียรติทุกคนเสมอมา ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล และให้เกียรติประชาชนที่เลือกพวกท่านเข้ามาด้วย เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญของผม”นายกฯกล่าว

นอกจากนี้ทางพลเอกประยุทธ์ก็ยังมีการกล่าวอีกว่าในขณะนี้ได้มีการร่างนโยบายที่จะแถลงถึงมือเป็นที่เรียบร้อยและกำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างปรับแก้โดยจะใช้เวลาในการแถลงนโยบายกี่วันนั้นต้องมีการหารือร่วมกันในเรื่องนั้นก็ต้องมีการสงวนคำพูดไว้บ้างบางอย่างก็จะต้องหารือกันส่วนจะมอบหมายให้รัฐมนตรีท่านใดแถลงนโยบายบ้างนั้นโดยจะมีรัฐมนตรีทั้งหมด 36 คนจะต้องเข้าร่วมประชุมด้วยกันอยู่แล้วเมื่อถามถึงการไม่บรรจุประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาไว้ในนโยบายรัฐบาล ทางพลเอกประยุทธ์ก็ยังกล่าวว่าไม่มีอะไรที่จะร่างออกมารอไปเดี๋ยวก็รู้เอง

เมื่อถามว่าสรุปจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “สนับสนุน ผมพร้อมสนับสนุนให้มีการดำเนินการ แก้ไขทุกกฎหมาย เพราะกฎหมายบางฉบับก็มีปัญหาอยู่ ต้องไปว่ากันตามกระบวนการขั้นตอน ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับใคร วันนี้เราเป็นรัฐบาลของประเทศ”

บิดาแห่งกฎหมาย! เตือนปชช. ถึงแม้ไม่มี คสช. แต่คุมตัวไป ‘ปรับทัศนคติ’ ได้

โดยในล่าสุดที่ผ่านมานายวิษณุเครืองามรองนายกรัฐมนตรีได้มีการกล่าวถึงในกรณีที่มีโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งคสชที่ ที่ 3/2558 ที่ได้มีการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมบุคคลมาปรับทัศนคตินี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไปไหนแต่ปรับเปลี่ยนให้เป็นอำนาจของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

ยกตัวอย่างง่ายๆคือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเรียกปรับทัศนคติ โดยแต่เดิมนั้นจะมีความเป็นคนเรียกแต่เมื่อพศ. ชหมดหน้าที่แล้วทาง กอ.รมน. ไม่ใช่ทหารเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำอะไรก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

เมื่อถามว่า การเรียกปรับทัศนคติ รวมถึงให้มีการกักตัวด้วยใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่มี ไม่ใช่ ทุกวันนี้ก็มีเชิญไปปรับอยู่แล้ว คือ ขอร้อง อย่านะ แต่ไม่สามารถเอาไปควบคุมตัวได้ การจะคงอำนาจแบบนี้ไว้ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นอำนาจในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ดีกว่าเอะอะแล้วประกาศกฎอัยการศึก ไม่เช่นนั้นเขาก็จะประกาศกฎอัยการศึก”

เหมือนมาก! เตือนแบงก์ 500 ปลอมระบาดหนักทั่วภาคอีสาน แนะวิธีสังเกตของจริง

โดยในล่าสุดนี้ก็ได้มีกรณีของที่เจ้าของร้านขายส่งในจังหวัดขอนแก่นมีการเผยภาพธนบัตร 500 บาทที่มีสีแตกต่างกันพร้อมกับโพสต์ข้อความลงทางโลก Social ว่าในตอนนี้ได้มีกำลังระบาดหนักในเรื่องของธนบัตรปลอมซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมากจึงทำให้ประชาชนนั้นได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายอีกทั้งยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้กันอย่างหนักด้วย

โดยเจ้าของ Facebook รายนี้นั่นก็คือ นายสุรินทร์ สิงแก้ว เจ้าของร้าน เหล่านาดีพาณิชย์ ที่อยู่ในอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นโดยเขานั้นได้ถูกคนร้ายนำธนบัตรปลอมมาซื้อของที่ร้านค้า โดยธนบัตรดังกล่าวนี้มีลักษณะเหมือนธนบัตรจริงทุกอย่างต่างกันตรงที่เงินไม่สะท้อนแสงลายน้ำไม่มีซึ่งหากไม่สังเกตดีๆก็แทบจะมองไม่ออกและรู้ว่าธนบัตรนี้ปอก็ตอนเอาไปฝากที่ธนาคารเพราะทางเจ้าหน้าที่บอกว่าธนบัตรนั้นเป็นของปลอมจึงทำให้ตกใจเป็นอย่างมากเพราะตั้งแต่เปิดร้านมาตั้งนานไม่เคยเจอเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เลย

โดยทางในสุรินทร์เจ้าของร้านก็ได้มีการออกมาเตือนให้ร้านค้าประชาชนควรระมัดระวังและตรวจสอบรายละเอียดให้ดีก่อนที่จะรับเงินจากลูกค้าเพื่อที่จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนร้ายโดยมีการคาดการณ์ว่าวิธีการของคนร้ายนั้นน่าจะใช้เครื่องถ่ายเอกสารคุณภาพสูงที่ทุกวันนี้สามารถหายได้แบบละเอียดและเหมือนต้นฉบับเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มาทำเป็นเงินปลอมและหลอกตามร้านค้านั่นเอง

และในวันนี้เราก็เอาเทคนิคการสังเกตธนบัตรของรัฐบาลไทยมาฝากกันว่าควรจะสังเกตตรงไหนบ้างโดยธนบัตรนั้นจะมีลักษณะพิเศษและยากต่อการปลอมแปลงแต่ต้องรู้จักสังเกตและตรวจสอบโดยสามารถทำได้ง่ายๆเพียง 3 วิธีนั่นก็คือ สัมผัส ยกส่อง และพลิกเอียง​ โดยสารวิธีนี้ถ้าหากตรวจสอบแล้วจะสามารถสร้างความมั่นใจว่าเงินธนบัตรใบนี้เป็นของจริง

1.สัมผัส

– กระดาษธนบัตร จะมีความแข็งแกร่งทนทานไม่ย่อยง่ายเมื่อสัมผัสและจะให้ความรู้สึกแตกต่างจากกระดาษทั่วไป

– ลายที่พิมพ์เส้นนูน ภาพหลายๆเส้นจะมีรายละเอียดที่คมชัดเพราะใช้การพิมพ์ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ คำว่า “รัฐบาลไทย” ตัวอักษรและตัวเลขแจ้งชนิดราคา เมื่อสัมผัสด้วยปลายนิ้วมือ ​จะรู้สึกสะดุด

2.ยกส่อ​ง

-ลายน้ำ โดยละลายน้ำนั้นเกิดจากขั้นตอนการผลิตกระดาษที่มีกรรมวิธีพิเศษทำให้เนื้อกระดาษมีความหนาบางไม่เท่ากันจนเกิดเป็นภาพตามที่ต้องการโดยลายน้ำในธนบัตรนั้นก็จะเป็นลายน้ำที่อยู่ในบริเวณ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อนำมายกส่องกับแสงสว่างก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนทางด้านหน้าและด้านหลังอีกทั้งยังมีตัวเลขขนาดราคารูปปลายที่โปร่งแสงเป็นพิเศษ

-ภาพซ้อนทับ เกิดจากเครื่องพิมพ์ทั้งสองด้านพิมพ์นั่นทั้งสองในเวลาเดียวกันเกิดลวดลายที่ออกแบบไว้ตำแหน่งที่ต้องการทางด้านหน้าด้านล่างหลังทับซ้อนกันอย่างสนิทหรือประกอบขึ้นเป็นลวดลายอันสมบูรณ์โดยสามารถสังเกตได้ด้วยการยกธนบัตรส่องแสงได้จะเห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

3.พลิกเอียง

-ตัวเลขแฝง ตัวเลขแจ้งชนิดราคาซ่อนอยู่ในลายประดิษฐ์ มองเห็นได้เมื่อเอียงธนบัตรเข้าหาแสงสว่าง

-หมึกพิมพ์พิเศษ โดยในธนบัตรนั้นจะมีรายดอกประดิษฐ์ตัวภายในจะมีการแจ้งชนิดราคาไว้เมื่อปีธนบัตรขึ้นลงหรือพลิกซ้ายขวาโดยเฉพาะในชีท 500 1,000 บาทจะเห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งที่สลับกันไปส่วน 100 บาทจะเห็นเป็นประกายเท่านั้น

– แถบสี จะใช้เป็นวิธีพิเศษที่มีการฝังแถบพลาสติกขนาดเล็กโดยเคลือบสีโลหะเอาไว้ในเนื้อกระดาษตามแนวตั้งและมีบางส่วนของแถบสีที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะระยะจะเปลี่ยนเสียงเมื่อปรับมุมมองโดยภายใต้สีนั้นจะมีตัวเลขและตัวอักษรแจ้งชนิดราคาขนาดเล็กไว้เมื่อ 200 แล้วก็จะเห็นตัวอักษรตัวเลขชัดเจน

– แถบฟอยล์ภาพ 3 มิติ ผนึกไว้ตามแนวตั้ง ภายในมีภาพที่เป็นมิติ เมื่อพลิกเอียงธนบัตรไปมาจะเห็นองค์ประกอบต่างๆ ในแถบฟอยล์เคลื่อนไหว และเปลี่ยนสีสะท้อนแสงวาววับสวยงาม

-ลักษณะพิเศษภายใต้รังสีเหนือม่วง เป็นหมึกพิมพ์ซึ่งสามารถมองเห็นการเรืองแสงเมื่ออยู่ภายใต้รังสีเหนือม่วง

อุตุฯ ออกประกาศเตือน ’16 จังหวัด’ รับมือพายุดีเปรสชั่นลูกใหม่

ในล่าสุดนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาก็ได้มีการประกาศบริเวณที่มีฝนตกหนักในทางภาคใต้ ภาคตะวันออก โดยจะพบกับคลื่นลมที่แรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนโดยจะมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16 ถึง 21 กรกฎาคม 2562 นี้โดยในช่วงนี้ประเทศไทยนั้นก็จะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักในบางแห่งจึงอยากจะให้ประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวนี้ควรระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนักหรือฝนสะสมซึ่งอาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้โดยผลกระทบตามภาคต่างๆนั้นก็จะมีดังนี้

ในช่วงวันที่ 16-19 ก.ค.2562

ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ในช่วงวันที่ 20-21 ก.ค.2562

ภาคตะวันออก: จังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี

ภาคใต้ฝั่งตะวันตก: จังหวัดระนองและพังงา

โดยอันดามันจะมีคลื่นสูงถึง 2 – 3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร เป็นที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรจึงอยากจะให้ชาวเรือเดินเรือควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฟ้าฝนคะนองและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

โดยในทางนี้ก็เกิดขึ้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ได้พาเข้าปกคลุมในบริเวณทะเลอันดามันทางภาคใต้จึงมีกำลังแรงลมที่แรงขึ้นจึงทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งและสำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรง

โดยจะมีพายุ เปรสชันบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้น และเคลื่อนตัวผ่านหัวเกาะฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนในช่วงวันที่ 17-18 กรกฎาคม 2562 จึงอยากจะให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดโดยสามารถติดตามข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ได้ที่ http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ประกาศ ณ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 17.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 เวลา 11.00 น.

วิธีไหว้ ‘แม่ย่านางรถ’ พร้อมคำถวายของไหว้ ที่ถูกต้อง แล้วจะมีโชคลาภ

ซึ่งในความเชื่อของคนไทยแล้วนั้นใครที่มีรถใหม่ๆก็จะมีความเชื่อของส่วนบุคคลว่าจะมีแม่ย่านางคอยสิงสถิตอยู่ในรถซึ่งแม่ย่านางนั้นก็ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่คนไทยหลายคนเคารพนับถือและคอยเชื่อว่าแม่ย่านางนั้นจะคอยคุ้มครองปกป้องกันภัยต่างๆไม่ให้มากล้ํากลายให้แก่ไปหานะของตนไม่ว่าจะเป็นทั้งรถทั้งเรือโดยเชื่อว่าจะสิงสถิตอยู่ในรถให้ทั้งคุณและโทษแก่ผู้ขับขี่โดยในปัจจุบันนี้ในเครื่องบินที่บรรจุผู้โดยสารก็มักจะมีองค์เทพแม่ย่านางตั้งอยู่ด้วยตามความเชื่อเพื่อเป็นสิริมงคลและเสริมความปลอดภัยในการเดินทางตามความเชื่อนั้นเอง

จึงไม่แปลกที่มีคนไทยหลายคนนั้นเมื่อออกรถมาใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสองก็มักจะคอยทำพิธีไหว้แม่ย่านาง ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองภัยยานพาหนะต่างๆ เป็นความสิริมงคชั้นดี แต่นี้ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวความเชื่อของบุคคลใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะรวบรวมสิ่งของที่จะเตรียมเพื่อทำการบูชาแม่ย่านางรถไปด้วยกันโดยจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

+ผลไม้ 5 อย่าง

+ข้าว 1 ถ้วย

+น้ำ 1 แก้ว

+หมาก / พลู/ยาเส้น

+ยาสูบ 3 ม้วน

โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการว่ายน้ำตามธรรมเนียมแต่โบราณก็คือช่วงสงกรานต์แต่บางคนก็เอามาประยุกต์คือเอาเดือนไหนก็ได้ซึ่งถ้าหากเป็นรถใหญ่อย่างรถทัวร์การงานการเงินก็อาจจะต้องไหว้ปีละ 2 ครั้งรถยนต์ปกติก็จะได้เพียงปีละ 1 ครั้งโดยใช้เวลานี้ช่วงเช้าจัดโต๊ะหน้ารถสตาร์ทเครื่องบีบแตรสามทีเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยจากนั้นก็จุดธูป 9 ดอก และบอกถวายเฉพาะแม่ย่านางรถอย่างเดียวเท่านั้น

คำถวายของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ…ว่า 3 จบ

สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ

ทุติยัมปิ สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ

ตะติยัม สุทินนัง วัตถุทานัง อาสะวะ ขะยาวะหัง โหตุ….

ลูกขอถวายสิ่งของเหล่านี้แก่แม่ย่านางรถ

ขอท่านจงรับซึ่งสิ่งของเหล่านี้เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ลูกทั้งหลายเทอญ

สาธุ…ตอนนี้เราก็พูดในสิ่งที่ดีๆมีโชค ร่ำรวย ทำมาค้าขายให้เงินไหลกอง ทองไหลมา

จงเกิดมีแก่เรา และรอประมาณ 20 นาที แล้วจุดยาสูบ 3 มวนให้เจ้าที่ด้วย และรอประมาณ

3 นาที แล้วมาว่าคำลา

คำลาของไหว้แม่ย่านางรถ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ….ว่า 3 จบ

พุทธังลา ธัมมังลา สังฆังลา

ข้าพเจ้าขอลาสิ่งของเหล่านี้เพื่อให้เป็นทานต่อไป เป็นยารักษาโรค อย่าให้เกิดโทษเลย

นะ เสสัง มังคะลา ยาจามะ

อ่านแล้วคิดถึงเพื่อนเลย! เหตุผลที่เพื่อนสมัยมัธยม คือเพื่อนที่ดีที่สุด คบกันได้อย่างสนิทใจ

ถ้าคนไหนนึกถึงในช่วงวัยที่สนุกที่สุดก็คงไม่พ้นช่วงวัยของสมัยมัธยมที่ในช่วงสมัยนั้นถือเป็นช่วงวัยที่มีความทรงจำมากที่สุดอีกทั้งยังเป็นช่วงที่มีเพื่อนที่เข้าใจตัวเราดีพบกับมิตรแท้มากมายแม้บ้างเพื่อนอาจจะหายไปตามหน้าที่ แต่ก็ไม่เคยลืมกันและกันเสมอ

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูเหตุผลว่าทำไมเพื่อนในสมัยมัธยม เธอเป็นเพื่อนที่คบกันได้ดีที่สุดและเข้าใจที่สุดโดยไปดูเหตุผลกันได้เลย

1.ไม่มีเปลือก ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์อะไรทั้งนั้น

เป็นช่วงที่ทุกคนนั้นจะสามารถแสดงธาตุแท้หรือความเป็นตัวเองออกมาได้เป็นอย่างดีมีแต่ตัวตนจริงๆที่แสดงเข้าหากันไม่ฟอร์มใส่กัน ไม่ได้คิดเรื่องฐานะ หน้าตา อะไรทั้งนั้น ใครนิสัยใจคอเป็นอย่างไรคุณรู้หมด สามารถพูดกันได้ตรงๆ ด่ากันได้ตรงๆ

2. ไม่มีผลประโยชน์

ไม่มีผลประโยชน์อะไรมาเกี่ยวดองกันคบกันได้เพราะความเป็นเพื่อนกันเพราะเหมือนกันอย่างดีก็เพียงแค่ขอลอกการบ้านเท่านั้นเอง

3.รู้จักยันพ่อแม่พี่น้องบ้านช่องต่างๆ

เพื่อนในสมัยนี้มักจะรู้จักกันโดยไม่มีอะไรปิดกั้นเคยไปบ้านกันมาแล้วสนิทกันถึงเรียกชื่อพ่อชื่อแม่เอามาแทนชื่อเพื่อนถึงแม้จะเรียนจบแยกย้ายกันไปทำงานแต่เมื่อเจอกันก็มักจะเรียกชื่อพ่อชื่อแม่แทนชื่อเพื่อนอยู่เสมอ

4.เป็นช่วงที่หัดจีบสาวไปพร้อมๆกัน

เป็นช่วงที่ กำลังสนใจในเพศตรงข้ามและเปลี่ยนวิธีการจีบสาวกันแบบใสๆซื่อๆอารมณ์เหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง พอหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาพูดคุยกันทีไรก็มักจะกลายเป็นหัวข้อฮาๆกันทุกครั้ง

5. กินเที่ยวนอนด้วยกัน

เป็นวัยที่ไปไหนไปกันไปกันเป็นตังเมไปไหนกันเป็นฝูงเกาะกลุ่มกันแน่นกินด้วยกันอยู่ด้วยกันนอนด้วยกัน

6.โดนทำโทษโดนครูดุด่ามาด้วยกัน

เรียกได้ว่าเป็นช่วงวัยที่สามารถสร้างวีรกรรมได้อย่างไรๆจนไม่เหลือยางอายอะไรที่อายแม่จะโดนครูทำโทษร่วมกันก็ตาม

7.ทำอะไรโง่ๆเหมือนกัน

เป็นช่วงรอยต่อของวัยเด็กและวัยรุ่นจึงมีเรื่องอะไรที่ต้องลองผิดลองถูกและทำอะไรโง่ๆด้วยกันมาเยอะแยะเลยก็ว่าได้…

8.มีอดีตและวีรกรรมร่วมกันมาอย่างยาวนาน

โดยเป็นช่วงที่เพื่อนด้วยกันคบกันมาอย่างยาวนานแน่ๆเพราะมีประวัติศาสตร์หรือมีวีรกรรมรูปทำร่วมกันอยู่เสมอจนรอบกี่ครั้งก็สามารถยกเป็นประเด็นเล่าได้อยู่เสมอ สร้างเสียงเฮฮาได้เรื่อยๆ

9.ขอเงินกินขนมแทนการขอยืม

ซึ่งแน่นอนว่าในสมัยก่อนนั้นก็มีเงินไม่มากมีแค่หลักสิบบาทเวลาอยากกินขนมอะไรเงินไม่พอแทนที่จะยืมแต่ด้วยความสนิทก็จะกลายเป็นขอมากกว่าการยืม มากกว่าและเอาขนมมาแบ่งกัน

10. แม้เรียนจบไปแล้วแต่ก็หาเวลานัดพบทุกครั้งหลังจากที่เรียนจบการศึกษา

ซึ่งเรามักจะได้พบกับเพื่อนๆไม่เห็นวิวัฒนาการของเพื่อนแต่ละคนการเจริญเติบโตของเพื่อนแต่ละคน เห็นการเจริญเติบโตและได้รื้อฟื้นความหลังความทรงจำที่มีร่วมกันมาอย่างยาวนาน

11. เป็นวันที่โหยหาความเสรีภาพ

เป็นช่วงวัยที่ค้นพบความเป็นตัวเองและเลือกสนใจในสิ่งที่ชอบโดยเฉพาะกับเพื่อนที่เลือกคบในสิ่งที่คล้ายๆกันเช่นดูหนังด้วยการฟังเพลงด้วยกัน กรี๊ดดาราคนเดียวกัน อะไรประมาณนี้

12. มีความรักครั้งแรกและอกหักครั้งแรก

เป็นช่วงวัยที่เริ่มแอบหลงรักใครสักคนและมันก็มีเพื่อนสนิทคอยเป็นกำลังใจให้สุขอยู่เสมอแต่เมื่ออกหักก็มักจะมีเพื่อนคอยให้กำลังใจใจอยู่เสมอคอยปลอบใจและรับฟังเรื่องราวต่างๆมากมายด้วย

13.ไม่เคยรังเกียจ

แม้ว่าจะทำตัวสกปรกมากแค่ไหนครับน้ำก็ไม่อาบน้ำบ้านจากเพื่อนก็ไม่เคยรังเกียจหรือตะขิดตะขวงใจแต่อย่างใดเผลอก็ด่ากันตรงๆด้วยซ้ำกลายเป็นเรื่องขำๆกันไปซะอย่างนั้น

14.คุยเรื่องอย่างว่าด้วยกัน

เป็นช่วงอยากรู้อยากเห็นอยากจะลองแต่จะเดินดุ่มๆไปถามผู้ใหญ่ก็คงจะไม่ได้มีแต่เพื่อนนี่แหละที่เป็นรุ่นเราด้วยกันจึงเรียกว่าเป็นวัยที่ ศึกษาความเป็นผู้ใหญ่ไปพร้อมๆกันเลยทีเดียว

15. แถวบ้านคือที่ๆดีที่สุด

ทั้งที่แถวบ้านไม่ได้มีอะไรศิวิไลซ์เลิศเลอ แต่เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ มีค่า และอยากกลับไปหาเพื่อนเสมอ

16.เป็นช่วงที่มีเวลาให้เพื่อนอย่างเยอะแยะ

เป็นช่วงที่ได้เจอกันอยู่เสมอ แทบจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา และมักจะไปเรียนพิเศษด้วยกันบ้าง ทำกิจกรรมด้วยกันบ้าง ต่างๆจึงเป็นช่วงเวลาที่ใช้ด้วยกันอย่างมากมาย

17.เห็นพัฒนาการของเพื่อนตั้งแต่วัยเด็กจนเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่

เรียกว่าเป็นช่วงวัยที่เห็นการแต่งตัวความเปลี่ยนแปลงต่างๆตั้งแต่ผมสั้นผมยาวจนมีแฟนสอบเข้ามหาลัยทำงานต่างๆจนกระทั่งมีลูกมีเต้าจึงทำให้เกิดความสนิทกันมายันเติบโต

18.พ่อแม่เรารู้จักเพื่อนมัธยม

ถึงแม้ว่าเพื่อนจะไม่เคยไปบ้านแต่แน่นอนว่าในช่วงวันปฐมนิเทศหรือประชุมผู้ปกครองพ่อแม่ก็ต้องเห็นหน้าเพื่อนเรากันอย่างแน่นอน

19.มีภาพถ่ายสุดฮาเป็นความทรงจำ

เป็นช่วงที่เรียกว่า แบลฌกเมย์ได้แบล็กเมย์ 555 เพราะเป็นช่วงที่อย่าเผลอเพราะกล้องพร้อมที่จะถ่ายคุณทุกเมื่อ และบางครั้งก็จะนัดในกลุ่มเพื่อนทำภาพฮาๆด้วยกัน การทำหน้าตาน่าเกลียด ที่เป็นเรื่องปกติไปเลย

20.เรื่องฮาขอให้บอก

เรื่องฮาแบบอินไซด์ไม่ต้องห่วง เพราะแค่มองตาก็เข้าใจกันแล้ว แถมมุขสุดติ๊งต๊องนั้นยังอยู่กับคุณจนถึงทุกวันนี้เลยล่ะ

21.ผ่านทุกอารมณ์ไม่ว่าจะงอนกันทะเลาะกันหรือขอคืนดีกัน

กลายเป็นช่วงหนึ่งที่ทุกคนต้องเคยทะเลาะกับเพื่อนแรงๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆจิ๊บจ๊อยแต่ก็ยังสามารถเป็นเพื่อนกันได้อยู่เสมอ

22. เป็นที่ระบายชั้นเลิศ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ที่ไม่สบายใจก็ยังมีเพื่อนคอยเป็นที่ระบายให้หายจากการเครียดต่างๆได้อย่างดี

23.ผ่านช่วงที่เครียดมาด้วยกัน

เพื่อนมัธยมร่วมฝ่าฟันอุปสรรค์ต่างๆมาพร้มกับคุณ ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงเลิกกับแฟน ช่วงที่ต้องต่อสู้กับฮอร์โมนในร่างกายที่กำลังพลุกพล่าน เพื่อนมัธยมเท่านั้นที่เข้าใจคุณ

24.ทำเรื่องขายขี้หน้ามาด้วยกัน

แทบจะทุกคนที่ต้องแสดงความเปิ่น จนเพื่อนสร้างสมยานามต่างๆ ให้ คิดทีไรก็ฮาได้ทุกทีเชียว

บ้านที่ยโสธร ของ ไผ่ พงศธร ไม่ต้องหลังใหญ่หรูหรา แต่เรียบง่าย สุดอบอุ่น

ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นก็มักจะรู้จักกับนักร้องศิลปินลูกทุ่งอย่าง ไผ่-พงศธร หรือประยูร ศรีจันทร์ กันเป็นอย่างดี โดยไผ่พงศธรนี้ถือเป็นนักร้องคุณภาพที่มีผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อาทิ คนบ้านเดียวกัน , ไม่มีข้อแม้ตั้งแต่เริ่มต้น , ถิ่มอ้ายไว้ตรงนี้ล่ะ , เป็นเพื่อนไม่ได้ หัวใจอยากเป็นแฟน

และมีผลงานการแสดงมากยิ่งขึ้นโดยเวลาว่างหลังจากที่เขากับจัดแสดงคอนเสิร์ตเขาก็มักจะไปที่บ้านเกิดในจังหวัดยโสธรเป็นประจำโดยกลับไปสัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายแบบดั้งเดิมในของตัวเองทานอาหารฝีมือคุณแม่ปั้นข้าวเหนียวกินหาปลาเผาปลาตามประสาคนบ้านทุ่งทั่วไป

ซึ่งถ้าหากใครเป็นแฟนไผ่พงศธรก็จะติดตาม Ig กันอยู่แล้วก็จะเห็นว่าไผ่พงศธรจะมีการพูดถึงชีวิตที่เรียบง่ายที่บ้านเกิดของตัวเองและเขามักจะกล่าวถึงคุณพ่อโดยเสมอและภาพที่เห็นในไอจีส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาพท้องวิวตามทุ่งนาที่เต็มไปด้วยพืชผักสวนครัวมากมายมีการปลูกผักหลากหลายชนิดทั้งมี ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบแมงรักต้นหอม หรือแม้แต่ฟักทอง ซึ่งบอกเลยว่าพืชผักเหล่านี้นั้นล้วนแต่ปลอดสารพิษอยากจะกินเมื่อไหร่ก็เก็บมากินได้และทำอาหารได้ในทันที

โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมบ้านของไผ่พงศธรกันซึ่งเป็นบ้านที่ตั้งอยู่ใน อ.กุดชุม จ.ยโสธ โดยบ้านหลังนี้นั้นรอบๆบ้านมีการปลูกพืชผักสวนครัวแบบปลอดสารพิษถึงแม้จะดูไม่หรูหราเท่าบ้านศิลปินคนอื่นแต่ก็บอกเลยว่าเป็นบ้านที่น่าอยู่และอบอุ่นเป็นอย่างมาก

ไอเดียDIY! เตาเผาขยะทำเอง จากถังเหล็ก ทำได้เอง ไร้ควัน ไร้ฝุ่น

ใครที่ได้อยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านต่างๆนั้นจะต้องพบเจอกับเศษปัญหาขยะพวกเศษไม้ต่างๆครั้น จะเผาก็รบกวนเพื่อนบ้าน แต่ว่าในวันนี้นั้นทางทีมงานก็จะมีวิธีในการทำเตาเผาขยะไร้ควันโดยเป็นวิธีที่ดีมากซึ่งการทำเตาเผาแบบไร้ควันนี้ได้มาจากความคิดของคุณ AOR_GANIC สมาชิกเว็บไซต์พันทิปได้ออกมาแชร์ไว้ โดยจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นเรามาลองดูกันเลยดีกว่า

อุปกรณ์ : ถังเหล็กใหญ่ และ ถังเหล็กเล็ก

ขั้นตอนการทำเตาเผาไร้ควัน

ขั้นตอนที่ 1 เอาถังเหล็กเล็กมาจากรูด้วยดอกเจาะ โฮลซอว์ โดยจะตามตำแหน่งคือก้นถังเจาะให้เป็นรูพรุนเพื่อให้ขี้เถ้าลงไป / เจาะบริเวณรอบด้านล่างของถังเจาะให้รอบๆเพราะตัวรู้ตรงนี้จะทำให้ช่วยระบายควัน / เจาะรอบด้านบนถัง จะเป็นรูที่ช่วยดึงความที่ออกจากด้านล่างมาเผาอีกรอบจึงทำให้คนหายไปนัดจะได้อุณหภูมิที่สูงกว่าการเผาบนพื้น

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็เอาถังเหล็กใหญ่คว่ำลง และเอาถังเล็กมาถ้าเราว่าให้ขนาดพอดีจากนั้นก็ทำการเจาะรูถังใหญ่เพื่อให้สามารถใส่ถังเล็กเข้าไปได้แบบพอดีพอดีโดยในบริเวณนี้จะช่วยในเรื่องของการปกครองในรูปแบบตีวนเข้ารูของถังเล็กลาบวนไปเรื่อยๆ ด้วยขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างมากเพราะจะต้องมีขนาดที่พอดีห้ามหลวมถ้าหากหลวมต้องหาดินเหนียวหรือเชื่อมเหล็กให้ติดกัน

ขั้นตอนที่ 3 จากนั้นก็เอาถังเล็กใส่เข้าไปในรูถังใหญ่ที่เจาะเอาไว้เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้น

การใช้งาน

สำหรับการใช้งานนั้นให้หาอะไรมาหนุนบริเวณข้างล่างเพื่อให้ลมนั้นสามารถเข้าจากด้านล่างของถังได้และทำการเผาได้เลยโดยในช่วงแรกจะมีควันขึ้นมาสักเล็กน้อยแต่เมื่อมีไฟติดแล้วมันก็จะหายไปหรือไม่ก็มีน้อยมากๆอย่างมากที่สำหรับสำหรับกิ่งไม้แต่ไม่เหมาะสำหรับการมาเผาพลาสติกเพราะมีกลิ่นเหม็น

โดยหลักการทำงานเมื่อเผาอะไรบางอย่างแล้วจะมีอากาศไหลเข้าไปในบริเวณด้านล่างพอควันออกที่เผาก็จะออกมาบริเวณรูด้านล่างของถังเล็กแล้วก็ตีวงเข้าช่องรูด้านบนของถังเล็ก ประกอบถังสองใบปิดสนิท มันก็จะได้ระบบนี้แต่ถ้าไม่สนิทจะทำให้มีควันออกมาโดยเวลาที่เหมาะสำหรับการเผานั้นก็คือช่วงเช้าประมาณ 5:00น. – 7:00 น. เป็นช่วงที่ลมสงบการลอยตัวของควันจะขึ้นด้านบนไม่รบกวนเพื่อนบ้านมากเท่าตอนบ่ายหรือเย็นที่ลมเเรงกว่ามาก

และนี่ก็คืออีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับที่บ้านคนไหนมีปัญหาในเรื่องของการเผาขยะพวกเศษกิ่งไม้ต่างๆก็สามารถนำ วิธีนี้มาใช้กันได้เลยเพราะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจอีกครั้งทางราคาประหยัดเพียงแค่ใช้แรงกายเล็กน้อยก็สามารถได้ถังเตาเผาไร้ควันไม่ต้องไปรบกวนเพื่อนบ้านไว้เผาไม้กันแล้ว

คุณลุงสุดยอด! จบป.4 ประดิษฐ์สามล้อพลังงาน 3 ระบบ วิ่งได้ไกล 200 กม.

วันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนไปชมอีกนวัตกรรมที่บอกเลยว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากซึ่งในล่าสุดนี้ก็ได้มีเหตุที่มีชื่อว่า ทันข่าวอ่างทอง official ออกมาเผยแพร่ถึงสุดยอดวิศวกรชาวบ้านคนหนึ่งนั่นก็คือ นาย วิเชียร เรือนไทย อายุ 69 ปี โดยนาย วิเชียรนั้นเรียนจบหนังสือเพียงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แต่เขาก็มีความคิดที่สามารถต่อยอดผลิตรถสามล้อไฟฟ้าพลังงานจากระบบไว้ขับขี่โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์โซล่าเซลล์มาเก็บในแบตเตอรี่มาเป็นพลังงานเครื่องยนต์โดยจะเก่งมากแค่ไหนนั้นลองมาดูกันเลย

โดยรถคันนี้ได้มีการทำประดิษฐ์และทดลองถูก ผิดด้วยตัวเองพึ่งเริ่มจากการหาหนังสือมาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้และที่ผ่านมาก็ได้ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใช้พลังงานศักย์ระบบเป็นคันแรกในชีวิตต่อมาก็ได้มีการผลิตรถสามล้อ 3 ระบบขึ้นอีก 1 คันและมีความคิดต่อยอดมากขึ้นจนมาถึงรถสามล้อพลังงาน 3 ระบบในรุ่นที่ 3 โดยรถรุ่นนี้นั้นมีจุดเด่นเนื้อเรื่องของการใช้ไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ในขณะที่กำลังขับเคลื่อนส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนได้ไกลกว่าเดิมและใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 80000 บาทเท่านั้น โดยสามารถใช้งานได้จริงและมีการใช้งานเพื่อขับขี่เดินทางท่องเที่ยวทั่วไปได้อีกด้วย

โดยในปัจจุบันนายวิเชียรนั้นอาศัยอยู่ที่อำเภอเมืองจังหวัดนครสวรรค์และประกอบอาชีพเป็นคนดูแลเรือโป๊ะล่าสุดขนถ่ายสินค้าที่อยู่ในบริเวณ ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง โดยคุณวิชัยได้มีการเปิดเผยว่าตัวเองนะมีความชื่นชอบในการประดิษฐ์เป็นอย่างมากและก็ได้มีการประดิษฐ์ รถไฟฟ้ามาแล้ว 3 ครั้งโดยจุดเป้าหมายในการผลิตงานเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางและสามารถบรรทุกคนและของโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 8 หมื่นบาทในการซื้ออุปกรณ์ต่างๆจากนั้นก็มีการทำจ้างช่างเชื่อมต่อโครงสร้างประกอบเข้ากับตัวทางด้านนอกที่เป็นอลูมิเนียมกับแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด และยังมีการติดตั้งเครื่องยนต์ของรถยนต์

โดยภายในเครื่องนั้นก็จะมีชุดจ่ายไฟฟ้าและมอเตอร์ไฟฟ้าไว้อยู่ทางด้านหลังและมีบังลมพลาสติกด้านหน้าและใช้ผ้าใบพลาสติกด้านข้างเพื่อป้องกันลมและฝนได้โดยระบบไฟฟ้าของรถนี้เป็นระบบแบบ LED สามารถโดยสารได้ทั้งหมด 4 คนจึงกลายเป็นรถสามล้อเอนกประสงค์ที่ใช้พลังงาน 3 ระบบนั่นก็คือ พลังงานงานแสงอาทิตย์ต่อกับระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์ ทำให้รถสามล้อวิ่งได้ไกลเป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร โดยในระหว่างวิ่งนั้นก็จะมีมอเตอร์คอยล์ช่วยชาร์จไฟเก็บเข้าไปในแบตเตอรี่จึงทำให้ลดนั้นสามารถวิ่งไปได้ไกลกว่าแบบเก่าที่เคยทำมา

โดยผลงานชิ้นนี้ถือเป็นผลงานอันแสนภาคภูมิใจของคุณลุงวิเชียรเป็นอย่างมาก ที่เขาและสามารถประดิษฐ์รถสามล้อไฟฟ้าพลังงานจากระบบได้และตั้งใจจะคิดค้นต่อยอดต่อไปโดยถ้าหากชาวบ้านคนไหนสนใจอยากจะทดลองทางคุณวิเชียรก็ยินดีที่จะช่วยเหลือและสอนในเรื่องของการผลิตทุกขั้นตอนโดยสามารถติดต่อไปได้ที่บริเวณท่าเรือทรายหน้าวัด พิจารณ์โสภณ ตำบลโผงเผง อำเภอป่าโมก นภาสวรรค์ของลุงวิเชียรก็คือการคิดค้นประดิษฐ์รถสามล้อ 3 ระบบที่จะสามารถชาร์จไฟได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมงแม้จะไม่มีแสงก็ตามแต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ไปจ่ายกำลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนได้โดยอยากให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกที่สะอาดและปลอดภัยอีกทั้งยังปลอดมลพิษและเดินทางไปยังที่ต่างๆโดยไม่ต้องใช้น้ำมันได้ต่อไป

เด็กยอดกตัญญู ดูแลแม่พิการลำพัง อดมื้อกินมื้อ อาศัยในเพิงสังกะสี

ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ได้ถูกแชร์กันอย่างมากมายบนโลกออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่มีชื่อว่า เด็กชายชนาธิป บุตรคอนบุรี โดยเด็กชายคนนี้อยู่อาศัยกับแม่เพียงแค่ 2 คนที่ป่วยเป็นเนื้อเยื่อสมองตายแขนขาไม่มีแรงและไม่สามารถเดินทางหรือประกอบอาชีพเพื่อหาเลี้ยงคนในครอบครัวได้

โดยน้องชนาธิปเป็นเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนนครหลวง อุดมรัชต์วิทยา โดยในปัจจุบันบ้านของน้องนั้นมีรายได้จากลูกคนโตที่แยกไปมีครอบครัวซึ่งจะช่วยเหลือเงินค่าน้ำค่าไฟและให้เงินเดือน 2,000 บาทเพื่อให้คุณแม่กับน้องโดยทั้งคู่นะจะต้องประหยัดอดออมและข้าวสารที่กินเป็นเพียงแค่ข้าวปลายเมตรซึ่งเดือนไหนถ้าขาดเหลือจริงๆก็จะมีผู้ใจบุญที่ขับแท็กซี่ในกทมคอยช่วยเหลือตามกำลังบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

โดยก่อนหน้านี้ในตอนที่น้องนักเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 น้องต้องคอยออกไปช่วยแม่หารายได้โดยการรับจ้างช่วยงานก่อสร้างและบางครั้งก็ออกไปบิณฑบาตกับหลวงพ่อ ณ สถานปฏิบัติธรรม ต.หนองปลิง อ.นครหลวง จ. พระนครศรีอยุธยา แต่แล้วน้องก็มักจะเกิดอาการวูบเป็นลมเพราะน้องมีประวัติการรักษาด้านจิตเวชโดยในปัจจุบันแม่นั้นไม่ได้พาไปรักษาต่อหรือบำบัดต่อแต่อย่างใด

โดยในครั้งนี้ถ้าหากผู้ใจบุญคนไหนนั้นอยากจะช่วยเหลือก็สามารถเข้าติดต่อได้ที่เบอร์โทร 081-037-9829 มารดา เบอร์ติดต่อ 095-249-5100 ครูชลดา ชีระศิลป์ ครูประจำชั้น ม.1/2 เบอร์ติดต่อ 094-497-5548 ครูจารุณี ธรรมสาลี ครูประจำชั้น ม.1/2 ได้เลย

ทนายมาเอง! นั่งคร่อมมอไซค์-โทรศัพท์ไม่ผิด แนะหนุ่มฟ้องกลับ 157

โดยในล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า Guy Thanaponได้มีการออกมาเผยเรื่องราวพร้อมภาพกับระบบโดยมีการระบุข้อความไว้ว่า “จอดรถรับโทรศัพท์ แต่ค่อมรถไว้ผิดกฎหมายโดนจับนะครับ ระวังกันไว้ด้วย พื้นที่บางโพงพาง”

โดยภาพในคลิปนั้นได้ปรากฏออกมาเป็นภาพขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนต้นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโดยมีใจความถึงว่าเขาผิดอะไรเพราะเขาจอดรถคุยโทรศัพท์แต่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจจับข้อหาว่าจอดรถคุยโทรศัพท์โดยตำรวจก็เถียงกลับมาว่ายังอยู่บนรถไหมชายหนุ่มจึงตอบกลับไปว่าผมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์จอดรถคุยโทรศัพท์ไม่ได้ขับขี่มันมีข้อหานี้ด้วยหรือผมเพิ่งรู้

โดยหลังจากที่เล่าเรื่องราวดังกล่าวนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างมากมายและในต่อมาก็ได้มีทางเพจ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า “ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.” ได้มีการแจ้งถึงกรณีนี้ว่าในตอนตอนนั้นผู้โพสต์หยุดรถบริเวณสัญญาณไฟจราจรทางข้ามปากซอยสาธุประดิษฐ์ 34 โดยไม่ได้อยากดับเครื่องยนต์ หลังจากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใช้งานซึ่งถือว่าอยู่ในระหว่างการควบคุมรถ หลังจากนั้นก็ขับขี่รถออกมาโดย ด.ต.ดิเรก เทพนภาภรณ์ ผบ.หมู่ (จร.) สน.บางโพงพาง จึงได้เรียกให้หยุดและขอตรวจสอบใบอนุญาตขับขี่พร้อมกับแจ้งข้อหาให้ทราบว่าใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ พร้อมได้ออกใบสั่งและได้เรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้ ตามใบสั่งเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เลขที่ 19 เล่มที่ 401186

ซึ่งก็ได้เล็งเห็นว่าการกระทำของผู้คนนั้นถือเป็นการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะผู้คุมรถที่อยู่ในทางเดินรถแม่ว่ารถดังกล่าวนั้นจะอยู่ในระหว่างเคลื่อนที่หรืออยู่ระหว่างการหยุดรถตามสัญญาณจราจรต่างๆและถือว่าผิดเพราะโดยจะยกเว้นเฉพาะการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมในการสนทนาโดยที่ผู้ขับขี่และไม่จำเป็นต้องจับโทรศัพท์เคลื่อนที่และนี่ถือเป็นผิดมาตรา .43(9) , 157 พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ( เทียบเคียง บันทึกคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1181/2558 )

โดยล่าสุดก็ได้มีทนาย ที่เป็นเจ้าของเพจ ทนายคลายทุกข์ ซึ่งนั้นก็คือ นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ได้ออกมาไลฟ์วีดีโอสด พูดคุยถึงเรื่องนี้และรู้สึกว่าแปลกใจที่ตำรวจสน สน.บางโพงพางเขียนใบสั่งให้กับหนุ่มที่จอดรถคุยโทรศัพท์กับแฟน เพียง 20 วินาทีกว่า และเข้าใจว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่แต่นี่ดูแล้วมันผิดกาละเทศะเป็นอย่างมากเพราะคนที่ทำผิดกฎจราจรมีมากมายทำไมไม่เห็นไปจับใครแต่หนุ่มคนนี้จอดรถคุยโทรศัพท์อยู่ข้างทางไม่ว่า รถจะติดจะดับก็ถือว่าไม่ผิด

“ขับรถกลับจอดรถหรือหยุดรถคนละความหมาย ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถจึงจะมีความผิดเพราะมันรบกวนสมาธิในการขับขี่อาจเป็นอันตรายกับคนอื่น แต่ถ้าหยุดรถหรือจอดรถใช้โทรศัพท์มือถือมันไม่เป็นอันตรายกับคนอื่นไม่มีความผิด อยากให้มีการอบรมกฎหมายจราจรทั้งประชาชนและตำรวจมากกว่านี้ ข้อกฎหมายมันชี้ผิด แต่บางกรณีต้องแยกให้ชัดอย่าเหมารวมมันไม่ใช่ เจอแบบนี้ก็งงเหมือนกัน ตกลงใครผิดใครถูกกันแน่ ติดตามกันต่อไป”

ยังไม่จน อยู่อย่างคนจน จะไม่มีวันจน ยังไม่รวย อยู่อย่างคนรวย จะไม่มีวันรวย

หลายครั้งที่เรามักจะได้ยินกันอยู่บ่อยๆว่าหากใช้ชีวิตแบบคนจนคุณก็จะไม่มีวันจนซึ่งนี่คือคำพูดที่มีพ่อแม่หลายคนมักจะใช้สั่งสอนลูกอยู่เสมอเพราะว่าคนสมัยก่อนนั้นต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างประหยัดและผ่านความยากลำบากมาจึงรู้ว่าถ้าหาก ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมากเกินไปก็จะไม่เหลือเก็บฉะนั้นใช้บัตรคนจนก็จะเหลือเก็บเยอะหน่อย

แต่ทว่าในปัจจุบันนั้นก็เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์เทคโนโลยีต่างๆเข้ามาล่อใจอย่างมากมายอีกทั้งยังเป็นในช่วงยุคของทุนนิยมจึงมีการแนะแนวเรื่องของการบริโภคเป็นที่ตั้งซึ่งนั่นก็ทำให้คนบางกลุ่มมีความเชื่อว่าความสุขนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้เงินซึ่งบางคนก็มักจะใช้ชีวิตแบบเที่ยวจัดเต็มกินแบบเต็มที่โดยไม่เหลือเก็บเลยสักบาทก็มี

แต่ในบางครั้งก็อยากจะให้หยุดคิดเอาไว้หรือแบบตัวเองไว้ลองมาทบทวนพฤติกรรมของตัวเองว่าตัวเรานั้นใช้อะไรไปมากน้อยเกินไปหรือเปล่าลองปรับชีวิตให้เกิดความสมดุลมากยิ่งขึ้นพยายามเดินทางสายกลางอย่าให้อะไรมันมากหรือน้อยจนเกินไปตามแนวทางลักษณะศาสนาพุทธนั้นก็ถือว่าดีอยู่

ซึ่งถ้าหากคนบางคนนั้นสามารถใช้ชีวิตได้แบบคนจนจึงทำให้มีการเก็บออมมากยิ่งขึ้นซึ่งการใช้ชีวิตแบบคนจนนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องให้พาตัวเองไปตกระกำลำบากแต่อย่างใดหรือกินอาหารราคาถูกหรือใส่เสื้อผ้าเก่าๆแต่ลองใช้สมองในการคิดว่าจะเลิกใช้กินเลือกใช้ไม่ฟุ่มเฟือยไม่กินทิ้งขว้างแม่หาสิ่งของมากมายจนเกินความจำเป็นอย่างเช่นถ้าหากเรามีการเข้าวางอยู่ตรงหน้าถ้าหากเป็นเด็กที่ไม่ค่อยมีอะไรเขาก็จะต้องทานแต่กลับกันเด็กที่มีพร้อมถ้าหากไม่ชอบในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาก็อาจจะไม่ทันเลยก็มี..

แน่นอนว่าการเบรคตัวเองนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะในบางครั้งสังคมการทำงานนั้นก็มาจะเอาฐานะมาอวดร่ำอวดรวยกันเน้นใช้ของราคาแพงแบรนด์เนมซึ่งในความจริงแล้วมาเราไม่จำเป็นต้องขนขวาย หาสิ่งเหล่านั้นจนแทบไม่มีเก็บหรือไม่มีกินเลยจะดีกว่าไหมลองใช้แบบพอดีพอดีอะไรที่ยังไม่พังก็ใช้ไปก่อนซึ่งนั่นก็คือนอกจากเราจะไม่สิ้นเดือนแล้วมันก็เป็นสิ่งที่การันตีว่าเราจะไม่มีวันจนอีกต่างหาก

เรียกง่ายๆว่าการใช้ชีวิตแบบพอเพียงก็ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากและถ้าหากเราใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆมันก็จะเกิดการกลายเป็นการบ่มเพาะนิสัยให้อยู่คู่กับตัวเราไปเสมอถ้าเรารู้สึกว่าอะไรที่พอดีแล้วก็ให้รู้สึกต่อไปอย่าไปขนขวายมากจนเกินพอดีใช้ยาเกินความจําเป็นสร้างความสุขเล็กๆน้อยๆจากคนในครอบครัวดีกว่าใช้เงินไปกับการซื้อของเงินทองของนอกกาย

ซึ่งถ้าหากจะอยากทำแบบนี้ก็เริ่มจากง่ายๆคือลองนั่งรถสาธารณะ เดินกินลมชมวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ใช้รถส่วนตัวให้น้อยลงนอกจากจะลดมลพิษแล้วยังช่วยในเรื่องของค่าน้ำมันได้อีกด้วย หรืออยู่ในอาศัยในพื้นที่บ้านไม่เกินกำลังในการดูแลเน้นความสะดวกสบายและสะอาดไม่ต้องเอาไปอวดโอ้ใครแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะให้เกับบุคคลสถานที่นั้นๆ เลือกคนที่จะคบค้าสมาคมอยากเลือกคบคนที่เอาเป็นว่าสิ่งของเลือกคนที่มีความคิดในการใช้ชีวิตจะดีกว่า …

ฉะนั้นคนหนุ่มสาวทั้งหลายในยุคใหม่ที่อยู่ในยุคที่มองไปทางไหนก็เจอแต่วัตถุนิยมบริโภคนิยมก็อยากจะให้ดึงสติของตัวเองเอาไว้ให้รู้จักรู้เท่าทันโลกที่กำลังหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลาควรรู้ว่าตัวเองนั้นกำลังทำอะไรอยู่แล้วควรรู้กำลังของตัวเองว่าควรอยู่ในสถานะฐานะแบบไหนหรือว่ากำลังกายใจของเรานะมีมากน้อยเพียงไรซึ่งถ้าหากไตร่ตรองดีๆสิ่งเหล่านี้ก็จะพาไปสู่คำว่าไม่จน

ม.1 ยอดกตัญญู รับจ้างชกมวย หาเงินค่ายารักษา ปู่วัย 83 ที่ล้มป่วย

ในวันนี้เราจะพาทุกวันนั้นมารู้จักกับชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ด.ช.ยุทธภูมิ หิมวรรณ หรือ น้องเมฆ อายุ 13 ปีโดยน้องเมฆนั้นแม้จะเป็นเด็กอายุ 13 แต่เขาก็มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่เพราะเขาต้องคอยเป็นหัวเรือของบ้านเพื่อหารายได้มาหวังพึ่งจุนเจือคนในครอบครัวและใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในครอบครัวถึง 3 ชีวิตด้วยกัน

โดยน้องเมฆนั้นเรียนอยู่ชั้นม 1 ที่โรงเรียน อนุบาลปะคำ จ.บุรีรัมย์ น้องเมฆหารายได้ด้วยการชกมวยตามงานต่างๆและนำเงินเหล่านั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวซึ่งคนในครอบครัวของเขาก็มีคุณพ่อวัย 53 ปีและตัวเขาแต่ยังมีปู่อีกคนหนึ่ง ที่ตอนนี้ท่านแก่ชรามากแล้วเดินมีอายุ 83 ปีและป่วยเผชิญกับโรคข้อกระดูกมานาน

โดยน้องเมฆได้เล่าให้ฟังว่าการขึ้นสังเวียนครั้งแรกของเขานั้นคือตอนที่เขาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เท่านั้นโดยในตอนนั้นเขาชกที่งานวัดโคกงิ้วและรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากโดยครั้งแรกที่ต่อยนั้นเขาแพ้น็อคยกแรกแล้วก็รู้สึกเสียใจว่าทำไมไม่ชนะแต่แล้วประสบการณ์ก็สอนให้รู้จักความแข็งแกร่งจนกระทั่งเขาได้รู้จักคำว่าชนะเป็นครั้งแรกแม่ก็คือครั้งที่ 2 ที่เขาต่อยโดยเขามีคะแนนชนะ 3 ยกซึ่งเขาก็มีพี่ๆที่ฝึกซ้อมด้วยกันคอยบอกคำแนะนำว่าถ้าขยันฝึกซ้อมไม่ว่าใครก็ชนะได้จึงทำให้เขานั้นไม่เคยผ่านการฝึกซ้อมเลยเราต้องการเอาเงินที่ได้จากการชกมวยมาช่วยเหลือคนในครอบครัวเพราะน้องรู้ว่าครอบครัวของตัวเองมันแย่มากและถ้าหากเขาไม่หาคนในบ้านจะเอาอะไรกินใครจะเอาเงินที่ไหนพาปู่ไปหาหมอเพราะน้องอยากให้ปู่อยู่กับเขาไปนานๆ

โดยการชกมวยที่เขาภูมิใจมากที่สุดก็คือการประชุมที่จังหวัดนครราชสีมาด้วยการชนะน็อค 4 ยศและได้เงินอัดฉีดมาถึง 5000 บาทถือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดที่แลกมาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจรอคนที่รอเงินก้อนนี้อยู่ก็คือปู่ที่ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมโดยน้องยังบอกอีกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งปู่ไม่สบายแล้วพ่อออกไปหางานทำเขาต้องเลือกเอาชีวิตปู่ก่อนปชป. ไหนก็โชคได้แต่เขามีปู่เพียงแค่คนเดียวจึงทำให้มีเงินเพราะไม่ได้ไปชกมวย

ในทางด้านของคุณแม่นานๆทีก็จะโทรมาถามใครบ้างส่วนพ่อจะได้มีอาชีพเป็นลูกมือทำหน้าที่คนล่อเป้าที่ค่ายมวยพอจะมีรายได้เล็กๆน้อยๆเดินในบางครั้งก็มีการออกหาปลากับพ่อเพื่อมาทำกับข้าวและมีการฝึกทำกับข้าวจากทาง YouTube โดยสิ่งเล็กๆแค่นี้ก็สามารถสร้างความภูมิใจให้กับเด็กคนนี้ได้แล้วโดยเด็กคนนี้เลือกที่จะทำทุกอย่างเพื่อแสดงความกตัญญูออกมาโดยแท้จริง

และที่โรงเรียนในช่วงเวลาว่างก็จะมีคุณครูได้มอบหมายให้เขาเป็นตัวแทนกับเพื่อนนักเรียนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักมวยคอยสอนวิชาป้องกันตัวกับเพื่อนๆแม้ผลการเรียนนั้นจะอยู่ในระดับปานกลางวันแต่ด้วยความตั้งใจของฉันต้องการไปให้ถึงนักเรียน 4 เหล่าทัพฝันที่จะมีเงินเดือนเลี้ยงพ่อกับปู่ได้โดเรม่อนตอนนี้เขาเชื่อว่าเขาต้องลงมือทำให้ดีที่สุดเรียนรู้ข้อบกพร่องของตัวเองเพราะกลับไปแก้ก็ยังไม่สาย

“น้องเมฆ” ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ทำให้เป็นเขาเป็นเขาทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะความเข้มแข็งของตัวเอง แต่คือ…กำลังใจจากคนที่เขารัก และอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำลายเขาได้ โดยเฉพาะอาชีพนักมวย คือ “บุหรี่และเหล้า” ซึ่งเด็กวัย 13 ปีคนนี้ เขายืนยันว่า “มันเป็นสิ่งที่ผมจะไม่ยุ่ง ถ้าปู่ไม่มีอะไรจะกิน ผมจะอยู่อย่างไร” นี่แหละเรื่องราวของเด็ก ที่ไม่เด็กเลยจริงๆ.

ชื่นชม! จากหนุ่มดอยอาศัยในเพิงไร้น้ำไร้ไฟ พลิกชีวิตสู่ทนายความ

บอกเลยว่าคนเรานั้นมาจะเลือกเกิดไม่ได้แต่เรานั้นก็เลือกที่จะเป็นได้โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาพบกับชีวิตเด็กดอยคนหนึ่งที่บอกเลยว่าเขานั้นฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายในชีวิตศึกษาเล่าเรียนตำราต่างๆ จนได้กลายเป็นทนายความแต่บอกเลยว่าชีวิตนั้นก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด…

โดยเด็กดอยคนนี้ มีชื่อว่า ปี ปานคำ โดยในปัจจุบันมีอายุประมาณ 30 ปีแล้วโดยกล่าวนั้นย้อนกลับไปในสมัยเด็กเคยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและทุรกันดารไม่มีถนนไม่มีไฟฟ้าไม่มีประปาใช้อาศัยด้วยการอยู่ใกล้ๆแหล่งน้ำและลำคลองตามธรรมชาติโดยคุณปีนั้นเป็นลูกคนเล็กของบ้านโดยมีพ่อแม่เป็นชนเผ่าไทยใหญ่มีอาชีพรับจ้างหาเลี้ยงลูกทั้งหมด 7 คนเพราะท่านทั้งสองไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือ

และด้วยความจน…. จึงทำให้พี่ 5 คนแรกนั้นต้องเสียสละไม่เรียนหนังสือเพื่อให้น้อง 2 คนสุดท้องได้เรียนนั่นก็คือปีและพี่สาวโดยทั้งคู่นั้นได้ร่ำเรียนหนังสือและอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆที่เรียกว่าบ้านบนดอย โดยบ้านหลังนี้เป็นทางที่อยู่อาศัยเป็นทั้งสถานพยาบาลที่หมอตำแยใช้ทำคลอดให้พวกเขาเจริญเติบโตขึ้นมาในปัจจุบัน

ตอนเด็กๆนั้นเขาต้องออกไปหาปูหาปลามากินประทังชีวิตโดยมีพ่อแม่สอนให้รู้ในเรื่องต่างๆส่วนพี่ๆ อีก ที่เหลือก็ต่างแยกย้ายไปทำงานต่างถิ่นแล้วเรื่องที่จะต่อสู้ไปมีครอบครัวจึงทำให้คนในบ้าเหลือเพียงอยู่แค่ 4 คน โดยในตอนนั้นคุณปีก็มีความคิดที่อยากจะเรียนสูงนำความรู้มาพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวแต่บอกเลยว่าการเรียนของเขานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเขาไม่มีเงินซื้อกับข้าวกินที่โรงเรียนต้องอาศัยเพื่อนที่โรงเรียนกินข้าวเพราะครอบครัวนั้นไม่มีจริง

โดยในตอนแรกเขาเลิกเรียนวิชาช่างยนต์เรียนในระดับชั้นปวชที่วิทยาลัยการอาชีพฟางแต่แล้วก็มีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญยิ่งใหญ่จึงทำให้เขานั้นได้เข้าสอบคณะครุศาสตร์สาขาวิชาควรศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจเดินเข้ากรุงเทพฯหันมาเรียนในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยโดยสมัครชิงทุนนักกีฬาฟุตบอลได้เป็นที่สำเร็จได้ตัวเขานั้นต้องการที่จะนำวิชาความรู้ทางด้านกฎหมายไปช่วยเหลือคนในหมู่บ้านที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพลให้ได้

“จริงๆ ผมไม่รู้จักกรุงเทพฯ เห็นครั้งแรกก็ร้องอ้อ…หน้าตาเป็นแบบนี้เองเหรอ ผมยอมเหนื่อยกว่าคนอื่น 2 เท่าเพื่อฝึกซ้อมพัฒนาร่างกาย ว่างจากเรียนหนังสือก็ไปหางานทำเป็นเด็กเสิร์ฟ ตลอด 4 ปีผมใช้เงินอย่างประหยัด ไม่นั่งแท็กซี่ แต่นั่งรถเมล์ 8 บาท และไม่เคยขอเงินพ่อแม่เลย เพราะมันคือโอกาสพิสูจน์ตัวเอง และโชคดีที่มีเพื่อนที่มาหางานทำที่กรุงเทพฯ ช่วยแชร์ค่าห้อง ทำให้จากเด็กขี้อายวันนั้น แค่ออกไปยืนหน้าเสาธงก็ร้องไห้แล้ว กล้าคิด กล้าฝัน กล้าทำ กล้าลงมือที่จะกำหนดชีวิตที่ดีกว่า”

ซึ่งแน่นอนว่าชีวิตในเมืองหลวงมันไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดทำให้เขาเจอทั้งความท้อและร้องไห้เหนื่อยใจบางครั้งก็เหงาคิดถึงบ้านอยากกลับไปหาพ่อแม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ซึ่งเขาก็เลือกที่จะสร้างแรงบันดาลใจสู้อย่างสุดชีวิตเพื่ออนาคตของคนในครอบครัว

ในตอนนั้นทางบ้านพ่อแม่และพี่ก็ทำงานเก็บเงินตลอด 10 ปีจนสามารถซื้อที่ดินประมาณ 3-4 ไร่โดยเอาที่ดินตรงนั้นทำสวนส้มโดยในปัจจุบันมีพื้นที่ดินละประมาณ 20 ไร่นามีบ้านเป็นของตัวเองไม่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆหรือเช่าบ้านคนอื่นอีกต่อไปเพราะที่ดินในสมัยนั้นเนื้อราคาไม่แพงมากแต่ก็ใช้จะหากันง่ายๆด้วยเงินหลักหมื่นพอทุกอย่างพ่อแม่นั้นต้องแลกมาด้วยความลำบากอย่างถึงที่สุด

จนกระทั่งเขาเรียนจบชั้นปริญญาตรีที่สำเร็จเขาจึงได้โทรบอกกลับไปหาแม่ว่าเขาจบป. ตรีแล้ว โดยแม่ก็ถามว่าป. ตรี คืออะไร เขาก็ตอบแม่เพียงแค่ว่ามากรุงเทพฯเดี๋ยวแม่ก็จะรู้เอง โดยมีวันที่เขารับปริญญาเขาได้พบกับรอยยิ้มได้กำลังใจพ่อแม่จากพี่ๆทุกคนที่เสียสละให้น้องได้เรียน ได้เห็นน้ำตาแห่งความดีใจ แต่ความสำเร็จนี้เป็นเพียงจุดสิ้นสุดของการเรียน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเส้นทางชีวิต เพราะหนทางข้างหน้ายังมีอะไรให้บันทึกอีกมากมาย.

โดยเขานั้นได้มีการนำความรู้ที่มีการศึกษาและการทำกระดาษใช้เป็นช่องทาง กระต่ายบนโลก Social Media ในการขายส้มจากไร่ผลจากครอบครัวของตัวเอง และเมื่อมีกินอิ่มท้องก็รู้จักแบ่งปันให้กับเด็กในหมู่บ้านเพราะเขารู้ดีว่าเด็กในหมู่บ้านนั้นขาดโอกาสอีกเยอะถ้าหากได้รับการเติมเต็มที่ดีแต่เขาจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีอย่างเช่นเขาในปัจจุบันและความหวังสูงสุดของเขานั้นก็คือการเป็นทนายความ

โดยเขาก็สามารถสอบผ่านภาคทฤษฎีเป็นที่สำเร็จซึ่งในตอนนี้กำลังขะมักเขม้นกับการสอบภาคปฏิบัติและก้าวสู่ขั้นตอนสอบปากเปล่าเพื่อให้ไปถึงจุดหมายที่ตั้งเอาไว้นั่นก็คืออาชีพทนายความนั้นเองโดยเขาต้องการใช้อาชีพนี้เพื่อช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งให้กับคนในหมู่บ้านชาวดอยของตัวเอง ..

ภาพประทับใจ เมื่อจ่าทหาร ได้พบกับจิมมี่ มหาเศรษฐีใจบุญ ไม่เคยถือตัว

โดยในล่าสุดที่ผ่านมานั้นได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า จ.ส.อ.นพรัตน์ แปะหลง ได้มีการโพสต์เรื่องราวพร้อมภาพประกอบซึ่งมีการบอกเล่าเรื่องราวอันแสนน่าจะประทับใจโดยเจ้าของโพสต์ได้กล่าวถึงตนเองที่มีโอกาสได้พาลูกชายไปพบกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งในจังหวัด นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักและเคารพรักกันมานาน.

โดยผู้ใหญ่คนดังกล่าวนี้นั้นเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาต่อสังคมโดยทั่วไปซึ่งก่อนก็ได้พาลูกไปขอรับคำอวยพรในเรื่องสุขภาพโดยภาพที่ปรากฏออกมานั้นสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เห็นเป็นอย่างมากมายว่าทั้งพ่อและลูกนั้นมีสัมมาคารวะในการแสดงออก ดีเป็นอย่างมาก โดยเจ้าของโพสต์ได้มีการโพสต์ข้อความไว้ว่า …

“นี้ถือเป็นวันที่โชคดีมากๆอีกวันหนึ่งครับที่ผมได้มีโอกาสพาลูกชายผมไปไหว้ท่านจิมมี่ ชวาลา ที่ผมเคารพรักนับถือมากมาตลอดและตลอดไปครับ ท่านจิมมี่ ชวาลา ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีใจบุญใจเมตตามีน้ำใจดีมากๆครับและท่านไม่ถือตัวเลยครับ ท่านเป็นกันเองกับทุกๆคนมากครับ ผมขอขอบพระคุณท่านจิมมี่ ชวาลามากครับ

ผมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงประทานพรให้ท่านจิมมี่ ชวาลา จงมีแต่ความโชคดีมีชัย มีสุขภาพกายสุขภาพใจที่สมบูรณ์แข็งแรง อยู่เย็นเป็นสุข รวยๆยิ่งๆขึ้นไป อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนไทยคนนครศรีธรรมราชไปนานๆครับ คิดหวังสิ่งใดปรารถนาสิ่งใดจงขอให้ได้ดั่งใจที่ได้คิดหวังไว้ทุกๆประการครับท่านจิมมี่ ชวาลา ครับ สาธุสาธุสาธุครับ”

ซึ่งเรียกได้ว่าในจิมมี่ ชวาลา ผู้ใหญ่ใจบุญคนนี้ถือเป็นเศรษฐีใจบุญเป็นอย่างมากและเป็นร้านเจ้าของร้านขายผ้าในเมืองนครและออกมาช่วยเหลือสังคมมาอย่างมากมายทั้งในการช่วยบริจาคให้กับพี่ตูนบอดี้สแลมในโครงการวิ่งคนละก้าวเพื่อหาเงินให้กับโรงพยาบาลและยังมีการบริจาคอีกมากมายอีกด้วยซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่น่าเคารพนับถือจริงๆ

6ราศี ชีวิตกำลังจะเปลี่ยนแปลง จากหน้ามือเป็นหลังมือ

สำหรับการดูดวงแล้วมันก็ถือเป็น ความเชื่อส่วนบุคคลในแต่ละบุคคลที่ในแต่ละบุคคลนั้นจะเลือกทางในการดูชะตาของตัวเองไม่ว่าจะเป็น ดูดวง ดูลายมือ ตรวจดวงชะตา โดยในแต่ละสำนักงานก็จะมีการดูที่แตกต่างกันออกไปโดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นมาดูดวงชะตากันซึ่งนั่นก็คือ 6 ราศี นับจากนี้ชีวิตเปลี่ยน หยิบจับอะไรก็ดีไปหมด มีเกณฑ์จะหมดหนี้ชีวิตได้ลืมตาอ้าปาก จะถูกหวยรางวัลใหญ่ลาขาดความจนปี 62 โดยจะมีดวงอันไหนบ้างนั้นลองมาดูกันเลย

ราศีมังกร

สำหรับราศีมังกรในช่วงต้นปีที่ผ่านมานั้นชาวราศีนี้จะมีหนี้สินเต็มไปหมดโดยทุกอย่างนั้นก็โดนเกิดจากการกระทำของตัวเองเพราะอยากได้อยากมีเหมือนคนอื่นจนกลายเป็นหนี้สินติดตามตัวในที่สุดแต่บอกเลยว่าในตอนนี้ฟ้าเปลี่ยนจึงทำให้ดวงเปลี่ยนหมดซึ่งนับจากวันนี้ตั้งแต่ต้นไปบุญวาสนาที่เคยทำไว้จะส่งผลให้ชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใครมีหนี้สินก็จะคลี่คลายออกใครที่มีศัตรูศัตรูก็จะกลายเป็นมิตรในที่สุด

ราศีกุมภ์

สำหรับชาวราศีกุมภ์ในช่วงครึ่งปีแรกนั้นการเงินดูไม่ค่อยประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับการงานและมีน้อยก็ใช้มากจึงทำให้เป็นหนี้สินอยู่ตลอดเวลาแต่หลังจากที่ผ่าน 7 วันนี้เป็นต้นไปชีวิตของชาวราศีกุมภ์นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลแต่กลายเป็นคนมีโชคมีลาภจากสลากและตัวเลขต่างๆมีเกณฑ์ที่จะถูกรางวัลใหญ่หากใครมีหนี้มีสินก็จะได้รับปลดหนี้ในเร็ววันนี้หากใครที่มีประตูที่คิดร้ายก็จะกลับมากลายเป็นมิตรที่ดีไปตลอดกาล

ราศีเมษ

สำหรับชาวราศีนี้ช่วงครึ่งปีแรกถือว่าเป็นปีที่ดีพอสมควรแต่มีปัญหาในเรื่องของเพื่อนเป็นบางครั้งและในเรื่องของการเงินนั้นยังไม่ลงตัวสักเท่าไหร่เพื่อนเปลี่ยนไปเพราะคำว่าเงินเพียงคำเดียวจนทำให้กลายเป็นเสียเพื่อนคนนั้นไปแต่หลังจากนี้อีกไม่นานบอกเลยว่าช่วงนาทีทองกำลังมาถึงเพราะเป็นช่วงที่คุณหยิบจับอะไรก็ดีไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการเงินหรือการงานการเป็นคนที่มีแรงทุ่งและมีเกณฑ์ได้บ้านหลังใหญ่ในปีหน้า

ราศีกรกฎ

สำหรับคนที่เกิดราศีนี้มักจะมีปัญหาในเรื่องของการเงินและการกู้ยืมอยู่เฉยๆเรื่อยๆในช่วงครึ่งปีแรกหยิบจับอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่หลังจากนี้อีก 7 วันครึ่งปีหลังดวงจะเปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาดมีเกณฑ์จะถูกสลากรางวัลใหญ่ๆและสามารถปลดหนี้สินได้ตลอดกาลในเรื่องความรักนั้นต้องให้เวลาและความสำคัญของคู่รักเป็นพิเศษเพราะว่าคนๆที่อยู่ในตอนนี้คือคนที่เป็นคู่ชีวิตถ้าหากขายคนนี้ไปบุญวาสนาที่เคยทำร่วมกันบอกเลยว่าไม่เกื้อหนุนคุณแต่อย่างใด แนะนำให้ว่า ต้องแบ่งเวลาให้คู่รักของคุณมากกว่านี้ แล้วชีวิตจะเจริญรุ่งเรื่องทั้งคู่

ราศีสิงห์

โดยชาวราศีนี้ในครึ่งปีแรกนั้นมักจะติดปัญหาในเรื่องของค่าใช้จ่ายภายในบ้านอยู่เสมอมีเงินเดือนเท่าไหร่ก็ใช้ชนเดือนตลอดมีมากใช้มากและไม่ค่อยวางแผนการเงินสักเท่าไหร่แต่หลังจากครึ่งปีหลังต่อจากนี้มีแววว่าจะได้โชคจากตัวเลขมีเพื่อนร่วมงานนำรางวัลใหญ่มาให้เร็วๆว่าดวงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากคนที่ไม่ค่อยมีก็จะมีแต่คนไม่น่าเชื่อชีวิตจะดีขึ้นแล้วมีคนนับหน้าถือตามากยิ่งขึ้นและการเงินในปีหน้าก็จะดีมากยิ่งขึ้นยิ่งถ้าหากทำธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเองก็จะเร็วมากยิ่งขึ้น

ราศีธนู

สำหรับชาวราศีธนูนั้นในช่วงครึ่งปีแรกเป็นคนที่ดวงตกอย่างเห็นได้ชัดทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่างไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่การเงินในช่วงเดือนที่ผ่านมาค่อนข้างแย่เดือนชนเดือนแต่บอกเลยว่าครึ่งปีหลังนี้จะตรงกันข้ามพอดาวเคราะห์ได้ย้ายออกไปแล้วไม่หวนกลับมาจะกลายเป็นว่าเป็นคนที่มีชีวิตดีขึ้นเป็นไหนๆ หลายสิ่งก็ดีขึ้นแบบไม่น่าเชื่อมีเกณฑ์จะถูกสลากรางวัลใหญ่ แนะนำว่าก่อนสิ้นเดือนก็ซื้อๆเก็บไว้ใต้หมอนนะ ดวงกำลังมา

เลี้ยงไก่สวยงามพันธุ์ต่างประเทศ สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน

การเลี้ยงไก่นั้นนอกจากจะเอาไปรับประทานแล้วเอาไว้ตีกันแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่คนมาสิเลี้ยงกันนั่นก็คือเลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามโดยมีไก่ชนิดหนึ่งนั้นถือว่าบอกเลยกำลังฮิตในกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์สวยงามเป็นอย่างมากนั่นก็คือไก่โปแลนด์หรือไก่หัวจุก และ ไก่ซิลกี้ นั้นเองแต่เหตุใดทำไมถึงเรียกกันแบบนี้นั้นวันนี้เราก็จะพาทุกคนไปรู้จักกัน

ในวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับคุณ คุณศักดา บรรพจุลจินดา หรือคุณนิ้ง อายุ 48 ปี โดยในอดีตชั้นเขาเคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการส่งเสริมการตลาดที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ก่อนที่ตัวเองนั้นจะผ่านเข้าสู่ธุรกิจสัตว์เลี้ยงสวยงามมานานกว่า 10 ปีโดยในตอนนี้เป็นเจ้าของฟาร์ม oxxa House ตั้งอยู่ใน อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี สถานที่แห่งนี้เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่ซิลค์กี้ และไก่โปแลนด์ นั่นเอง

โดยคุณนิ้งนั้น เริ่มเลี้ยงไก่สงสัยพันอันได้แก่ ไก่ซิลกี้ และไก่โปแลนด์ในปีประมาณ 57 โดยเริ่มจากการสั่งลูกไก่มาจากจังหวัดพะเยา 6 ตัวคละสีกันโดยได้ซื้อมาในราคาตัวละ 600 บาทช่วงแรกต้องการเลี้ยงไว้ดูเล่นแต่พอเลี้ยงไปเลี้ยงมาก็รู้สึกชอบประกอบกับที่มีคนมาเห็นก็ขอซื้อกันจึงมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและค่อยหาทางทำธุรกิจอย่างจริงจังจนสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน

โดยไก่สองสายพันธุ์นี้ นอกจากในประเทศไทยแล้วก็ยังได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยสำหรับการขยายพันธุ์ไก่นั้นก็จะทำการนำเข้าไข่ไก่มาฟังเป็นลูกเจี๊ยบแต่การนำเข้าไข่ไก่นั้นเกิดความเสียหายน้อยกว่านำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพราะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆมากมายและยังต้องขอใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์อย่างต้องผ่านด่านตรวจโรคจนกว่าจะผ่านถึงมือผู้ซื้อไก่ก็อาจจะได้รับความเสียหายและเกิดความไม่สมบูรณ์ก็ได้จึงได้มีการนำเข้าไข่ไก่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาและนำมาฝากด้วยเครื่องอบโดยใช้เวลาประมาณ 20 ถึง 21 วันไข่ไก่เหล่านี้ก็จะฟักออกมาเป็นตัว

โดยสถานที่เลี้ยงนั้นก็จะใช้พื้นที่ประมาณ 100 ตารางวามีการทำกรงแยกกันเป็นสัดส่วนมีประตูเปิดปิดมิดชิดและใช้แกะรองพื้นไว้เพื่อดูดกลิ่นจากมูลสัตว์โดยสัดส่วนการเลี้ยงนั้นก็เฉลี่ยตัวผู้ 1 ตัวต่อตัวเมีย 3 ตัวโดยในปัจจุบันนั้นสามารถผลิตลูกไก่ได้เดือนละ 170 – 200 ตัว

โดยจุดเด่นของไก่สายพันธ์นี้มีความแตกต่างกันโดยไก่โปแลนด์นะไม่ได้มาจากประเทศโปแลนด์แต่อย่างใดแต่น่าจะมาจากลักษณะของมันที่มีขนจุกอยู่บนหัวเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมคล้ายๆกับหมวกแก๊ปทหารโปแลนด์ที่สวมใส่ในอดีตแต่แท้จริงแล้วมีความเชื่อที่ว่าไก่สายพันธุ์นี้ถูกนำเข้ามาจากประเทศสเปนแต่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา โดยไก่โปแลนด์นั้นจะมีจุกบนหัวเท่ๆคล้ายกับจิ๊กโก๋มีหลายสีทั้ง 12 สีดำและมีขนหลายแบบทั้งแบบเรียบและแบบขนกลับ

ในส่วนของไก่ชิกกี้นั้น เป็นไก่ที่มีขนนุ่มเป็นพิเศษเรียกได้ว่านุ่มเหมือนเส้นไหมและมีสีสันที่สวยงามหลากหลายสีแต่เป็นไก่ที่มีผิวดำกระดูกดำแต่มีขนหลักสีและมีขนปกคลุมอยู่ทั้งตัวจึงไม่แปลกที่ทำให้ไก่ชนิดนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนเลี้ยงไก่เพื่อความสวยงามเป็นอย่างมากมีส่วนเรื่องความเป็นมานะได้แต่สันนิษฐานว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีนโบราณ

สำหรับไก่ ทั้ง 2 สายพันธุ์ ในประเทศไทย มีการนำเข้ามาได้ ประมาณ 5-6 ปีที่ผ่านมา และจัดเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อความสวยงาม ปัจจุบัน ผู้เลี้ยงสามารถเพาะและขยายพันธุ์ รวมถึงผสมข้ามสายพันธุ์ จนได้ ไก่ที่มีความแปลกใหม่ รองรับกลุ่มคนที่ชื่นชอบ ไก่สายพันธุ์นี้ และหนึ่งในนั้น คือ ฟาร์ม Doxxa House ของ “คุณศักดา บรรพจุลจินดา” หรือ “ฟาร์มไก่คุณนิ้ง”

โดยสำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ 2000 นี้นะถ้าไม่ได้แตกต่างกับการเลี้ยงไก่บ้านแต่อย่างใดโดยอาหารนั้นก็คืออาหารไก่และจะเสริมด้วยพวกหนอนและแมลงและผักผลไม้บ้างเป็นบางโอกาสโดยอายุของไก่ที่สามารถผสมพันธุ์ได้นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 8 เดือนและอายุของไก่โดยรวมทั้งหมดนั้นไก่โปแลนด์ที่อยู่ที่ 5-6 ปีส่วนไก่ชิกกี้ในจะมีอายุสั้นกว่าจะมีอายุไม่เกิน 5 ปีเท่านั้นและสิ่งที่ควรจะระวังนั้นก็คือโรคที่เกิดขึ้นกับไก่ต่างๆไม่ว่าจะเป็น โรคหวัด โรคฝีดาด อหิวาตกโรค โรคเหล่านี้จะมาในช่วงฤดูฝน การรักษา คือ การฉีดวัคซีน ป้องกัน

ในทางด้านของราคาการซื้อขายนั้นคุณมิ้นก็ได้มีการบอกว่าสำหรับราคาแล้วถ้าหากเป็นลูกไก่ชิกกี้ช่วงอายุ 1 เดือนจะราคาอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทส่วนลูกไก่โปแลนด์จะอยู่ที่ประมาณ 500 ถึง 2,000 บาทไก่รุ่นหรือไก่อายุประมาณ 3-4 เดือนจะอายุประมาณ 2,500 ถึง 3,000 บาทแต่ถ้าหากเป็นไก่พร้อมผสมพันธุ์และขายเป็นคู่จะขายคู่ละ 1,000 บาทโดยรายได้จากการจำหน่ายไก่สวยงามแต่ละเดือนนั้นไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทด้วยกัน

ปุ๋ยหมัก ‘สูตรพระราชทาน’ จากกรมสมเด็จพระเทพฯ เอาไว้ให้เกษตรไว้ใส่พืชสวนไร่นา

โดยประชาชนคนไทยทุกคนก็จะทราบกันดีว่าสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีพระองค์ทรงดำเนินพระราชกิจตามรอยพระยุคลบาทของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชบิดา พระราชบิดาข้าพระองค์มาโดยตลอดโดยพระองค์นั้นทรงตามในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานตามในทุกๆที่ซึ่งนั่นก็เป็นภาพที่ชาวไทยทุกคนนั้นมักจะเห็นเป็นอยู่เสมอ

โดยสมเด็จพระเทพนั้นพระองค์ทรงเป็นห่วงชาวไร่ชาวนาเป็นอย่างมากพระองค์ทรงคอยช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆและด้วยพระปรีชา ความสามารถของพระองค์ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวเกษตรกรได้อย่างไรๆในครั้งนี้พระองค์นั้นยังได้มีการพระราชทานสูตรปุ๋ยให้แก่พี่น้องเกษตรกรทั่วฟ้าเมืองไทยด้วย โดยปุ๋ยนี้คือปุ๋ยหมักซึ่งพระองค์มอบให้เพื่อเป็นองค์ความรู้ให้กับปวงประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะกับพี่น้องชาวเกษตรกร ดังที่พระองค์นั้นได้มีพระราชดำริว่า

“ต้นไม้ทุกชนิดต้องการอาหาร เพื่อการเจริญเติบโต พูดง่าย ๆ เราต้องใส่ปุ๋ย ไร่นา สวน ของเรา พืชผล จึงจะงามดี เดี๋ยวนี้ปุ๋ย ที่ซื้อตามท้องตลาดแพงเหลือเกิน เรามาทำปุ๋ยหมักใช้เองดีกว่า”

ของที่ต้องเตรียม

ซากพืช ได้แก่ ใบไม้ ผักตบชวา หญ้าแห้ง ลำต้นถั่ว ลำต้นข้าวโพด ใบ และต้นมันสำปะหลัง กระดูกป่น ตามที่มี สับเป็นท่อน ๆ สั้น ๆ ให้เปื่อยเร็ว / ปุ๋ย / ปุ๋ย

คอก คือ มูลสัตว์ / ปัสสาวะคน หรือสัตว์ / กากเมล็ดนุ่น กากถั่ว ซากต้นถั่วชนิดต่าง ๆ (พืชตระกูลถั่ว) ดินร่วน พอสมควร ถ้าเป็นหน้าดินยิ่งดี

การกองปุ๋ย

กองในหลุม : โดยจะต้องขุดหลุมขนาดกว้างประมาณ 1 เมตรยาว 1 เมตรและมีความลึกประมาณ 1 เมตร และควรให้หลุมนั้นมีการระบายน้ำที่ดี

กองในคอก : ด้วยการปรับดินบริเวณที่จะกองปุ๋ยหมักให้แน่นหรือจะใช้ไม้ไผ่หรือไม่อย่างอื่นทำก็ได้โดยใช้เป็นคอกกว้างขนาดประมาณ 2 เมตรยาว 4 เมตรสูง 1 เมตรและมีการแบ่งคอกออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนหนึ่งเอาไว้ใส่ปุ๋ยหมักอีกส่วนนึงเอาไว้กลับกองปุ๋ยจากนั้นก็มีการทำหลังคาด้วยใบจากหรือใบมะพร้าวคลุมหลังคาเอาไว้หรือถ้าหากใครไม่สะดวกก็ใช้พลาสติกคลุมกันฝนก็ได้

เอาซากพืชที่เตรียมไว้กองเกลี่ยในคอก ทำให้เป็นชั้นๆเหยียบตามฉันให้มีความแน่นขณะที่เหยียบลงไปแล้วไม่ยุบจากนั้นก็เพิ่มอีกชั้นหนึ่งจงประมาณสูง 1 คืบยาวประมาณ 30 cm จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำให้ชุ่มและเอาปุ๋ยคอกโรยทับให้ทั่วสูงประมาณ 50 เซนติเมตรจากนั้นถ้าหากมีปุ๋ยเคมีก็ใช้สูตร สูตร 16-20-0 หรือ 14-14-14 , แอมโมเนียมซัลเฟต หรือยูเรีย โรยบางๆให้ทั่วก็ได้จากนั้นก็ทับด้วยดินละเอียดหนาประมาณ 1 องคุลี สลับด้วยซากพืชแล้วรดน้ำทำเป็นชั้น ๆ อย่างนี้จนปุ๋ยเต็มคอก

ข้อควรระวัง

อย่าให้มีน้ำขังในหลุมเพราะการลดน้ำมากเกินไปจะทำให้เกิดการระบายอากาศที่ไม่ดีขึ้นซึ่งถ้าหากปุ๋ยกองใหญ่เกินไปจะเกิดความร้อนสูง อาจจะทำให้ผลปุ๋ยเสียฉะนั้นทางที่ดีควรใส่น้ำลงไปบ้างหากปุ๋ยกล้องเล็กเกินไปก็จะสลายตัวช้าอย่าใช้ปุ๋ยเคมีใส่กับปูนขาวเพราะจะทำให้ธาตุไนโตรเจนสลายตัว

การกลับปุ๋ย

การกลับปุ๋ยนั้นควรทำในทุกๆ 30 วันโดยเอาชั้นบนสุดของกองนำไปอีกส่วนหนึ่ง ข้างคอกชั้นล่างสุดจัดการก็เอาชั้น 2 เกลียดครับแล้วรดน้ำควรกับปุ๋ยจนกว่าซากพืชจะเปื่อยผุหมดทั้งกองโดยการทำอย่างนี้จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนเมื่อปุ๋ยใช้งานได้ให้สังเกตจากความร้อนได้ก่อนจะใกล้เคียงกว่าความร้อนของอากาศและปุ๋ยหมักก็จะกลายเป็นสีน้ำตาลแก่

สำหรับการใช้ประโยชน์นั้นนอกจากการที่เรานั้นจะได้ปุ๋ยเองแบบในราคาประหยัดแล้วก็ยังสามารถช่วยในเรื่องของประหยัดค่าสารเคมีได้ตั้งครึ่งหนึ่งและทำให้ดินนั้นมีความรู้สึกมากยิ่งขึ้นอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเพราะมีการเพิ่มธาตุไนโตรเจนลงไปอีกครั้งปุ๋ยสูตรนี้ยังไม่เป็นอันตรายต่อ ดินและยังรักษาความชุ่มชื้นของดินได้เป็นอย่างดีด้วย

และนี่ก็คือปุ๋ยสูตรพระราชทานที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งบอกเลยว่าพระองค์ท่านนั้นทำอะไรเพื่อคนไทยมาอย่างมากมายและนี่คือสิ่งดีๆองค์ท่านนั้นได้ฝากไว้กับปวงชนชาวไทยไปให้ชาวไทยทุกคนนั้นได้ใช้กัน

ชวนทำ ‘น้ำนมข้าวโพด’ มากด้วยประโยชน์ ทำง่าย มีไว้ติดบ้าน

แน่นอนว่ามีหลายคนนั้นชอบกินกันกับข้าวโพดที่บอกเลยว่าข้าวโพดนี้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นของหวานหรือของข้าวก็สามารถเนรมิตออกมาให้อร่อยได้หลายเมนู แล้วบอกเลยว่าในข้าวโพดนั้นอุดมไปด้วยวิตามินเอวิตามินบีและแร่ธาตุต่างๆถือว่าเป็นธัญพืชรสหวานที่มีคุณประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นแหล่งรวมของสารต่อต้านอนุมูลอิสระหรือเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและยังช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตาช่วยกันขับถ่ายให้สามารถขับถ่ายได้ง่ายขึ้นและสามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย

และวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองทำอีกหนึ่งเมนูที่บอกเลยว่าจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายของคุณได้เป็นอย่างมากโดยเมนูที่ว่านั้นก็คือเมนูน้ำนมข้าวโพดนั่นเองซึ่งบอกแล้วว่าเมนูนี้นั้นเต็มไปด้วยประโยชน์อีกทั้งยังสามารถทำได้ง่ายเหมาะกับทุกเพศทุกวัยมีไว้ติดบ้านก็ดีไม่น้อย

ส่วนผสมที่ต้องมี

ข้าวโพดต้มสุก (เฉพาะเมล็ด) 2 ฝักนมสดรสจืดชนิดพร่องมันเนย2 ช้อนโต๊ะ

/ น้ำต้มสุก 3 ถ้วยตวง / น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้ง ปริมาณตามชอบ /เกลือป่น 1 หยิบมือ​

วิธีการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เริ่มจากใส่เมล็ดข้าวโพดที่เตรียมไว้ลงไปในเครื่องปั่นและตามด้วยน้ำสะอาด 1/2L และปั่นให้ละเอียด

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ใส่น้ำที่เหลือลงไปในหม้อ และเติมนมสดลงไปตามด้วยน้ำเชื่อมและเกลือป่น

ขั้นตอนที่ 3 คนส่วนผสมให้เข้ากันจนเดือด

ขั้นตอนที่ 4 จากนั้นก็ยกลงจากเตากรองเอาแต่น้ำเท่านั้นทิ้งไว้จนอุ่นตักใส่แก้วเพียงเท่านี้ก็สามารถดื่มได้แล้ว

และนอกจากนี้คุณนะประโยชน์ของน้ำนมข้าวโพดนั้นบอกเลยว่ามีเยอะเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องของการบำรุงสมองเสริมสร้างความจำและยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้เป็นอย่างดีป้องกันโรคโลหิตจาง / ช่วยบำรุงผิวพรรณ/ บำรุงสายตา / ป้องกันโรคต้อกระจก / มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของสภาพร่างกายและยังสามารถป้องกันโรคหัวใจได้

เท่านี้ยังไม่พอยังสามารถช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีช่วยลดความดันโลหิตช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้และยังสามารถต่อต้านมะเร็งได้เพราะว่าในข้าวโพดนั้นมีการสร้าง โรดอปซิน ที่จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และเส้นใยของข้าวโพดยังช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นทำให้ขับถ่ายได้คล่องขึ้น

และนี่ก็คือน้ำนมข้าวโพดสิ่งดีๆที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ซึ่งเป็นวิธีง่ายๆที่ใครนั้นก็สามารถทำได้เพียงแค่ไม่กี่ขั้นตอนก็ได้น้ำนมข้าวโพดที่มีประโยชน์ ร่างกายเป็นอย่างมากควรทำติดบ้านไว้ก็บอกเลยว่าดีไม่น้อยเลยจริงๆ

แค่เปลี่ยนความคิดชีวิตก็เปลี่ยน ข้อคิดดีดีจากพระมหาสมปอง

โดยในวันนี้เราก็จะเอาแนวคิดดีๆกับธรรมะที่ทำให้เรานั้นสามารถมองโลกในแง่บวกและสามารถพลิกวิกฤตให้เกิดกลายเป็นโอกาสได้โดยธรรมะกับความคิดนี้ได้เผยแพร่จากพระมหาสมปองที่ท่านได้มีการกล่าวถึงเรื่องวิกฤตต่างๆนั้นเอง

โดยวิกฤตนั้นก็จะมีหลายด้านต่างๆกันปลายทางวิกฤตทางการเงินการเมืองทางความคิดต่างๆมากมายแล้วแต่ว่าจะเป็นทางด้านไหนแต่วิกฤตที่อันตรายมากที่สุดก็คือวิกฤตทางด้านจิตใจก็คือการที่เรานั้นคิดมากเกินไปจนเกิดความคิดที่สามารถบั่นทอน กำลังใจและชีวิตของเราได้อย่างเช่นถ้าหากเรานั้นพบว่ามีคนมานินทาว่าร้ายก็มักจะเกิดความกลุ้มใจกันเสียส่วนใหญ่แต่ถ้าหากมองในแง่ดีแล้วนั้นเราก็จะสามารถเอาคำพูดเหล่านั้นมาปรับปรุงตัวเองให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองจนสามารถปรับจุดอ่อนของตัวเองให้กลายเป็นคนที่ไม่โดนนินทาได้

ซึ่งในบางครั้งจุดอ่อนที่เรานั้นได้ยินจากปากคนอื่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้ว่านั่นคือจุดอ่อนของเราเองถ้าหากเราได้ยินแล้วเราก็สามารถมาปรับพัฒนาปรับปรุงตนและจะเกิดความคิดที่ขอบคุณคนเหล่านั้นที่อุตส่าห์ช่วยค้นหาข้อมูลทำให้ตัวเรานั้นสามารถปรับปรุงตัวเองได้เป็นที่สำเร็จกลายเป็นพลังงานในการสร้างคำนินทาเป็นแรงจูงใจพัฒนาตัวเองได้อีกหนึ่งทาง

และเช่นกันถ้าหากเรานั้นเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้สู้ไม่ถอยเราจงจำไว้ว่าโอกาสนั้นมักจะเกิดขึ้นกับคนทุกคนอยู่เสมอแต่จะเกิดต่างที่ต่างเวลาและจะเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ซึ่งเรานั้นก็ไม่อาจจะรู้แต่จงจำไว้ว่าโอกาสนั้นเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มที่เกิดขึ้นได้กับคนที่ไม่ยอมแพ้เท่านั้นยกตัวอย่างเช่นถ้าหากมีบริษัทผลิตรองเท้าแห่งหนึ่งได้ส่งพนักงานขาย 2 คนไปที่เกาะเกาะหนึ่งเพื่อเปิดตลาดใหม่พอคนแรกไปถึงก็มีสีหน้าที่เศร้าหมองพร้อมกับบอกเจ้านายว่านายครับไม่ต้องไปส่งรองเท้าที่เกาะนั้นหรอกเพราะในเกาะนั้นไม่มีใครใส่รองเท้ากันเลยสักคน

แต่คราวนี้เรามาฟังคนที่ 2 กันบ้างเพราะคนที่สองนั้นกลับมารายงานกับหัวหน้าของเขาเขาก็กลับบอกว่านายครับถือเป็นโอกาสทองที่เรานั้นจะสามารถเจาะตลาดไปขายรองเท้าที่เกาะนั้นได้อย่างมหาศาลเพราะที่เกาะนั้นไม่มีใครใส่รองเท้าเลยสักคนซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราเห็นว่ามุมมองความคิดนั้นแม้จะเป็นเหตุการณ์เดียวแบบเดียวกันแต่ถ้าหากเกิดมุมมองมีคนละมุมกันก็จะเกิดความคิดที่แตกต่างกันได้ด้วยเช่นกันเอาล่ะมาฟังเรื่องนี้แล้วทุกคนก็จะคิดกันได้ใช่ไหมว่าระหว่างพนักงาน 2 คนนี้ใครการที่จะเกิดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่าระหว่าง

คนแรกที่เชิญกับวิกฤตทางความคิดกับคนที่ 2 ที่ได้มีการพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสทองนี่แหละเพียงแค่นี้เราก็จะรู้เลยว่าอันไหนคือความคิดที่สามารถต่อยอดทำให้เรานะจะสบความสำเร็จได้ซึ่งก็อย่างที่เขาพูดไปนั่นแหละว่าเมื่อเริ่มต้นดีก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งขึ้นเมื่อไหร่ที่เรานั้นเจออุปสรรคใหญ่แค่ไหนจงจำไว้ว่าปัญญาเป็นบิดาของนักประดิษฐ์

และเมื่อเราเกิดปัญหาจงอย่าท้อถอยยอมแพ้แต่อย่างใดให้คิดหาหนทางแก้ไขเพราะทางแก้ไขนั้นมีหลายทางอยู่ที่ว่าเรานั้นจะเลือกไปทางไหนแต่ที่แน่ๆเรานั้นควรจะเปิดใจให้กว้างรับผลทางนั้นที่จะเข้ามาซึ่งเปรียบกับปัญหานั้นก็เปรียบได้ว่าปัญหาก็เหมือนกับกลอนประตูเมื่อมันล็อคมันก็ต้องมีเปิดด้วยเช่นกัน นั้น เมื่อเจอปัญหาเมื่อเจอวิกฤตต่างๆขอให้ตั้งสติทำตัวเหมือนน้ำนิ่งแล้วก็พริกปัญหาวิกฤตเหล่านั้นให้กลายเป็นโอกาสของเราเสีย

ด้วยความคิดนี้เราก็สามารถเอาวิกฤตต่างๆมาดเปลี่ยนให้กลายเป็นข้อคิดดีๆถ้าหากเรานะสามารถปิดความคิดได้ชีวิตของเรามันก็จะดีขึ้นได้ด้วยเช่นกันซึ่งเรามาดู

10 ข้อที่จะมาทำให้เกิดข้อคิดดีๆกันดีกว่าว่าจะมีอะไรกันบ้าง

1. ทำดี ดีกว่าขอพร มัวแต่อ้อนวอน พรไม่มี ทำดีนั่นแหละ เป็นพร ทำแต่กรรมดี ทวีพร “พรทั้งปี คือทำดีตลอดไป”

2. ความรักของความสำเร็จก็คือการเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอเพื่อให้พร้อมรับกับโอกาสที่จะมาถึง

3.สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดสำหรับคนเราและเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นนั่นก็คือความคิดดั่งเช่นคำว่า you are what you think “คุณคิดอะไรก็จะ เป็นอย่างนั้น”เพราะเราเชื่อว่าความคิดมีตัวตนคนเป็นอย่างที่คุณคิด

4. ถ้าไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเหลือเราในยามที่เราลำบากแต่อย่าลืมว่ายังเหลืออีก 1 อย่างตรงปลายแขนของตัวเองที่สามารถดึงตัวเองขึ้นมาและพร้อมช่วยเหลือตัวเองอยู่เสมอ

5. ควรจำ พูดคำว่าไม่เป็นไรอยู่ไห้บ่อยให้เคยปากมากกว่าคำพูดที่ว่าจะเอาอย่างไรดี

6. อย่าหักโหมหรือแบกอะไรที่เกินกำลังของตัวเองเพราะหน้าไม่ทำให้เพียงแค่เรานั้นเกิดความทุกข์มันอาจจะสั่งผลต่อการยืนของเราไม่ให้ยืนตัวตรงได้อย่างยาวนานอีกด้วย

7. จงอย่าทำในสิ่งที่ไม่มีสิทธิ์ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่มีค่า อย่ารอในสิ่งที่ไม่มา และอย่าไขว่คว้าในสิ่งที่ไม่จริง

8.หากเมื่อเราเกิดความทุกข์และรายละเอียดใจอยากจะร้องไห้จงรอให้เต็มที่ร้องไห้เยอะๆจากนั้นเมื่อหยุดร้อนก็หามาถามตัวเองว่าเรานั้นได้อะไรจากน้ำตาที่เราเสียไปบ้าง

9. สตินั้นสามารถช่วยทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กได้และก็สามารถทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน

10. ความร่าเริงถือเป็นกำไรของชีวิตถ้าหากวันไหนหงุดหงิดแปลว่าชีวิตนั้นจะขาดทุน

เปิดภาพ มอเตอร์เวย์บางปะอิน-โคราช ถนนยกระดับที่สวยที่สุดในเมืองไทย

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆที่หมอยังไม่สำหรับคนไทยที่กำลังสนใจในการเดินทางไปภาคเหนือเพราะในตอนนี้ได้มีการสร้างมอเตอร์เวย์ทางภาคอีสานได้เป็นที่สำเร็จโดยในปัจจุบันนั้นทางขนส่งก็มีการเชื่อมต่อการเดินทางให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของการเดินทางและการขนส่งทางด้านโลจิสติกส์โดยเฉพาะยังสามารถช่วยในเรื่องรถติดนิยามที่เกิดจราจรมีพื้นที่ไม่เพียงพอในช่วงเทศกาลได้

โดยมอเตอร์เวย์นี้ก็ได้มีการสร้างมอเตอร์เวย์เส้นฟ้าบางปะอิน-นครราชสี โดยเป็นมอเตอร์เวย์ลอยฟ้าโดยในตอนนี้ดำเนินมาแล้ว 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เสร็จสิ้นและมีการผ่าเส้นทางผ่านศาลจังหวัดก็คือ พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และนครราชสีมา ซึ่งมอเตอร์เวย์นี้นอกจากจะมีความสำคัญนอกจากการระบายการจราจรให้มีความสะดวกสบายในอนาคตแล้วจึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเส้นทางหนึ่งที่สวยงามที่สุดเลยก็ว่าได้

โดยเฉพาะเส้นทางที่อยู่ในช่วงเรียบเขื่อนลำตะคองโดยนัยตรงนี้เราสามารถขับรถไปและชมวิวเขื่อนกับสายน้ำอันกว้างใหญ่แบบไกลสุดลูกหูลูกตาได้ยิ่งมองจากมุมสูงก็เห็นได้เลยว่าถนนเส้นนี้มีความสวยงามเป็นอย่างมาก

ซึ่งในตอนนี้ก็ได้มีการดำเนินการเสร็จสิ้นใกล้จะเสร็จแล้วและเชื่อว่าถ้าหากมีการเปิดบริการเมื่อไหร่จะมีประชาชนจำนวนมากใช้งานอย่างแน่นอนและเรานั้นก็จะสามารถได้ชมภาพถนนที่สวยงามเหมือนต่างประเทศได้จากที่นี่นั่นเอง

ลุงลองแล้ว! ทำได้จริง 1 ไร่ สร้างรายได้ 6 แสนต่อปี ถ้ามี 10 ไร่ก็ทำได้ 6 ล้าน

โดยในวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับลุงประทีปมายิ้มซึ่งเป็นเจ้าของเกษตรกรศูนย์การเรียนรู้วิชาชีพเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืนสวนพออยู่พอกินบ้านมายิ้ม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยคุณลุงประเทศนี้สามารถใช้พื้นที่ 1 ไร่ทำงานได้หลักแสนด้วยการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินได้อย่างเต็มที่โดยตัวเขานั้นมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน

โดยส่วนแรกนั้นมีการแบ่งพื้นที่เป็น 4 ตารางวาใช้เป็นพื้นที่ในการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้ในการกำจัดศัตรูพืช

ส่วนที่ 2 เป็นส่วนที่เอาไว้ปลูกพืชเศรษฐกิจต่างๆโดยยึด 10 เมนูนิยมในครัวไทยต่างๆก็จะมีพวก ข่า ตะไคร้ กระวาน ผักชี ขึ้นฉ่าย ฟักทอง โหระพา กะเพรา พริก มะเขือ มะกรูด มะนาว มะละกอ ฟัก แฟง แตงกวา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการปลูกมะละกอที่สามารถเก็บขายได้ในทุกๆวันวันละ 20 กิโลกรัมโดยขายในกิโลกรัมละ 15 บาทซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ถึง 20,000 บาทต่อเดือนหรือนับเป็นปีปีละ 200 กว่าบาทเลยทีเดียว

ในส่วนพื้นที่ที่ 3 นั้นก็จะมีการใช้พื้นที่ประมาณ 2.5 ตารางวาทำคลอดอักเสบโดยแบ่งออกเป็นเลี้ยงเป็ดไข่ 10 ตัวอีกครึ่งนึงเป็นไก่ไข่อีก 10 ตัวโดยได้ขายทุกวันแล้วจะมีแม่ค้าขายข้าวแกงมารับซื้อทุกวันโดยขายได้อีกเดือนละ 1,000 บาทตกปีละ 12000 บาท

ในส่วนที่ 4 นั้นก็จะทำเป็นบ่อน้ำ 2 บ่อโดยบอกแรกมีการขุดไว้ 2 ตารางวาและคุณไว้เดี๋ยวพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปลาดุก พาะพันธุ์ขายลูกกับใช้ประโยชน์ไว้กินแมลงศัตรูพืช ตัวนี้สูตรนี้สามารถให้อาหารปลาดุกได้แบบฟรีๆโดยไม่ต้องไปเสียตังค์แต่อย่างใดและมีพ่อพันธุ์ไว้ 20 ตัวแม่พันธุ์ อีก100 ตัวเมื่อได้ลูกมันก็จะไปขายในราคาตัวละ 1 บาทโดยใน 1 เดือนก็จะขายได้เป็น 10000 บาทโดยประมาณซึ่งเรียกว่าปีหนึ่งนั้นสามารถสร้างรายได้เกินแสน นอกจากนี้บอกที่ 2 นั้นยังมีเนื้อที่ประมาณ 18 ตารางวามีการก่อสร้างอีกเป็นบ่อเลี้ยง 4 บ่อโดยจะมี 4 กุ้ง 3 ปลา 2 หอย…4 กุ้ง กุ้งก้ามแดง-กุ้งก้ามกราม-กุ้งแม่น้ำ-กุ้งฝอย ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1 พันตัว…3 ปลา ปลานิล-ปลาตะเพียน-ปลาคาร์พ…2 หอย หอยขม-หอยโข่ง

และก็จะมีบ่อดินไว้ผสมพันธุ์ออกลูกเรียนก็ตามแบบธรรมชาติโดยไม่มีการใช้อาหารเม็ดเลยแม้แต่น้อยโดยใน 1 ปีนั้นก็สามารถและกุ้งก้ามแดงจับได้ประมาณ 1.5 แสนบาทและกุ้งก้ามกรามปีละ 2 หนสามารถสร้างเงินได้อีก 14,000 บาทนอกจากนี้ยังมีกุ้งแม่น้ำที่สามารถสร้างรายได้ได้ปีละ 2400 บาท โดยการจับขายนั้นจะจับเฉพาะตัวใหญ่เท่านั้นส่วนตัวเล็กไว้เลี้ยงต่อจนได้ขนาดที่ต้องการแต่ถ้ามีโอกาสจะปล่อยให้จับคู่ผสมพันธุ์เพื่อออกลูกออกหลานตามผลผลิตไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จบ

นอกจากนี้ยังมีปลาตะเพียนอีก 10 ตัวที่ไม่ได้เลี้ยงไว้เพื่อขายแต่เลี้ยงไว้เพื่อตรวจคุณภาพน้ำถ้าหากปลาตะเพียนมารออยู่หัวให้โชว์ดูแต่ว่าเวลานั้นถือว่าควรจะเปลี่ยนน้ำได้แล้วนอกจากการเลี้ยงปลานิลอีก 10 คู่ก็มีการจับลูกของมัน มาขายได้ปีละ 3 หนคนละ 20 กิโลกรัมโดยกิโลกรัมละ 2400 บาทส่วนปลาคราฟโดยซื้อลูกปลาตัวละ 5 บาทมาเลี้ยงไว้ 4-5 เดือนก็สามารถเอาไปขายในร้านปลาสวยงามได้อีกตัวละ 80 บาท หอยขมและหอยโข่ง เลี้ยงไว้ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกก้นบ่อ ปล่อยลูกพันธุ์อย่างละ 1-2 กก. เลี้ยงจนโตออกลูกออกหลาน สามารถจับขายได้ทุกสัปดาห์ หอยขมได้ 200 บาท หอยโข่ง 300 บาท…ปีละ 26,000 บาท

นี่ก็คือไร่ของคุณประทีปที่มีพื้นที่เพียงแค่ 1 ไร่ก็สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างมากมายมีทั้งบ่อปลามีทั้งไข่มีทั้งพืชผักสวนผลไม้ต่างๆที่สามารถสร้างรายได้ได้อย่างไม่รู้จบ

โดนดูถูกว่า คิดเลขไม่เป็น สุดท้ายฮึดสู้ จนสอบติดตำรวจ

โดยในวันนี้เราก็จะเอาสิ่งที่บอกว่าความรู้นะสามารถเป็นใบเบิกทางของชีวิตได้ซึ่งเรื่องนี้ได้ถูกที่สุดมาแล้วจากผู้กองมิ้นหรือ ร.ต.อ.อภิชิต ภัณฑะประทีป อดีตรองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เมืองบุรีรัมย์

โดยผู้กองมิ้นนั้นมักจะสละตัวเองเพื่อไปสอนให้เด็กๆนักเรียนมีความรู้แบบฟรีๆและหวังจะให้เด็กยากจนเหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพในสังคมมีนิสัยดีและมีอนาคตที่สดใสโดยเขานั้นก็สามารถทำให้ชีวิตของเด็กหลายๆคนนั้นประสบความสำเร็จได้อย่างเช่นน้องเต้หรือ นายอุกฤช ปุลันรัมย์ หนุ่มวัย 19 ปี ชาวจ.บุรีรัมย์ ที่เขานั้นสามารถเป็นนักเรียนตำรวจศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาคที่ 9 จังหวัดนครราชสีมาได้เป็นที่สำเร็จโดยพื้นฐานครอบครัวของเขานั้นเป็นลูกชาวนาและพ่อแม่ไม่มีความรู้มากนักแต่เขานั้นก็สามารถทำให้ตัวเองนั้นก้าวสู่ความสำเร็จ

ถ้าหากพูดถึงโจทย์เลขจำนวนลบอย่างเช่น 9-14 คุณเชื่อหรือไม่ว่าน้องเต้นั้นไม่สามารถตอบได้ทั้งๆที่เขานั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และจุดเริ่มต้นของการที่เขานั้นได้โอกาสได้มาเรียนกับผู้กองมิ้นก็เริ่มต้นในเมื่อปี 2549 ซึ่งโชคร้ายในตอนนั้นพ่อแม่ของเขาถูกโกงในคดีโกงตาชั่งขายหมูและเป็นจังหวะดีที่ตอนนั้นผู้กองมิ้นเป็นเจ้าของคดีและมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวของเด็กคนนี้จึงรับไว้ในอนุเคราะห์แล้วก็พบว่าน้องเต้นัดเป็นเด็กที่เรียนอ่อนที่สุดในชั้นเรียนในตอนนั้น

โดยหลังจากที่น้องเต้นั้นได้เรียนจบชั้นม 6 ก็ได้แยกเข้ามาอยู่บ้านสร้างฝันในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงกับที่ผู้กองมิ้นออกจากตำแหน่งตำรวจเพื่อทุ่มเทมาดูแลสอนเด็กๆอย่างเต็มตัวโดยจำนวน 2 วิชาอย่างเช่นคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่น้องเต้เรียนอ่อนเป็นอย่างมาก แตกในตลอดระยะเวลา 1 ปีนะเขาก็ตั้งใจพาตัวเองมาเรียนรู้ในบ้านสร้างสรรค์อย่างนี้โดยเท่านั้นหมั่นเพียรอ่านหนังสือฝึกทำข้อสอบร่วมกับน้องๆคัดภาษาอังกฤษวันละ 50 อ่านตามคำสั่งผู้กองมิ้นฉะนั้นเมื่อเกิดอุปสรรคแต่เขาก็สามารถปรับอุปสรรคต่างๆได้ด้วยตัวเองนักพัฒนาจนกลายเป็นบุคคลหนึ่งที่สามารถเรียนรู้ได้

โดยในตอนนั้นน้องเต้เป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดและก็กลายเป็นเด็กที่เรียนอ่อนที่สุดในบ้านจากเด็กที่บวกลบเลขไม่เป็นในวันนั้นเขาก็สามารถฝ่าฟันสอบชินลำดับจนได้เป็นนักเรียนตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 จ.นครราชสีมา สำเร็จในครั้งแรกได้เป็นที่สำเร็จจนเกิดความภาคภูมิใจให้กับย่าวัย 80 ปีที่รักเขาเป็นอย่างมากรวมถึงพ่อแม่โดยเขานั้นก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องชายวัย 14 ปี ของเขาด้วยเช่นกัน

และบทพิสูจน์นี้เองก็ทำให้เขาได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขากลัวและเป็นกับดักความคิดความไม่เสมอภาคต่างๆนั้นเขาสามารถทิ้งมันไปได้อย่างง่ายดายแม้จะแลกกับความเหนื่อยกับความเหนื่อยนี้มันก็หอมหวานแล้วคุณคว้าเมื่อมันสำเร็จด้วยคราวหน้าสามารถทำให้พ่อแม่น้ำภาคภูมิใจที่เขาน่าจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆและมายืนถึงจุดนี้ได้เป็นที่สำเร็จ ถึงแม้ว่าเขาจะเริ่มช้ากว่าใครแต่ด้วยความพยายามเขาก็สามารถทำได้เป็นที่สำเร็จ

รักของพ่อแม่ คือรักแท้ที่ยั่งยืน ไม่มีอะไรเทียบได้

โดยในวันนี้เราก็จะเอาแนวคิดดีๆที่เกี่ยวกับความรักของพ่อแม่ที่บอกด้วยว่าความรักของพ่อแม่นั้นวิเศษยังยืนขนาดไหนซึ่งทุกคนก็จะทราบกันดีว่าพ่อแม่นั้นสามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้และทุกอย่างที่ทำมันก็เพราะความรักล้วนๆฉะนั้นเราควร จะรู้จักความรักของพ่อแม่ให้ดีด้วยความรักตามพระพุทธศาสนานี้มีการแบ่งออกเป็น 2 แบบนั่นก็คือ

แบบที่ 1 ความชอบใจในบุคคลหรือสิ่งที่จะเอามาบำรุงบำเรอความสุขของเรา : โดยการชอบใจนั้นก็เป็นเพราะว่าความชอบใจจะมาสนองความต้องการในส่วนของเรื่องบำรุงบำเรอทำให้คนเรานั้นมีความสุขได้และอะไรที่ทำให้คนเรามีความสุขชอบใจก็จะเป็นสิ่งที่เรานั้นต้องการบาง

แบบที่ 2 ความต้องการให้คนอื่นมีความสุข หรือความปรารถนาให้คนอื่นมีความสุ โดยความรักแบบที่ 2 นี่แหละก็คือความรักที่พ่อแม่นั้นอยากจะมีให้ลูก

ซึ่งพออ่านแล้วเราก็จะเห็นกันเลยว่าความรักทั้งสองอย่างนี้ตรงข้ามกันเพราะแบบไม่ได้มันคือการบำรุงความสุขของตัวเองแต่แบบที่ 2 คืออยากให้เขาเป็นสุขฉะนั้นความรักจึงมี 2 แบบที่เรานั้นมักจะเห็นกันได้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่นความรักของหนุ่มสาวที่คือการชอบใจอยากจะให้มาสนองความต้องการของตนทำให้ตัวเองนะมีความสุข

แต่พอถ้าเราหาดูมุมมองในความรักของคนเป็นครอบครัวแล้วก็จะเป็นอีกแบบหนึ่งคือความรักระหว่างพ่อแม่ที่มีให้กับลูกโดยเฉพาะโดยเป้าหมายความหวังสิ่งใดก็คืออยากจะให้ลูกมีความสุข

ฉะนั้นถึงเล็กๆว่าคนเรานั้นต้องแยกแยะระหว่างความรักทั้ง 2 แบบนี้ให้ได้ถึงจะรู้ว่ารักแบบไหนโดยความรักที่มาในรูปแบบของการบำรุงความสุขนั้นเรียกว่า ราคะ ส่วนความรักที่อยากจะให้คนอื่นนั้นเป็นสุขเขาเรียกว่า เมตตา โดยความรักทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันและมีผลต่อกันแตกต่างกันด้วย

ซึ่งถ้าหากมีความรักแบบแรกก็คือการต้องการที่จะเอาทุกอย่างนั้นมาเป็นของตนเพื่อทำให้ตนนั้น มีความสุขจึงเกิดการแก่งแย่งชิงดีและพึ่งมาด้วยความเห็นแก่ตัว

แต่ความรักในแบบที่ 2 นั่นคือการทำให้คนอื่นมีความสุขพยายามให้เขามีความสุข เหมือนกับความรักของพ่อและแม่ทำให้กับลูกเมื่อเห็นลูกมีความสุขพ่อแม่ก็สุขตาม

ฉะนั้นจึงเรียกว่าความรักของพ่อแม่คืออยากจะทำให้ลูกและมีความสุขอยู่ตลอดเวลาเพราะการมีความสุขของลูกนั้นก็คือทำให้ตัวพ่อแม่มีความสุขไปด้วยจึงไม่แปลกที่ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่นั้นอยากจะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกและมีความสุขและวิธีการสำคัญอย่างที่ทำให้ลูกมีความสุขและก็คือ การเห็นแก่ลูกโดยพ่อแม่นั้นจะต้องมีความสุขให้แก่ลูกและทำให้ลูกมีความสุขมากที่สุด

หรือเรียกอีกอย่างว่าการเสียสละก็ได้ซึ่งการเสียสละนั้นคือการเสียสละด้วยความเต็มใจแต่การยอมเสียไปนั้นคือการเปลี่ยนใจและทำให้เกิดทุกข์ฉะนั้นเมื่อมีความรักแบบที่ 2 การเสียสละด้วยความเต็มใจในก็เกิดขึ้นโดยความเสียสละนี้ก็จะทำให้เกิดความสุขและตามด้วยความเมตตาจึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่อง

และความรักอีกประเภทหนึ่งนั่นก็คือต้องได้จึงจะเป็นสุขจะตายเป็นกระแสกิเลสของบุคคลทั่วไปที่เรานั้นมาจะเห็นกันอยู่ในบนโลกนี้เมื่อได้มาแล้วก็รู้สึกเป็นสุขแต่ถ้าเสียไปก็จะรู้สึกเป็นทุกข์นี่คือวิถีชีวิตของมนุษย์แต่ถ้าหากเรามีแต่ทุกข์นั้นก็จะทำให้เกิดคุณธรรมไม่ได้ว่าหนูจะเกิดความเบียดเบียนการแก้ปัญหาสังคมไม่ได้แต่เมื่อไหร่ถ้าหากเรามีความสุขจากการให้ก็จะทำให้แกเป็นความสุขที่ดีปัญหาสังคมนั้นลดลงและสามารถแก้ไขได้ในทันทีเพราะมนุษย์จะเกิดความเกื้อกูลซึ่งกันและกันแบ่งปันซึ่งกันและกันเกิดความรักและความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาด้วยกันและกัน

มนุษย์มีความสุขจากการให้จะกลายเป็นความสุขทั้งสองฝ่ายด้วยกันเมื่อผู้ใด สุขก็จะเห็นคนที่ให้สุขด้วยเช่นกัน จึงกลายเป็นความสุขแบบประสานกันทั้งสองฝ่าย ดังนั้นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกนั้นก็คืออยากเห็นลูกมีความสุขคือจะพยายามทำอะไรต่างๆเพื่อตอบสนองความสุขของลูกเมื่อเห็นว่าลูกมีความสุขและพ่อแม่ก็จะสุขตามแต่งั้นก็แปลว่า อแม่จึงมีความสุขในการที่ได้ให้แก่ลูก ในขณะที่คนทั่วไปต้องได้จึงจะมีความสุข แต่พ่อแม่ให้แก่ลูกก็มีความสุข แม้ตัวเองจะต้องทุกข์เดือดร้อนพ่อแม่ก็ยอม

แต่ในบางครั้งการที่จะทำให้ตัวเองเดือดร้อนแต่พอเห็นลูกมีความสุขแล้วก็กลับเป็นความสุขที่มาซะอย่างนั้นแต่ในทางตรงข้ามกันถ้าเห็นลูกไม่สบายหรือตกทุกข์ยากลำบากก็จะทำให้เกิดความสงสารแต่ก็ไม่มีความรังเกียจความเบื่อหน่ายแต่อย่างใดและจะยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อลูกด้วยกัน รักของพ่อแม่นี้เป็นรักแท้ที่ยั่งยืน ลูกจะขึ้นสูง ลงต่ำ ดีร้าย พ่อแม่ก็รัก ตัดลูกไม่ขาด ลูกจะไปไหนห่างไกล ยาวนานเท่าใด จะเกิดเหตุการณ์ผันแปรอย่างไร แม้แต่จะถูกคนทั่วโลกรังเกียจ ไม่มีใครเอาด้วยแล้ว พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดก็ยังเป็นอ้อมอกสุดท้ายที่จะโอบกอดลูกไว้

นี้แหละที่ว่า เป็นการแยกความหมายของความรักเป็น ๒ แบบ พ่อแม่มีความรักแบบที่ ๒ ซึ่งเป็นรักแท้ คนทั่วไปเริ่มต้นก็มีความรักแบบแรก คืออยากได้เขามาทำให้ตัวเรามีความสุข แต่คนควรจะพัฒนาจากความรักแบบที่หนึ่งไปสู่ความรักแบบที่สอง คือ ให้ความรักแบบที่สองเกิดมีขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างดุลยภาพในเรื่องความรัก เช่น ระหว่างหนุ่มสาว ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่งอย่างเดียวจะไม่ยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน เพราะว่าความรักแบบที่หนึ่งนั้น ต้องการที่จะเอาเขามาเป็นเครื่องบำรุงบำเรอตัวเองเท่านั้น ถ้าเมื่อไรตนไม่สมใจปรารถนา เมื่อนั้นก็จะเกิดโทสะ มีความชิงชัง หรือไม่ก็เบื่อหน่าย แล้วปัญหาก็จะเกิดขึ้น

ฉะนั้น คนเราอาจจะเริ่มต้นด้วยความรักแบบที่หนึ่งได้ ตามเรื่องของปุถุชน แต่จะต้องรีบพัฒนาความรักแบบที่สองให้เกิดขึ้น พออยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว ถ้ามีความรักแบบที่สองเข้ามาหนุน ก็จะทำให้อยู่กันได้ยั่งยืน ความรักแบบที่สองจะเป็นเครื่องผูกพันสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตครองเรือนมีความมั่นคง ดังนั้นปุถุชนนี้อย่างน้อยก็ให้มีความรัก ๒ แบบ มามีดุลยภาพกันก็ยังดี ขอให้ได้แค่นี้ก็พอ

ฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าถ้าหากคนเรานั้นมีจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ก็จะสามารถเกิดความสุขได้อย่างมากมายบนโลกนี้เพราะเมื่อไหร่ที่เราได้เห็นเพื่อนมนุษย์มนุษย์มีความสุขเราก็จะมีความสุขตามด้วยเช่นกันด้วยคนที่สามารถพัฒนามาถึงระดับนี้นั่นก็คือ พระโสดาบัน เป็นต้น พระโสดาบันนั้นไม่มีมัจฉริยะ ไม่มีความตระหนี่ ไม่มีความหวงแหน มีความพร้อมที่จะให้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือเมตตาก็เจริญมากขึ้นด้วย และท่านก็มีความสุขยิ่งขึ้นมากมาย จนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ก็มีแต่สุข ไม่มีทุกข์เหลืออยู่เลย

ความรักของพ่อแม่ถึงแม้จะจำกัดอยู่กับลูกก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เป็นการหวงแหนอย่างความรักแบบที่หนึ่ง คือพ่อแม่รักลูก ความหวงนั้นจะมีแต่ในแง่ที่อยากให้ลูกมีความสุข ไม่ยอมให้ใครมาทำให้ลูกทุกข์ แต่ไม่ได้หวงแหนที่ว่าต้องการครอบครองเอาไว้เป็นของตัว เพื่อบำเรอความสุขของตัว ไม่มีความหึง คือไม่ได้หวงผัสสะไว้เพื่อตัว และไม่ได้หวงใจ แต่ตรงกันข้าม ถ้าลูกมีคู่ครองที่ดีมีความสุข พ่อแม่ก็พลอยมีความสุขไปด้วย

นายกประกาศ! จับตาผู้ใช้โซเชียล ‘ใบ้หวย’ ผิดกฎหมาย

ใครที่ชอบใบ้หวยบอกเลยว่าต้องขนลุกเพราะตอนนี้ ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีการกล่าวถึงมาตรการในการป้องกันความรุนแรง

โดยมีการเผยแพร่ข้อมูลในเชิงการใช้ความรุนแรงในโลกออนไลน์ว่าในปัจจุบันนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากและตนก็ยังได้รับผลกระทบจากสังคม Social Media จึงไม่สามารถทำให้ควบคุมได้มากนักซึ่งจะถูกกล่าวหาว่าถูกละเมิดสิทธิมนุษย์ชนดังนั้นจึงอยากจะให้ประชาชนเลือกวิธีการเสพข่าวผ่านโซเชียลเพิ่มให้เกิดความขัดแย้งด้วย

และยังบอกอีกว่า ทางพลเอกประยุกต์ ไม่สบายใจทั้งสองทาง วันนี้ เพราะเรื่องดังกล่าวนี้ทำให้เกิดความแตกแยกกันในสังคมอย่างรุนแรงจนเกิดความเกลียดชังทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองและมีการแบ่งข้าประชาชนออกมาเป็น 2 ขั้วจึงทำให้มีโอกาสที่จะลุกลามบานปลายในอนาคตจึงอยากจะให้ทุกคนนั้นมีภูมิต้านทานที่ดีในการรับข่าวโดยเฉพาะข่าวปลอมทั้งหลาย ที่ออกมาดิสเครดิตกัน

“ผมได้สั่งให้ตรวจสอบ เพราะบางทีเกิดข้อสงสัยว่า บางกระแสโซเชียล บางเพจ ก็มาถี่มากในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องไปดูว่าแหล่งข้อมูลมาจากที่ใด แต่บางครั้งอาจเป็นเรื่องที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ มีทั้งเจตนาและไม่เจตนา หรือสร้างเรื่องขึ้นมา ทำให้สังคมสับสนอลหม่าน ก็ต้องไปดูว่ากฎหมายสามารถควบคุมได้มากน้อยเพียงใด จึงขอให้ทุกคนระมัดระวังในกรณีที่เผยแพร่ข่าวสารไม่เป็นจริง ข่าวเท็จ

และในกรณีที่ทางรัฐบาลนั้นจะแจกเงินโดยปกติแล้วอยู่ๆรัฐบาลจะสามารถแจกเงินได้อย่างไรซึ่งในฐานะนายกพลเอกประยุทธ์ก็มีการยืนยันว่าตัวเองนั้นไม่เคยพูดและไม่อยากมาหลอกคนฉะนั้นก็อย่าหลอกคนละปลุกปั่นอย่างเช่นกรณีที่มีบัตรฉ้อโกงบัตรพนักงานเป็นต้นรวมถึงการใบ้หวย ถูกกันบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งความจริงก็ผิดกฏหมายอยู่แล้ว แล้วยังจะหลอกลวงคนอื่นอีก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ถูกถามจบด็อกเตอร์ แต่ทำไมมาเลี้ยงไก่ ทำนา

หลายคนนั้นแม้จะเรียนจบมาสูงสักแค่ไหนแต่ก็ไม่สามารถการันตีได้เลยว่าใบปริญญาที่เราได้มานั้นจะสามารถต่อยอดอาชีพให้เราหาเลี้ยงไปได้ทั้งชีวิตซึ่งก็มีบางคนนั้นแม้แต่เรียนจบมาตำแหน่งส่วนสูงแต่ก็ยังหันไปทำไร่สวนพืชนาอย่างเช่นดรหนุ่มวัย 31 ปีคนนี้ที่มีชื่อว่า สิริกร ลิ้มสุวรรณ

โดยตัวเขานั้นไม่สนใจใบปริญญาและเลือกหันมาทำอาชีพชาวนานายต้องการเปลี่ยนความคิดคนในสังคมจนได้รับตำแหน่ง ผอ.สถาบันPostบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหาร มหาวิทยาลัยรังสิต…

โดยมองเพลินแล้วหนุ่มคนนี้นั้นจะเป็นเพียงแค่ชาวเกษตรกรบ้างและที่ใครเห็นทั่วไปแต่บอกเลยว่าดีของเขานั้นเป็นถึงอาจารย์หมาที่อะไรซึ่งตอนอยู่ในคณะนวัตกรรมการเกษตรมหาวิทยาลัยรังสิตและยังคงดำรงตำแหน่งผอ. สถาบันบ่มเพาะและส่งเสริมเกษตรอินทรีย์วิถีไทยและอาหารในวัยเพียงแค่ 31 ปีเท่านั้นโดยหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจในการสอนตัวเขาก็จะกลับไปเป็นชาวเกษตรกรและใช้ชีวิตในไร่ท้องทุ่งนาในฉบับแบบคนรุ่นใหม่

ย้อนไปในวัยเด็กมัธยมนั้นตัวขาวนั้นจบจากโรงเรียนสมเด็จย่าหรือโรงเรียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ กาญจนบุรี โดยตัวขาวนั้นชื่นชอบในการเรียนรู้โครงการพระราชดำริละครซึมซับอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์และเมื่อจบมาก็ได้ทำงานอยู่ทางด้านฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่งโดยในตอนนั้นทั้งชีวิตและเงินเดือนก็ไปได้ด้วยดีแต่ในตอนนั้นก็เกิดความคิดว่านี่ใช่ความสุขจริงหรือไม่

เพราะดร.หนุ่มคนนี้ได้มีความรู้สึกว่า ตัวเขานั้นรู้สึกไม่มีความสุขกับงานแบงค์สักเท่าไหร่เพราะเขาต้องสวมชีวิตแบบคนเมืองแต่ในจริงๆแล้วในใจเขาแสวงหาชีวิตแบบชาวไร่ชาวนาเขาต้องการใช้ชีวิตแบบที่ใน 1 วันไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำสามารถหากินในส่วนของตัวเองก็ได้

ย้อนกลับไปอีกทีในปี 2548 ในสมัยที่เขานั้นยังได้เรียนอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยรังสิตก็ได้มีการเกิดการชุมนุมของชาวเกษตรกรจะได้เข้าไปพูดคุยและเริ่มสนใจในการทำเกษตรอย่างจริงจังและสิ่งแรกที่อยากจะทำมันก็คืออยากจะทำกิจกรรมเพื่อชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการและอยากจะพัฒนาบ้านเกิดให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้นแต่อีกทางหนึ่งก็สวยกับความคาดหวังของคนในครอบครัวเพราะว่าด้วยความเป็นลูกชายคนเดียวของบ้านอีกทั้งคุณพ่อนั้น ยังทำงานการไฟฟ้าและแม่ยังเป็น รองผอ. ศาลจังหวัดกาญจนบุรี จึงทำให้ท่านทั้งสองนี้ไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกชายของตัวเองนั้นกำลังลงมือทำ

โดยเวลาว่างจากการเรียนนั้นเขาก็ใช้เวลากลับไปที่บ้านเสมอเสมอโดยเริ่มจากการลงมือเลี้ยงไส้เดือนเพื่อผลิตปุ๋ยขายเนื้อวัวและศึกษาการทำนาและมีการปลูกผักคะน้าผักกาดแก้วผักกวางตุ้งซึมซับและเรียนรู้จักคุณยายวัย 80 ปีอีกทอดหนึ่ง แต่แล้วชีวิตของเขาก็ได้ไปทำงานอยู่ฝ่ายการตลาดของธนาคารแห่งหนึ่ง

แต่ถ้าว่าด้วยระบบงานที่พาดชีวิตไปจากครอบครัวแม้กระทั่งเวลาที่แม่ป่วยก็ยังหาเวลาลางานมาไม่ได้จึงทำให้เกิดความคิดว่าตัวเขานั้นจำเป็นจะต้องที่มีเวลาให้กับครอบครัวมั้ง และมีความคิดที่อยากจะลาออกจากงานมาทำเกษตรโดยนัยตอนนั้น คุณพ่อก็ได้มีการเตือนว่าให้คิดดีๆเพราะการทำเกษตรนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดยิ่งทำยิ่งเหนื่อยทางที่จะรวยนะมันยาก

แต่เช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเขาก็ได้ลาออกจากงานธนาคารและลงมือดำนาปลูกข้าวหอมมะลิเป็นจำนวน 3 ไร่ด้วยตัวเอง มีการต่อสู้กับการทำนาแบบเคมีแปลงใกล้เคียงโดยมีการลองดูว่าจะรอดหรือไม่รอด

หลังจากนั้นเมื่อผ่านไป 4 เดือนเขาก็ได้ข้าวเปลือก 1 ตันและสีออกมาได้เข้าศาลประมาณ 800 กิโลเมตรโดยครึ่งนึงเก็บไว้กินอีกครึ่งนึงนำไปบดเป็นผงเพื่อจำหน่ายเป็นผงพอกหน้าโดยตัวเขานั้นไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณข้าวแต่แขนการที่นวัตกรรมในการทำข้าวซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครอยากได้ผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อนสารเคมีเพราะมีผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากจะทานอะไรที่เป็นอินทรีย์เกษตรกันทั้งนั้น

“…ก็อยากจะลองดูว่า เสื้อผ้าเกาหลียังรอพรีออเดอร์กันได้ แล้วทำไมสินค้าเกษตรของคนไทยถึงจะรอกันไม่ได้ จึงตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อเปิดตลาดออนไลน์แล้วได้ใช้ความรู้จากปริญญาโทสาขาวิชากฎหมายมหาชน จัดตั้งบ้านรักษ์ดินเป็นวิสาหกิจเพื่อชุมชน ปลูกผัก ปลูกผลไม้อย่างไร เลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงไส้เดือน โดยเฉพาะเลี้ยงไก่ขายไข่ขบถ และต่อยอดถึงปริญญาเอก จนกระทั่งพ่อกับแม่เปิดใจยอมรับ กับคำถามและความสงสัยที่ว่า…ที่นั่งพิมพ์อยู่หน้าจอมันจะมีเงินเข้ามาในบัญชีได้อย่างไร”

เลยนอกจากนี้เขาก็ได้มีการนำมาเผยแพร่การเลี้ยงไข่ไก่แบบ อินทรีย์วิถีไทยที่บอกเลยว่าชาวเกษตรภายในไม่ควรพลาดขอการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์วิถีไทยนั้นจะเรียกได้ว่าเป็น ไข่ขบถ. โดยมีความหมายมาจาก “ขบถ” มาจากคำว่า “กบฏ” เพื่อฉีกกฎหวังเปลี่ยนแปลงระบบเดิม ๆ โดยจุดมุ่งหมายนั้นคือต้องการสร้าง Impact ต่อสังคมให้กระทบใจผู้บริโภคจึงเกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงไก่ไข่ไว้รับประทานเองในครัวเรือนและจะไม่ใช้สารเร่งโตแต่อย่างใดไม่ใช้ยาปฏิชีวนะไม่ให้หัวอาหารสำเร็จรูปไม่ใช้ข้าวโพดหรือถั่วหรือตัดต่อพันธุกรรมขังในกรงเล็กๆแต่ไก่ที่เลี้ยงน้ำจะต้องได้ใช้ชีวิตตามวิถีของมันคุ้ยหาอาหารตามพื้นดินธรรมชาติที่เปิดโล่งจึงทำให้ไข่ไก่ที่ได้นั้นไม่มีความคราว

โดยการเลี้ยงแบบนี้ จะเป็นการขบถ ฟาร์มปิดกระแสหลัก เพราะระบบฟาร์มแบบปีกนั้นจะถามแม่ไก่อยู่ในกรงที่แออัดมีหน้าที่ในการป้อนไข่เพื่อนำไปขายในตลาดทุนนิยมเท่านั้นจึงทำให้แม่ไก่เหล่านี้อ่อนแอและเสี่ยงต่อการเกิดโรคและได้รับการดูแลต่ำโดยใช้ฮอร์โมนและสารเร่งไข่แดงและยาปฏิชีวนะต่างๆเมื่อเกิดโรคติดต่อในฟาร์มปิดแม่ไก่ก็จะถูกฆ่าและนำลูกไก่ทั้งหลายไปทิ้งเมื่อเกิดโรคระบาด

โดยตัวเขานั้นได้พยายามทำตามที่แม่ไก่นั้นมีพื้นที่ในการวิ่งเล่นและเดินอิสระหากินได้ด้วยตัวเองไม่ใช้ยาเร่งด้วยใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไรดอยอาหารที่นำมาให้แม่ไก่นั้นก็เป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายเช่น ผักตบชวา ต้นกล้วย รำข้าว ผักและผลไม้ แมลงต่าง ๆ รวมถึงใช้สมุนไพรรักษาโรคก็สามารถใช้ได้ด้วยเช่นกัน

“ปัญหาของเกษตรกรทุกวันนี้ คือ ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ต้องซื้อทุกอย่างแบบผูกขาดจากนายทุน แต่ทำไมขายแล้วเจอช่วงราคาตกต่ำ ขาดทุนจึงวนอยู่แบบนี้ ไม่สามารถหลุดออกจากห่วงโซ่ตรงนี้ได้ ก็ต้องไปกู้เงินทุนจากภาครัฐหรือเอกชนมาหมุน ฉะนั้นทำอย่างไรให้พวกเขาหลุดออกจากวงจรอุบาทว์นี้”

ด้วยอันดับแรกของการเลี้ยงไก่แบบอินทรีย์วิถีไทยจำเป็นจะต้องมาเปลี่ยนการปลูกพืชผักต่างๆในแบบหัวไร่ปลายนาโดยข้าวโพดมะละกอกล้วยจะนำมาเป็นวัตถุดิบเพื่อให้อาหารแม่ไก่สวนสมุนไพรก็สามารถใช้รักษาแม่ไก่ในยามที่ป่วยในช่วงฤดูกาลได้หรือสมุนไพรส่วนใหญ่ที่ปลูกนั้นก็จะมี ฟ้าทะลายโจร รางจืด ลูกยอ มีสรรพคุณแก้พิษตกค้าง โดยจะนำใบไปอบแห้งบดเป็นผงผสมน้ำกับอาหารให้ไก่กิน จะช่วยรักษาโรคได้อย่างธรรมชาติ

อีกครั้งการปลูกพืชแบบหัวไร่ปลายนานั้นจะไม่ได้เน้นปริมาณแต่อย่างใดจึงไม่แปลกที่วัตถุดิบในการใช้ผลิตให้แม่ไก่รับประทานนั้นไม่เพียงพอจึงจำเป็นต้องหาผักตบชวา โดย ผักตบชวา 1 กก. สามารถให้โปรตีนได้สูงถึง 25% เมื่อเทียบกับหัวอาหารในปริมาณที่เท่ากัน แต่ต้องสังเกตดูดี ๆ ว่า ไม่มี “ไข่หอยเชอรี่” ติดอยู่ที่ราก เพราะมียางที่เป็นสารพิษต่อสัตว์ปีก..

ซึ่งการผลิตอาหารให้กับแม่ไก่ในก็ทำได้ไม่ยากโดยไก่ 100 ตัวให้เอาต้นกล้วยที่มีความยาว 2 เมตรนะผักตบชวา 3 กิโลกรัมนำมาส่งเอากันให้วันละ 2 ครั้ง เช้า 07.00 และบ่าย 14.00 จากนั้นก็โยนมะละกอผักตบชวาสดน้ำผสมสมุนไพรให้กับแม่ไก่หากินได้ตามอิสระโดยไข่ที่ได้นั้นจะมีสีเข้มและฟองใหญ่

สำหรับโรงนอนหรือร่างของไก่นั้นก็จะทำจากยางรถยนต์เก่าโดยใช้ไฟฟ้าที่ได้จากแปลงนามาปูรองพื้นให้นิ่มโดยนัยหนึ่งดังนั้นเหมาะสำหรับแม่ไก่ 5 ตัวส่วนไข่ไก่ที่ได้จะไม่ฟ้าออกมาเป็นตัวเนื่องจากไม่มีการผสมพันธุ์รับน้ำเชื้อจากไก่ตัวผู้แต่อย่างใด

และสิ่งนี้นี่เองจึงทำให้การผลิตไข่ไก่หน้าแตกต่างจากการผลิตไข่ไก่แบบอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากเพราะการเลี้ยงในระบบฟาร์มปิดหลัก 8 เดือนแม่ไก่ที่ให้ขายนั้นก็จะต้องถูกปลดระวางเป็นไก่เนื้อแทนแต่การเลี้ยงไก่ไข่แบบอินทรีย์วิถีไทยนั้นสามารถให้แม่ไก่มีอายุได้นานถึง 2 ปี จนกระทั่งแม่ไก่มีจำนวนการออกไข่ครบอายุ 3 ปีก็จะถูกปลดระวาง แปรเป็นอาหารกลางวันให้น้อง ๆ โรงเรียนต่าง ๆ ได้แทน

นอกจากนี้เทคนิคการเลี้ยงไก่งั้นก็ยังมีการเปิดบทสวดมนต์ให้แม่ไก่ฟังเบาๆมาได้มีผลการวิจัยออกมาว่าการเปิดเพลงไม่ได้ช่วยลดความเครียดแม่ไก่อย่างใดแต่เสียงเพลงนั้นจะมีผลต่อการเกิดออกไข่ของแม่ไก่นั่นเอง

และนี่ก็คือวิถีชีวิตแบบธรรมชาติแบบเกษตรพอเพียงแบบเกษตรอินทรีย์ที่ปราศจากสารเคมีปราศจากสารพิษที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งเรียกว่าเป็นการทำเกษตรแบบคนรุ่นใหม่ที่ในตอนนี้ใครหลายคนก็หันมานิยมในการรับประทานสิ่งดีๆต่อร่างกายกันมากยิ่งขึ้นฉะนั้นเกษตรแบบนี้ก็สามารถตอบโจทย์คนกลุ่มนี้เรียกมากมายที่ในนับวันก็จะมีเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ข่าวดีเกษตรกร! ธกส. ปล่อยกู้สูงสุด 5 แสนบาทต่อราย พักหนี้ 1 ปี

กลายเป็นอีกหนึ่งข่าวดีสำหรับชาวเกษตรและก็ว่าได้เพราะในช่วงนี้เศรษฐกิจนั้นค่อยๆฝึกเคืองพอสมควร ซึ่งก็มีคนหลายคนนั้นต้องพบกับประสบปัญหาทางเข้ายากหมากแพงบางธุรกิจนั้นถึงขั้นต้องเปิดพนักงานออกและใช้เทคโนโลยีเข้ามาใช้งานแทนแรงงานคนจึงทำให้มีผู้คนจำนวนมากตกงานกัน

โดยในล่าสุดนี้ ทางนายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการและโฆษกธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรได้มีการกล่าวว่าตอนนี้ทางธนาคารนั้นได้มีการจัดทำมาตรการรับมือภัยแล้งเพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรที่จะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง

โดยแนวทางนี้เป็นไปตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีโดยมี 3 มาตรการดังนี้

มาตรการการสนับสนุนทางด้านการเงินซึ่งก็จะมีการสนับสนุนในเรื่องของสินเชื่อเงินด่วนที่ให้กู้รายละไม่เกิน 50,000 บาทโดยอัตราดอกเบี้ย mrr อยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์โดยนำเงินส่วนนี้ไปใช้จัดหาปัจจัยในการผลิตเพาะปลูกพืชระยะสั้นและทุนหมุนเวียนประกอบในการประกอบอาชีพได้และยังมีสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับชาวเกษตรกรลูกค้าผู้ประสบภัยธรรมชาติต่างๆหรือภัยพิบัติโดยมีวงเงินสินเชื่อทั้งหมด 5 พันล้านบาทให้กู้รายละไม่สูงไม่เกิน 500 บาทและมีดอกเบี้ย mrr -2 หรือเท่ากับ 5% ระยะเวลาในการชำระคืนเงินอยู่ที่ประมาณ 15 ปีไม่เกินนี้และยังมีเป็นสินเชื่อเพื่อเป็นการใช้จ่ายอย่างฉุกเฉิน ซึ่งผู้ได้รายละไม่เกิน 50,000 บาทสำหรับนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเพื่อไม่ให้ชาวเกษตรกรนั้นไปเป็นหนี้นอกระบบนั่นเอง

โดยมาตรการดังกล่าวนี้จะมีการปรับช่วยเหลือและปรับโครงสร้างในการชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ธกสที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดยในส่วนแรกนั้นถ้าหากได้เข้าโครงการขยายเวลาชำระหนี้ตามแนวทางเกษตรประชารัฐก็จะมีการพักเงินต้นให้ 3 ปีซึ่งจะมีตั้งแต่เวลาวันที่ 1 สิงหาคม 61 จนถึง 31 กรกฎาคม 64 แล้วไปก็จะได้รับไปตามนั้น

แต่ถ้าหากชาวเกษตรคนไหนได้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการในการขยายเวลาชำระหนี้ตามแนวทางเกษตรประชารัฐก็สามารถขอขยายเวลาตามตารางชําระหนี้ได้ 1 รอบปีของการผลิตได้ด้วยเช่นกัน

และในส่วนมาตรการสุดท้ายที่ธนาคารธกสได้หารือกับกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์เนื้อเรื่องของการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชไร่ไปช่วยเหลือชาวนาเพื่อให้ชาวนามีการหว่านเมล็ดในรอบแรกแต่ประสบปัญหาต้นกล้าแห้งตายเพราะขาดแคลนน้ำก็สามารถนำเมล็ดตรงนี้ไปใช้ได้และหลังจากที่ได้มีการสำรวจนั้นพบว่าถ้าหากมีพื้นที่ใดได้รับความเสียหายก็จะนำมาพิจารณาเพื่อจัดสรรงบประมาณจัดหาเมล็ดพันธุ์นำไปช่วยเหลือชาวเกษตรกรต่อไป

โดยนายทั้งนี้นายสมเกียรติจะได้มีการบอกว่าอยากให้ชาวเกษตรกรทั้งชาวนาชาวไร่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งเข้ามาแสดงความจำนงขอรับความช่วยเหลือทางการเงินการปรับตารางการชําระหนี้ใจที่ธกสทุกสาขาทั่วประเทศและนอกจากนี้จากมาตรการดังกล่าวแล้วธนาคารก็ยังมีการร่วมมือกับองค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นโดยมีการจัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการสร้างสร้างฝายมีชีวิตเพื่อจัดทำแหล่งน้ำสนับสนุนการประกอบอาชีพภาคเกษตรกรอีก 6317 ฝายด้วยเช่นกัน

สำคัญกับลุงมาก! คุณลุงนั่งซึม ถามได้ความว่ามือถือถูกขโมย มีรูปภรรยาที่เก็บไว้ หายหมด

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่บอกเลยว่าน้าสะเทือนใจเป็นอย่างมากหลังจากที่มีคุณลุงคนหนึ่งนั้นมีอาชีพขับรถแท็กซี่ถูกผู้โดยสารขโมยโทรศัพท์มือถือไปซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้ลุงเศร้าเป็นอย่างมากเพราะมือถือเครื่องนั้นมีรูปภรรยาที่เพิ่งเสียชีวิตไปโดยคุณลุงนั้นมักจะเปิดดูตลอดเวลาเพื่อคลายความคิดถึง

โดยเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่ทางผ่าน Facebook ที่มีชื่อว่า น้าหนุ่ย พิมพ์อัมพร โดยมีการระบุคือเรื่องราวไว้ว่า “ออนุญาต มีอีกมุมของTAXI มาเล่าสู่กันฟังสาบานนี่คือเรื่องจริงผมมาซ่อมรถเจอคุณตาคนนี้เป็นคนขับรถTAXI ทะเบียน1มก3356เห็นแกนั่งซึมๆเลย ก็ชวนแกนั่งคุย ผมถามแกว่าหาเงินไม่ดีเหรอถึงซึม แกตอบมาว่าผมโดนผู้โดยสารขโมยโทรศัพท์ไป ตอนแกชาร์ตทิ้งไว้ ผมปลอบแกว่านึกว่าฟาดเคราะห์ แกตอบว่าตาไม่ได้เสียดายโทรศัพท์แต่คิดถึงแม่บ้าน

ผมนิ่งนิดนึงแล้วฟังต่อ แกบอกเมียผมตายไปได้ไม่นานมือถือนั่นเป็นของเมีย แกเอามาเปิดดูรูปเมียเวลาคิดถึงกันอยู่ด้วยกันมานาน มือถือหายใจแกแทบสลายเพราะจะไม่ได้เห็นเมียอีกแล้ว…..!! ผมไม่มีคำพูดใดๆออกมาจากปากอีกเลย”

โดยเรื่องราวนี้ได้ถูกเผยแพร่สู่โลกออนไลน์และมีผู้ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมายมียอดแชร์ไปแล้วกว่า 3,500 ครั้งยอดไลค์อีก 16,000 ครั้ง ซึ่งชาวเน็ตนั้นก็ตากเข้ามาให้กำลังใจกันอย่างมากมายและอยากจะให้โจรที่ขโมยโทรศัพท์ไปนั้นนำมาคืนเพราะสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจของคุณลงเป็นอย่างมาก

พื้นที่ 2 ไร่แห่งความสุขกับเกษตรผสมผสาน ปลูกผักผลไม้ เก็บไข่กินทุกวัน

โดยในปัจจุบันนี้ก็มีคนรุ่นใหม่หลายคนนั้นมีความคิดที่อยากจะกลับมาใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์และสไตล์ที่หลีกหนีชีวิตอันแสนวุ่นวายจากตัวเมือง จึงไม่แปลกที่ทำให้มีใครหลายคนตัดสินใจออกจากงานที่ทำประจำอยู่มาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเอง

และในวันนี้เราก็จะพาทุกคนนั้นไปชมฟาร์มออแกนิคแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าบ้านปันสุขเลยฟาร์มแห่งนี้นั้นมีขนาดไร่ประมาณ 2 ไร่ซึ่งได้ถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นส่วนผสมซึ่งมีทั้งผักผลไม้มีไก่เลี้ยงไว้กินไข่ อีกทั้งยังมีบรรยากาศที่ร่มรื่นน่าอยู่เป็นอย่างมากและไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการซื้อกับข้าวอีกต่อไปเพราะในส่วนของตัวเองนั้นมีพืชผักผลไม้และไข่กินตามฤดูกาล

โดยฟาร์มแห่งนี้นั้นเป็นความของคุณสมพร แดงประดับเจ้าของเพจ บ้านปันสุข เพชรบุรีรมย์ โดยคุณสมพรนั้นมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนส่วนเก่าในจังหวัดเพชรบุรีที่เป็นส่วนมรดกตกทอดมาตั้งแต่รุ่นคุณย่าให้กลายเป็นส่วนที่มีของกินทุกหย่อมหญ้าในแบบฉบับของตัวเอง โดยมีความตั้งใจเกิดขึ้นมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว

จุดเริ่มต้นก็เกิดขึ้นเมื่ออยากจะมีบ้านสักหลังบนพื้นที่ดินที่คุณย่าทิ้งไว้ให้เป็นมรดกโดยมีข้อแม้ว่าบ้านหลังนี้นั้นจะต้องรายล้อมไปด้วยของกินที่สามารถหากินเองได้ตามรั้วบ้านและมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันและต้องอยู่ได้ในแบบฉบับของมันเองและสามารถอยู่แบบถึงไม่มีงานก็สามารถมีกินได้

โดยแต่เดิมพื้นที่สวนแห่งนี้นั้นเคยเป็นสวนมะม่วงมาก่อนและมีการขุดบ่อประมาณครึ่งไร่เอาไว้ 1 บ่อซึ่งก็ได้มีการปรับปรุงบ่อนั้นไว้รดน้ำต้นมะม่วง เพื่อให้มะม่วงนั้นให้ผลผลิตที่ดีแต่ต่อมาก็ประสบปัญหากับพายุเกย์เข้าจึงทำให้มะม่วงเกือบทั้งสวนล้มตายกันเหลือเพียงประมาณ 5 ต้นเท่านั้นซึ่งก็ทำให้พ่อของเจ้าของกระทู้เลิกทำสวนมะม่วงในทันทีและหันมาเลี้ยงกระต่ายแทนมีการปรับพื้นที่เป็นสวนปลูกหญ้าเพื่อเลี้ยงกระต่ายเพื่อนำไปขายโดยในตอนแรกขายดีเป็นอย่างมากเพราะไม่มีคนเลี้ยงกันแต่พอนานๆก็มีคนเริ่มเรียนกันเยอะจึงทำให้มีราคาตกต่ำและสุดท้ายก็เลิกเรียนแล้วทิ้งสวนหันมาเล่นพระเครื่องแทนและไม่เคยกลับมาที่สุดแห่งนี้อีกเลย

จากนั้นเจ้าของกระทู้เมื่อได้มรดกก็กลับมาที่แผ่นดินแห่งนี้อีกครั้งและตั้งใจจะปลูกบ้านโดยสภาพพื้นที่ในตอนแรกนั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่ามีพื้นที่ดินสารเคมีแห้งๆโดยเขาต้องบูรณะโดยเริ่มจากการซื้อต้นไม้จากในจตุจักรใส่รถตู้กลับมาที่สวนอาทิตย์โดยจะมีการเน้นปลูกเป็นต้นไม้ป่าใหญ่ต่างๆเช่น พะยูง สัก ประดู่ ยางนา มะค่าโมง ตะเคียน ปลูกในทุกอาทิตย์โดยทุกคนในบ้านมองว่าบ้าและบ่นว่ากูไปทำไมไม่เห็นจะได้ผลอะไรซึ่งก็ทำไปเรื่อยๆแบบนี้จนต้นไม้ที่ปลูกนั้นเจริญเติบโตให้ร่มเงามากยิ่งขึ้น

พ่อไม่เคยเข้ามาในสวนเลย ช่วงแรกๆ พ่อขายพระได้ดีมาก บางวันอาจจะมีรายได้หลักหมื่น แต่สุดท้ายพอคนเริ่มขายพระมากขึ้นพระปลอมมากขึ้น พ่อก็เจอปัญหาเดิมๆ เริ่มขายพระไม่ได้ สุดท้ายพ่อก็เลิกขายพระ

และเมื่อคุณพ่อเลิกขายพระก็ได้เข้ามาปลูกพืชผักมากขึ้นและทำน้ำหมักเองและภายในไม่กี่เดือนก็มีพืชผักไว้กินเองซึ่งพ่อนั้นจะเข้าสวนอยู่เป็นประจำและสามารถเอาผักผลไม้ที่ปลูกนั้นมากินได้ในทุกๆวันโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพราะไม่มีรายได้แล้วเมื่อผลผลิตดีมากยิ่งขึ้นก็เริ่มมีการวางแผนว่าจะทำอย่างไรต่อเพื่อให้พ่อมีรายได้มากขึ้นจึงมีการลงทุนซื้อเป็ดไข่และให้พ่อเริ่มเลี้ยงเมื่อเลี้ยงไปเรื่อยๆก็มีขายไว้กินและสามารถเอาส่วนที่เหลือมาขายได้ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับพ่อจนพ่อยิ้มได้

ต่อมาเมื่อมีทุนก็ลงทุนซื้อไก่ให้พ่ออีกเป็นจำนวน 150 ตัวแต่ว่าเกินกำลังเกินไปเมื่อได้มาเท่าไหร่ก็จะหมดไปกับค่าอาหารจึงขายไก่ไปบางส่วนเหลือเลี้ยงไว้เพียงแค่ 50 ตัวเท่านั้นก็สามารถให้ควบคุมจำนวนกายได้และมีรายได้จากการเก็บไข่เป็ดไข่ไก่ไปขายและสามารถเอาพืชผักสวนครัวที่มีอยู่มารับประทานได้แบบที่ไม่ต้องใช้เงินแต่อย่างใด

สำหรับปัญหาในการทำส่วนนั้นเริ่มแรกก็จะพบกับว่าที่ดินนั้นเป็นดินนามีความเหนียวเป็นอย่างมากเมื่อกดเข้าไปก็จะติดตอบเลยจำเป็นจะต้องอาศัยการปรับหน้าดินด้วยขี้เป็ดขี้ไก่อยู่บ่อยๆจึงจะปลูกผลไม้ได้ซึ่งผลไม้นั้นก็สามารถปลูกได้ยากพอสมควรเพราะร่างไม่ค่อยเดินจึงจำเป็นจะต้องปรับพื้นที่ดินนานกว่าจะเริ่มปลูกสำหรับเงินลงทุนนั้นเจ้าของไอเดียคาดว่าคงหมดไปเป็นแสนแล้วตั้งแต่เริ่มต้น แต่คิดแล้วถือว่าคุ้มค่ามาก

ใช้ดีแถมประหยัด ‘เครื่องให้อาหารสัตว์อัตโนมัติ’ แบบทำเอง ง่าย ๆ ใช้งบ 50 บาท

ซึ่งถ้าหากใครนั้นมีความกังวลในเรื่องของสัตว์เลี้ยงในบ้านจนไม่สามารถปล่อยมันทิ้งไว้กับบ้านและไปทำธุระที่ต่างจังหวัดไกลได้แต่บอกเลยว่าในบางครั้งก็มีเหตุจำเป็นที่จะทำให้ผู้เลี้ยงนั้นจะต้อง ไปทำธุระที่ต่างจังหวัดแต่ก็เกิดเป็นห่วงกับสัตว์เลี้ยงที่บ้านของตัวเองว่าใครจะมาคอยให้อาหาร

แต่บอกเลยว่าปัญหาทุกอย่างนี้จะหมดไปถ้าหากคุณนั้นได้พบกับแนวคิดที่น่าสนใจอันนี้โดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาชมกับการผลิตเครื่องให้อาหารสัตว์เลี้ยงแบบอัตโนมัติที่คุณนั้นสามารถทำได้เองแบบง่ายๆและสามารถใช้งานได้จริงโดยไอเดียนี้นั้นเป็นไอเดียของคุณ ทอม นิวบอร์น ที่บอกเลยว่าคุ

ณทอมนั้นไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใดทุกคนนะสามารถทำตามได้อย่างแน่นอน

โดยเจ้าเครื่องให้อาหารอัตโนมัติสำหรับสัตว์เลี้ยงนั้นสามารถลงมือทำเองด้วยตัวเองแบบง่ายๆและใช้งบประมาณจากจำกัดอีกด้วยเพียงแค่ 50 บาทเท่านั้นซึ่งงบประมาณนี้ก็ซึ่งขึ้นอยู่กับวัสดุอุปกรณ์ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสัตว์เลี้ยงต่างๆโดยสามารถให้ได้ทั้งเป็ดไก่สุนัขแมวหรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆโดยเรานั้นสามารถนำเอาความคิดนี้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานอย่างสูงสุดก็ได้โดยเราสามารถปรับขนาดของเครื่องให้อาหารอัตโนมัติตามชนิดหรือปริมาณของสัตว์เลี้ยงได้โดยวิธีจะมีอะไรบ้างนั้นลองตามมาดูกันเลย

วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ก็จะมี ถังขนาด 20 ลิตรพร้อมฝา หรือขนาดที่เหมาะสมกับสัตว์ / ขวดพลาสติก หรือวัสดุอื่นก็ได้ / ปืนกาวและกาวแท่ง

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ทำการเอาถังมาเจาะรูประมาณซัก 1 * 2 นิ้วหรือตามความเหมาะสมที่เราติดตั้งไว้เองก็ได้ จะเป็น 4 เหลี่ยม หรือ วงกลมก็ได้ตามใจชอบ

ขั้นตอนที่ 2 จากนั้นก็ทำการผ่าขวดเป็นแนวตั้งให้ได้ค่อนขวดโดยใช้ความสูงประมาณ 4 นิ้วหรือตามความเหมาะสมที่เราต้องการ

ขั้นตอนที่ 3 ทำการเจาะรูขนาดเล็กไว้ที่ก้นขวดเพื่อไม่ให้น้ำขัง

ขั้นตอนที่ 4 เอาปืนกาวมายิงเข้ากับขวดแล้วติดเข้ากับถังจากนั้นก็รอให้ปืนกาวเย็น

เพียงเท่านี้เราก็จะได้ที่ให้อาหารอัตโนมัติแก่สัตว์เลี้ยงของเราแล้วซึ่งบอกเลยว่า ประโยชน์ของเครื่องให้อาหารนี้มีดีเป็นอย่างมากซึ่งสามารถช่วยในเรื่องของการให้อาหารสัตว์ได้ตลอดเวลาประหยัดทั้งเวลาและแรงในการให้อาหารไม่ต้องให้อาหารบ่อยๆและสามารถช่วยให้อาหารนั้นไม่กระจัดกระจายที่เกิดจากการคุยเกี่ยวกับสัตว์ของเราได้และทำให้สัตว์เลี้ยงนั้นได้รับการอาหารสม่ำเสมอทำให้มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและลดระยะเวลาในการให้อาหารและสามารถวางไว้กลางแจ้งได้ไม่เปียกฝนแต่อย่างใดด้วย

ไอเดียเจ๋ง ‘กระบะพลังคูโบต้า’ เครื่องแรง ทนทานใช้งานได้จริง ดัดแปลงไว้ใช้ในสวนไร่นา

และนี่ก็เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่เจ๋งมากๆซึ่งส่วนใหญ่แล้วถ้าหากเราทำไร่ทำนานั้นเราก็มาจะเห็นรถ รถไถเดินตาม หรือ รถอีแต๊ก ที่เป็นรถระบบ 4 เกียร์ที่แหม่มมีความรวดเร็วแข็งแรงทนทานมาใช้งานในการทำเกษตรซึ่งการใช้งานรถจำพวกนี้จำเป็นจะต้องมีความชำนาญในด้านนี้เป็นอย่างมากเพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้

บอกเลยว่าในล่าสุดนี้ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่งที่มีชื่อว่า ชีวิต เมกัน ขาดหวานไม่ได้ จะได้มีการโพสต์ภาพผลงานการดัดแปลงโดยการนำเครื่องยนต์รถไถคูโบต้าใส่เข้ากับตัวเครื่องรถกระบะซึ่งสามารถนำมาใช้งานได้จริงอีกทั้งยังมีความแข็งแรงและทนทานหรือจะเป็นอย่างไรนั้นเราก็มาชมกันเลยดีกว่า

โดยบอกเลยว่าเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ที่น่าสนใจไม่น้อยโดยการนำเครื่องยนต์คูโบต้ามาใส่ในรถกระบะสีฟ้าซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้ได้รถกระบะที่สามารถใช้งานได้จริงเครื่องแรงและทนทานอีกด้วยและสามารถดัดแปลงไว้ใช้งานในสวนได้แบบสบายๆซึ่งเป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่มาตัดยอดให้เกิดประโยชน์ทางด้านไหนด้านบอกเลยว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยจริงๆ

โดยหลังจากที่มีเรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตนั้นหันมาแสดงความคิดเห็นกันเป็นอย่างมากชื่นชมกันเป็นอย่างมากกับแนวคิดที่น่าสนใจอย่างนี้ซึ่งบอกเลยว่านี่คือไอเดียของคนไทยที่บอกเลยว่าไม่แพ้ชาติใดในโลกเลยจริงๆ

‘ผักกระสัง’ หลายคนมองข้าม คิดว่าเป็นวัชพืช

โดยโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมารู้จักกับผักกระสังซึ่งแน่นอนว่าใครคนนั้นอาจจะไม่ค่อยได้ยินพักนี้มาก่อนโดยภะกะสะนั้นถือเป็น พืชอีกชนิดหนึ่งที่มองเผินๆก็เหมือนวัชพืชธรรมดาธรรมดาโดยจะมีลักษณะลำต้นเป็นสีเขียวและใบสีเขียวอวบน้ำลักษณะคล้ายๆกับรูปหัวใจมีปลายใบแหลมและมีใครหลายคนมักจะถอนทิ้งก็เป็นประจำแต่บอกเลยว่านี่คือสมุนไพรชั้นดีชนิดหนึ่ง

โดยผักกระสันนั้นมักจะขึ้นอยู่ในบริเวณทางภาคกลาง โดยผักกระสันนั้นขึ้นอยู่ในหลายภาคในประเทศไทย แต่ในแต่ละภาคก็จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภาคด้วยยเช่นกัน ภาคเหนือ เรียกว่าผักฮากกล้วย / ภาคอีสาน เรียกว่า ผักตาโค้ง, ผักตาก้ง / ภาคใต้เรียกว่าชากรูด / แม่ฮ่องสอนเรียกว่าตาฉี่โพ / สุราษฎร์ธานีเรียกว่าผักสังเบา โดยผักชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ทั้งปี

โดยผักชนิดนี้สามารถนำมาทำได้หลากหลายเมนู เพราะผักชนิดนี้ สามารถกินไดเแบบสดๆและนำมาปรุงได้หลากหลายเมนู….โดยการกินคือการนำต้นอ่อนและยอดอ่อนไปลวกแล้วจิ้มกับน้ำพริกกิน บอกเลยว่าแซ่บมาก!!

โดยผักชนิดนี้ พบว่า กระสัง 1 ขีด หรือ 100 กรัมจะมีเบต้าแคโรทีนราว 285 ไมโครกรัม และมีแคลอรี่แค่ 10 กิโลแคลอรี่ เท่านั้น อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระอีกด้วยและมีวิตามินซีสูงเป็นอย่างมากจึงเรียกว่าผักชนิดนี้นอกจากต้านมะเร็งได้แล้วยังสามารถบรรเทาโรคอาการอื่นๆอย่างมากมายเลยจริงๆ ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีดังนี้

ช่วยเรื่องของภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆได้ / ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง / รักษาแผลและฝีได้ / รักษาและลดอาการเลือดออกตามไรฟัน / รักษาอาการปวดท้อง / นำมารับประทานจะช่วยลดอาการปวดศรีษะ / ใช้เป็นยารักษาเริม / ช่วยรักษาอาการต้อในตา / รักษาอาการผื่นคัน

โดยใบนี้นำมาใช้รักษาโรคได้ต่างๆดังนี้เลย…

1. บรรเทาอาการปวดตามข้อต่าง ๆ โดยการเอาผักกระสันมา 1 กำต้มน้ำ 2 แก้ว และรับประทาน ครั้งละครึ่งแก้ว เช้าเย็นเป็นเวลา 2 เวลา หรือหลังอาหารก็ได้ โดยวีธีนี้จะช่วยรักษาอาการปวดตามข้อต่างๆได้เป็อย่างดีและสามารถบรรเทา โรคเกาต์ ได้ด้วย

2.รักษาสิว แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก โดยเอาผักกระสันมาต้มและเอาน้ำของมันมาล้างหน้าบ่อยๆจะทำให้ผิวหน้าของสาวๆนั้นสะอาด สดใส บ้างก็สามารนำมาตำพอกสดเพื่อรักษาฝีและสิว ได้ด้วยเช่กันหรือ ใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ ผักกะสังเป็นยาสระผมทำให้ผมนุ่มโดยนำใบขยำกับน้ำชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมนุ่ม

3.รักษาเริมและมะเร็งเต้านม นำต้นกระสันมาผสมกับขมิ้น ข้าวสาร จากนั้นนำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ 1 คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม แก้มะเร็งเต้านม

4.รักษาโรคลักปิดลักเปิด การกิน หรือบดต้นแปะไว้บริเวณที่เลือดออกตามไรฟัน และยังช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้

มีประโยชน์มาก! พ.ร.บ. รถที่ต่อกันทุกปี สามารถเบิกเงินได้หลายแสน

โดยในวันนี้เราก็เอาข้อมูลดีดีมากฝากแน่นอนว่าสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ทุกท่านนั้น จะต้องมีการต่อ พรบ.กันในทุกๆปี โดยพรบ.นี้ ก็คือการทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติเพื่อคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ โดยรถทุกคันจะต้องทำ!! เพราะในกรณีที่ถ้าหากใครได้รับอุบัติเหตุจนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็สามารถเบิกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นได้ โดยจะทำอย่างไรได้บ้างนั้นก็ลองมาดูกันเลย!!

1.การคุ้มครองเบื้องต้นตาม พรบ. แบบที่ไม่มีคู่กรณี

ซึ่งนี้ถูกเรียกว่า ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลต่างๆ หรือค่าทำศพถ้าหากเกิดการเสียชีวิต โดยทางบริษัทนั้นจะมอบเงินชดเชนให้กับผู้ประสบภัยหรือทายาทของผู้เสียชิวิตใน 7 วัน หลังจากที่ได้รับคำร้อง

1.กรณีบาดเจ็บจะได้รับการชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท/คน | 2. กรณีเกิดความเสียหายต่อร่างกายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับค่าความเสียหายเบื้องต้น 35,000 บาท/คน ซึ่งได้แก่ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว เสียอวัยวะอื่นใด จิตพิการอย่างติดตัว พิการอย่างถาวร | 3.กรณีบาดเจ็บแล้วได้รับค่ายเสียหายเบื้องต้นทั้งข้อ 1 และ 2 รวมกันไม่เกิน 65,000 บาท/คน | 4.กรณีเสียชีวิตจะได้รับค่าทำศพจำนวน 35,000 บาท/คน | 5.กรณีเสียชีวิตหลังจากการรักษาพยาบาลจะจ่ายตามข้อ 1 ด้วย แต่รวมกันไม่เกิน เกิน 65,000 บาท/คน

2.การคุ้มครองเบื้องต้นตาม พรบ. แบบที่มีคู่กรณี

โดยจะเกิดในกรณีที่มีรถเสียหาย2คันขึ้นไป ทำให้ผู้ขับขี่ หรือผู้ที่โดยสารมากับรถได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต ซึ่งในแต่ละบริษัทนั้นจะต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้กับรถยต์ที่ทำประกันเอาไว้ ซึ่งถ้าหากผู้ประสบอุบัติเหตุไม่ได้อยู่ในรถคันคันใดคันหนึ่ง ให้บริษัทร่วมกันจ่ายค่าเสียหายในอัตราส่วนที่เท่ากัน

การใช้สิทธิขอรับค่าเสียหายเบื้องต้น: ผู้ประสบอุบัติเหตุต้องยื่นเรื่องภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ โดยมีเอกสารประกอบดังนี้…

1.กรณีบาดเจ็บ

+ใบสร็จรับเงินจากโรงพยาบาล หรือใบแจ้งหนี้ | +สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ราชการออกให้

2.กรณีเสียชีวิต

+สำเนามรณบัตร | +สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน | +สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานอื่นที่ราชการออกให้

การออกเงินชดเชย ส่วนเกินค่าเสียหายเบื้องต้น

โดยทางบริษัทนั้นจะมีการใช้เงินเพื่อทดแทนค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับร่างของผู้ที่ทำ พรบ. และผู้ที่ทำประกันถัยจะต้องต้องรับผิดชอบตามกฏหมายต่อผู้ได้ประสบอุบัติเหตุ มีดังนี้

1.ผู้ได้ประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่สูญเสียอวัยวะจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 80,000 บาท/คน | 2.กรณีเกิดความเสียหายต่อร่างกายเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างจะได้รับเงินเต็มจำนวนของการคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท/คนได้แก่ ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้หรือเสียความสามารถในการพูด หรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์

เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้ว เสียอวัยวะอื่นใด จิตพิการอย่างติดตัว พิการอย่างถาวร | 3. กรณีเสียชีวิต จะได้รับเงินเต็มจำนวนของการคุ้มครองสูงสุด 300,000 บาท/คน | 4.กรณีที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในฐานะเป็นคนไข้ในจะได้รับเงินชดเชยวันละ 200 บาท แต่ไม่เกิน 20 วัน (เป็นค่าเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากการคุ้มครองดังกล่าว)เห็นความสำคัญของการทำ พ.ร.บ. รถยนต์แล้วหรือยังครับ ซึ่งมันมีประโยชน์มากกว่าโทษ หรือบางคนอาจคิดว่าทำเพื่อที่จะไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับปรับ (ซึ่งตอนนี้ถ้าไม่มีพ.ร.บ. ตำรวจสามารถยึดรถชั่วคราวได้) แต่ประโยชน์ของมันมากกว่าการคุ้มครองเฉพาะคนในรถ และวันนี้รถยนต์ของท่านมีแล้วหรือยัง

กว่าจะมาเป็น ‘ฝน ธนสุนทร’ ชีวิตสุดลำบาก ต้องขอข้าววัดกิน-เก็บขยะขาย

โดยใครหลายคนนั้น คงจะรู้จักกับนักร้องลุงทุ่งสาวสวยที่อยู่ในวงการเพลงบ้านเรามาหลายปี อย่างคุณ ฝน ธนสุนทร ศรีสุนทร โดยคุณฝนคนนี้ นั้นบอกเลยว่ามากความสามารถเป็นอย่างมากเพราะเธอสามารถร้องเพลงได้หากหลายแนว ทั้งแนวป็อบและแนวลูกทุ่ง จนสามารถสร้างเพลงและอัลบัมออกมาอย่างมากมาย และกลาย้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและกลายเป็นที่รู้จักจนเธอนั้น กลายเป็น 1 ใน 4 ของนักร้องลูกทุ่งที่มีมาตรฐานสมบูรณ์แบบ

แต่บอกเลยว่าแม้เธอคนนี้จะมีชีวิตและชื่อาเสียงอย่างมากมาย แต่บอกเลยว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ได้มาแบบง่ายๆอย่างที่ใครคิด เพราะเธอนั้นก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่สู้ชีวิตดินรนหาหนทางทุกอย่างที่ทำให้ความฝันของตัวเองเป็นที่สำเร็จซึ่งในวันนี้เราก็จะรู้จักตัวตนของเธอกันมากขึ้นกันคะ

โดยคุณฝนนั้น เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน และเป็นครอบครัวใหญ่ จึงทำให้พ่อแม่ของเธอนั้นต้องทำงานหางานมาอย่างหยักมาก ซึ่งพ่อของเธอนั้นทำงานเป็นคนถีบสามล้อ ส่วนแม่ เป็นแม่ค้า หาบของขาย เพื่อเลี้ยงทุกคนในบ้านและความยากจนนี้ในบางครั้งบ้านของเธอก็แทบยะไม่มีเงินกินข้าวต้องไปขอข้าววัดกิน ไม่เคยมี ของเล่น และต้องคอบเก็บขยะขายเพื่อหาเลี้ยงคนในครอบครัวเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่!

จนเมื่อเธอเติบโตเป็นสาวก็ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานทุกอย่างเท่าที่แรงของเธอจะทำได้ และลุยตามหาความฝันของตัวเองคือการเป็นนักร้องชื่อดังซึ่งเธอนั้นเข้าสู่วงการในครี่งแรกในปี พ.ศ. 2531 ตอนอายุ 14 ปี หลังจากที่ได้เข้าประกวดมิสทีนโอเล่ และเธอได้เป็น 1 ใน 5 ที่เข้ารอบสุดท้าย เป็นเธอก็ได้คว้าอันดับ 1 มา

โดยสิ่งนี้ก็ทำให้เธอเริ่มมีงานมาทั้งงาน ถ่ายโฆษณา โดยงานชิ้นแรกของเธอนั้น คือคือ โฆษณาลูกอมโอเล่และในปีเดียวกันนั้นเธ อก็ยังได้ถ่ายแบบนิตยสารแพรวสุดสัปดาห์โดยถ่ายร่วมกับ 5 คนสุดท้ายมิสทีนโอเล่ พร้อมกับถ่ายแบบภาพนิ่งโฆษณา ขนมถั่วลันเตาอบกรอบตรามิสเตอร์กรีน วางแผง 16 ธันวาคม 2531

และในปี พ.ศ. 2537 เธอได้ออกอัลบัมเพลง แนว สตริงกับค่าย B&M ในปี พ.ศ. 2537-2538 ในอัลบั้มที่มีชื่อว่า…. มุมหนึ่งของหัวใจ และ ในปี พ.ศ. 2539-2540 ก็มีชื่อว่า อัลบั้ม สายฝนแห่งความรัก ก่อนที่จะได้ออกอัลบัมแนวลูกทุ่งในปี พ.ศ. 2541 จนกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงดังในปัจจุบัน…

และนี้คือบ้านหลังเก่าของเธอ และด้วยความจนนี้ ทำให้เธอกลายเป็นคนที่สู่ชีวิต และประสบความสำเร็จได้ในที่สุด…

หนูน้อยชีวิตสุดลำบาก ไม่น้ำ-ไม่มีไฟ อาศัยในเพิงสังกะสี ขายผักบุ้งกำละ 5 บาทประทังชีวิต

เรียกได้ว่าเป็นอีก 1 เรื่องราวอันแสนสุดน่าสะเทือนใจเลยก็ว่าได้หลังจากที่มี(ุ้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่งที่มีชื่อว่า Aor Amporn ได้ออกมาเผยเรื่องอันน่าสงสารของเด็กชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่กับทางบ้านที่มีฐานะไม่ค่อยดี หลังจากที่ครูสาวท่านนี้ได้เข้าไปเห็นสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียนของตน

โดยทางครูสาวได้มีการเผยเรื่องราวว่า เด็กชายได้เดินมาหา พร้อมกับถามว่า “คุณครูครับ ผมเอาผักบุ้งมาขาย ซื้อผักบุ้งผมไหมครับ” ซึ่งนั้นก็สร้างความสงสัยให้กับคุณครูจึงถามเด็กว่าผักบุ้งอะไร เด็กก็ตอบกลับมาว่า “แม่ผมไปเก็บมาให้ กำละ5บาทครับ” โดยครูยังสงสัยถามอีกว่า ทำไมไม่เอาแช่ตู้เย็นไว้ เพราะเห็นว่ายอดผักบุ้งเหี่ยวเด็กจึงตอบกลับว่า…บ้านผมจนไม่มีตู้เย็น

โดยนอกจากนี้ก็ยังไม่การถามเพิ่มเติมถึงความเป็นอยู่ของเด็กชายคนนี้และพบว่าบ้านของเด็กชายอยู่อย่างยากจน ไม่มีไฟ้าใช้ เวลาหุงข้าวก็ใช้เตาถ่าน และไม่ได้เงินมาโรงเรียน โดยทางบ้านของเด็กนั้น รับจ้างหากินประทังชีวิตในทุกวัน บางวัน ไม่มีอะไรกิน ก็เอาข้าวมาคลุกน้ำปลากินก็มี

และเมื่อเรื่องราวของน้องได้ถูกเผยแพร์ไปนั้นก็มีผู้ใจบุญต่างเข้าช้วยเหลือและให้ค่าขนมน้องกันอย่างมากมาย โดยคุณครู และ ผอ.ก็ได้มีการเข้าเยี่ยมเยือนและพบกับสภาพบ้านของเด็กกลับพบว่า บ้านนั้นทรุดโทรมเป็นอย่างมาก และไม่มีห้องน้ำ และอาบน้ำใต้ต้นไม้ โดยบ้านนั้นเป็นไม้อัดมาปูเป็นพื้นเดินจะหักแหล่ไม่หักแหล่ มีที่นอนหมอนมุ้งเก่าๆ และเตาถ่าน ส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าเรียกได้ว่า ไม่มีสักชิ้น!!

ในทั้งนี้ครูสาวท่านนี้ก็ได้ขอขอบคถณผู้ใจบุญที่ช่วยเหลือน้อง เพราะน้องนั้นยากจนจริงๆ

ดีใจแทน! คุณตาเก็บดอกบัวถวายพระ อยากร่วมทำบุญ วันนี้ได้บ้านใหม่แล้ว

โดยในเมื่อกี่วันที่ผ่านมานี้ ทางโซเชียลก็ได้มีการแชร์เรื่องราวของคุณลุงผู้ใจบุญคนหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ลุงดอกบัว หรือ ตาคิด โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 61 วัดบ้านติมได้มีการจัดงานทอดพระป่า และ ลุงดอกบัวนั้นอยากจะ ทำบุญร่วมด้วยจึงได้มีการนำสายบัวที่อยู่ข้างสระริมทางมาถวายให้กับที่วัด ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้มีการแชร์เรื่องราวไปอย่างมากมาย อีกทั้งยังตื้นตันใจ ในการระทำของคุณลุงท่านนี้อีกด้วย

โดยในทั้งนี้ก็ได้มีพระโต้ง วัดเข็กน้อย จ.เพชรบูรณ์ ที่ไปร่วมกิจนิมนต์ ได้เข้าไปสอบถามลุงดอกบัวด้วยความสงสัยและก็ทราบว่าลุงดอกบัวนั้น อาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่เข้าาๆ ที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน หลังวัด และพบว่าบ้านของลุงนั้นทรุดโทรมเป็นอย่างมาก

ซึ่งพระโต้งท่านนี้น ได้มีการช่วยเหลือผู้คนมาอย่างมากมาย ทั้งเคยบุกป่าลุยเขา เดินตามโขดหอนเดินทางไปยังสถานที่เข้าอยากลำบากกับทึมงาน เพื่อไปช่วยเหลือให้กับผู้ยากไร้ที่อยู่ห่างไกล และในป่าลึกมาก่อนด้วย โดยท่านนั้นสร้างความดีช่วยเหลือผู้อื่นจนได้รับฉายาว่า… “พระนักพัฒนา”

และในล่าสุดนี้ ทางพระโต้งก็ได้มีการแชร์เรื่องราวผ่านเฟสบุ๊คของท่าน พระโต้ง กตปุญโญ ที่มีชื่อว่า ถึงเรื่อง ชีวิตล่าสุดของคุณตา โดยเผยภาพผ่านทางคลิปวีดีโอ ที่ในตอนนี้ทางลุงดอกบัวได้มีบ้านน็อกดาวส์หลังใหม่ ที่สร้างขึ้นจาก ระและบรรดาญาติโยม ชีวยกันบริจาคและนำมามอบให้กับลุงดอกบัว โดยในเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความปลามปลื้มใจให้กับลุงดอกบัวเป็นอยากมาก จนแทบจะพูดไม่ออกเลยทีเดียว

“#บ้านหลังใหม่ คุณตาดอกบัว #คนจนผู้ยิ่งใหญ่ #ชายผู้เข็ญใจในวันนั้น #ชายผู้สุขใจในวันนี้ #อนุโมทนา คุณธัญธารีย์ สันตพันธุ์ เจ้าภาพซื้อบ้านหลังใหม่ให้ในราคา 130,000 บาท #คณะพระธรรมจาริก ศูนย์อบรมฯเข็กน้อย เจ้าภาพเทพื้น ซื้อไม้ผลชนิดต่างๆ ปลูกปรับปรุงภูมิทัศน์ 15,000 บาทคุณนก เพชรบูรณ์ จัดซื้อเครื่องอุปโภค บริโภค มอบให้ 2,000 บาท #นับเป็นบ้าน หลังที่ 58 #บ้านพระธรรมจาริกสงเคราะห์ ที่สร้างมอบให้ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้สูงอายุและผู้ประสบภัยต่างๆ”

บันไดแห่งศรัทธา! ‘วัดภูทอก’ บันไดไม้เวียนวนรอบภูผา 7 ชั้น ตามนิมิตของ ‘หลวงพ่อจวน’

โดยในวันนี้เราจะพาทุกคนนั้นไปรู้จักกับวัดเจติยาคีรีวิหารหรือ วัดภูทอก ในวัดแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2483 โดยเป็นการนำพาจาก พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ซื้อมาด้วยการบำเพ็ญเพียร สมณธรรมอยู่ที่ภูวัว จังหวัดบึงกาฬ

โดยจุดเริ่มต้นนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อคืนหนึ่งพระอาจารย์จวนได้เกิดนิมิตขึ้นด้วยเห็นปราสาท 2 หลังที่มีลักษณะสวยงามเป็นอย่างมากตั้งอยู่ทางด้านภูทอกน้อยจึงได้เดินทางมาเพื่อพิสูจน์ตามที่เห็นนิมิตและได้พบกับลักษณะภูมิประเทศที่สวยงามร่มรื่นมากกว่าที่จะนำมาปฏิบัติธรรมจึงได้มีการสำรวจและปักกรดอยู่ที่บริเวณ ถ้ำบนภูทอกกับพระครูสิริธรรมวัฒน์

และในต่อมาญาติโยมชาวบ้านก็เห็นว่าพระอาจารย์จวนมาธุดงค์มาอยู่ที่ภูทอกจึงได้มีการพร้อมใจเข้ามา อาราธนาให้สร้างวัดขึ้นที่ภูทอกแห่งนี้ และในต่อมาปี 2512 ทางชาวบ้านก็ได้มาช่วยเหลือกันสร้างบันไดขึ้นภูทอกจนไปยังชั้นที่ ที่ 5-6 และได้ปลูกสร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์อยู่ถึง 2 เดือน 10 วัน จึงแล้วเสร็จ

ต่อมาในปี 2563 ถึง 2564 พระอาจารย์จวนได้มีการชักชวนชาวบ้านให้สร้างและทำนบกั้นน้ำผึ้ง 2 แห่งเพื่อใช้จัดเก็บน้ำและจัดระบบน้ำประปาภายในวัดภูทอก และยังได้มีกองทัพอากาศดอนเมืองเข้าถวายเครื่องใช้ไฟฟ้าแรงดันสูงที่ใช้สำหรับในวัด 1 เครื่องและได้มีการถวายพระพุทธรูปหล่อขนาดใหญ่เป็นพระประธาน 1 องค์ไว้ที่วิหารชั้น 5 และให้มีบรรดาญาติโยม ช่วยกันสมทบทุนสร้าง โรงฉันและศาลาที่ชั้นหนึ่งหลัง พร้อมกับก่อสร้างสะพานลอยฟ้าไปรอบ ๆ ภูทอกในชั้นที่ 5 และ 6 รวมถึงการสร้างสถานที่บำเพ็ญเพียรภาวนาแทรกไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยรอบหน้าผา สิ้นค่าก่อสร้าง 45,000 บาท

ซึ่งบอกเลยว่าการก่อสร้างและไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดและเต็มไปด้วยแต่ความลำบากเพราะจำเป็นจะต้องเจาะหินทํานั่งร้านด้วยไม้เนื้อแข็ง 2 ท่อนผูกกับเสาที่ปักไม้ท้าวแขนลงไปแล้วจึงพลาดไม้กระดานเป็นสะพานทีละช่วงครึ่งช่วงละช่วงนั้นห่างประมาณ 1 เมตรเศษและระหว่างทางก็จะมีการรองรับอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้สะพานนั้นมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นจึงกลายเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ซึ่งประวัติการสร้างภูทอกนั้นบอกเลยว่าก็เริ่มต้นเมื่อปี 2512 ที่ได้มีการอาศัย ถ้ำตีนเขาซึ่งเป็นป่ารกชัฏมากเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิดมีช้าง เสือ หมี กวาง เป็นต้น และสัตว์อื่นอีกมาก อาศัยบิณฑบาตรกับชาวบ้านนาคำแคนซึ่งอพยพมาตั้งอยู่ใหม่ ๆ อาหารการขบฉันก็ตามเกิดตามมี อยู่ในลักษณะที่ขาดแคลนมาก โดยในช่วงแรกก็ได้มีญาติโยมเข้ามาถางป่าให้เพื่อปรับกดและก็มีท่านครูสิริธรรม วัฒน์ มาอยู่เป็นเพื่อนเมื่อถึงฤดูแล้ง ก็จะมีการปลูกเสนาสระเป็นลักษณะกระท่อม 4 หลังและมุงด้วยหญ้าคาผ้าใบตอกตะปูด้วยฟากโดยในพรรษาแรกมีพระจำพรรษาด้วยกัน 3 รูปถ้าเขาน้อย 1 คนในพรรษานี้ได้มีการพาญาติโยมช่วยกันมาทำบันไดขึ้นเขาซึ่งใช้ระยะเวลาในการทำอยู่ 2 เดือนกับ 10 วันจึงจะสามารถเสร็จ

และยังมี คุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา คุณหมอขันธ์ เทศประสิทธิ์ อาจารย์สอนอนามัยขอนแก่นได้เป็นกำลังพาศรัทธาญาติโยมมาช่วยเป็นประจำให้ความสะดวกปลอดภัย โดยนายต่อมาในปี 2513 ในบุญที่อยู่จังหวัดนครเวียงจันทน์ประเทศลาวมีการสร้างพระประธานถวายในบริเวณถ้ำพุทธวิหารชั้นที่ 5 โดยใช้เงินทั้งสิ้น 10,000 บาทและในปีต่อมาก็ยังมีการสร้างศาลาชั้นบนและชั้นล่างมาจากอุดรหนองคายบึงกาฬนครพนมตลอดจนถึงกรุงเทพฯร่วมกันออกปัจจัยสร้างถวายทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวนมากและมีกำลังศรัทธาจากทางกรุงเทพมาสมทบด้วยและยังมีการถวายเครื่อง ครื่องปั่นไฟ เครื่องสูบน้ำ ท่าถึงน้ำประปา เขาต่อท่อลงมาชั้นล่างทำให้ได้ใช้กันสะดวกสบายแก่ทุก ๆ คนที่มาเยือน กองทัพอากาศดอนเมืองก็ถวายสายไฟแรงสูง 3 ม้วน ม้วนละ 500 เมตร ต่อไฟฟ้าไปใช้ตามที่ต่าง ๆ กรมวิเทศสหการก็ได้ถวายพระพุทธรูปทองหล่อขนาดใหญ่ไว้เป็นพระประธานที่ถ้ำวิหารพระชั้นที่ 5

โดยเมื่อถึงเวลาที่จะเข้ใกล้พรรษาก็จะมีการทดสอบดูว่า วิธีที่จะทำสะพานไปตามหน้าผา ตามทฤษฎีของพระอาจารย์จวนหรือไม่โดยมีการให้พระเณรและชาวบ้านเข้าไปดูและทราบกันอย่างชัดเจนว่าทฤษฎีของพระอาจารย์จวน นั้นสามารถทำได้อย่างแน่นอนเว้นเสียแต่ว่าจะเกิดความประมาทโดยผู้ที่จะทำนั้นจะต้องมีการกล้าหาญมีความเชาว์ด้วยจึงจะทำได้ จึงจะสามารถทำได้โดยในครั้งแรกมีผู้ทำอาสาสมัครอยู่ประมาณ 2-3 คน 2 ส่วน อีกส่วนหนึ่งจะเสดเห็นว่าไม่มีการทำอันตรายเกิดขึ้นจะมีคนสมัครทำเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณหน้าผาชันๆก็จะมีพระเณรเข้าไปทำจนสามารถสร้างสะพานได้เป็นที่สำเร็จและไม่มีอันตรายอันใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยโดยทุกคนนั้นทำด้วยความสนุกสนานไม่รู้สึกเหนื่อยล้าและแววตาของทุกคนนั้นดูกล้าหาญแจ่มใสจิตใจผ่องใสเพราะอยู่ในอากาศที่ดีลมพัดเย็นไม่เหนื่อยไม่ร้อ

และเมื่อหลังจากที่ทำสะพานกันการเสร็จแล้วก็ทำให้สะพานแห่งนี้สร้างประโยชน์ได้อย่างไรอย่างทั้งยังเป็นสถานที่ที่ทำวิเวกทำความเพียรเผากิเลสไม่จำกัดเพศซึ่งใช้ได้ทั้ง งพระเณรเถรชี เพราะมีที่หลบซ่อนเร้นแดดร้อน ลมพัดได้อย่างสบาย มีที่หลบซ่อนไปเป็นแห่ง ๆอีกทั้งยังเหมาะเป็นที่ไว้พักผ่อนหย่อนอารมณ์เหมาะสมกับเป็นสถานที่ไว้ชมทิวทัศน์ธรรมชาติต่างๆและยังมีลมพัดโกรกเย็นตลอดทั้งวัน ซึ่งหากใครได้มานั้นรับรองว่าหายเหนื่อยอย่างแน่นอนเรียกได้ว่าเป็นการใช้แอร์แบบธรรมชาติและก็ว่าได้เพราะที่นี่มีบรรยากาศธรรมชาติที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากเรียกได้ว่าเป็น โอสถเอกขนานหนึ่งเลยก็ว่าได้

เพราะพระอาจารย์จวน ได้พบเห็นกับตาหลังจากที่มีโยมแก่คนหนึ่งเป็นโรคหอบหืดมานานหลายปียิ่งต่อฤดูฝนนั้นก็จะรู้สึกทรมานเป็นอย่างมากและเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำโดยหญิงแก่คนนี้นั้นเป็นโรคหอบหืดมาแล้ว 7 ปีกินยาอะไรก็ไม่หายยิ่งฤดูฝนยิ่งหายใจลำบากแต่เมื่อประมาณปี 2517 ยายคนนี้ได้มาพักภาวนาอยู่ที่เป็นเวลาสิบกว่าวันไปนั่งสูดลมบริสุทธิ์ตามสะพานตามหน้าผาทุกเช้าเย็นและหลังจากที่กลับไปบ้านนั้นคุณยายก็ได้กลับมาบอกว่าโรคหอบหืดของคุณยายนั้นหายไปแล้วนับตั้งแต่ที่ได้เข้ามาบำเพ็ญเพียรที่นี่ตั้งภาวนาสูดอากาศที่บริสุทธิ์บริเวณสะพานหน้าผาของพระอาจารย์ชวนจึงทำให้โรคอาการหอบหืดนั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง

และหลังจากนั้นมาก็ไม่เกิดอาการโรคหอบหืดเกิดอีกเลยซึ่งทำให้คุณยายท่านนี้ได้พูดโอ้อวดคนหลากหลายคนว่าถ้าอยากหายเป็นโรคหอบหืดให้เราไปสูดอากาศบริสุทธิ์ของภูทอกและนั่งวิเวกภาวนาตากลมที่สะพานหรือแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้เพราะอากาศที่นี่เป็นอากาศโอสถอย่างแท้จริงซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าอากาศบริสุทธิ์นั้นอาจจะเป็นยาชั้นดีที่สามารถบำบัดโรคได้ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันทั่วไปและในขณะเดียวกันผู้หญิงแก่คนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ตั้งใจภาวนาเป็นประจำซึ่งอาจจะเรียกว่าหมดเวรหมดกรรมเลยกลายเป็นการหายโรคหอบหืดไปเสียเองจึงได้มีการแนะนำให้หญิงแก่คนนี้ตั้งใจปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆและผลของการปฏิบัติธรรมจะช่วยรักษาทั้งกายและจิตใจของเรา

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงการสร้างสะพานอีกด้วยว่ามีเกิดเสียงนินทาสอนสารต่างๆหาว่าโง่เขลาเบาปัญญาไม่รู้จักความตายไม่กลัวตายแต่ถึง แม้ว่าจะมีใครด่านินทามากแค่ไหนสุดท้ายก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือรับอันตรายอีกครั้งยังสามารถสะพานได้เป็นที่สำเร็จโดยผู้ที่กล่าวว่านินทานี้นอกจากจะไม่ช่วยบ้างก็มองในแง่ร้ายบางรายก็ประกาศว่า พวกเราคอยดูไม่นานหรอกพวกทำสะพานจะตกแน่ ๆ กลายเป็นผู้ใช้ไฟแบบไม่รู้ตัวแต่สุดท้ายเมื่อเกิดสะพานสิทธิ์ญาติโยมก็สามารถเดินเวียนเทียนรอบๆนะสร้างความสะดวกสบายในการสัญจรไปมาได้อีกด้วย

โดยภูเขาแห่งนี้มี 7 ชั้นซึ่งก็จะมี ชั้นที่มีสะพานมีอยู่ 3 ชั้น คือ ชั้นที่ 4-5-6 แต่ละชั้น ๆ สูงห่างกันประมาณ 20 – 30 เมตรก็มี ตามภูเขาและตามธรรมชาโดยแต่ละชั้นสามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนวิเวกที่ไหนก็ได้อย่างเงียบสงบและสบายโดยที่นี่มีอากาศที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นสบายโดยเฉพาะชั้น 4 จะเป็นชั้น 2 คณะแม่ชีจะมีสถานที่หลบร้อนตอนเย็นที่สามารถใช้ในช่องทางหน้าร้อนและหนาวและมีที่หลบฝนเป็นหลักแหล่งอีกทางอากาศปลอดโปร่งโดยระยะเวลาเส้นทางประมาณ 20 เส้นล้วนแต่เป็นสถานที่วิเวกและมีที่ปีกย่อยมากมายตามแนวขาวเหล่านี้

นอกจากนี้ในบริเวณชั้น 5 ซึ่งเป็นชั้นกลางมีที่พักหลบร้อนกับหนาวและสามารถตากอากาศได้มากกว่า 20 แห่งอีกทั้งยังมีอากาศที่โปร่งกว่าชั้น 4 เพราะสูงขึ้นไปอีกจึงเรียกได้ว่าโดยรอบของวัดแห่งนี้นั้นมี 27 สายที่สามารถชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของเขาแห่งนี้ได้เป็นอย่างดีและสร้างความร่มเย็นร่วมใจให้แก่ผู้ที่สัญจรไปมาได้อีกด้วยนอกจากนี้ผู้ที่สัญจรไปมาอีกนั้นยังสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายไม่เกิดอันตรายอยากแน่นอนถ้าไม่โดดลงไป

ต่อมาในชั้นลำดับที่ 6 นั้นจะเริ่มขึ้นในปี 2517 เป็นลำดับโดยใช้สะพานแห่งนี้มีอากาศที่บริสุทธิ์เป็นอย่างมากแต่ก็มีอากาศที่เบากว่าทุกชั้นแต่ก็จะมีที่พักเป็นถ้ำ เงื้อมหิน แล้วก็มีลำธารเล็กๆหลายอยู่ตลอดเวลาเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งมีเส้นทาง 20 เส้นถ้าหากใครนะสนใจในเรื่องของการเดินชมธรรมชาติก็สามารถไปชมได้เพราะที่นี่ไปด้วยธรรมชาติสามารถหลีกหนีความชุลมุนวุ่นวายของสังคมและไปร่วมเรื่องกับธรรมชาติที่อยู่รอบตัวได้กับที่นี่

“ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้พระภิกษุแสวงหาที่วิเวกอยู่ตามป่าตามร่มไม้ ตามเรือนว่างเปล่าและถ้ำเงื้อมหิน ให้เธอพึงซ่อนเร้นอยู่ในที่สงบสงัดปราศจากความคลุกคลี เว้นจากธรรมารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ให้แสวงหาความวิเวกอยู่ตามที่สงัดต่าง ๆ ทำความเพียรเหมือนโคที่ไม่มีหนังหุ้มห่อร่างของมัน มันจะกลัวอันตรายมากมาย เช่น กา กิ่งไม้ แมลงวัน เป็นต้น จะมาจิกหรือทิ่มเนื้อมัน มันจึงเอาตัวของมันไปหลบซ่อนอยู่ตามเงื้อมผา เป็นต้น เวลามันออกหากินก็จะออกหากินในที่ลับ ๆ กะว่าจะไม่มีอันตรายจนกว่าหนังของมันจะงอกหายเป็นปกติ จึงจะหากินในที่แจ้งโดยเปิดเผย แต่ถึงอย่างไรมันก็หากินด้วยความระมัดระวัง แม้ฉันใด ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ให้พวกเธอพึงถือเอาเหมือนโครักษาหนังอย่าประมาทความประมาทเป็นช่องทางของความไหลมาแห่งความฉิบหายฉะนั้น ท่านจึงว่าความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ความไม่ประมาทเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความเจริญ จงเป็นผู้มีสติประคับประคองตัวเองให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ กลัวกาหรืออีแร้งคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จะรุมจิกกิน ประคับประคองตนปรารภความเพียรอย่าประมาท ย่อมจะถึงที่สุดยอดของพระธรรมวินัยคือ พระนิพพานได้ในที่สุด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงแนะนำให้ภิกษุเอาเยี่ยงอย่างโคผู้สงวนหนังดังกล่าว ถ้าหากการอาศัยอยู่ตามป่าตามเขาเป็นภัยอันตรายแก่ภิกษุผู้บวชไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายผู้บวชแล้วอย่าพากันเข้าป่าเน้อเพราะป่าเป็นข้าศึกกับผู้เจริญสมณธรรม พวกเธออย่าอยู่ป่า อย่าอยู่ถ้ำ อย่าอยู่ป่าช้าอย่าอยู่เรือนว่าง เพราะจะเป็นอันตรายแก่พวกท่าน แต่นี่พระพุทธองค์ท่านสอนตรงกันข้ามคือให้อยู่ป่าเจริญสมณธรรมให้อาศัยธรรมชาติแล้วจะก่อให้เกิดปัญญา ขออภัยท่านผู้ฟังด้วยที่พระโง่อยู่ป่าเช่นข้าพเจ้าได้อธิบายไปเท่าที่จะรู้แจ้งด้วยตนเองมาเล่าสู่กันฟัง” พระอาจาร์นจวนกล่าว

จึงเรียกว่าสะพานทุกชั้นที่ทำนั้นผู้ทำนั้นก็เล็งเห็น ถึงการใช้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นถ้าหากทำแล้วไม่มีประโยชน์ก็ไม่สมควรที่จะทำไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาเสียแรงไปเพื่ออะไร

พลังประชารัฐ ยอมรับ ขึ้นค่าแรงตามที่หาเสียงอาจทำไม่ได้ ต้องรอไปก่อน กลัวกระทบเอกชน

โดยในล่าสุดนี้โฆษกพรรคพลังประชารัฐ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล การเล่นมีการพูดถึงความคืบหน้าในการจัดทำนโยบายของรัฐบาลซึ่งคะแนนขนาดนี้รัฐบาลร่วมหลายรัฐบาลได้มีการส่งนโยบายของแต่ละพรรคมายังพรรคพลังประชารัฐ กันแล้ว

โดยหากร่วมรัฐบาลนั้นก็จะมี พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น ซึ่งพรรคพลังประชารัฐซึ่งก็ได้มีการส่งนโยบายมาและเขียนร่างเป็นนโยบายรัฐบาลโดยการจะมีเริ่มต้นตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปซึ่งจะมีการเชิญตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลมาหารือในการร่างนโยบายนี้ด้วย

แต่ทางนี้ก็ยังมีกล่าวถึงค่ะแรงขั้นต่ำวันละ 400 ถึง 425 บาทซึ่งเป็นนโยบายของพรรคพลังประชารัฐที่ใช้ในการหาเสียงและยอมรับว่านโยบายนี้ยังไม่ใช่นโยบายเร่งด่วนเพราะการจะขยับขึ้นจาก 400 เป็น 400 25 บาทในทันทีนั้นจะมีผลกระทบต่อภาคเอกชนอย่างแน่นอน

จึงมีการเสนอให้ค่าแรงในลักษณะของการเป็นขั้นบันไดในทุกจังหวัดโดยในแต่ละจังหวัดจะได้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับทักษะและการประกอบอาชีพซึ่งวิธีการขึ้นค่าแรงแบบขั้นบันไดจะใช้กับนโยบายค่าแรงของปริญญาตรีขั้นต่ำที่พรรคพลังประชารัฐเคยหาเสียงไว้ที่ 20,000 บาทจบอาชีวศึกษาจะอยู่ที่ 18,000 บาท / คน

“ตอนนี้เหลือเวลาอีก 3 สัปดาห์ที่ต้องร่างนโยบายรัฐบาลให้เสร็จ ซึ่งพบว่า อุปสรรคสำคัญคือมีหลายพรรคร่วมรัฐบาล และต้องใช้เวลา ดคุยกันให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการอภิปรายในประเด็นเรื่องงบประมาณของพรรคฝ่ายค้าน ท้ายที่สุดก็เชื่อว่า จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากประชาชน ทันทีที่รัฐบาลได้แถลวนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา” นายกอบศักดิ์ กล่าว

เตือนภัยปชช. กลโกงเงินแบบใหม่ กดครั้งเดียวเงินหายทั้งบัญชี

โดยในล่าสุดนี้ทางเพจเฟสบุ๊ตของทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ – ศปอส.ตร ได้มีการโพสต์ข้อความเตือนประชาชนถึงหารโกงเงินรูปแบบใหม่ โดยมีการระบุโพสต์ว่า… “โกงเงินแบบใหม่ ดูดเงินในบัญชีธนาคาร “หมดเกลี้ยง” ภายในไม่กี่นาที อย่ากดตกลงเด็ดขาด ถ้าไม่อยากหมดตัว”

ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่ จะเป็นผู้ที่ค้าขายทางออนไลน์ที่มักจะชอบเปิดเผยเลขบัญชีธนาคารของตัวเองและจะถูกคนร้ายเข้ามาทำท่าทีเป็นลูกค้ามาขอซื้อสินค้าทางออนไลน์และขอเลขบัตรประจำตัวประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ข้อมูลส่วนบุคคลไว้และนอกจากนี้ผู้เสียหายจะได้รับการแจ้งเตือนผ่านโทรศัพท์มือถือในทำนองที่ว่า “คุณต้องการที่จะให้บัญชีธนาคารของคุณเชื่อมต่อกับกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือไม่” โดยข้อความดังกล่าวนั้นมีความยาวจึงทำให้ผู้เสียหายหลายรายไม่ได้อ่านแต่คิดว่าไม่มีอันตรายเกิดขึ้น

จึงได้ทำการกดยอมรับหรือตกลงบน Mobile Banking App ต่างๆที่เชื่อมต่อระหว่างบัญชี Mobile Banking ของผู้เสียหายซึ่งจะทำให้เงินในบัญชีนั้นเข้าสู่งานอิเล็กทรอนิกส์กระเป๋าของคนร้ายจนเสร็จสมบูรณ์จึงทำให้คนร้ายนั้นสามารถยักยอกถ่ายโอนเงินจากบัญชีของธนาคารผู้เสียหายได้ผ่านช่องทาง Mobile Banking ได้อย่างสะดวกภายในเวลาไม่กี่นาที

โดยวิธียกเลิกการผูกบัญชี Mobile Banking กับ True Wallet มีดังนี้

เจ้าของบัญชีต้องนำสมุดบัญชี , บัตรประชาชน ฯลฯ ไปทำการยกเลิกเองที่สาขาเท่านั้น ไม่สามารถกดยกเลิกได้จาก แอปพลิเคชั่นใดๆเลย แล้วทำการให้อ่านข้อความที่แจ้งเตือนมาอย่างละเอียดอัตราและไม่เข้าใจก็ไม่ควรตอบตกลงในทันที

อาลัยตำนานชาวอีสาน ‘เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด’ นพดล ดวงพร ศิลปินอาวุโส

นับเป็นการสูญเสียอีกครั้งของวงการบันเทิงไทย เมื่อ นพดล ดวงพร ศิลปินอาวุโส เจ้าของวลี ‘เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด’ และยังเป็นตำนวนของชาวอีสานซึ่งคุณนพดล ดวงพร เป็นเจ้าของวงดนตรีลูกทุ่งพูดอีสาน “เพชรพิณทอง” ผู้บุกเบิกดนตรีเครื่องสาย “พิณ” ถิ่นแดนอีสานจนโด่งดังไปทั่วโลก และเจ้าของวลี “เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด” จากบทภาพยนต์เรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11 ที่ทำให้คว้ารางวัลผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2545 ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 20.20 น.

หลังเข้ารับการรักษาตัวที่ ร.พ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ด้วยอาการอ่อนแรง แล้วตรวจพบก้อนเนื้อในสมองข้างซ้าย เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นครอบครัวปรึกษาคณะแพทย์แล้วตัดสินใจย้ายมารักษาที่ร.พ.ศิริราช เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. และเข้ารับการผ่าตัดเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยบุตรสาว อรนุช โกศัลวัฒน์ ระบุการผ่าตัดเป็นไปด้วยดี และคุณพ่ออยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมขอบคุณทุกกำลังใจ

นพดล ดวงพร

เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2484 มีชื่อจริงว่า ณรงค์ พงษ์ภาพ ที่บ้านท่าวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี บิดาเป็นหมอลำกลอน มารดาเป็นนักร้องเพลงโคราช

ณรงค์ พงษ์ภาพ เคยเป็นเด็กในวงดนตรีคณะพิพัฒน์ บริบูรณ์ นานหลายปี ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์และร่วมวงดนตรีจุฬารัตน์ของครูมงคล อมาตยกุล ซึ่งเป็นผู้ตั้งชื่อ นพดล ดวงพร ให้ ต่อมาได้แยกไปก่อตั้งวงดนตรี เพชรพิณทองที่โด่งดังในภาคอีสาน ในปี พ.ศ. 2514 ช่วงหลังเป็นนักแสดงภาพยนตร์และ ละครโทรทัศน์

ผลงานภาพยนตร์

-วิวาห์พาฝัน

-ครูบ้านนอก (2521) – รับบทเป็น ครูใหญ่คำเม้า

-หนองหมาว้อ (2522)

-7 สิงห์ตะวันเพลิง (2522)

-จับกัง กรรมกรเต็มขั้น (2523) – รับบทเป็น ด้วง

-ผู้ใหญ่มากับทุ่งหมาเมิน (2523) – รับบทเป็น ไอ้จ้อย

-นักสืบฮาร์ด (2525)

-ครูข้าวเหนียว (2528)

-คนกลางแดด (2530)

-15 ค่ำ เดือน 11 (2545) – รับบทเป็น หลวงพ่อโล่ห์

ผลงานละคร

-โคกคูนตระกูลไข่

-เพลงรักริมฝั่งโขง (2550)

-เรไรลูกสาวป่า (2551)

รางวัลเกียรติยศ

-ได้รับยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เมื่อปี พ.ศ. 2532

-รางวัลสุพรรณหงส์ ประจำปี 2545 ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง 15 ค่ำ เดือน 11

-ศิลปินมรดกอีสาน (ประเภทตลกอีสาน) ปี 2552 หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

นอกจากนี้ นพดลยังได้เป็นผู้อำนวยการผลิตและสร้างสรรค์งานนำเอาประวัติศาสตร์เมืองอุบล และเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของเมืองอุบล มาบอกเล่าผ่านบทเพลง ในวาระที่เมืองอุบล ครบรอบ ๒๐๐ ปี ใน พ.ศ.๒๕๓๕ เพื่อเฉลิมฉลองฉลอง ๒๐๐ ปีอุบลราชธานี โดยมีผู้ประพันธ์เพลง คือ ชลธี ธารทอง พงษ์ศัดิ์ จันทรุกขา ,ณรงค์ โกษาผล, สยาม รักษ์ถิ่นไทย ,ธนรรษต์ ผลพันธ์,ประพนธ์สุริยะศักดิ์ ,เฉลิมพร เพชรศยาม , นคร พงษ์ภาพ นับเป็นการระดมนักแต่ง นักร้อง คนเมืองอุบล และที่มีชื่อเสียง มาสร้างสรรค์เพลงเมือง รวม ๒๒ เพลง ซึ่งมีทั้งเพลงเก่าและเพลงใหม่ที่ตั้งขึ้น และบางเพลงได้มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ เช่นเพลงลูกแม่มูล ของครูพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา เป็นต้น

เหตุการณ์ที่เป็นความประทับใจไม่รู้ลืมของนพดลคือ ได้ยกวงไปแสดงที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น พอดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯไปที่นั่น และพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านที่คล้ายกีตาร์ แต่ว่ามีเพียง 3 สาย ดีดได้ไพเราะมากๆ นั่นคือ พิณ ในหลวงทรงเห็นว่าเป็นของแปลกและมีเสียงที่ไพเราะมาก พระองค์ท่านทรงรับสั่งขอลองดีดดูอย่างสนพระทัยเป็นพิเศษ ยังความปลาบปลื้มใจให้แก่นพดลเป็นที่สุด และสิ่งที่นพดลจำใส่เกล้าไว้ไม่มีวันลืมคือ ในหลวงทรงมีรับสั่งว่าให้รักษาศิลปะดนตรีพื้นบ้านอันนี้ไว้ให้ดีๆ

นพดล ดวงพร ก้มลงกราบแทบพระบาทด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ นพดลถือว่านี่คือมงคลชีวิตที่ยิ่งใหญ่อย่างที่สุดแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อวงดนตรีตนเองเสียใหม่ จากวงนพดล ดวงพร เป็นวงเพชรพิณทอง เอาชื่อ พิณ ที่ในหลวงทรงโปรดมาเป็นมงคลนาม และหวังจะสนองพระราชปรารภของพระองค์ท่านด้วย นั่นจึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อวง เพชรพิณทอง มาจนถึงทุกวันนี้ และสัญลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของวง เพชรพิณทอง คือทองใส ทับถนน มือพิณอันดับหนึ่งของเมืองไทย ที่เล่นประจำอยู่กับคณะมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวง

เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพร คือนักรบทางวัฒนธรรมของภาค ที่เกิดขึ้นจากมันสมองและการสั่งสมประสบการณ์ของนพดล ดวงพร เป็นการมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวด้วยตัวของตัวเอง ไร้ผู้สนับสนุนจากหน่วยงานหรือบุคคล แต่เป็นความแน่วแน่ในอันจะจรรโลงและอนุรักษ์สิ่งดีงาม พร้อมๆ กับการผสมผสานของใหม่เข้าด้วยกัน
“แม่นแล้ว” “เบิ่งกันแหน่เด้ออาว” “น้อยทิง” “นางเอย” “เด้อนางเดอ เด๊อเด๊อนางเดอ ตึ้งๆ” อีก หลากหลายคำ อีกเป็นร้อยเป็นพันคำและวลีที่ติดหู ติดปากผู้คน ที่เพชรพิณทองไปหยิบจับจากท้องถิ่นที่อีสานเป็นและอยู่มาใช้ทำการแสดง ทำให้ผู้คนเห็นความสำคัญของคำและวลีที่ใช้ในชีวิตประจำวันหรือการละเล่นแสดง ในภาคกลับมาอยู่ในความนิยม ทำให้เห็นความลึกและมิติของภาษา และนี่คือ อานุภาพของภาษา อานุภาพของวัฒนธรรม ความสำคัญอยู่ที่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวพันคนเข้าด้วยกันด้วยภาษา เป็นทั้งเครื่องผูกพันและเป็นรหัสให้ผู้คนได้ใช้ในการปฏิสัมพันธ์กัน

อาวุธสำคัญของวงดนตรีและของบุคคลผู้นี้คือการใช้ภาษาอีสาน ขณะที่สังคมอีสานกำลังเกิดความสับสนในอัตลักษณ์ของตัวเอง ท่ามกลางการดูถูกชาติพันธุ์ของสังคมไทยที่มีต่อคนลาว ต่อชาวอีสาน ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมบนแผ่นดินอีสานตามมา คือ ได้เพาะเชื้อความรังเกียจกำพืดของตัวเอง ดูถูกตัวเอง เกลียดความเป็นลาวในสายเลือดตัว และพยายามหนีสุดชีวิตเพื่อให้พ้นไปจากความเป็นลาว เป็นคนอีสาน ด้วยการสร้างปมเขื่องให้กับตนเองด้วยการ “ไม่พูดภาษาอีสาน หรือภาษาลาว”

นพดล ดวงพร เป็นนักสู้ชีวิต และเป็นนักสู้ผู้ยืนหยัดในความเชื่อของตน เขาสร้าง “วงดนตรีพูดอีสาน” เพชรพิณทอง จนเป็นที่ยอมรับแก่ผู้คน สร้างศิลปินนักร้อง นักแสดงอย่างมากมาย ก่อให้เกิดรายได้ เกิดการสร้างงาน ตลอดจนมีการเผยแพร่และนำเอาศิลปะการแสดงแบบอีสานอย่างกว้างขวางและยาวนาน ตลอดจนการรับใช้สังคมโดยร่วมมือกับส่วนราชการอย่างต่อเนื่อง
นพดลเป็นนักรบผู้กล้าแกร่ง และยืนหยัดต่อสู้ยาวนาน วงดนตรีเพชรพิณทอง เป็นวงดนตรีวงเดียวที่มีอายุมากที่สุด สามารถยืนระยะและเก็บรับความนิยมจากแฟนๆ ได้ยาวนานที่สุด

นพดลได้ปั้นนักร้องขึ้นมาประดับวงมากมาย เช่น นกน้อย อุไรพร, วิเศษ เวณิกา, กำไล พัชรา, ชุติมา ดวงพร, นพรัตน์ ดวงพร, เทพพร เพชรอุบล ฯลฯ
และทีมตลก ลุงแนบ หนิงหน่อง แท็กซี่ ใหญ่ หน้ายาน จ่อย จุกจิก อีเจ้ย ฯลฯ และมือพิณอันดับหนึ่งของประเทศ ทองใส ทับถนน
การก่อเกิด เป็นไป และดับไปของเพชรพิณทองถือว่าเป็นตำนาน ความประทับใจในการแสดงของเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ยังจะตราตรึงในใจของชาวอีสานไป อีกนาน และคงอีกนานเช่นกันที่จะเกิดปรากฏการณ์อย่างที่ เพชรพิณทอง และนพดล ดวงพรได้สร้างไว้

อ.วิศวฯไฟฟ้าลาดกระบัง เผย เครื่องปั่นไฟด้วยมือ 500 วัตต์ ใช้ได้ 6ใ ชม. ไม่มีทางเป็นไปได้

โดยล่าสุดนี้ในเรื่องของการปั่นไฟโดยที่ได้มี นายชื่น ฝันเมฆ อดีตพนักงานการไฟฟ้าวัย 75 ปีออกมาประดิษฐ์เครื่องไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใช้มือปั่นเพียงแค่ 15 นาทีและสามารถใช้ไฟได้นาน 6-8 ชั่วโมงซึ่งก็ทำให้ทางโลกออนไลน์นั้นได้มีข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันถึงว่ามันเป็นคนหลอกตา หรือไม่

โดยประเด็นนี้ก็ได้มีทางเพจ Darth Prin ได้ออกมาอธิบายถึงเรื่องการปั่นไฟ 15 นาทีแต่สามารถใช้ไฟ 500 วัตต์ไปได้ 8 ชั่วโมงพี่เขาบอกว่ามันไม่สามารถเป็นความจริงได้โดยพลังงานนั้นไม่มีวันสูญหายได้อย่างไรก็ออกไปเท่านั้นและพลังงานเท่ากับกำลัง 0 เวลาโดยท่าเทียบแล้วประมาณ 15 นาทีหนึ่งส่วนสี่ของชั่วโมงใช้พลังงานได้ถึง 8 ชั่วโมงเท่ากับว่าลุงนั้นสามารถสร้างและปล่อยพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 32 เท่าของพิกัดกำลังไฟฟ้า 0.5 กิโลวัตต์หรือเทียบเท่าประมาณ 16 กิโลวัตต์หรือ 22 แรงม้าเป็นอย่างน้อยโดย เกียร์หรือเฟืองไม่สามารถลดต้นกำลังขั้นต่ำได้เลย

ซึ่งในมนุษย์หมุน 1 คนแล้ว จะใช้พลังงานเพียงแค่ 15 บาทเท่านั้นแต่ถ้าเป็นนักกีฬาไตรกีฬาก็อาจจะมีกำลังถึง 300 วัตต์โดยในกรณีนี้ลุงเชื่อมสามารถสร้างพลังงานได้ 16 วัตต์เท่ากับว่าลุงชื่นมีกำลังมากกว่ามนุษย์คนอื่น 53.33 เท่า สามารถเป็นซูเปอร์ฮีโร่ หรือกระโดดทีเดียวขึ้นตึก 5 ชั้นได้สบาย ดังนั้น การสร้างเครื่องปั่นไฟมือที่สามารถปั่นไฟเบา ๆ และใช้ไฟได้นานถึง 8 ชั่วโมงนั้น จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

โดยในล่าสุดนี้ หลังจากที่มีประเด็นเรื่องนี้ออกมา นางอังคณา สุขวิบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะได้มีการออกมาพูดถึงนายชื่นที่ได้กล่าวอ้างว่าเป็นอดีต พนักงานการผลิตไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซึ่งก็ได้มีการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลตั้งแต่ปี 2549 ก็ได้พบว่า นายชื่น ฝันเมฆ เคยเป็นอดีตพนักงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่อย่างใด

ในทางนี้ก็ได้มีการเข้าไปถามผู้เชียววชาญ นั้นก็คือ อาจารย์ดุสิต สุขสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้มีการกล่าวถึงในกรณีนี้ว่า “ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะ input ที่เข้าไปมันไม่สมดุลกับ Output คำว่าวัตต์ในสมัยก่อน การหาวัตต์คือใช้ม้ามาปั่นเครื่องปั่นไฟ จะเรียกว่า 1 Horsepower หรือ 1 แรงม้า เท่ากับ 746 วัตต์ แต่สำหรับเครื่องนี้ที่บอกว่าใช้มือปั่น 15 นาที แล้วได้ตั้ง 500 วัตต์ ใช้ได้ 6 ชั่วโมง หรือเท่ากับใช้ได้ 3,000 วัตต์ ซึ่ง 3,000 วัตต์ ก็เท่ากับ 4 แรงม้ากว่าๆ ครับ ลองเทียบว่า 1 แรงคนที่ปั่น จะเท่ากับ 4 แรงม้า โดยหลักการมันเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าบอกว่าได้พลังงาน 10-20 วัตต์ ผมอาจจะเชื่อเพราะมีทางเป็นไปได้อยู่”

อาจารย์ดุสิต ยังกล่าวต่อว่า “แบตเตอรี่ลูกนั้นที่เราเห็น ผมคิดว่าอาจจะถูกชาร์จมาจากที่อื่นแล้ว คือถ้าไฟจากแบตเตอรี่ลูกนั้นเฉยๆ ไม่ต้องใช้มือปั่น แล้วจ่ายไฟได้ 500 วัตต์ ก็พอเป็นไปได้ แต่จะใช้ไม่ได้นาน ขนาดแบตเตอรี่ UPS ยังอยู่ได้แค่ 10-15 นาที ไม่สามารถใช้ได้ถึง 6-8 ชั่วโมงแน่นอน ถ้าหากว่าต้องการทดสอบสามารถส่งมาให้ทางภาควิศวกรรมไฟฟ้าตรวจสอบได้ฟรี เพราะที่ สจล. เปิดรับทดสอบเครื่องในลักษณะนี้อยู่แล้ว”

สรรพากรปิ้งไอเดีย เก็บภาษีรูปแบบใหม่ อายุ 18 ปีต้องยื่นภาษี

โดยล่าสุดนี้ทาง นายปิ่นสาย สุรัสวดี โฆษกกรมสรรพากร ก็ได้มีการพูดถึงในเรื่องของการปฏิรูปภาษีสรรพากรแบบใหม่ทั้งระบบซึ่งจะมีการนำมาปรับใช้ในปี 2562 โดยข้อความที่นำมาเผยแพร่ในทางโลกออนไลน์นั้นเป็นเพียงแค่ข้อเสนอแนะเท่านั้นซึ่งทางอนุกรรมการจะได้มีการพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขประมวล รัษฏากรที่ได้มีการนำเสนอในการจัดสัมนา เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561ที่ผ่านมา

ซึ่งในตอนนี้ทางกรมสรรพากรในก็ได้มีการศึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข ประมวล รัษฏากร ให้เกิดในประเด็นที่แตกต่างกันให้ครอบคลุมและมีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นและเหมาะสำหรับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยในทางนี้ทางอนุกรรมการก็ได้มีการส่งข้อเสนอดังกล่าวให้ทางสหกรณ์พิจารณาซึ่งเมื่อได้ผลประการใดก็จะได้มีการนำมาเสนอรัฐบาลเพื่อให้มีการพิจารณาต่อไปด้วย

โดยเงื่อนไขที่เสนอเพิ่มนั้นก็จะมี ทุกคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไปทุกคน จะต้องยื่นแสดงภาษี ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ก็ตาม จากเดิมที่กำหนดไว้ว่า บุคคลธรรมดาที่มีรายได้ไม่เกิน 120,000 บาทต่อปี ไม่ต้องยื่นภาษี / ลดเพดานภาษีบุคคล จากเดิม 35 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการลดภาษีบุคคลธรรมดา เพื่อส่งเสริมรายย่อยให้ทำธุรกิจ และปรับเงินได้ใหม่ เหลือเพียง 3 ประเภท โดยให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น / ปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งแบบเดิม มีภาษีเงินได้ 20% และภาษีปันผล 10% แต่แบบใหม่ เสนอให้ปรับภาษีนิติบุคคลรวมกันแล้วไม่เกิน 25% สุดท้าย ปรับวิธีการคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ของกิจการ จากเดิมที่ที่คำนวณว่า รายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แบบใหม่ให้ปรับเป็นรายได้เกิน 10 ล้านบาท จึงจะจดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% แต่หากไม่ถึง 10 ล้านบาท ให้จ่ายภาษีที่ 2 เปอร์เซ็นต์แทน

โดยทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่แนวคิดในการเสนอแนะต่างๆและอยู่ในขั้นตอนระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้มีบังคับใช้ในปี 2562 นี้แต่อย่างใดชนะประชาชน

ชวนทำ ‘น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น’ ทำเอง ไม่ต้องซื้อแพง สรรพคุณล้างพิษ บำรุงร่างกาย

น้ำมันมะพร้าวน้ำหิวว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีคุณประโยชน์มากมายโดยเฉพาะน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นซึ่งสามารถช่วยเหลือได้ยากหลายอย่างโดยในวันนี้ทางทีมงานนั้นก็จะพาทุกคนมาลองดูประโยชน์ของน้ำมันสกัดจากธรรมชาติกันว่าจะมีประโยชน์อะไรบ้างซึ่งเราก็มาดูกันเลยดีกว่าว่ามันจะมีเรื่องอะไรกันบ้าง

โดยประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้น ก็มีทั้งในเรื่องของการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย สามารถช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้นและป้องกันการเกิดโรคหัวใจโรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานและโรคมะเร็งนอกจากนี้ยังช่วยรักษาในเรื่องของการเร่งอัตราการเผาผลาญในร่างกายไม่ให้เกิดการสะสมของไขมันตามส่วนต่างๆของร่างกายได้เหมาะมากสำหรับผู้ที่กำลังลดน้ำหนักโดยไขมันมะพร้าวสกัดเย็นนั้นจะไม่แปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันทรานซ์อย่างเด็ดขาดนอกจากนี้ยังมีสารโมโนโลริน ที่มีคุณสมบัติในการทำลายเชื้อโรคได้อย่างหลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเชื้อราแบคทีเรียเชื้อไวรัสพยาธิต่างๆที่บอกเลยว่าสามารถใช้รักษาได้ดีกว่ายาปฏิชีวนะทั่วไปด้วย

ยังไม่จบบอกเลยว่าสรรพคุณยังมีอีกเยอะเพราะว่านอกจากที่จะช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวแล้วยังสามารถช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารง่ายๆสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงน้ำดีและยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินเอต่างๆและสามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระบำรุงผิวพรรณให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้นและสามารถช่วยในเรื่องของการโรคปวดเมื่อยคอต่างๆชะลอการเสื่อมสภาพตามวัยได้เป็นอย่างดีและรักษาโรคอาการปวดกระดูกเชื้อราบนผิวหนังและร่องลึกแก้พิษแมลงกัดต่อยแก้เคล็ดแก้ขัดยอกสามารถนำมาใช้แทนครีมกันแดดได้และช่วยแก้ไขปัญหาผิวไหม้จากแดดช่วยรักษาส้นเท้าแตกบำรุงส้นเท้าหยาบกร้านและก็มันไม่เห็นเราหรือไงนำมาเช็ดเครื่องสำอางได้

และในวันนี้นอกจากคุณประโยชน์ที่เราจะนำมาฝากทุกคนจะแล้วนั้นเรายังมีวิธีในการทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นด้วยตัวเองกัน ซึ่งได้มีศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร แนะนำกรรมวิธีทำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น ออกมาเพื่อให้เป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจ โดยมะพร้าว 67 ลูกสามารถผลิตน้ำมันมะพร้าวได้ 1 ลิตรและยังใช้อุปกรณ์ที่ไม่ยุ่งยากอะไรคือสิ่งที่จะต้องใช้นั้นก็มี หม้อตุ๋น ขวดโหลแก้ว และเครื่องครัวที่ล้วนมีอยู่ประจำบ้านทุกบ้าน

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

+ตาชั่ง

+เหยือกน้ำพลาสติก มีขีดบอกระดับน้ำ ใช้ตวงน้ำ

+โถพลาสติก หรือโถแก้วใส

+ผ้าขาวบาง 2 ผืน ใช้กรองกะทิ และน้ำมัน

+กระบวย หรือทัพพี สำหรับตักน้ำมัน

+กะละมังสำหรับคั้นกะทิ

+หม้อเคลือบสำหรับระเหยน้ำออกจากน้ำมัน

+เตาแก๊สปิกนิก

+ตู้เย็น หรือถังน้ำแข็ง

+ขวดบรรจุน้ำมันเพื่อจำหน่าย

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 ทำการคั้นกะทิ โดยการเอาไปผสมน้ำต่อมะพร้าวขูด ในอัตรา 1 : 1

ขั้นตอนที่ 2 เอาน้ำกระทิใส่ในตู้เย็นในช่องน้ำแข็ง เพื่อให้กะทิแยกชั้นชัดเจน

ขั้นตอนที่ 3 แยกเอาชั้นครีมชั้นบนของกะทิมาใส่โถหมัก

ขั้นตอนที่ 4 ทำการปิดคอด้วยผ้าขาวสะอาดตั้งไว้ 36-48 ชม. ตั้งไว้จนน้ำมันแยกชั้นสมบูรณ์

ขั้นตอนที่ 5 ตักน้ำมันออกมากรองด้วยผ้าขาวบางที่พับไว้หลายชั้น

ขั้นตอนที่ 6 ไล่น้ำออกจากน้ำมันที่กรองด้วยหม้อต้ม 2 ชั้นและสังเกตว่าไม่มีฟองปุดแล้วจึงจะสามารถใช้ได้

ขั้นตอนที่ 7 ตัดทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์เพื่อให้น้ำมันสายและตอนต่างๆส่งไปที่ก้นภาชนะให้เรียบร้อยจากนั้นก็นำมาบรรจุใส่ขวดนำไปใช้หรือขายได้

หากใครสนใจทำน้ำมันมะพร้าว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 077-556-073, 077-556-194

ข่าวดี! คปภ. ประกาศ ‘ส่งรถซ่อม’ ประกันต้องจ่ายค่าขาดประโยชน์ ชดเชยวันละ 1,000 บาท

เรียกได้ว่ากลายเป็นอีกหนึ่งข่าวดีที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับผู้ที่มีรถยนต์และถ้าหากคุณนั้นขับรถประสบอุบัติเหตุต่างๆซึ่งแน่นอนว่าคนเรานะจะต้องนำรถไปส่งซ่อมในทันทีโดยจากในกรณีที่ คปภ. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในตอนนี้ก็ได้มีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับบริษัทประกันภัยต่างๆที่ไม่จ่ายค่าขาดประโยชน์ให้กับเจ้าของรถที่ควรจะได้ในระหว่างซ่อม

โดยทาง คปภ. จำเป็นจะต้องสั่งให้ทุกบริษัทมีการจ่ายค่าขาดประโยชน์ให้กับผู้ทำประกันวันละ 500 ถึง 1,000 บาทโดยจะมีผลบังคับใช้ในปี 2562 ซึ่งแน่นอนว่าดีที่ผ่านมานั้นก็มีปัญหาของการเรียกร้องจากกรณีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถซึ่งส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยจะไม่ยอมจ่ายค่าขาดผลประโยชน์และด้วยส่วนนึงประชาชนส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้เรื่องดังนั้นจึงได้มีการปรับเปลี่ยนให้มีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ที่ชัดเจนและรู้เพียงกันมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในขณะนี้ คปภ. ก็ได้มีการสรุปในการปรับปรุงการคุ้มครองของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้แก่เจ้าของรถที่ทำประกันและอยู่ในระหว่างนำไปเคลมหรือซ่อมโดยจะกำหนดการจ่ายเป็น 3 กลุ่มดังนี้

+กลุ่มที่ 1 รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท

+กลุ่มที่ 2 รถยนต์รับจ้างสาธารณะขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท

+กลุ่มที่ 3 รถยนต์ขนาดเกินกว่า 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

ซึ่งหลายคนนั้นอาจกำลังสงสัยว่าค่าขาดประโยชน์นั้นคืออะไรโดยค่าขาดประโยชน์นั้นคือค่าชดเชยที่ทางบริษัทประกันนั้นจำเป็นต้องจ่ายให้กับคุณในระหว่างที่รถของคุณไม่สามารถใช้งานได้เพราะไปส่งซ่อมและคุณต้องเสียค่าเดินทางในชีวิตประจำวันต่างๆซึ่งเท่ากับว่าในตรงนี้ก็ทำให้คุณนะได้ขาดประโยชน์ในการใช้รถซึ่งก็สามารถเบิกได้จากบริษัทประกันภัยแต่ในกรณีนี้จะได้ในเฉพาะที่คุณนะเป็นฝ่ายถูกเท่านั้นโดยจะสามารถเบิกค่าขาดประโยชน์ให้กับประกันภัยคู่กรณีได้

โดยสิ่งที่ควรจะทำในการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์นั้นจะมีดังนี้….หลังจากรถเกิดอุบัติเหตุ ให้คุณโทรศัพท์แจ้งบริษัทประกัน แล้วถ่ายรูปภาพสภาพของตัวรถทั้งของคุณของคู่กรณี รวมไปถึง ใบเคลมประกันของทางคู่กรณี ที่ระบุว่าเป็นของบริษัทไหน รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ติดต่อด้วย | นำใบเคลมประกันของคุณ พร้อมกับรถเข้าไปซ่อมที่ศูนย์หรืออู่ในเครือ และควรทำสำเนาเอกสารไว้ด้วย | เมื่อรถซ่อมเสร็จแล้ว ควรมีการขอสำเนาเอกสารรายการซ่อม พร้อมทั้งใบรับ-ส่งรถ ที่มีวันที่ชัดเจน

ขั้นตอนในการทำเรื่องขอเบิกค่าขาดประโยชน์

โดยในขั้นแรกจะต้องแจ้งทางบริษัทประกันคู่กรณีในเรื่องของการยื่นล้อเรียกค่าสินไหมชดเชยและค่าขาดประโยชน์จากการที่ไม่มีรถใช้ในระหว่างซ่อมโดยจะต้องมีการส่งเอกสารต่างๆให้กับบริษัทคู่กรณีในเรื่องของสำเนาใบเคลมสำเนาใบแจ้งซ่อมและสำเนาใบรับรถจากอู่ รูปรถของเราที่เกิดอุบัติเหตุ สำเนาทะเบียนรถ สำเนาใบขับขี่ สำเนาบัตรประชาชน และหนังสือเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ โดยต้องไม่ลืมที่จะทำสำเนาเก็บเอาไว้กับคุณด้วย 1 ชุด

เมื่อทำการยื่นเอกสารไปแล้วทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทประกันของคู่กรณีจะทำการติดต่อมาเพื่อต่อรองค่าขาดประโยชน์และมีการทำข้อตกลงการประมาณ 7 วันก็จะได้รับค่าขาดประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้แต่ทหารทางบริษัทของคู่กรณีบ่ายเบี่ยงไม่ยอมจ่ายค่าจ่ายประโยชน์ก็ให้ทำการส่งเรื่องไปฟ้องร้องที่ ไปยัง คปภ. ให้ช่วยดำเนินการให้ได้

ยกตัวอย่างในกรณีจากการที่ผู้ชาย Pantip รายหนึ่งได้มีการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถของตัวเองเลยตัวเขานั้นได้มีการ เอารถเข้าอู่ไปแล้ว 3 ครั้งซึ่งตัวเองนะเป็นผู้ถูกกระทำหรือผู้ขายถูกนั้นเอง

โดยทางเจ้าของเรื่องได้มีการเข้าไปติดต่อและหาข้อมูลศึกษาจากทาง Google รายได้พบว่าสามารถเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ได้โดยเขาให้ข้อสรุปดังนี้

ครั้งที่ 2 คราวนี้ปัญหาเยอะครับ มันไม่ยอมให้ตามที่ผมขอ ผมเรียกไปวันละ 500 มันจะให้วันละ 300 แล้วอ้างอีกว่า รถผมโดนชนตูด ดูจากรูปไม่น่าจะซ่อมนาน ผมเลยโวยไปว่าดูแต่รูปได้ไง ในรูปกันชนมันเด้งออกมาแล้ว แต่ข้างในมันบุบ ต้องเปลี่ยนโครงตัวถังชิ้นหลัง ใช้เวลานานมันไม่เชื่อ มันบอกว่าอู่มันบอกว่าซ่อมสามวันก็เสร็จ (ผมเรียกไป 12 วัน)ผมเลยบอกว่า ผมไม่ได้ซ่อมกับอู่ของคุณ คุณจะมาอ้างอู่คุณได้ไง ลองโทรไปถามอู่ที่ผมซ่อมสิมันก็วางหูไปแล้วโทรกลับมาบอกว่าถามอู่ที่ผมไปซ่อมแล้ว เค้าบอกว่า 3 วันก็เสร็จผมเลยโทรไปหาอู่ผม กะจะไปโวย ปรากฏว่าอู่ผมบอกว่าไม่เห็นมีใครโทรมาเลย อู่ที่ผมซ่อมเลยโทรไปด่ามันว่ามาแอบอ้างชื่อได้ไงซักพักหัวหน้าของมันโทรมาหาผม บอกว่าผมไปใส่ร้ายมัน มันไม่ได้บอกว่าโทรไปคุยกับอู่ผม ผมเลยสวนมันไปว่า ผมอัดเสียงไว้ตลอดที่คุยกัน แน่ใจนะว่าไม่ได้พูด มันเสียงเปลี่ยนเลย แล้วก็ยอมให้ผมตามที่เรียกร้องอย่างง่ายดาย สูตรของไอ้พวกนี้มันจะต่อราคาก่อนครับ แล้วพอเรายอมมันจะหักคอเราอีกทีด้วยการหักวัน เช่น วันหยุดไม่คิดตังค์ให้เป็นต้น

ครั้งที่ 3 ครั้งนี้แสบครับ ผมเรียกไปวันละ 500 บาท มันบอกว่าให้ได้แค่ 300 ผมไม่ยอม มันบอกว่าไม่ยอมก็ไปฟ้องเอาเอง
ผมเลยจัดให้ ผมฟ้อง คปภ. เรียบร้อยเลย ครึ่งเดือน คปภ. โทรมาเรียกไปรับเงินเต็มจำนวนเลย พร้อมทั้งบอกว่า อย่าไปยอมพวกมัน โดยเรทพื้นฐานแล้วต้องชดเชยให้วันละ 500 อยู่แล้ว ถ้าเรามีหลักฐานที่อยู่ที่ทำงาน ระยะทางในการเดินทางชัดเจนขนาดนี้ ยังไงก็ต้องจ่าย ไอ้พวกนี้มันจะลักไก่ คนที่ไม่รู้ กับขี้เกียจก็จะยอมๆ มันไป

สรุป

1. คุยอะไรกับพวกมันให้อัดเสียงไว้ด้วย

2. ถ้าเป็นไปได้ เรียกเผื่อมันกดราคาไว้เลย 50%

3. วิธีการกดราคาของพวกมันคือ มันจะต่อราคาเราก่อน เช่น ถ้าเราเรียกไป วันละ 500 บาท ซ่อมทั้งหมด 14 วัน เป็นเงิน 7000 บาทมันก็จะต่อเหลือวันละ 300 ถ้าเรายอมเราก็จะนึกว่าเราจะได้ 4200 บาท แต่ไม่จบเท่านั้นครับมันจะหักวันเสาร์อาทิตย์อีก เท่ากับว่า เราจะได้แค่ 10 วัน 3000 บาทเท่านั้น

4.อย่าไปกลัวมัน ถ้ามันงี่เง่าก็ฟ้อง คปภ. เลยครับ ยื่นทางเว็ป ง่ายและสะดวกมาก ผมไป คปภ. ครั้งเดียวคือตอนที่ไปรับเงิน

คุ้มกว่าฝากเงิน! ปลูกไม้มีค่า ใช้เวลา 15 ปีกลายเป็นเศรษฐี

ซึ่งในวันนี้เราพาทุกคนมาดูกันว่าการปลูกต้นไม้ก็สามารถสร้างรายได้มหาศาลด้วยการปลูกต้นไม้ใช้เพียงเวลาแค่ 15 ปีก็สามารถสร้างรายได้ให้กับลูกหลานให้กลายเป็นเศรษฐีได้ภายในพริบตา โดยทุกคนก็จะทราบกันดีว่าไม้ที่มีราคาแพงใน 5 อันดับแรกนั้นก็จะมี

1.พะยูง

2.ประดู่ป่า

3.สักทอง

4.ตะเคียนทอง

5.ชิงชัน

โดยไม้พวกนี้ถือเป็นไม้ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตรขึ้นไปแ ละมีความยาวทั้งหมด 2 เมตรขึ้นไปโดยไม้พะยุงนั้นถือเป็นไม้ที่มีราคาแพงที่สุดโดยจะขายท่อนละ 1 ล้านบาท ลำดับรองลงมาก็จะเป็นไม้ชิงชันกับไม้ประดู่ป่าโดยจะขายในราคาท่อนละ 800,000 บาทส่วนไม้สักกับไม้ตะเคียนทองจะอยู่ที่ท่านท่อนละ 500,000 บาทซึ่งถ้าหากส่งออกหายังไปต่างประเทศนั้นโดยเฉพาะประเทศจีนจะสามารถได้ราคาไม้สูงเพิ่มขึ้นไปอีกถึง 3 เท่า

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ก็ได้มีการพูดถึงว่าทำไมไม้ 3 ชนิดแรกเช่นไม้พยุงชิงชังและประดู่ป่าถึงมีราคาสูงมากนั่นก็เป็นเพราะว่าไม้ 3 ชิ้นนี้เป็นไม้เนื้อแดงโดยในอดีตราชวงศ์แต่ก่อนนั้นจะต้องห้ามตกแต่งสีไม้ด้วยสีแดงจนกลายเป็นค่านิยมของคนจีนหากใครมีเฟอร์นิเจอร์ไม้สีแดงสะสมไว้หรือว่าเป็นบุคคลที่ร่ำรวยมั่งคั่งเป็นอย่างมากเพราะอย่างชุดน้ำชาเล็กๆหรือเครื่องรางที่ทำจากเศษไม้พยุงชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็สามารถซื้อขายชั่งกิโลกันได้หลากหลายบาทโดยขายในราคากิโลกรัมละ 300 ถึง 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและชิ้นชิ้นของไม้ว่าจะเล็กหรือใหญ่ขนาดไหนถ้าหากชิ้นใหญ่ๆก็จะได้ราคาดีมากยิ่งขึ้น

แต่การปลูกไม้เหล่านี้นั้นก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 10 ปีถึงจะสามารถขายได้โดยทางอธิบดีกรมป่าไม้ก็ได้มีการแนะนำว่าหาจะคิดทำสวนป่าไม้เพื่อตัดขายให้ทำแบบสวนป่าผสมผสานเพื่อให้มีอายุในการตัดฟันไปขายได้ในระยะเวลาหลายๆเวลาเพื่อที่เกษตรกรนั้นจะสามารถสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่องอีกทั้งควรมีการปลูกไม้โตเร็วรอบตัดฟันแค่ 3 ปีอย่างเช่น ไผ่ ยูคาลิปตัส ปลูกในวงรอบนอกของเขตพื้นที่แปลง เพื่อเพิ่มความสะดวกในการตัดฟันและช่วยป้องกันลมให้กับพืชชนิดอื่นอีกด้วยอีกทั้งจะทำให้มีรายได้เฉลี่ยไร่ละ 28,000 บาทต่อปี

วงรอบต่อมาก็ควรปลูกไม้ที่ตัดฟันน้อยกว่า 10 ปี กระถินเทพา กระถินเทพณรงค์ ยางพารา ประมาณ 267 ต้นต่อไร่ จะสามารถช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวเกษตรกรไร่ละ 66,000 บาท / ปีเลยทีเดียว

ภาคเหนือควรจะปลูกไม้สักทอง ไม้ชิงชัน เพราะจะเติบโตได้ดี / ภาคอีสาน เหมาะกับไม้พะยูง พะยอม กระถินเทพณรงค์ ส่วน ประดู่ป่า ตะเคียนทอง ถือเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้ดีทั่วประเทศ ซึ่งเรียกได้ว่าการปลูกพันธุ์ไม้เหล่านี้ต้องดูสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคแต่ละภูมิภาคด้วยไม่ใช่เห็นว่าพันธ์นั้นพันธ์นี้ขายดีแล้วอยากจะปลูกสุดท้ายก็เจ๊งกันได้ นั้นควรศึกษาในเรื่องของพื้นที่ด้วยเช่นกัน

ไม่ธรรมดา เปิดบัญชีทรัพย์สิน ไก่อู-เมีย รวยมากระดับเศรษฐี ทรัพย์สิน

โดยวันที่ 3 กรกฎาคม ก็ได้มีทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ แบงค์มีการออกมาเผยแพร่บัญชีแสดงรายชื่อรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งในระดับสูงและคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจเพิ่มเติมอีกด้วยซึ่งหนึ่งในรายชื่อที่น่าสนใจก็คือ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยมีข้อต่อเนื่องในการที่ได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีประชาสัมพันธ์ในวันที่ 6 เมษายน 2562 ซึ่งได้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมกับคู่สมรสคือ นางณิชุบล แก้วกำเนิดมีจำนวนทรัพย์สินทั้งหมด 141,928,848 บาท และมีหนี้สินรวมทั้งหมด 14,750,797 บาท

โดยทรัพย์สินของ พล.ท.สรรเสริญ 38,284,155 บาทก็จะมีอันได้แก่…เงินฝาก 10 บัญชี 6,229,992 บาท | เงินลงทุน 10 รายการ เช่นกองทุนธนาคาร และประกันชีวิต 5,966,663 บาท | เงินให้กู้ยืม 5 ล้านบาท | โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 4 ล้านบาท | รถยนต์ 3 คัน 8,777,500 บาท | ทรัพย์สินอื่นๆ เช่น แหวนเพชร กำไลเพชร นาฬิกา 7 รายการ3,310,000 บาท | หนี้สิน 7,513,162 บาท

สำหรับรายได้มีรายได้รวมทั้งหมด 1,288,032 บาท เป็นเงินเดือนทั้งหมดและมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 1,972,332 บาท ซึ่งก็จะมี…ค่าผ่อนรถ BENZ C250 472,332 บาท | ค่าผ่อนบ้าน 9 แสนบาท | ค่าใช้จ่ายประจำเดือน 4.2 แสนบาท | ค่าดูแลบุพการี 1.8 แสนบาท

ในส่วนทรัพย์สินของคู่สมรสของ นางณิชุบล แก้วกำเนิด มีจำนวนทรัพย์สินทั้งหมด 103,644,692 บาท | เงินฝากร่วมกับบุคลอื่น 3 บัญชี 5,621,678 บาท | เงินลงทุน 15 รายการ ซึ่งมี หุ้นกู้ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ 1 ล้านบาท รวม 20,188,014 บาท | ที่ดิน 6 ล้านบาท | โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 4,520,000 บาท | ทรัพย์สินอื่นๆเครื่องประดับ 74 รายการ 67,315,000 บาท | หนี้สิน 7,237,635 บาท | มีรายได้รวมทั้งหมด .2 แสนบาท เป็นเงินเดือนทั้งหมด ไม่มีรายจ่าย

สำหรับทรัพย์สินที่น่าพอใจโดย พล.ท.สรรเสริญ ไม่มีการกู้ยืมเงินแก่ แก่นายภวดล บุญเดชะพัฒน์ โดยการทำสัญญาเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 จำนวนเงิน 5 ล้านบาทนอกจากนี้ยังมีการแจ้งอีกว่ามีที่ดิน 2 แปลงโดยโฉนดเลขที่คือ17940 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. 1 แปลง เนื้อที่ 1 งาน 09-7-10 ตารางวา โดยได้มาในวันที่ 27 เมษายน 2561 มีมูลค่าทั้งหมด 10 ล้านบาทและโฉนดเลขที่ 8450 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กทม. เนื้อที่ 11 ตารางวา ได้มาเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2560 มูลค่า 1 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีการรายงานข่าวอีกว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด มีบทบาทในการเป็นโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อปี 2553 และต่อมาหลังจากที่เกิดการรัฐประหารก็ได้มีการรับการแต่งตั้งให้เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจนกระทั่ง ร.อ.ยงยุทธ มัยลาภ ลาออก จึงได้ขึ้นเป็นโฆษกแทน และหลังจากนั้นก็ถูกแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2559 และแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 เมษายนในปี 2562 ที่ผ่านมา

นักวิชาการและชาวเน็ต บอก ‘ลุงประดิษฐ์ เครื่องปั่นไฟมือ 15 นาทีใช้ได้ 8 ชม.’ หลอกลวงโม้เกินจริง

โดยในล่าสุดนี้ทางโลกอินเทอร์เน็ตนั้นจะได้มีแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับลุงคนหนึ่งที่ได้มีการประดิษฐ์เครื่องปั่นไฟที่หมุนเพียงแค่ 15 นาทีก็สามารถใช้งานได้ถึง 8 ชั่วโมงซึ่งถูกชาวเน็ตต่างจับตามองและตั้งว่าเป็นสิ่งหลอกตาไม่ใช่คนไกลจริงๆ

โดยลุงคนนี้นั้นมีชื่อว่า ลุงชื่น ฝันเมฆ วัย 75 ปี เป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซึ่งเขาเป็นคนคิดฤกษ์เครื่องต้นแบบเครื่องจักรไฟฟ้าแรงสูงโดยใช้ระบบฟันเฟืองเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 500 วัตต์ได้โดยมีการระบุสรรพคุณในการใช้งานว่าเพียงแค่เอามือปั่นเบาๆแค่ 15 นาทีก็จะได้ไฟฟ้าใช้อย่างสม่ำเสมอ 6-8 ชั่วโมงโดยนี่คือทรัพย์สินทางปัญญาที่เขาบอกว่าได้มีการตรวจสอบผ่านเป็นที่เรียบร้อย

โดยหลังเรื่องดังกล่าวนั้นได้มีการเผยแพร่ออกไปก็มีผู้คนนั้นต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นอย่างมากซึ่งส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าการกระทำเหล่านี้นั้นไม่สามารถทำได้อย่างที่อ้างจริงและมองว่าสิ่งที่เราเอามาโชว์สื่อนั้นไม่ใช่เครื่องผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานไฟฟ้าแต่อย่างใดเพียงแค่เล่นปาหี่ให้คนเชื่อเท่านั้น

โดยเรื่องนี้ก็เกิดประเด็นสำคัญที่ทำให้มีผู้ใช้Pantip รายหนึ่งได้มีการตัดสินใจออกมาตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับเนื้อหาดังกล่าวเรื่องที่คุณลุง กำเนิดเครื่องปั่นงานไฟฟ้าแบบฟรีได้ซึ่งจะทำให้มีชาวพันทิพหลายคนต่างออกมาแสดงความคิดเห็นเป็นอย่างมากมายอย่างเช่นความคิดเห็นที่ 3 ที่มีผู้โพสต์แสดงความคิดเห็นมีชื่อสมาชิกว่า Partita ได้ออกมา ว่า..

เอาแค่นี้ก่อนนะครับ …… ” ปั่นเบา ๆ 15 นาที ก็ได้ไฟฟ้า 500 วัตต์ไปใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง ” จากข้อมูลเดิม ๆ Power ที่ร่างกายมนุษย์ทำได้ก็ประมาณ 400 – 600 วัตต์ แบบต่อเนื่อง แต่จะต่อเนื่องได้นานเท่าใดแล้วแต่ความฟิตของร่างกาย ผมขอสมมุติแบบสุดโต่งไปเลย ว่า “ปั่นเบา ๆ” นั้นคือปั่น power ได้ 600 วัตต์นาน 15 นาที …… มันก็ยังเป็นเพียง power แค่ 150 Wh เท่านั้นที่จะ charge ลงแบตเตอรี่ ….. แล้วไอ้ที่บอกว่าเครื่องนี้จะจ่ายไฟออกได้ 500 วัตต์ นาน 6 ชั่วโมง หรือ 3,000 Wh ได้อย่างไร ในเมื่อ input คือ 150 Wh สรุปแล้ว ปาหี่อย่างแน่นอน แหม่ กรมทรัพย์สินทางปัญญานำวิศวกรตรวจผ่านแล้วด้วยนะ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายความคิดเห็นที่ต่างแสดงออกมากันอย่างมากมาย ดั่งเช่นสมาชิกหมายเลข 5156208 ก็ได้มีข้อแย้งขึ้นมาดังนี้ “ฝั่ง output กระแสสลับ 500w แสดงว่าต้องใช้ไฟ 2.27 amp ฝั่ง input จาก bat 12v ต้องใช้ไฟประมาณ 46 amps หรือประมาณ 634 w DC ปั่น 15 นาที ใช้ไฟได้ 6-8 ชั่วโมง เอาแค่แบตเทพ ๆ 100 amp ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็น่าจะหมดแล้ว การได้เปรียบเชิงกลจากการปั่นสูงซะจนเป็นไปไม่ได้ สรุปว่าเจ๊ไม่เชื่อเจ้าค่ะ fyi”

นอกจากนี้ ยังมีความสงสัยในเรื่องของแบตเตอรี่ที่ใช้เก็บพลังงาน ที่คุณลุงเองบอกว่า ใช้แบตเตอรี่แค่ 2 ลูก สมมุติใช้แบตเตอรี่ที่แพงมาก ๆ เลย ก็ยังเก็บพลังงานได้ 2400 Wh และการจะจ่ายพลังงาน 500 วัตต์ ต่อ 7 ชั่วโมงนั้น ซึ่งเท่ากับ 3500 Wh ดังนั้น เรื่องแบตเตอรี่ จึงไม่สมเหตุสมผล

และนอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นอีกมากมายที่ต่างแสดงออกมากันโดยจะมีความคิดเห็นอะไรบ้างนั้นเรามาดูกันได้เลย

ล่าสุด อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า

สรุปว่าเรื่อง “ลุงอัจฉริยะคิดเครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์” น่าจะเรื่องโม้เกินจริงครับ
ถามกันมาเต็มเมล์บ๊อกซ์เลย ว่าจริงหรือไม่ กับข่าวของอดีตพนักงานการไฟฟ้าท่านหนึ่ง ที่คิดประดิษฐ์เครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์ ใช้มือหมุนปั่นเบาๆ แค่ 15 นาที ระบบเฟืองขับเคลื่อนและวงจรไอซีจะแปลงไฟ ไปเป็นกระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ กำลังไฟสูงถึง 500 วัตต์ ใช้งานได้ยาวนานกับเครื่องไฟฟ้าอย่าง เครื่องชักผ้า พัดลม แอร์ เครื่องตัดเหล็ก ฯลฯ ไฟไม่ตก นานถึง 6-8 ชั่วโมง ขณะนี้จดสิทธิบัตรแล้ว มีคนสั่งจองนับล้านเครื่อง ที่สำคัญ ต้นทุนแค่ 1.6 หมื่นบาท พร้อมเปิดประมูลสิทธิบัตรให้ซื้อไปผลิตกัน !!

แต่จากที่มีคนถามไปที่เพจของ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ลุงแค่ยื่นของจดสิทธิบัตรเครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์ดังกล่าว ยังไม่ได้รับสิทธิบัตรแต่อย่างไร (ซึ่งถึงแม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ใดจะมีการจดสิทธิบัตรแล้ว ก็ไม่ได้การันตีนะว่ามันใช้งานได้)
ในด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ มีเพื่อนๆ เพจต่างๆ ให้ความเห็นไว้ตรงกันหมดว่า ถึงแม้จะยังไม่เคยได้ไปดูเครื่องจริง แต่โดยหลักการแล้ว เครื่องปั่นไฟดังกล่าวไม่น่าจะมีประสิทธิภาพสูงมหัศจรรย์อย่างที่อวดอ้าง

เหตุผลคือ มันผิดหลักการทางฟิสิกส์เรื่องการทรงพลังงาน เนื่องจากพลังงานที่ให้กับเครื่องปั่นนี้ มันมีค่าน้อยมาก (ซึ่งก็คือการหมุนเฟืองด้วยมือเบาๆ 15 นาที) ขณะที่พลังงานที่ออกมา กลับมีค่าสูงมากจนเกินจริง (กระแสไฟกำลังสูงถึง 500 วัตต์ นาน 6-8 ชั่วโมง)
ในความเป็นจริงแล้ว มันควรจะกลับข้าง เสียด้วยซ้ำ คือพลังงานที่ใส่เข้าไป จะเท่ากับพลังงานที่ออกมาบวกกับพลังงานที่สูญเสียไป (เช่น กลายเป็นความร้อนจากการหมุนของเฟือง) นั่นแปลว่า ถ้าจะให้ได้ไฟฟ้า 500 วัตต์อย่างที่ว่า คงต้องใช้ระดับนักกีฬาที่ทรงพลัง มาหมุนเครื่องปั่นนี่นานเป็นสิบๆชั่วโมง
ดังนั้น สิ่งคาดว่าเครื่องปั่นนี้ทำงานได้จริงๆ ก็แต่การที่แบตเตอรี่ 12 โวลต์ ที่ชาร์จไฟเต็มมากแล้ว มาต่อกับวงจรแปลงไฟเพื่อแปลงให้เป็นไฟ 220 โวลต์ ซึ่งถ้าเอาไปต่อกับหลอดไฟฟ้า (ซึ่งกินไฟต่ำ ไม่กี่สิบวัตต์) ก็เป็นไปได้ที่เปิดไฟนานๆ หลายชั่วโมง แต่ถ้าใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงหลายร้อยวัตต์ (อย่างตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์) ไฟก็จะหมดในเวลาไม่นาน

อุทาหรณ์ของเรื่องนี้คือนัก ข่าวควรจะให้ความสำคัญกับพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นกว่านี้ ในการลงไปทำข่าวควรจะมีผู้รู้ทางช่างหรือวิศวกรลงไปทดสอบพิสูจน์ด้วย ไม่ใช่แค่รายงานข่าวตามที่มีแหล่งข่าวให้สัมภาษณ์กล่าวอ้างเท่านั้น (สังเกตว่ามีข่าวเครื่องปั่นไฟมหัศจรรย์ หรือเครื่องจักรพลังงานอนันต์ หรือยานพาหนะพลังแม่เหล็กพลังไฟฟ้าพลังน้ำ ฯลฯ แอบอ้างเกินจริง ทำนองนี้หลายครั้งแล้ว)